mainstand

Feature

พรหมลิขิต : เหตุการณ์ที่ทำให้ มาราโดน่า เรียก ฟิเดล คาสโตร ว่า “พ่อ”



ฟิเดล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีของ คิวบา เสียชีวิตในวัย 90 ปี เมื่อปี 2016 ความตายของเขาเหมือนสัจธรรมชีวิตข้อหนึ่งนั่นคือคนเรามีสองด้านภายในคนเดียว และทุกคนบนโลกนี้ต่อให้ดีแค่ไหนก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่าเมื่อมีคนรักย่อมมีคนเกลียดเป็นธรรมดา


 

โลกเกิดปฎิกิริยาหลายรูปแบบกับข่าวนี้ หลายคนดีใจที่เห็นเขาตายซึ่งมีเหตุผลมาจากความเกลียดชังเพราะเขามีประวัติการปกครองที่รุนแรงตามสไตล์ของกลุ่มฝ่ายซ้ายฝักใฝ่แนวทางสังคมนิยมสุดขั้ว ตำนานผู้นำแห่งคิวบามีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนยาวเหยียด ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย ขณะที่อีกกลุ่มก็เศร้าโศกเสียใจเพราะความรักและเคารพในสิ่งที่เขาทำโดยเฉพาะวีรกรรมการพาประเทศเล็กๆอย่าง คิวบา ต่อต้านอำนาจของชาติมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ได้อย่างยาวนานด้วยแนวคิดและความเด็ดขาดของเขา

หนึ่งในคนที่เสียใจที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักฟุตบอลของ อาร์เจนติน่า เขายอมรับว่าเขาแทบขาดสติในวันที่ได้รู้ข่าว และเมื่อบทสัมภาษณ์ของมาราโดน่าออกสู่สาธารณะชนทำให้คนทั่วโลกได้รู้บางสิ่งในความสัมพันธ์ของทั้งสองคน "เสือเตี้ย" เรียก "คาสโตร" ว่า “พ่อ” จากเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้กลับมามีลมหายใจและชีวิตที่ดีอีกครั้งหลังจากประสบความตกต่ำสุดขีด

"ผมได้เห็นทางโทรทัศน์แล้วมันน่าขยะแขยงมากที่ผู้คนฉลองเมื่อ ฟิเดล พบกับความตาย ตาเฒ่าคนนี้คือความเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม หลังจากการเสียชีวิตของ โตต้า (แม่ของ มาราโดน่า)" เขากล่าวถึงอิทธิพลของ ฟิเดล คาสโตร กับชีวิตของเขา ก่อนจะเล่าเรื่องเหตุผลที่เหตุใด 2 ชายจากต่างเเดนและต่างเชื้อชาติจึงกลายเป็น "พ่อ-ลูก" กันได้

 

พระเจ้าต่างยุค

การที่คนสองคนจะสามารถเรียกกันว่า "พ่อ และ ลูก" ได้แม้ว่าจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันนั้นจำเป็นต้องมีความสนิทใจกันในระดับสูงมาก ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่หาได้ยากสำหรับคนที่มีอาชีพเป็นนักการเมือง


Photo : revistalibero.com

หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญที่จะทำให้คนสองคนยกย่องกันได้ คือพวกเขาต้องมองอนาคตและมีอุดมการณ์ในแบบเดียวกัน และ ฟิเดล คาสโตร กับ มาราโดน่า มีความสัมพันธ์ที่ดูจะเข้าเค้าและมี DNA ที่คล้ายกันเป็นอย่างมากสำหรับเรื่องนี้ เพราะทั้งคู่คือนักสู้ขวัญใจรากหญ้าในดินแดนของตัวเอง

คาสโตร คือชาวคิวบาส่วนน้อยที่มีความรู้ ในยุค '50 เขาเป็นนักศึกษาที่ความคิดสุดโต่ง ในช่วงเวลาที่เขายังหนุ่ม คิวบา ปกครองโดย ฟุลเกนซิโอ บาติสตา ที่เดินขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของ คิวบา จากเหตุการณ์ "การลุกฮือของเหล่าทหาร" ในปี 1933 และกินระยะเวลาไปถึงปี 1944 จนหมดวาระแต่ก็ยังทำหน้าที่ในฐานะเบื้องหลังการเมืองของ คิวบา มาตลอด ก่อนจะทำรัฐประหารขึ้นมาปกครองประเทศอีกครั้งเมื่อปี 1952 และที่สำคัญ เขามี สหรัฐอเมริกา ให้การสนับสนุนด้วย  


Photo : iuscogens.info

ในยุคของ บาติสต้า นั้นประชาชนคิวบาสิ้นหวังถึงขีดสุด รัฐบาลเผด็จการของ บาติสต้า คือรัฐบาลที่มีประวัติกดขี่คนคิวบาเพิ่มขึ้นและทำให้ประเทศเข้าสู่สถานะรวยกระจุก จนกระจาย ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนห่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ตัวของเขาเองหาประโยชน์จากผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ของคิวบา โดยการเจรจาความสัมพันธ์ผลประโยชน์สูงกับมาเฟียอเมริกา ผู้ควบคุมธุรกิจยาเสพติด การพนันและโสเภณีในกรุงฮาวานา ณ ยุคนั้นบริษัทขนาดใหญ่ข้ามชาติจากอเมริกาได้ลงทุนด้วยปริมาณเงินมหาศาลในคิวบา ก่อนจะขนเงินขนทองกลับไปจนทำให้ชาวรากหญ้าเจ็บหัวใจกับความรู้สึก “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รอง แถมยังเอากระดูกมาแขวนคอ”

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมทำให้เกิดกลุ่มปฎิวัติยุคใหม่ขึ้นนำโดยพระเอกของเรื่องนี้อย่าง ฟิเดล คาสโตร ที่เป็นเหมือนความหวังเดียวสำหรับชาวเมืองที๋โดนกดขี่จนโงหัวไม่ขึ้น ทีมของ คาสโตร รวบรวมกลุ่มพลังมดประกอบด้วยพลเมืองหลายรูปแบบทั้ง นักศึกษา, ชาวไร่ และ เหล่ากรรมกร แต่อุดมการณ์เดียวกันนั่นคือพวกเขาเหล่านี้เกลียดระบบของ บาติสตา เพื่อรอจังหวะที่จะปฎิวัติแม้ว่าจะต้องรุนแรงถึงขั้นนองเลือดก็ตาม

สุดท้ายแล้วคณะปฎิวัติของ คาสโตร ก็ทำสำเร็จ การพยายามทีละเล็กละน้อยประสบผลอย่างยอดเยี่ยมในปี 1959 และในวันที่ คาสโตร ได้ชัยชนะ ประชาชนนับล้านในประเทศคิวบากล้าออกมาเผชิญหน้ากับท้องฟ้าที่เปลี่ยนสี พวกเขาโห่ร้องด้วยความดีใจเหมือนเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าหลังจากทนโดนหยามเกียรติมาอย่างยาวนาน บัดนี้เจ้าของฉายา  "บาร์บูดอส" หรือไอ้หนุ่มไว้เครา ได้เข้ามาสร้างแสงแห่งความหวังให้กับประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ มาราโดน่า นั้นแม้จะเกิดทีหลังเรื่องราวความยิ่งใหญ่และช่วงเวลาปฎิวัติของ คาสโตร ทว่าการที่เขาเป็นเด็กสลัมในชานกรุงบัวโนสไอเรส ชีวิตเผชิญกับความยากจนมาตลอดในวัยเด็ก ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลที่ถูกเรียกว่า "พระเจ้า" ในภายหลัง … อย่างไรก็ตาม มาราโดน่า ก็เหมือนกับ คาสโตร เขามีทั้งร่างพระเจ้าและร่างปีศาจในคนเดียวกัน คนรักเขาก็เยอะ คนเกลียดเขาก็ถือว่ามีไม่น้อยจากพฤติกรรมห่ามๆ อย่างการเสพยา และ สไตล์การเล่นที่เก่งกาจแต่มักจะแฝงความสกปรกเข้าไปพร้อมๆ กัน … ทว่าเขามีเหตุผลที่ต้องเป็นตัวร้ายในสายตาชาวโลก

ปี 1982 กองทัพอังกฤษโจมตีเกาะฟอล์คแลนด์ของ อาร์เจนติน่า (ซึ่งอันที่จริงพวกเขาเป็นฝ่ายบุกเข้ายึดครองเกาะที่อยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษแต่เดิมก่อนเสียด้วย) แม้ในการรบนั้น มาราโดน่า จะไม่ได้สวมชุดทหารและถือปืนดวลกับอังกฤษเพราะติดภารกิจเล่นฟุตบอลโลก แต่เขาก็เอาเรื่องนี้เก็บมาคิดในใจและหาทางแก้แค้นในแบบฉบับของเขาเสมอ ซึ่ง 4 ปีให้หลังเขาก็ทำมัน ด้วยการใช้หัตถ์พระเจ้าใส่ทีมชาติอังกฤษ และเขี่ยทีมผู้ดีตกรอบก่อนที่ อาร์เจนติน่า จะกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในครั้งนั้น


Photo : rarehistoricalphotos.com

"เราพูดกันเสมอว่าฟุตบอลไม่เกี่ยวกับสงคราม แต่ความจริงไม่ใช่หรอก อังกฤษฆ่าเด็กๆ ชาวอาร์เจนติน่าเหมือนกับพวกเขาบดขยี้นกตัวเล็กๆ และสิ่งที่ผมทำคือการแก้แค้น"

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะ มาราโดน่า ต้องดิ้นรนผ่านชนชั้นและความไม่เท่าเทียมทางสังคม เขาพัวพันกับพวกมาเฟียนอกกฎหมายตลอดชีวิตค้าแข้ง ต่างกับนักฟุตบอลไอดอลคนอื่นๆ ที่เติบและโตมากับโลกเสรีนิยม อย่างไรก็ตามเขาสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในและนอกสนามและกลายเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ อาร์เจนติน่า ในยุคที่ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาก้าวขึ้นมาอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอลด้วยการเป็นแชมป์โลกถึงสองสมัย แม้ มาราโดน่า จะเลิกเล่นฟุตบอลมาเเล้วกว่า 20 ปี แต่ความจริงคือชื่อของเขายังถูกมายกย่องและเปรียบเทียบในฟุตบอลยุคนี้เสมอ นั่นแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเขาในโลกฟุตบอลที่ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย...

จะเห็นได้ว่าทั้ง คาสโตร และ มาราโดน่า ถูกมองจากโลกภายนอกในฐานะตัวร้าย คาสโตร มักจะถูกนักวิจารณ์ทางการเมืองเรียกว่า "อาชญากรการเมือง" แต่อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าในคิวบานั้นตรงกันข้าม และการที่ประชาชนออกมาโห่ร้องสดุดีในวันที่เขาขึ้นเป็นใหญ่เป็นคำตอบที่ชัดเจนแบบไม่ต้องยกเมฆมากล่าวอ้าง ขณะที่ มาราโดน่า เองก็ไม่ต่างกันสไตล์การเล่นและการวางตัวแบบขบถลูกหนังทำให้เขาถูกเกลียด ทว่าที่ อาร์เจนติน่า ร้อยทั้งร้อย ผู้คนรักเขา และสิ่งที่ยืนยันได้คือวันที่ อาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โลกและประชาชนในประเทศออกมาปิดถนนและแห่ฉลอง คือการกระทำเดียวกับที่ ชาวคิวบา ทำกับ คาสโต ... เพียงแค่เปลี่ยนจากเรื่องการเมืองเป็นเรื่องกีฬาเท่านั้นเอง

 

แนวคิดทางการเมือง

ฟิเดล คาสโตร เข้าปฎิวัติกองทัพ บาติสต้า และสถาปนาตัวเองเป็นเผด็จการคนใหม่ที่ใช้นโยบายคอมมิวนิสต์ บวกกับสุนทรพจน์ต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกามาปลุกใจคนในชาติ หวังกระตุ้นความรู้สึกรักชาติ และเกลียดชังอเมริกา เหมือนที่ตัวเขาเองก็รู้สึก ความสุดโต่งอยากโค่นระบบทุนนิยมและเชิดชูชาตินิยมทำให้ คาสโตร มีนโยบายสาธารณสุขถ้วนหน้าและการศึกษาแบบให้กับผู้คนในประเทศ รวมถึงนโนบายการริเริ่มคณะแพทย์คิวบา จนประสบความสำเร็จด้านการแพทย์จนถึงวันนี้  

ความใจเด็ดของและเถรตรงต่อแนวคิดคือสิ่งที่ติดตัวเขามาเสมอ เขาเคยท้าทายให้ อเมริกา มาโค่นเขาลงจากตำแหน่งให้ได้ ซึ่งที่สุดเเล้วเขาก็เอาตัวรอดมาโดยตลอด และได้ปกครองประเทศมายาวนานถึง 49 ปี จนได้รับการรับฉายาว่า "บุรุษที่อเมริกาฆ่าไม่ตาย" กลายเป็นต้นแบบของประเทศในแถบละตินที่ได้รับผลกระทบจาก อเมริกา มาโดยตลอด และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าแนวคิดที่คิวบาส่งไปทั่วแถบอเมริกาใต้ก็เดินทางมาถึง อาร์เจนติน่า และสุดท้ายมันเข้าไปอยู่ในหัวใจของ มาราโดน่า ในวัยเด็กและฝังใจเสือเตี้ยมาจนทุกวันนี้

เรื่องเล่าของชายไว้เคราผู้ปลดแอกประชาชนคือเรื่องราวที่ มาราโดน่า ได้ยินและยกย่องมาตลอด นอกจาก คาสโตร แล้ว เอร์เนสโต้ เช กูวาร่า นักปฎิวัติชาวอาร์เจนติน่าที่เป็นหนึ่งในทีมปฎิวัติคิวบาก็เป็นไอดอลของเขาเช่นกัน และตัวของมาราโดน่านั้นสักหน้าของ คาสโตร ไว้ที่ขาซ้ายที่ขาข้างที่ทำให้เขาครองโลกฟุตบอล ขณะที่ท่อนแขนข้างที่เขาทำแฮนด์ ออฟ ก็อด ในฟุตบอลโลก 1986 คือแขนที่มีรอยสักรูปหน้าของ เช กูวาร่า


Photo : www.celebritytattoodesign.com

“เช กูวาร่า อยู่บนแขนของผม ถึงเวลาแล้วที่ชาวอาร์เจนติน่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว” เขาพูดถึงรอยสักนั้น

การเมืองในอาร์เจนติน่านั้นมักจะเส้นไปที่เรื่องเกี่ยวกับชาตินิยม ซึ่งเมื่อมาเจอกับ มาราโดน่า ที่มีไอดอลอย่าง คาสโตร และ เช อยู่เเล้ว จึงทำให้เขามักจะออกมาพูดหรือแสดงทรรศนะเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมเสมอที่เขาคลั่งไคล้เสมอ

"อันดับ 1 ของนักปฎิวัติคือ เช กับ ฟิเดล" มาราโดน่า กล่าวถึงไอดอลของเขา "ถ้าวันหนึ่งกองทัพของเรามีภารกิจที่จะป้องกันประเทศของเรา เมื่อนั้นจะมีทหารที่ชื่้อ มาราโดน่า ยืนอยู่แถวหน้าแน่นอนเพราะผมคือชาว อาร์เจนติน่า ทั้งตัวและหัวใจ"  นี่คือสิ่งที่เขาเคยกล่าวไว้ในช่วงวัยหนุ่ม ...และในอีกหลายปีต่อมาเขาก็แสดงออกว่าสิ่งที่เขาพูดไปไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และพูดเพื่อเอาใจใครเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ... มาราโดน่า พูดจริงทำจริง


Photo : www.celebritytattoodesign.com

ครั้งหนึ่ง มาราโดนา เคยประกาศตัวเป็นหนึ่งในผู้นำการชุมนุมประท้วงการประชุมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีทวีปอเมริกา หรือ FTAA ในวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2007 การปรากฏตัวของเขาพร้อมกับการใส่เสื้อยืดที่มีข้อความว่า "Stop Bush" (หยุด จอช ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ซึ่งตัว S ถูกสกรีนเป็นตราสวัสดิกะ) ก็เป็นแรงดึงดูดให้ประชาชนชาวอาร์เจนตินาจำนวนไม่น้อยมารวมตัวและแสดงความคิดเห็นคัดง้างต่อแนวคิดเรื่องการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่รัฐบาลอาร์เจนตินาพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้เป็นการแสดงพลังให้ผู้นำจากทั่วโลกได้รู้ว่า ประเทศในแถบละตินอเมริกาจะไม่ยอมตกอยู่ใต้เงาของสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป โดยในการชุมนั้นครั้งนั้น มาราโดน่า ได้ขึ้นเวทีปราศัยร่วมกับ ฮูโก้ ชาเวซ ประธานาธิบดีของ เวเนซูเอล่า อีกด้วย

คงได้เห็นถึงความห่ามเชื่อมั่นในแนวคิดของตัวเองอย่างสุดโต่งกันไปแล้ว พวกเขาทั้งคู่ไม่กลัวที่จะเสนอความคิดทางการเมืองของตัวเองและเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งสืบสาวราวเรื่องเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกว่าทั้ง ฟิเดล คาสโตร และ ดิเอโก้ มาราโดน่า เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมโลกถึงต้องเหวี่ยงทั้ง 2 คนเข้าหากันในที่สุด

 

คุณช่วยผม...ผมช่วยคุณ

การมีแนวคิดทางการเมืองและจุดยืนในการใช้ชีวิตที่เหมือนกันทำให้ทั้ง มาราโดน่า และ คาสโตร กลายเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไปโดยปริยาย ในช่วงเวลาที่ มาราโดน่า พา อาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โลก คาสโตร ที่เป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับกีฬาในประเทศเป็นอย่างมากอยู่เเล้วจึงได้เชิญเสือเตี้ยมาเยือน คิวบา หลังจากนั้นมาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ประเทศแถบทะเลแคริเบียนแห่งนี้ ได้จัดงานต้อนรับ มาราโดน่า บ่อยครั้งขึ้น และ มาราโดน่า ก็มักจะนำเสื้อหมายเลข 10 ของเขามาฝาก คาสโตร เป็นของขวัญเสมอ

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายอาชีพค้าแข้งของเขานั้น หากยังจำกันได้ มาราโดน่า เคยประสบปัญหาอย่างหนักในชีวิตจากการติดโคเคนจนร่างกายเข้าใกล้กับความตายมากที่สุด ตอนนั้นมีแต่คนคิดว่า "พระเจ้าวงการฟุตบอล" ไม่รอดแน่ และเมื่อนั้น ฟิเดล คาสโตร ก็พร้อมจะมอบขอบขวัญคืนให้กับเสือเตี้ยบ้าง

คาสโตร มั่นใจในเรื่องมาตรฐานทางการแพทย์ของของ คิวบา ที่มีความล้ำหน้าไม่แพ้ใคร พวกเขามีหมอมือดีหลายคนซึ่งมาจากนโยบายผลักดันด้านสุขภาพ ดังนั้น คาสโตร จึงเชื่อมั่นว่าหาก มาราโดน่า มารักษาที่ คิวบา เขาจะต้องหายและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้แน่นอน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ มาราโดน่า เดินทางมายังคิวบาและได้รับการดูแลอย่างเต็มรูปแบบภายใต้คำสั่งของผู้นำประเทศว่าคนไข้คนนี้ "ต้องรอด" จนที่สุดตำนานลูกหนังโลกก็กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้จะดูบังเอิญแต่วงการแพทย์ของ คิวบา ที่ คาสโตร ผลักดันเพื่อประชาชนในประเทศถึงที่สุด สุดท้ายแล้วสิ่งนี้ก็ได้ช่วยชีวิตเพื่อนที่เขารักมากที่สุดคนหนึ่ง

มิตรไมตรีนี้ทำให้ มาราโดน่า มีความสุขมากกับการใช้ชีวิต กิน-อยู่ ที่คิวบาหลังจากรักษาตัวจนหายดี เขาใช้เวลากับ ฟิเดล คาสโตร ที่คิวบาถึง 4 ปี และได้พูดคุยกันหลายเรื่องจนความสัมพันธ์และความเคารพที่เขามีต่อ คาสโตร ยิ่งใหญ่มากกว่าแค่เพื่อน

"ผมใช้ชีวิตที่คิวบา 4 ปี และตอนอยู่ที่นั่นผมจะโดน ฟิเดล ปลุกตอนตี 2 มานั่งคุยเรื่องต่างๆ ทั้ง กีฬา, การเมือง และเรื่องอื่นๆ ในโลกนี้" มาราโดน่า เล่าเรื่องสมัยเก่าก่อนระหว่างเขาและคาสโตรให้สื่อฟัง

หลังจากกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิด มาราโดน่า ก็จัดรายการทอล์คโชว์ส่วนตัวของเขาที่ชื่อว่า "La Noche del 10" ซึ่งแขกรับเชิญที่เขาเคยเชิญมาออกรายการก็ไม่ใช่ใคร ฟิเดล คาสโตร ปรากฎตัวพร้อมกับใส่เสื้อหมายเลข 10 ของเขามานั่งพูดหลากหลายเรื่องราวทีเกิดขึ้น ราวกับว่ารายการนี้คือกระบอกเสียงที่ มาราโดน่า จัดให้ คาสโตร ได้ใช้พื้นที่แสดงเจตจำนงของคิวบาที่ต้องการจะรักษาความมั่นคงในประเทศของตน และประเทศอื่นๆ ในละตินอเมริกา ด้วยการประกาศต่อต้านนโยบายขยายเขตการค้าเสรีที่อเมริกาพยายามทำข้อตกลงกับประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกา

ความสัมพันธ์แบบคุณช่วยผม และผมช่วยคุณดำเนินไปเรื่อยๆ ทั้งสองคนเป็นเพื่อนทีดี เป็นสหายที่ให้ความเคารพซึ่งกันและดัน และเป็นเหมือนพ่อลูก แม้จะต่างสายเลือดก็ตาม

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2016 มาราโดน่า ถูกเรียกตัวจาก บัวโนสไอเรส มายัง คิวบา เพื่อรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจาก ราอูล คาสโตร น้องชายของ ฟิเดล และผู้นำคนปัจจุบันของประเทศคิวบาเพื่อบอกข่าวว่า "ฟิเดล คาสโตร สิ้นใจเเล้ว" และเมื่อสิ้นสุดคำบอกเล่าจาก ราอูล มาราโดน่า ที่เป็นชายผู้แข็งกร้าว ตกใจ, ร้องไห้ และเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างขีดสุด

"พวกเขาเรียกผมมาจากบัวโนสไอเรสและมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ฟิเดล คือพ่อคนที่สองคนผม เมื่อเขามีเรื่องมีเหตุการณ์อะไรเขาจะโทรหาผมตลอด เรื่องใดที่ผมอยากจะเข้าร่วมด้วยเขาจะถามถึงผมเสมอ นี่คือสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืม"

"ผมจะไปคิวบาเพื่อบอกลา ฟิเดล คาสโตร ของผม เขาคือคนที่เปิดประตูสู่คิวบา ในวันที่อาร์เจนติน่าปิดประตูใส่ผม"

มาราโดน่า ว่าจบก็คาบซิการ์คิวบาอันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของ ฟิเดล คาสโตร ก่อนที่จะพ่นควัญและหลับตาเพื่อนึกถึงภาพวันเก่าๆ ที่เขามีร่วมกับพ่อคนที่สองของคนนี้

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.efe.com/efe/english/life/diego-maradona-says-of-fidel-castro-he-was-like-my-second-father/50000263-3108598
http://www.channel4.com/news/articles/sports/political+football+diego+maradona/577387.html
https://prachatai.com/journal/2006/06/22708
https://www.goal.com/en-gh/news/4349/main/2016/11/26/29908622/fidel-castro-the-man-who-saved-diego-maradonas-life
https://themomentum.co/fidel-castro/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง