mainstand

Feature

เจสัน บราวน์ : อดีตเซ็นเตอร์ค่าตัวแพงสุด NFL ผู้ทิ้งเงินพันล้านไปค้นพบสวรรค์ในไร่



"คุณเป็นบ้าอะไรของคุณวะเจสัน เราจะรวยเละแต่คุณกลับจะไปปลูกผักโง่ๆ ของคุณเนี่ยนะ?" เสียงของใครบางคนกำลังไม่พอใจในวันที่ เจสัน บราวน์ บอกว่าเขาไม่อยากจะเล่นอเมริกันฟุตบอลต่อไปอีกแล้ว และสิ่งที่เขาอยากจะทำคือการไปปลูกผักเพื่อชาวโลกที่หิวโหย


 

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนที่ นอร์ธ แคโรไลน่า รัฐสีเขียวแห่งสหรัฐอเมริกาเพราะมีทั้งป่าไม้,ไร่นา และ เหล่าประชาชนที่เป็นเกษตรกรและปศุสัตว์ ณ ที่แห่งนี้มีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเกษตรที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีมูลค่าสูงถึงราว 87,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมี อุทยานแห่งชาติ เกรต สโมกกี้ เมาน์เทนส์ เป็นอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ของอเมริกาอีกด้วย

เด็กๆ ที่นี่แข็งแรงเป็นพิเศษด้วยงานในสวนที่เหมือนกับการบริหารร่างกายแบบกลายๆ นอกจากนี้อากาศก็บริสุทธ์ด้วยพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่ นอร์ธ แคโรไลน่า จะมีทีมกีฬาเก่งๆ อย่าง ชาร์ล็อตต์ ฮอร์เน็ตส์ ใน NBA และ แคโรไลน่า แพนเธอร์ส ใน NFL นั่นก็เพราะเด็กๆ ที่นี่ล้วนแต่เป็นนักกีฬาฝีมือดีในระดับมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐอย่าง มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า, มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า สเตท และ มหาวิทยาลัยดุ๊ก แน่นอนนั่นรวมถึง เจสัน บราวน์ หนุ่มแอฟริกัน-อเมริกันร่างยักษ์ พระเอกของเรื่องนี้

 

ซ้ำรอย...

ตอนที่ยังแบเบาะ เจสัน บราวน์ มีพ่อที่ทำงานเป็นข้าราชการใน วอชิงตัน ดีซี ทว่าหลังจากลูกๆ เริ่มโตขึ้นคุณแม่เริ่มคิดว่าด้วยความที่ วอร์ชิงตัน เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางแห่งการเมืองการปกครองของอเมริกา ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับเด็กๆ ดังนั้น แม่-ลูก จึงย้ายไปอยู่ นอร์ธ แคโรไลน่า โดยพ่อของเขาจะเดินทางมาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์


Photo : www1.cbn.com

ช่วงเวลาที่อยู่ นอร์ธ แคโรไลน่า เจสัน เติบโตเข้าสู่วัยรุ่นด้วยการเป็นนักกีฬาตามแบบฉบับวัยรุ่นอเมริกันทั่วไป ก่อนที่ความแข็งแรงตามฉบับเด็กบ้านนอกจะทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นอเมริกันฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมของโรงเรียนมัธยม นอร์ธเทิร์น แวนซ์ จนติดทีมยอดเยี่ยมของรัฐและกลายถูกบันทึกชื่อเป็นบุคคลในหอเกียรติยศประจำเมืองอีกด้วย ก่อนจะได้ทุนจากมหาวิทยาลัย นอร์ธ แคโรไลน่า ในช่วงต้นปี 2000 การเล่นในระดับนี้เขาถูกปรับสไตล์การเล่นจากตัว แท็คเกิล กลายเป็น การ์ด และจากการ์ดเขาก็ได้เจอตำแหน่งใหม่ที่เหมาะกับตัวเองที่สุดนั่นคือการเล่นในตำแหน่ง เซ็นเตอร์  

ตำแหน่งที่ดีที่สุดไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เขาพบเจอในช่วงชีวิตระดับมหาวิทยาลัยนี้ เจสัน พบกับ เทย์ สาวสวยจากคณะแพทยศาสตร์ที่เหมือนกับว่าต่างคนต่างเกิดมาเพื่อกันและกัน พวกเขาแทบไม่ต้องใช้เวลาคบหาดูใจกันมากมายนักก็เลือกที่จะแต่งงานกันในปี 2003 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตวัยรุ่น เพราะอีกเพียงปีเดียวทั้งคู่จะจบการศึกษาแล้ว และไม่มีใครคาดเดาได้ว่าโชคชะตาจะส่งทั้งสองคนไปที่ไหน เจสัน เป็นนักกีฬามีมือเก่งกาจที่ทั่วประเทศต้องการตัว ขณะที่ เทย์ เป็นเด็กฉลาดพร้อมได้รับทุนเพื่อเป็นบุคลากรแพทย์ระดับหัวแถวของประเทศ

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรจะเป็น 2 สามี-ภรรยา ต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลที่จำเป็นต้องยอมรับ เจสัน ถูกทีม บัลติมอร์ เรฟเว่นส์ ดราฟต์เข้าสู่ทีมในปี 2005 ขณะที่เทย์ได้ทุนจากคณะทันตกรรมที่ UNC Chapel Hill ในแดนไกลอันมีอนาคตที่สดใสในโรงพยาบาลดังๆ รออยู่ … พวกเขากำลังไปได้สวยบนสายอาชีพของตัวเองในเวลานี้


Photo : russellstreetreport.com

น่าแปลกดีเหมือนกันที่ใครต่อใครบนโลกนี้ต่างเรียกร้องชื่อเสียงและเงินทองเข้ามาในชีวิต ทว่าสิ่งทีเกิดขึ้นกลับหลายคนเมื่อพวกเขาเดินทางไปยังจุดที่หวัง ชีวิตกลับไม่มีความสุขเหมือนที่คิดไว้ ว่ากันว่าโลกของเหล่าคนดังมันซับซ้อนและไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีครอบครัวแล้ว และต้องรับผิดชอบหน้าที่หัวหน้าครอบครัว และหน้าที่การงานไปพร้อมๆ กัน

"ช่วงปีแรกๆ ของการแต่งงานคือการต่อสู้ครั้งใหญ่เลยจริงๆ มีการเสียสละต่างๆมากมายเกิดขึ้นกับเราทั้งสองคน ตอนแรกๆ เราคิดว่าจะอยู่กันแบบครอบครัวที่แสนอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก กินข้าวเย็นด้วยกันทุกวันอะไรแบบนั้น แต่เมื่อ เจดับเบิลยู ลูกชายคนแรกของผมลืมตาดูโลก กลับกลายเป็นว่าครอบครัวเราเหมือนกับครอบครัวผมตอนเด็ก ความสัมพันธ์ระยะไกลมันเกิดขึ้นกับผมอีกครั้ง"

ชีวิตที่เขาพยายามหลีกหนี กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาต้องเจอ เจสัน รู้ว่าการเป็นคนดังก็มีข้อดีตรงที่อย่างน้อยๆ เงินทองไม่ขาดมือ แต่ความสัมพันธ์ระยะไกลที่ต้องอยู่ห่าง ลูก-เมีย ถึง 4 ปี คือความรู้สึกที่คนเป็นพ่อเท่านั้นจะรู้ว่ามันทรมานขนาดนไหน  แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่แรกบางครั้งชีวิตก็เลือกไม่ได้ ...

เจสัน อยู่กับ เรฟเว่นส์ อยู่ 4 ปี ก็หมดสัญญา และกลายเป็นผู้เล่นฟรีเอเย่นต์ คราวนี้เขาต้องเลือกดีๆ เงินทองสำคัญก็จริงแต่ การได้อยู่ใกล้กลับภรรยาและลูกๆ คือสิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่า เอาล่ะเขาต้องเลือกที่ที่ใกล้ และได้ค่าตอบแทนเป็นตัวเลขสวยๆ เหมาะสำหรับปากท้องของครอบครัวที่กำลังจะขยายตัวขึ้นทุกวัน  เทย์ กำลังตั้งท้องลูกคนที่ 2 และโชคดีมากๆที่ เซ็นต์ หลุยส์ แรมส์ เชิญเข้ามารับฟังข้อเสนอสำหรับฤดูกาล 2009 ที่รออยู่ ...

 

พร้อมหน้าแต่ปราศจากความสุข

ไม่มีอะไรจะหอมหวานไปยิ่งกว่านี้อีกแล้ว เมื่อ แรมส์ เชิญ เจสัน เยี่ยมชมทีมในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ทั้งสองฝั่งได้นั่งโต๊ะเจรจากันและ แรมส์ ยิงหมัดเด็ดจบเรื่องนี้ทันที "สัญญา 5 ปี 37.5 ล้านเหรียญ เงินการันตี 20 ล้านเหรียญ คุณโอเคไหม มิสเตอร์เจสัน?"  


Photo : www.foxsports.com

มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่กล้าจะปฎิเสธ เพราะ 37.5 ล้านเหรียญ คือจำนวนที่มากที่สุดในขณะนั้นที่ทุกทีมจะยอมจ่ายเงินเพื่อจ้างผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์สักคน อยู่ดีๆ เจสัน ก็กลายเป็นผู้เล่นที่รวยเบอร์ต้นๆ ของ NFL เสียอย่างนั้น ข้อเสนอนี้มันใหญ่จนทำให้เขาหน้ามืดตามัวในบัดดล เขาคิดแค่ว่าถึงไม่ได้ย้ายไปอยู่กับ เมียและลูก แต่อย่างน้อยๆ ด้วยรายได้ระดับนี้เขาสามารถนำทุกคนมาอยู่ด้วยกันที่ เซนต์ หลุยส์ ได้แบบสบายๆ แต่เขาลืมคิดไปว่า "นกเปลี่ยนฟ้าปลาเปลี่ยนน้ำ" ไม่สามารถปรับตัวได้โดยเร็วครอบครัวของเขาก็เช่นกัน

หน้าที่ของเจสันเพิ่มขึ้นมาก เขาต้องทำกิจกรรมต่างๆ นานากับสโมสรตามสัญญา นอกจากนี้ยังต้องฝึกซ้อมรวมถึงวุ่นวายกับเรื่องรายได้ที่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เด็กๆ กลับถูกพ่อและแม่ให้ความสนใจน้อยลง ... นี่คือความเลวร้ายอย่างที่สุดที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น


Photo : www.stltoday.com

"พระเจ้าได้ให้ความสบายใจกับเราแล้วแท้ๆ แต่ผมดันติดอยู่กับเรื่องทางโลกที่ดึงผมเอาไว้ ผมยังคงไล่ล่าเงินทองเพื่อทำให้ครอบครัวสบาย เราต้องไปเรียนวางตัวและสร้างภาพลักษณ์ปลอมๆ ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการใช้ชีวิตแบบนี้คือสูตรสำเร็จของภัยพิบัติอย่างแท้จริง" เจสัน ยอมรับถึงช่วงชีวิตที่มีเงินแต่ไม่มีความสุข

เจสัน และ เทย์ เริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น จนกระทั่งได้เปิดอกคุยกันพวกเขาจึงรู้ว่าลึกๆ แล้วต่างฝ่ายต่างก็ต้องเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้รายรับที่มหาศาล วิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ลูกๆ ไม่ได้รับการใส่ใจ และนี่คือเรื่องที่เขาไม่อยากจะให้อภัยตัวเอง เพราะในวัยเด็กเขาสงสัยอยู่นานว่าทำไมพ่อและแม่จึงต้องใช้เวลากับการทำงานมากกว่าการดูแลใส่ใจเขา เจสัน เข้าใจว่าท่านได้เลือกทำสิ่งที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลานั้นแล้ว แต่ตัวเขาเองก็คิดเสมอว่าหากโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เขาจะไม่มีวันทำแบบนี้กับครอบครัวของตัวเอง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ต่างกัน … เขาทำไม่ได้ ความจำเป็นของผู้ใหญ่เป็นเหตุผลที่เหนือกว่าที่เด็กๆ จะเข้าใจ  

กราฟชีวิตดิ่งลงเหวในทุกๆ ด้าน ครอบครัวเริ่มไม่มีความสุข ส่งผลให้อาชีพการเป็นนักอเมริกันฟุตบอลติดขัด ขณะที่ต้นสังกัดก็พยายามกดดันให้เขารีดศักยภาพออกมาให้สมกับค่าเหนื่อยที่ทีมยอมจ่ายให้ เรียกได้ว่าทั้งศึกนอกศึกในเล่นงานเขาจนหัวปั่น จากชายตัวใหญ่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองตัวลีบเล็กลงเรื่อยๆ ในการเดินเข้าสนามซ้อมและก่อนลงสนามแข่ง ยิ่งนานวันผลงานก็ยิ่งแย่ หมดราคาดีลประวัติศาสตร์ NFL อย่างสิ้นเชิง


Photo : www.cbsnews.com

"37.5 ล้านดอลลลาร์ และเป็นผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่รับค่าเหนื่อยแพงที่สุดใน NFL เหรอ? นั่นล่ะคือการตัดสินใจทีผิดพลาดที่สุดในชีวิตของผมเลย" เจสัน ยอมรับว่าจำนวนเงินมากมายทำให้ตาเขาเบิกโพลงจนสมองของเขามืดบอด ... แต่มันแก้อะไรไม่ทันแล้ว หากเขายังเป็นนักอเมริกันฟุตบอลต่อไป เขาต้องรับกับชีวิตหมาล่าเนื้อแบบนี้ให้ได้ นั่นคือทางเดียวที่เขาจะอยู่รอดบนเส้นทางนี้ได้ 

ยกเว้นเสียแต่ว่าใครบางคนจะใจเด็ดพอที่จะเดินไปบอกสโมสรว่าขอยกเลิกสัญญาที่เหลือ และทิ้งเงินหลักพันล้านเพื่อหาอะไรทำสักอย่างสำหรับสร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัว โดยที่เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอะไรดี

 

ผ่าทางตัน

เจสัน เลือกวิธีผ่าทางตันนั่นคือแบบที่ 2 เขาพร้อมยกเลิกสัญญากันแบบดื้อๆ หลังจากฤดูกาล 2011 จบลง ในเมื่อเล่นให้ดีไม่ได้ก็อย่าไปเล่นมันเลยเสียดีกว่า ณ ตอนนั้นทีมอย่าง เรฟเว่นส์ กลับมาทาบทามเขาอีกครั้ง โดยให้เอเย่นต์ของเจสันบุกมาเคาะประตูบ้านเพื่อเกลี้ยกล่อม แต่หนนี้เขาเอาจริงแล้ว คำพูดลูกผู้ชายหนักแน่นพอ ครอบครัวต้องมาเป็นอันดับ 1 อย่างที่เคยตั้งใจไว้


Photo : www.newsobserver.com

"พอผมบอกว่าไม่ เอเย่นต์ของผมรีบบอกกับผมทันทีว่า คุณรู้ไหมนี่จะเป็นความผิดพลาดที่ส่งผลกับชีวิตของคุณ และหลังจากนี้คุณจะกลับมาหาผมและผมกับผมว่า 'ขอโทษทีผมไม่น่าทำแบบนั้นเลย'" เจสัน กล่าวถึงวันที่เขากำลังถกเครียดกับ เอเย่นต์คนที่เคยได้รับเงินกินเปล่าก้อนโตในวันที่เขาเซ็นสัญญากับ แรมส์

เงินทองเขายังพอมีจากสัญญาที่ได้ในฉบับเก่า แต่มันจะไม่อยู่กับเขาจนตายแน่ เขาต้องเริ่มหาอาชีพใหม่และเจสัน เลือกอาชีพที่เหมาะกับ นอร์ธ แคโรไลน่า บ้านของเขามากที่สุดนั่นคือการทำเกษตรกรรม ทุกอย่างดูห่างไกลกันคนละโยชน์ เขาอาจจะเป็นนักวิเคราะห์เกม, นักจัดรายการเกี่ยวกับกีฬา หรืออะไรก็ตามที่ความสามารถเขามี แต่ไม่เลย เลือกทำในสิ่งที่เขาไม่รู้สักอย่าง และจำเป็นต้องเริ่มใหม่หมด เขาเริ่มจากการเข้ายูทูบ เพื่อศึกษาการทำเกษตรของที่ต่างๆ และไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยอีกครั้งในด้านการเกษตร ทั้งหมดนี้เขาพยายามจะแสดงให้ ลูกและเมียเห็นว่า หนนี้เขาไม่ได้ล้อเล่น และครอบครัวของเราจะต้องมีความสุขในการตัดสินใจครั้งนี้ที่เขามั่นใจว่าจะไม่ผิดพลาดเป็นครั้งที่ 2


Photo : www.cbsnews.com

เงินเก็บของเขาถูกลงทุนไปกับที่ดินรวมกว่า 1,000 เอเคอร์ สำหรับวางแผนปลูกมันเทศ, มันฝรั่ง และผลไม้ต่างๆ เป้าหมายแรกคือการขายมันเพื่อนำมาจุนเจือครอบครัว ส่วนเป้าหมายที่ 2 นั้น เจสัน หวังว่าไร่ของเขาจะสามารถผลิตวัตถุดิบที่เป็นอาหารให้กับผู้ยากไร้ได้

เขาทำงานเองกับภรรยาทั้งหมด และยอมรับว่าการใช้ชีวิตในฟาร์มนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ แต่จุดประสงค์ในการมีอยู่ของมันทำให้พวกเขามีความสุขในการทำ เจสัน ฝึกทำหน้าที่ต่างๆ มากมายทั้งการขุดดิน ใส่ปุ๋ย ขับรถไถ และเก็บเกี่ยว หน้าที่ทั้งหมดดูจะเหนื่อยแต่ก็แปลกที่ชีวิตครอบครัวของเขากลับดูดีขั้นทุกวันๆ รู้ตัวอีกทีฟาร์มที่ชื่อว่า "เฟิร์ส ฟรุตส์ ฟาร์ม" ก็สามารถสร้างผลผลิตได้ถึงฤดูกาลละ 50 ตัน แม้เมื่อเอาไปขายแล้วมันอาจจะไม่ได้ทำให้เขารวยเหมือนกับตอนเป็นสตาร์ NFL แต่มันทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น

"เวลาที่คุณเห็นผลผลิตพวกนี้มันผุดขึ้นมาจากดิน โอโหคุณเอ๊ย! ผมบอกเลยนี่คือความสวยงามที่สุดในชีวิตที่มนุษย์ทุกคนควรได้เห็นนะ" รอยยิ้มของชาวไร่ผู้ยิ่งใหญ่บอกได้ทุกอย่าง


Photo : www.thisisinsider.com

ทุกๆ ปีชาวไร่ใน นอร์ธ แคโรไลน่า จะมีพิธีที่เรียกว่า "ฮาร์เวสต์ ออฟ โฮป" มันคือพิธีที่คล้ายกับการทำขวัญข้าว อันเป็นประเพณีที่เชื่อกันว่ามีเทพเจ้าเป็นเจ้าของมีอำนาจในการดลบันดาลให้ผู้ปลูกได้ผลผลิตมากขึ้นในปีต่อๆ ไป สำหรับ "ฮาร์เวสต์ ออฟ โฮป" นั่นคือการเก็บเกี่ยวผลผลิตเผื่อขอบคุณพระเจ้าและนำผลผลิตที่ได้นั้นบริจาคให้กับธนาคารอาหารสำหรับผู้ยากไร้  

งานนี้คืองานบุญอย่างแท้จริง เจสัน และ เทย์ ได้พบบทเรียนของการมีชีวิต เพราะในวันเก็บเกี่ยวผลผลิต พวกเขา 2 คนจะต้องเจอศึกหนักกับผลผลิตที่มากขึ้น อีกทั้งฝนยังตกหนักจนงาน  "ฮาร์เวสต์ ออฟ โฮป" ของไร่ของเขามีแววจะต้องเน่าคาต้น ทว่าหลังจากฝนหยุดตกและแสงแดดเข้ามาแทนที่ พวกเขากลับพบอาสาสมัครกว่า 500 คนมารวมตัวกันที่ไร่ของพวกเขา และทุกคนช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิตต่างๆ ขึ้นมาอย่างแข็งขันและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เมื่อเสร็จงานเขาค่อนข้างแปลกใจกับความช่วยเหลือที่มาโดยไม่ได้คาดคิดนี้ เขาถามเหล่าอาสาสมัครว่า "พวกคุณมาด้วยเหตุผลอะไร?" เหล่าผู้ช่วยเหลือตอบเพียงว่า "ชายผู้ซื่อสัตย์และอ้อนน้อมถ่อมตนอย่างคุณควรได้รับสิ่งนี้" … หลังจากนั้นเจสันรู้ทันที สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่เขามีชีวิตอยู่ ในสนามเขาถูกจดจำในฐานะผู้เล่นที่ค่าเหนื่อยแพงเกินฝีมือ แต่ในไร่แห่งนี้เขาคือชายผู้โอบอ้อมและมีแต่มิตรภาพจากคนรอบข้างที่รายล้อมอยู่  


Photo : www.thedailymeal.com

"มองย้อนกลับไปในอดีตผมไม่เคยคาดหวังเลยอะไรแบบนี้จะเกิดขึ้น มันต้องเป็นพรจากพระเจ้าที่นำทางเรามาได้ไกลมากในช่วงเวลาสั้นๆ ที่คือการเดินทางที่ยอดเยี่ยมและวิเศษที่สุดที่ผู้เดินตามรอยพระองค์อย่างผมจะได้เจอ"

มนุษย์เราร้อยพ่อพันแม่เกิดมาและมีเหตุผลในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ไม่มีใครโง่ ไม่มีใครฉลาดสำหรับการเลือกเส้นทางของตัวเอง บางคนหวังที่จะเกิดมาเพื่อร่ำรวยและมีชื่อเสียง บางรายอยากจะยิ่งใหญ่ค้ำโลก แต่สำหรับคนอย่าง เจสัน บราวน์ กลับต้องการความเพียงสิ่งพื้นฐานไม่กี่อย่างเท่านั้น ขอเพียงลืมตาตื่นมาพร้อมๆ กับครอบครัวและได้เล่ามุกตลกแป้กๆ ให้ลูกๆ ได้ส่ายหัว เพียงเท่านั้นเขาก็เรียกมันว่าความสุขได้แล้ว


Photo : billygraham.org

"เรามีการสื่อสารที่เปิดใจกันมากขึ้น วิถีชีวิตใหม่ของเราเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะทำ ผมเห็นความสุขเกิดขึ้นเด็กน้อยทั้ง 5 คนอยู่ได้เล่นด้วยกันทั้งวัน เจดับเบิลยู, นาโอมิ, โนอาห์, เทร และ ยูดาห์ ... นี่คือสิ่งที่น่ายินดีที่สุดในชีวิต"

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.ourstate.com/jason-browns-journey-from-football-to-farming/
https://www.focusonthefamily.com/marriage/daily-living/jason-brown-from-the-nfl-to-farming



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง