mainstand

Feature

วิวัฒนาการมัสคอต : จากของขลัง...สู่วิถีประชาธิปไตย ในมือหนูน้อยญี่ปุ่น



มาสคอต หรือ สัญลักษณ์นำโชค เป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันกีฬาบนโลกนี้แบบขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นการเอาสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตขึ้นชื่อของเจ้าภาพมาถ่ายทอดให้คนภายนอกได้รับรู้แล้ว ยังเป็นการสร้างภาพจำให้กับการแข่งขันครั้งนั้นไปได้อีกนานทีเดียว


 

แต่ความหมาย และบริบทของมาสคอตในยุคเริ่มต้น กับปัจจุบันเป็นอย่างไร? จากค้างคาวตัวน้อยๆ กลายเป็นสัญลักษณ์เชิงประชาธิปไตยของหนูน้อยญี่ปุ่นในโอลิมปิกส์ 2020 ได้อย่างไร? Main Stand ขออาสาเท้าความไปให้เห็นวิวัฒนาการ

 

การก่อกำเนิดของมัสคอต

มัสคอตทำคลอดสู่โลกใบนี้ด้วยความบังเอิญที่ประเทศฝรั่งเศส เดือนธันวาคม ปี 1880 มีละครโอเปร่าเรื่องหนึ่งชื่อ “ลา มาสค็อตต์” (La Mascotte) ซึ่งคำนี้ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “เสน่ห์โชคดี” เอ็ดมองด์ ออดร็อง ผู้ประพันธ์โอเปร่าเรื่องนี้ เคยใช้คำนี้ในงานประพันธ์ของตัวเองครั้งแรกตั้งแต่ปี 1867

 

ลา มาสค็อตต์ มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชาวนาอิตาเลียนคนหนึ่งที่ปลูกอะไรก็ไม่งอกงาม จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบหญิงแปลกหน้า น่ารักและยังเวอร์จิ้นนางหนึ่ง ชื่อ เบตติน่า แล้วหลังจากนั้นเขาก็ปลูกพืชได้เจริญเติบโตดีมีโชค และชีวิตก็สดใสกว่าที่เคยเป็น  

 

นอกจากนั้นคำว่า mascotte มาจากคำว่า masco เป็นคำแสลงในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “แม่มด” นั่นเอง หลังจากนั้นคำว่า mascot ก็สื่อความหมายถึงความโชคดีไปมาตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งมัสคอตถูกบรรจุในภาษาอังกฤษ เมื่อปี 1881

 

เมื่อมัสคอตเริ่มเข้ามาในโลกของกีฬา

มัสคอตในช่วงแรกไม่ได้มีความเกี่ยวพันอะไรกับกีฬา แต่เป็นเพียงความเชื่อในสิ่งต่างๆ ที่สร้างความโชคดีให้กับคนๆ หนึ่งหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น อาจจะเป็นผมเปียที่ถักไว้อย่างสวยงาม หรือหัวเรือรูปทรงต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดถึงมัสคอตแรกในวงการกีฬานั้น พจนานุกรมเบสบอลดิ๊กสัน(The Dickson Baseball Dictionary) ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อปี 1883 มีเด็กชาย ชื่อ ชิค อุ้มค้างคาวและวิ่งนำไปมอบให้นักเบสบอลคนหนึ่ง และมันก็ส่งผลดีกับการแข่งขันในครั้งนั้น ทำให้นักเบสบอลในเหตุการณ์วันนั้นยกให้ชิคเป็นมัสคอต

 

Sporting Life หนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกา(ยุติการตีพิมพ์ไปเมื่อปี 1924) เคยบันทึกไว้ว่า “ผู้เล่นมอบความเชื่อมั่นไว้ที่พลังการดึงดูดโชคดีของชิค”

 

ปี 1884 ก็เริ่มมีมัสคอตที่เป็นสัตว์ขึ้นมา ซิซินเนติ เอนไควเรอร์ (Cincinnati Enquirer) หนังสือพิมพ์อเมริกัน ตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับแพะตัวหนึ่งในปี 1884 ว่าแพะตัวนั้นเดินเตร็ดเตร่ในสนามเบสบอลที่กำลังแข่งอยู่เพื่อที่จะหาใบปลิว กระป๋องหอยนางรม เอามากินก็เท่านั้น แต่กองเชียร์ในสนามไม่ได้มองเห็นว่ามันกำลังหาอะไร และคิดไปว่าแพะตัวนั้น เป็นสัตว์ที่นำความโชคดีมาสู่ทีม

 

เข้าสู่ศตวรรษที่ 19 เด็กและสัตว์ก็เข้ามามีบทบาทในการเป็นมัสคอตมากขึ้น ปี 1888 เซ้นต์ หลุยส์ บราวน์ ทีมเบสบอลถ่ายภาพรวมทีมกับเด็กและสุนัขอีก 2 ตัว ซึ่ง เซ้นต์ หลุยส์ บราวน์ยกให้ 3 ชีวิตที่อยู่ในภาพกับทีมเป็นส่วนร่วมในความสำเร็จ เพราะช่วงนั้น เซ้นต์ หลุยส์ บราวน์ สามารถคว้าแชมป์เบสบอลเนชั่นแนลลีกมาครองได้ในปี 1886

 

www.slate.com เผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับมัสคอตว่า ในช่วงศตวรรษ 1900 ความเชื่อเรื่องมัสคอตเริ่มแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของโลก ในปี 1944 ที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา มีการแข่งขันเบสบอลเกมอุ่นเครื่อง โจดิมาจโจ้ ตีโฮมรันจากพิทเชอร์ ที่ชื่อแม็กซ์ แพทกิ้น

 

หลังจากที่ดิมาจโจ้ออกวิ่งไปแล้ว แพทกิ้นก็เรียกเสียงหัวเราะด้วยการออกวิ่งเหยาะๆ ตามไปด้วย ทำให้ผู้ชมในสนามชอบใจกันใหญ่ หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แพทกิ้นเลิกเป็นนักเบสบอล และผันตัวเองไปเป็นผู้สร้างเสียงหัวเราะให้กับแฟนเบสบอลในสนามของทีมคลีฟแลนด์ อินเดียนส์ และได้รับฉายาว่า “Clown Prince of Baseball” โดยเขาถูกเปรียบให้เป็นเหมือนตัวนำโชคของทีมไปเลยทีเดียว เพราะทำหน้าที่เอ็นเตอร์เทนเนอร์ให้กับทีมถึง 5 ทศวรรษด้วยกัน

 

“ไก่ซานดิเอโก้” มัสคอตต้นแบบของโลกปัจจุบัน

มัสคอตการ์ตูนตัวแรกของโลกเป็นไก่ และถูกสร้างขึ้นในปี 1974 สถานีวิทยุเคจีบี ในเมืองซานดิเอโก้ สหรัฐอเมริกา ได้จ้างไบรอัน นาเรลล์ นักวาดการ์ตูน ออกแบบคาแรกเตอร์เพื่อเป็นเครื่องหมายการค้า และนาเรลล์ก็วาด “ไก่” ขึ้นมา

 

สถานีเคจีบีจับเอาการ์ตูนซึ่งเป็นรูปวาดมาทำเป็นชุดสีสันสดใสให้คนสวมใส่ เหมือนมัสคอตที่มีคนอยู่ข้างในแบบปัจจุบัน และมนุษย์คนแรกที่ได้ใส่มัสคอตตัวนั้น ชื่อว่า เท็ด จานนูลาส นักศึกษาด้านวารสารศาสตร์ที่รับค่าจ้างประมาณ 2 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และได้ทำหน้าที่สร้างความสุขให้กับคนมากมาย

 

ไก่ซานดิเอโก้(The San Diego Chicken) ถือเป็นต้นแบบของมัสคอตที่รู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบัน เพราะหลังจากนั้นก็มีการสร้างมัสคอตรูปสัตว์ต่างๆ ออกมาอีกมากมาย


 

มัสคอตกับกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

Picture : http://www.advertisingweek.com

โอลิมปิกเกมส์ถือเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นมัสคอตที่ใช้ในโอลิมปิกเกมส์ย่อมต้องนำเอาจุดเด่นในแง่มุมต่างๆ ของเมืองหรือประเทศเจ้าภาพเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อยู่มาก

ตัวนำโชคตัวแรกในโอลิมปิก มีชื่อว่า “ชูสส์” (Schuss) เป็นมัสคอตในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาว 1964 ที่เมืองเกรอโนเบลอ ประเทศฝรั่งเศส เป็นตัวการ์ตูนกำลังเล่นสกี

 

ความเกี่ยวพันของการออกแบบมัสคอตกับเมืองเจ้าภาพเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน 1988 กรุงโซล เกาหลีใต้ ใช้เสือที่มีชื่อว่า “โฮโดริ” (Hodori) เป็นมัสคอต ซึ่งเสือตัวนี้อยู่ในนิทานพื้นบ้านของเกาหลีใต้มาช้านานแล้ว หรือในโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว 2010 ที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มี “ควอทชี่” (Quatchi) และ “มิกะ”(Miga) เป็นตัวนำโชค ควอทชี่เป็นแซสแควตช์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มีขนดก พบในทวีปอเมริกาเหนือ ด้วยความที่มีรอยเท้าขนาดใหญ่ทำให้ถูกเรียกในอีกชื่อว่า “บิ๊กฟุต” หรือ “ไอ้ตีนโต” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ของประเทศ และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเป็นแคนาดาอยู่ไม่น้อย ส่วนมิกะเป็นหมีน้ำ สัตว์ในนิทานปรัมปราของคนแถบนั้น เป็นต้น


 

ประชาธิปไตยในมัสคอตโอลิมปิก 2020

รูปแบบของมัสคอตในมหกรรมกีฬาวนเวียนกับสัตว์ในนิทานมาเรื่อยๆ แต่โอลิมปิกเกมส์ 2020 รวมทั้งกีฬาคนพิการ พาราลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีกิมมิคที่น่าสนใจพิเศษกว่าครั้งใดๆ เพราะมัสคอต ที่ถูกเลือกครั้งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยของหนูๆ วัยกระเตาะ

 

ขั้นตอนการคัดเลือกมัสคอตในศึกโอลิมปิก เกมส์ ที่ญี่ปุ่น เริ่มจากการประกวดจากผลงานของคนในประเทศ 2,042 แบบ ก่อนคัดเลือกเหลือ 3 แบบที่ถูกใจคณะกรรมการที่สุด แต่นั่นไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย เพราะกลุ่มคนที่จะตัดสินว่ามัสคอตตัวไหนจะได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาติครั้งนี้ คือ กลุ่มนักเรียนประถมศึกษาทั่วญี่ปุ่นและในต่างประเทศ ที่ได้สิทธิ์เลือกโหวต

 

ทำไมเด็กๆ ต้องมาทำหน้าที่เลือกมาสคอตครั้งนี้? คณะกรรมการจัดการแข่งขันให้เหตุผลว่า เพราะอยากให้เด็กชาวญี่ปุ่นมีส่วนร่วมกับการแข่งขันครั้งนี้ รวมทั้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เด็กจะมีโอกาสได้เป็นผู้ทำหน้าที่เลือกมัสคอตโอลิมปิกเกมส์ จึงให้เด็กเป็นผู้ชี้ขาดว่ามัสคอตตัวไหนควรจะได้ทำหน้าที่ในโอลิมปิก เกมส์มากที่สุด และเปิดโอกาสให้ทุกโรงเรียนประถมศึกษาญี่ปุ่นทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ร่วมโหวตอย่างเท่าเทียม

 

สำหรับการตัดสินจะไม่ได้ให้โหวตแบบ 1 คน 1 เสียง แต่จะทำในรูปแบบ 1 ห้องเรียน 1 เสียง นักเรียน 205,755 ห้องเรียน จาก 16,769 โรงเรียนทั่วญี่ปุ่น มาสคอตคู่ที่ชนะเป็นผลงานของเรียว ตานิกูจิ นักออกแบบชาวฟุกุโอกะ ที่มีอาชีพเป็นนักวาดภาพหนังสือเรียนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ได้รับเสียงโหต 109,041 เสียง เกินครึ่งของเสียงโหวตทั้งหมด

มัสคอตที่ได้รับเลือกมีลักษณะการ์ตูนที่ตกแต่งด้วยลายตารางเหมือนกัน แต่ของโอลิมปิกเกมส์จะมีสีน้ำเงิน มีความเป็นดิจิตอล สื่อถึงความรักในความทันสมัยของชาวญี่ปุ่น มีความสามารถพิเศษที่จะเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนของพาราลิมปิกเกมส์จะเป็นสีชมพู  ซึ่งเป็นสีของดอกซากุระ มีพลังพิเศษในการเคลื่อนย้ายอะไรก็ได้ด้วยการจ้องลงไปที่สิ่งนั้น…

 

จากสัญลักษณ์แห่งความโชคดีสู่ธุรกิจอันเฟื่องฟู

อันที่จริงมัสคอตในมหกรรมกีฬา อาจมีจุดเสื่อมคลายหลังจบทัวร์นาเม้นต์ เพราะมันจะกลายร่างเป็นเพียงของที่ระลึก แต่ที่ญี่ปุ่นนั้น “มัสคอต” ถือเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟู

 

เดอะ การ์เดี้ยน สื่ออังกฤษ รายงานว่า การออกแบบมัสคอตเป็นธุรกิจที่ทำเงินมหาศาลในญี่ปุ่น ทุกเมือง ทุกบริษัท นิยมออกแบบมัสคอตออกมาเพื่อโปรโมทจุดเด่นของตัวเอง มีการให้คนใส่ชุดเป็นมัสคอตน่ารักๆ คอยเดินทักทายคนในงานเทศกาลต่างๆ และแจกใบปลิวโฆษณาหรือเอกสารประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับธุรกิจที่อยากจะเผยแพร่ ยิ่งมัสคอตตัวนั้นได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ ความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

“คุมะมง” มาสคอตหมีสีดำที่มาจากจังหวัดคุมาโมโตะ เคยสร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการในการขายสินค้าที่เป็นรูปหมีคุมะมงมาแล้วในปี 2016 โดยโกยรายได้ถึง 859 ล้านปอนด์ หรือกว่า 37,000 ล้านบาทยอดขายขยับจากปี 2015 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้มี กระทรวงการคลังญี่ปุ่น สั่งให้มีการควบคุมจำนวนประชากรของมาสคอต เนื่องจากจำนวนที่มากเกินไป ทำให้หน่วยงานรัฐของญี่ปุ่นต้องใช้เงินในการสร้างมาสคอตเพื่อองค์กรต่างๆโดยไม่จำเป็น

 

มาซาฟูมิ ฮากิวาระ นักวิจัยของบริษัท มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลติ้ง ให้ข้อมูลว่า หน่วยงานรัฐในระดับภูมิภาคทั่วประเทศกว่า 4,000 แห่ง มีการสร้างมัสคอตประจำหน่วยงานของตัวเอง และถ้ารวมเอาหน่วยงานรัฐบาลกลาง และบริษัทเอกชนไปอีกก็มีมากกว่า 6,000 ตัว โดยเฉพาะที่โอซาก้า มีถึง 92 ตัว และถูกให้ทำการลดจำนวนลงให้เหลือเพียง 20 ตัวเท่านั้น

 

สำหรับผู้ที่มีอาชีพใส่ชุดมาสคอตเดินโชว์ตัวในงานต่างๆ ก็ได้รับค่าจ้างที่งดงามเช่นกัน ค่าจ้างต่อวันอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ

ชินจิ คุมาโมโตะ หนุ่มใหญ่ญี่ปุ่นที่มีอาชีพใส่ชุดมาสคอตในงานต่างๆ บอกกับวอร์ชิงตันโพสต์ ว่า เขามีความสุขกับการได้แสดงเป็นสิ่งที่ต่างๆ หรือคนๆ หนึ่ง สนุกกับการกระโดดอยู่บนถนน ซึ่งไม่สามารถทำได้ในชีวิตปกติที่ไม่ได้ใส่ชุดมัสคอต

 

ส่วนยูกะ มูระ นักศึกษาที่รับจ้างใส่ชุดมาสคอตเป็นงานพาร์ทไทม์ บอกว่า เมื่อเดินไปบนท้องถนนด้วยการเป็นตัวเธอเองจะไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าใส่มาสคอตอะไรก็แล้วแต่ไปเดินแล้วล่ะก็ ใครต่อใครก็อยากจะเข้ามาแปะมือหรือคุยด้วยทั้งนั้น

 

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความนิยมใน “มัสคอต” ที่ญี่ปุ่น บวกกับความการให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการเลือกพวกเขามาเป็นตัวแทนของประเทศในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก บางที “มัสคอต” ในโอลิมปิก เกมส์ 2020 อาจได้รับความนิยมไปอย่างยาวนาน แม้สิ้นสุดการแข่งขันแล้วก็ได้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง