mainstand

Feature

ไขให้กระจ่าง...เหตุผลทางประวัติศาสตร์ : ทำไมนักกีฬาจีนต้องปิดรอยสัก?



รอยสัก ถือเป็นหนึ่งในศิลปะบนเรือนร่างอันมีที่มาและวัตถุประสงค์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการย้ำเตือนตนเองว่าคือใคร มีสิ่งใดเป็นเป้าหมาย บางครั้งเป็นการรำลึกถึงสิ่งที่รักและศรัทธา หรือแม้แต่เพื่อความสวยงามเฉยๆ ก็มีเช่นกัน


 

แน่นอน การสักนั้นถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่ว่าใครก็มิอาจละเมิดได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า มนุษย์ล้วนเป็นสัตว์สังคม และบ้านเมืองก็มีทั้งกฎหมาย รวมถึงจารีต ประเพณี ค่านิยม ที่แตกต่าง สิ่งที่เราคิดว่าดี บางครั้งมันก็ไม่ดีในสายตาของคนอื่น รวมถึงผู้มีอำนาจ

เพื่อให้อยู่รอดในสังคม รวมถึงหน้าที่การงานได้ บางครั้งการทำสิ่งที่ไม่ชอบใจนักก็ถือเป็นเรื่องจำเป็น เช่นเดียวกับนักกีฬาสัญชาติจีนหลายรายที่จำเป็นต้องปกปิดสิ่งที่เลือกทำ เพื่ออนาคตของตัวเอง

 

ภาพที่แปลกตา

เมื่อพูดถึงคนที่สัก แน่นอน พวกเขาต่างภูมิใจกับลายที่พวกเขาเลือกมาประดับร่างกายแทบจะทั้งนั้น และหลายคนก็เลือกที่จะสักนอกร่มผ้า เพื่อให้ทุกคนได้เห็นศิลปะดังกล่าวอย่างเต็มตา

ทว่าเรื่องแปลกๆ กลับเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2018 ในทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่อง ไชน่า คัพ ที่ จีน เปิดบ้านพบ เวลส์ เพราะแทนที่ผลการแข่งขันซึ่งเวลส์บุกมาถล่มยับเยินถึง 6-0 จะเป็นประเด็นสำคัญ แต่สายตาของผู้คนกลับพบสิ่งผิดปกติที่ร่างกายของนักเตะแดนมังกรหลายราย

เพราะหากซูมให้ชัดๆ ก็จะเห็นว่า มีผ้าสีเนื้อพันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากมายจนเกินปกติ เหมือนเป็นการปกปิดบางสิ่ง มากกว่าการพันเพื่อกระชับสัดส่วนของร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงในอาการบาดเจ็บ ส่วนบางคนก็เลือกที่จะใส่เสื้อและกางเกงรัดกล้ามเนื้อแทน


Photo : www.telegraph.co.uk

และยิ่งเมื่อเทียบภาพนักเตะคนเดียวกันในช่วงเวลาที่แตกต่าง ก็จะยิ่งเห็นได้ชัดว่า การพันผ้านั้นมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน เพราะในช่วงเวลาก่อนหน้าเพียงไม่กี่เดือน ร่างกายในตำแหน่งที่มีผ้าพันไว้ ปรากฎรอยสักให้เห็นอย่างชัดแจ้ง

และนี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมถึงต้องมีการพันผ้าตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย? ... ก็เพื่อปกปิดรอยสักของตัวนั่นเอง

 

กาลเวลาและค่านิยมที่แปรเปลี่ยน

อันที่จริง ประวัติศาสตร์ของรอยสัก หรือในภาษาจีนเรียกว่า Ci Shen กับประเทศจีนนั้นสามารถย้อนกลับไปได้ถึงเกือบพันปี เพราะในช่วงต้นศตวรรษที่ 12 มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงกลุ่มกองโจรแห่งเทือกเขาเหลียงซาน 108 คน และได้มีการระบุว่า 3 คนในจำนวนนั้นมีรอยสักอยู่เต็มตัว ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเวลาหมุนผ่านใกล้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ การสักก็เป็นที่นิยมในหมู่สมาชิกแก๊งอั้งยี่ เพื่อแสดงว่าเป็นพวกเดียวกันอีกด้วย

ทว่าการสักยังถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการของการลงโทษด้วยเช่นกัน เพราะทางการจีนในสมัยโบราณได้ใช้วิธีดังกล่าวในการตีตราอาชญากรด้วยการสักที่หน้า ก่อนเนรเทศไปอยู่ยังดินแดนห่างไกล ซึ่งวิธีดังกล่าวเรียกว่า Ci Pei หรือ สักและเนรเทศ

ประวัติศาสตร์การสักของจีนที่เกี่ยวพันกับเรื่องราวอาชญากรรม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจีนในยุคสมัยโบราณจะมองว่า คนที่สักนั้นเป็นคนไม่ดี จะว่าไปก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคนที่สักมักถูกมองว่ามีความเกี่ยวพันกับแก๊งยากูซ่า เครือข่ายอาชญากรรมอันโด่งดังที่มีอยู่ไม่น้อยในญี่ปุ่น

ทว่าหากกาลเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ฉันใด ค่านิยมของสังคมใดสังคมหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนได้เช่นกัน เพราะเมื่อประเทศจีนย่างเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เปิดรับทุนนิยมและวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกเข้ามา ค่านิยมของการสักก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จากสัญลักษณ์ที่ถูกประณาม สู่การแสดงตัวตน

และปฏิเสธไม่ได้ว่า วัฒนธรรมต่างๆ จากสหรัฐอเมริกา ทั้งดนตรีแนวฮิปฮอป กับบาสเกตบอล NBA ที่เข้ามายึดครองความนิยมในประเทศจีน มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ค่านิยมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป จากปิดกั้นสู่เปิดรับ


Photo : www.cnn.com

"สิบกว่าปีที่แล้ว เรายังเหมารวมว่าการสักเป็นสัญลักษณ์ของความเลวร้ายหรือชาวแก๊ง จนคนที่อยากสักกลัวว่าจะถูกแบ่งแยกจากสังคมอยู่เลย" เหลียว ลี่เจีย (Liao Lijia) ช่างสักประจำร้าน Creation Tattoo ในกรุงปักกิ่ง เปิดใจถึงเรื่องนี้กับ CNN เมื่อปี 2015 "แต่คุณลองดูตอนนี้สิ คนจีนเปิดรับวัฒนธรรมการสักมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้ หรือ กว่างโจว"

ขณะที่ หยู ไห่หยาง (Yu Haiyang) เจ้าของร้านที่เหลียวทำงานอยู่ เปิดใจผ่าน CNN ด้วยว่า "ตลอด 3 ปีหลัง ลูกค้าที่ร้านของเราเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงเท่าตัวในทุกปี รายรับของร้านฉันตอนนี้คิดเป็น 10 เท่าจากเมื่อ 6 ปีก่อนแล้ว" ซึ่งเธอเปิดตัวเลขด้วยว่า รายรับเฉลี่ยต่อเดือนของร้านนั้นสูงถึงราว 10,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 330,000 บาทเลยทีเดียว

 

เมื่อนาฬิกาหมุนกลับ

แม้โลกจะเข้าสู่ยุคใหม่ แต่ผู้มีอำนาจในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบปิดอย่างจีนนั้นต้องการรักษาวัฒนธรรม ค่านิยมที่มีมาแต่โบราณไว้ เหตุเหล่านี้เองก็ได้นำมาซึ่งเรื่องที่สั่นสะเทือนไปทั้งประเทศในหลายวงการ

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมา เมื่อคณะกรรมการสื่อสารมวลชนฯ ของจีนได้ออกกฎระเบียบชุดใหม่ที่ว่าถึงสิ่งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมในการออกโทรทัศน์ โดย เกา จางหลี่ (Gao Changli) ผู้อำนวยการของหน่วยงานดังกล่าวได้ประกาศเนื้อหาของ "ข้อห้ามเด็ดขาด 4 ประการ" ความว่า

- ห้ามใช้นักแสดงที่มีจิตใจและศีลธรรมไม่สอดคล้องกับพรรค (คอมมิวนิสต์) ตลอดจนผู้ที่มีศีลธรรมต่ำช้าโดยเด็ดขาด

- ห้ามใช้นักแสดงที่ไร้รสนิยม, หยาบคาย และลามกอนาจารโดยเด็ดขาด

- ห้ามใช้นักแสดงที่มีอุดมการณ์ต่ำ และไม่มีคลาสโดยเด็ดขาด

- ห้ามใช้นักแสดงที่มีมลทิน, เรื่องอื้อฉาว และปัญหาด้านคุณธรรมโดยเด็ดขาด

กฎใหม่ที่ออกมาได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรง เริ่มจากวงการบันเทิงทันที โดยภาพของ GAI แร็พเปอร์ชื่อดังของประเทศถูกลบจากการโปรโมทของสถานีโทรทัศน์, PG One แร็พเปอร์คนดังอีกรายต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะ หลังเพลงของเขามีเนื้อหาที่สื่อถึงการใช้ยาเสพติดและดูถูกผู้หญิง ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเซนเซอร์ผู้เข้าแข่งขันรายการโชว์ทางโทรทัศน์ เนื่องจากใส่สร้อยคอสไตล์ฮิปฮอปอีกด้วย

ถัดจากวงการบันเทิงก็มาถึงวงการกีฬาที่จะได้รับหางเลขบ้าง โดยประเด็นที่นำมาซึ่งเรื่องราวดังกล่าวก็คือ รอยสัก ที่แม้ค่านิยมของสังคมจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากยุคโบราณ แต่ทางการจีนก็ได้ทวนเข็มนาฬิกาให้หมุนกลับไปสู่จุดเดิมอีกครั้ง ด้วยการ ‘ขอความร่วมมือ’ ทุกสโมสรรวมถึงทีมชาติ ไม่ให้นักเตะโชว์รอยสักระหว่างการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกมที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เพื่อสร้างค่านิยมอันดีงามให้เกิดขึ้นกับสังคมจีนอีกครั้ง

และล่าสุด เรื่องราวดังกล่าวก็ถูกขยายวงมาสู่วงการ MMA หรือกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสม ที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ในแดนมังกร จากการที่มีศึกใหญ่อย่าง UFC และ ONE มาจัดการแข่งขันเป็นระยะ โดย Phuket Top Team ค่าย MMA ที่ตั้งในไทยและมีนักสู้จากหลายชาติมาฝึกซ้อมเปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ว่า นักสู้ที่มาซ้อมในค่ายของพวกเขาได้รับคำเตือนว่า นักสู้ที่มีรอยสักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นสู้ในประเทศจีน หากไม่ปกปิดมันด้วยเทปหรือเสื้อรัดกล้ามเนื้อเสียก่อน

 

ถึงเวลาปรับตัว

แน่นอนว่า หลังเกิดเหตุการณ์ในเกมที่จีนพบเวลส์ คำถามย่อมตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงว่า “พวกเขาให้นักเตะทำเช่นนั้นด้วยสาเหตุใด?” ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศจีน หรือ CFA เปิดเผยกับสื่อว่า


Photo : www.scmp.com

“จีนส่งเสริมความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรมในหมู่ชนชาติ และค่านิยมหลักสังคมนิยม ทีมชาติจึงต้องมีความรับผิดชอบในการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมฟุตบอลที่ดีต่อสังคม เราจึงต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง”

ขณะที่เหตุผลซึ่งวงการ MMA โดนหางเลขนั้นก็ไม่ต่างกัน เพราะเมื่อสื่ออย่าง The Fight Nation ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลกรุงปักกิ่ง พวกเขาตอบว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการโจมตีวงการนักสู้ แต่มีเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่า

“ผู้บริหารคนใหม่ของ CCTV (เครือข่ายโทรทัศน์ของรัฐบาลจีน) ได้บังคับใช้กฎที่มาจากรัฐบาลอย่างจริงจัง ดังนั้นประเทศนี้ก็จะไม่มีข้าราชการบังหลวง, ตำรวจฉ้อราษฎร์ และไม่มีเหล่าผู้ที่มีอิทธิพลต่อคนในสังคม (Influencers) ในทางไม่ดีออกสื่ออีกต่อไป และแน่นอน คนที่มีรอยสักเป็นหนึ่งในนั้น”

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับการแบนวัฒนธรรมหลายๆ อย่างที่มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ เพลงฮิปฮอป ซึ่งต้นกำเนิดของเพลงแนวดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากการวิพากษ์วิจารณ์สังคม ที่ทางการจีนไม่ต้องการให้เสียงนั้นดังจนเกินไปในประเทศของตน Chan Kwong-yan หรือ MC Yan แร็พเปอร์ชาวฮ่องกงที่ถูกห้ามเดินทางมาแสดงที่จีนแผ่นดินใหญ่แล้วกว่า 20 ปีด้วยปัญหาเรื่องเนื้อเพลง ไม่แปลกใจเลยที่การแบนวัฒนธรรมฮิปฮอป หรือแม้แต่เรื่องรอยสักจะบังเกิดขึ้นกับประเทศจีนในยุคนี้

"เมื่อเรื่องราวมันชักจะเกินควบคุม หรือมีคนเข้ามาพัวพันมากเกินไป รัฐบาลก็มักออกมาแทรงแซง เพื่อให้ความรู้กับประชาชนในแนวทางที่ต้องการเสมอแหละ"

ถึงกระนั้น ความลักลั่นย้อนแย้งก็ได้บังเกิดขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะการขอความร่วมมือดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเฉพาะกับนักกีฬาที่มีสัญชาติจีนเท่านั้น ส่วนนักเตะต่างชาติไม่ถูกขอความร่วมมือแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น นักกีฬาจีนเองก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดรอยสักเสมอไปหากไปแข่งขันในรายการที่ต่างประเทศ อย่างเช่นศึก เอเชี่ยนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งนักเตะจีนก็ไม่ใคร่จะปกปิดรอยสักเท่าใดนัก

เรื่องดังกล่าว ‘อ.เอี่ยม’ ศรัณยู ยงพานิช ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ csl-thailand.com และเพจเฟซบุ๊ก เล่าเรื่องบอลจีน - Chinese Super League ให้ทรรศนะกับทีมงาน Main Stand ว่า แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเพียงการ ‘ขอความร่วมมือ’ แต่ด้วยสภาวะของประเทศจีนเอง เรื่องดังกล่าวดูจะเปลี่ยนสถานะสู่การ ‘บังคับ’ ไปโดยปริยาย

“คือเราต้องไม่ลืมว่า ด้วยความที่ประเทศจีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ อีกทั้งค่านิยมการต่อต้านรอยสักนั้นถือเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วแต่เดิม การขอความร่วมมือดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่คนในประเทศเองก็ไม่ใคร่จะต่อต้านเท่าใดนัก ยิ่งทางการจีนเองก็ไม่ใคร่ที่จะมีการแก้กฎหมายอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ก็จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมที่นักเตะต้องปรับตัวไปโดยปริยาย”

“ถึงกระนั้น ด้วยความที่ประเทศจีนเองก็ค่อนข้างที่จะกลัวการเสียหน้า อย่างตอนที่ทำในเกมเจอเวลส์ ทางจีนเองก็โดนฟีฟ่ากดดันมาไม่น้อย เพราะหลายคนก็บอกว่า รอยสักมันไม่ได้มีผลอะไรกับฝีเท้าเลย ดังนั้นการปฏิบัติจริงก็จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และผู้ใหญ่ในทีมด้วย อย่างตอนไปเล่นในต่างประเทศนี่ก็จะหยวนๆ ไป”

ส่วนคำถามที่ว่า นักกีฬาแดนมังกรจะต้องทำอย่างไร? อ.เอี่ยม มองว่า นี่ถือเป็นสถานการณ์ที่พวกเขาจะต้องปรับตัวให้ได้ เพื่อที่ตัวเองจะได้มีอนาคตในวงการต่อไป

“ที่สุดแล้ว กฎต่างๆ เหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอำนาจด้วย อย่างในวงการฟุตบอล สมัย มาร์เซโล่ ลิปปี้ เป็นกุนซือทีมชาติ เรื่องรอยสักไม่มีผลต่อการติดทีม แต่กับโค้ชคนจีน ส่วนใหญ่จะตอบสนองกับแนวทางจากภาครัฐเป็นอย่างดี เพราะต้องไม่ลืมว่าพวกเขาเติบโตมากับค่านิยมแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งหลายคนก็มีขู่เหมือนกันว่า คนที่สักจะไม่ได้รับโอกาสในทีม”

“พูดโดยสรุปก็คือ ในระดับนานาชาติ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจนั้นจะว่าอย่างไรกับการสักของนักกีฬาจีน แต่ถ้าเป็นในประเทศ โดยเฉพาะการแข่งขันที่จัดในจีนเองด้วยแล้ว เรื่องการห้ามสักก็จะกลายเป็นกฎที่นักกีฬาทุกคน รวมถึงคนที่สักมาก่อนอยู่แล้วต้องปรับตัว และอยู่กับมันให้ได้ครับ”

 

แหล่งอ้างอิง

http://www.chinadaily.com.cn/a/201803/27/WS5ab9a323a3105cdcf65147f2_2.html
https://edition.cnn.com/style/article/china-tattoos/index.html
https://www.forbes.com/sites/augustrick/2018/03/27/china-just-banned-tattoos-on-its-soccer-players-and-it-could-cost-them/
https://www.foxsportsasia.com/football/asian-football/830585/china-tattoo-ban-sparks-online-criticism/
https://www.nytimes.com/2019/01/16/sports/asian-cup-china-tattoos.html
https://www.telegraph.co.uk/news/2018/03/26/chinas-footballers-banned-showing-tattoos-state-cracks-socialist/
https://www.thefightnation.com/china-says-no-to-mma-ink/
http://time.com/5112061/china-hip-hop-ban-tattoos-television/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง