mainstand

Feature

ฝุ่นพิษอันตรายแค่ไหน? ทำไมไม่ควรแข่งฟุตบอลใน 8 จังหวัดภาคเหนือเวลานี้?



ประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัดทางภาคเหนือ ยังคงต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษ ที่มีค่า PM 2.5 เกินมาตรฐาน ในขณะที่การแข่งขันฟุตบอลอาชีพ กลับมาเตะกันอีกครั้งในสัปดาห์นี้


 

แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, แพร่ และ น่าน คือ 8 จังหวัดที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ มลพิษทางอากาศที่เลวร้าย ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเรื้อรังเรื่องไฟป่า อันเกิดจากฝีมือมนุษย์ ที่เกิดมาขึ้นนานหลายปี

แต่ในปีนี้ มีการตรวจพบว่า ค่าฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงขึ้น เกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 8 จังหวัด โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ที่ค่ามลพิษทางอากาศมีมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา และแน่นอนว่าผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงการของสังคม

รวมไปถึงวงการฟุตบอลอาชีพไทย ที่การแข่งขันกลับมาเตะกันอีกครั้ง ภายหลังพักเบรกตามโปรแกรมทีมชาติ มลพิษฝุ่นนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมลูกหนังมากแค่ไหน และเหตุใดจึงควรเลี่ยงการจัดแข่งขันในพื้นที่ 8 จังหวัดไปก่อน

 

มองไม่เห็นแต่อันตรายส่งตรงเข้าร่างกาย

ประชาชนหลายล้านคนใน 8 จังหวัดภาคเหนือ กำลังดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลาง มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ทะลุผ่านทางเดินหายใจ เข้าสู่ปอด หลอดเลือด และ เส้นเลือดฝอย ได้โดยตรง ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งระยะกึ่งฉับพลัน และระยะยาว รวมถึงยังถูกจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งประเภทที่ 1 อีกด้วย


Photo : MFU Photoclub

เพราะฝุ่นละอองขนาดเล็ก จะสามารถลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นาน ต่างจากฝุ่นขนาดใหญ่ที่จะตกลงพื้น อีกทั้งฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่ลอยในอากาศ ยังปนเปื้อนไปด้วยสารอื่นๆ  เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก

มลพิษเหล่านี้ เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็ย่อมส่งผลกระทบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น โรคเรื้อรังในระยะยาวได้ จากผลจากการศึกษาโดย Institute for Health and Evaluation มหาวิทยาลัยวอชิงตัน

พบว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมของการเกิดโรคต่างๆ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิด เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ประมาณ 50,000 รายต่อปี และมลพิษยังสามารถลอยข้ามพรมแดน ข้ามเมือง ข้ามจังหวัด และข้ามประเทศได้อย่างสบายๆ

ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ในวันที่ท้องฟ้าภาคเหนือถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นพิษ ตรงกับช่วงเวลาที่ทั้ง 11 สโมสร ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ กำลังอยู่ในระหว่างออกสตาร์ทฤดูกาล 2019 ประกอบด้วยสโมสร เชียงใหม่ เอฟซี, เชียงราย ยูไนเต็ด, เชียงราย ยูไนเต็ด บี, เจแอล เชียงใหม่, เจแอล เชียงใหม่ บี, เชียงราย ซิตี้, แม่โจ้ ยูไนเต็ด, ลำปาง เอฟซี, ลำพูน วอริเออร์, แพร่ ยูไนเต็ด และ น่าน เอฟซี

นั่นจึงเป็นเรื่องหลายคนในวงการฟุตบอล แสดงความกังวล อย่างในฝ่าย สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย จึงมีคำสั่งให้เกมบางคู่ เช่น ดาร์บี้แมตช์ล้านนา ระหว่าง เชียงใหม่ เอฟซี กับ เชียงราย ยูไนเต็ด เลื่อนการแข่งขันออกไป, เจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด เลื่อนการแข่งขัน 2 นัด ที่พบกับ อยุธยา ยูไนเต็ด และ สมุทรสาคร เอฟซี

เหตุใดถึงต้องเลื่อนการแข่งขันในบางเกมออกไป? ฝุ่นพิษนี้ส่งผลกระทบต่อนักฟุตบอล กองเชียร์ มากแค่ไหน

 

กีฬาที่เลี่ยงไม่ได้

เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่เลี่ยงไปเตะในอาคารปิดมิดชิด แบบชนิดกีฬาอื่นได้ยาก นายแพทย์ เอกภพ เพียรพิเศษ แพทย์ประจำทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และ ว่าที่ ส.ส. จังหวัดเชียงราย อธิบายถึงความเสี่ยงและอันตรายของ บรรดาพ่อค้าแข้ง ที่ต้องสูดรับอากาศเหล่านี้ ในระหว่างการฝึกซ้อม, วันแข่งขัน ช่วงปรีซีซั่น ย่อมมีมากกว่า คนทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังกายกลางแจ้ง


Photo : Facebook : นิภาพร คำน้อย

“นักกีฬากลางแจ้งทุกประเภทเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมาก หากต้องฝึกซ้อมหรือลงแข่งขัน ในสภาพอากาศที่มีมลพิษฝุ่น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายตอนออกกำลังกาย ช่วงที่กำลังเหนื่อย ก็คือ ปริมาณการหายใจจะลึกขึ้น ถี่ขึ้น ต่อหนึ่งรอบการหายใจ”

“ฉะนั้นนักฟุตบอล รวมถึงคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงนี้ ย่อมได้ปริมาณฝุ่นพิษที่มากกว่า คนที่หายใจโดยปกติ”

“ถ้าหากดูฟุตบอลไทยยุคหลัง ก็จะเห็นว่าเป็นเกมที่ค่อนข้างเร็ว ใช้การเพรสซิ่งวิ่งกดดันคู่ต่อสู้ตลอดเวลา นักฟุตบอลต้องเคลื่อนที่เยอะขึ้น และใช้การหายใจที่เพิ่มขึ้นตาม”

เท่ากับว่านักฟุตบอลจำนวนมากในอุตสาหกรรมลูกหนังไทย กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่น เข้าสู่ร่างกาย จากการทำงาน

เหมือนกับหลายๆอาชีพที่ต้องใช้เวลาไม่น้อย อยู่ในที่กลางแจ้ง ทำให้การฝึกซ้อม และการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขายากขึ้นไปอีก จากเดิมที่สามารถโฟกัสกับการฝึกซ้อมเรียกความฟิต ช่วงปรีซีซั่นได้อย่างเต็มที่

นพพล พลคำ กองกลางจากสโมสรสมุทรปราการ ซิตี้ และ ดาบิด โรเชล่า นักเตะชาวสเปนของ การท่าเรือ เอฟซี เป็น 2 ผู้เล่นที่ค้าแข้ง อยู่ในทีมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน ที่เล่าให้ Main Stand ถึงผลกระทบที่พวกเขาเคยเจอ ในช่วงที่ฝุ่นขนาดเล็ก ปกคลุมกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อตอนต้นปี


Photo : การท่าเรือ เอฟซี Port FC

“ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก จากค่ามลพิษที่พุ่งสูงขึ้น พวกเราควรต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไข และลดค่าฝุ่นพิษให้เบาบางลงกว่านี้” กัปตันทีมสิงห์เจ้าท่า กล่าวเริ่ม

“แน่นอนมันกระทบต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งผมก็สวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันตัวเองอยู่แล้ว แต่ในระหว่างการฝึกซ้อมและช่วงที่ต้องแข่งขันนั้นเป็นอะไรที่แตกต่างกันออกไป มันยากมากที่คุณจะฝึกซ้อม ลงเล่น ได้อย่างที่เคยทำ หากคุณรู้สึกว่า มีอะไรที่ผิดปกติบางอย่าง อยู่ในลำคอของคุณ ซึ่งมันมีต้นเหตุมาจากฝุ่นพิษเหล่านี้”

“ผมคิดว่าพวกเราทุกคนต้องมีจิตสำนึกเพื่อสังคมมากขึ้น รวมถึงหันมาเข้มงวด กับการควบคุมการปล่อยมลพิษสู่อากาศ ที่มีผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเรา”

ด้าน มิดฟิลด์ชาวไทยวัย 23 ปี เผยว่า “ผมว่ามลพิษฝุ่นมีผลกระทบมากพอสมควร เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ อย่างในตอนฝึกซ้อม บางครั้งผมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกเหมือนเมื่อก่อน อากาศมันแห้งๆ ทำให้รู้สึกเหมือนขาดน้ำ ก็มีพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีม บางคนก็มีอาการเจ็บคอ แสบจมูก คันตามร่างกาย”

“ช่วงนี้นักกีฬาก็ต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น พักผ่อนให้มากกว่าเดิม กินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างในชีวิตประจำวัน เวลาออกไปไหนมาไหน ผมก็ใส่แมสก์ตลอด แต่ถ้าเป็นช่วงซ้อม บางครั้งถ้ารู้สึกไม่ไหวจริงๆ ก็จะใส่แมสก์บ้างเป็นบางที แต่ไม่ได้ใส่บ่อย เพราะใส่แล้วหายใจลำบากมาก”

เรื่องนี้ นายแพทย์ เอกภพ เพียรพิเศษ ให้คำแนะนำสโมสรที่อยู่ในพื้นที่ มลพิษเกินค่ามาตรฐาน แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการ หรือ ย้ายสถานที่การฝึกซ้อมได้  ควรต้องปรับเรื่องของช่วงเวลาการฝึกซ้อมประจำวัน, ความยาวนานของการฝึกซ้อม

พร้อมกับเตือนว่า การให้นักฟุตบอล ใส่หน้ากากอนามัย โดยเฉพาะแบบ N95 นั่นเป็นอันตรายต่อนักเตะมากกว่าไม่ใส่


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

“สโมสรจำเป็นต้องปรับเรื่องโปรแกรมการฝึกซ้อม อาจต้องเปลี่ยนไปซ้อมในช่วงเช้าตรู่แทน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ค่าฝุ่นละอองไม่สูงมาก เนื่องจากรถยนต์ยังไม่ออกมาวิ่งตามท้องถนนเยอะ เพราะมลพิษฝุ่นขนาดเล็ก ส่วนหนึ่งมาจากควันรถดีเซล ถ้าเป็นการฝึกซ้อมช่วงเย็น แน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีนัก เนื่องจากฝุ่นถูกสะสมมาทั้งวัน”

“หรืออาจปรับการฝึกซ้อมในสนามกลางแจ้งน้อยลง เข้าห้องฟิตเนสมากขึ้น เปลี่ยนไปซ้อมในโรงยิมเป็นบางครั้ง ส่วนการใส่ แมสก์ออกกำลังกายนั้น เป็นเรื่องที่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใส่แบบN95 เพราะอากาศที่เราหายใจเข้าไป ต้องใช้แรงหายใจมากขึ้นกว่าไม่ใส่หน้ากาก ทำให้เหนื่อยง่ายมาก และถ้าหายใจถี่ๆ สั้นๆ ตอนเหนื่อย ทำให้มีโอกาสที่ คาร์บอนไดออกไซด์ จะค้างอยู่ในแมสก์แล้วเราสูดเข้าไป ส่งผลให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน หัวใจก็ทำงานหนักขึ้นครับ”

“แม้กระทั่งในภาวะอากาศปกติ มีความเชื่อผิดๆว่าการใส่ แมสก์ ออกกำลังกายจะช่วยฝึก anaerobic (การออกกำลังกายที่ไม่ใช้ออกซิเจน) ซึ่งถือว่าไม่จริงเช่นกัน อาจจะไม่ตายเพราะฝุ่น แต่จะตายเพราะขาดออกชิเจน นี่แหละครับ”

 

สนามและเกมลูกหนัง ที่ (อาจ) ไม่เหมือนเดิม

ปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน ไม่ได้สร้างความกังวล แค่เฉพาะ นักกีฬา ที่มีอาชีพลงไปเล่นฟุตบอลในสนาม หรือคนทำทีมที่ต้องดูแลหลายๆชีวิตในสโมสร


Photo : JL Chiangmai United

แต่กองเชียร์ก็เป็นคนอีกกลุ่มที่ไม่อาจละเลยได้ และเป็นที่น่าสงสัยว่า ในสถานการณ์สภาพอากาศไม่ดีเช่นนี้ จะส่งผลต่อการออกมาเชียร์ฟุตบอลทีมรักของพวกเขาหรือไม่?

“ชิโร ดราก้อน” หรือ ธีระยุทธ รัตนพันธ์ - ประธานแฟนคลับอุลตร้า ไฟร์ ดราก้อน แสดงความเห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศส่งผลต่อสุขภาพ และชีวิตประจำวันของแฟนบอลในพื้นที่ที่มีค่า PM 2.5 เกินมาตรฐาน รวมถึงมีความกังวลว่ายอดผู้ชมในสนามอาจลดลง หากปัญหามลพิษฝุ่น ยังไม่ถูกแก้ไขได้

“หากมลพิษฝุ่นยังสูงเกินค่ามาตรฐาน ผมคิดว่าจำนวนแฟนบอลที่เข้าสนามลดลง แน่นอน เพราะโดยปกติ คนที่ดูฟุตบอลเขาจะมากันเป็นครอบครัว เหมือนมาปิกนิกพบปะกันที่หน้าสนามก่อนเกม แต่ถ้าสภาวะอากาศยังเป็นเช่นนี้ ก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า ยอดคนดูในสนาม อาจจะลดลงไปอีก”

เช่นเดียวกับในความเห็นของคนทำทีม กิระวิศว์ พิทยภูวนันท์ ประธานสโมสร ไทยยูเนียน สมุทรสาคร ที่ยอมรับว่าปัญหาฝุ่นพิษคงส่งผลให้คนในจังหวัดสมุทรสาคร มาชมเกมการแข่งขันน้อยลง เพราะเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญกว่า

“มีผลอย่างแน่นอน หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะสุขภาพของประชาชนถือเป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นสโมสรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่นละอองไม่มาก ก็คงไม่มีผลเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นทีมอยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน เรื่องจำนวนแฟนบอลลดลง เป็นอะไรที่น่ากังวลอยู่แล้ว”

นอกจากยอดผู้ชมที่อาจลดลงไปในฤดูกาล 2016 หากปัญหามลพิษฝุ่น กินระยะเวลานาน ในหลายๆพื้นที่ทางภาคเหนือ

ข้อมูลอีกชุดจาก นายแพทย์ เอกภพ เพียรพิเศษ ได้บอกกับเราว่า ความสนุกของฟุตบอลไทยลีก 2019 อาจลดลงไปด้วย เนื่องจากสมรรถภาพของนักกีฬาดร็อปลงไป ในช่วงอากาศยังเป็นพิษเช่นนี้

“มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า ถ้าการวัดค่าฝุ่นฯ แบ่งออกเป็น 4 สี ตามค่า AQI  หากยังไม่ถึงสีแดง (ค่า AQI 1-200) จะยังไม่ส่งผลต่อการออกกำลังกาย ความฟิต และสมรรถภาพร่างกายยังเหมือนเดิมปกติ”

“แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่พิษขึ้นไปถึงสีแดง (ค่า AQI เกิน 200) นักกีฬา ที่ออกกำลังกาย จะมีสมรรถภาพร่างกายที่ถดถอยลง ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น หายใจไม่ทัน ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าในเกมฟุตบอลที่แข่งขัน ช่วงค่ามลพิษฝุ่นถึงสีแดง จะออกมาไม่สนุก เพราะสมรรถภาพนักเตะไม่เหมือนเดิม เกมจะดูเนือยๆ แฟนบอล กองเชียร์ ดูแล้วอาจรู้สึกไม่สนุกไปด้วย”


Photo : JL Chiangmai United

ไม่ใช่แค่ เมืองไทย ที่เคยกำลังเผชิญกับปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ที่ประเทศจีน เมื่อปี 2013 ก็เคยประสบสภาวะเดียวกัน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ที่ใช้ถ่านหิน รวมถึงการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ฯ ซึ่งประชาชนต้องเผชิญอยู่กับมลพิษฝุ่นนี้นานถึง 6 เดือนเต็ม

จีน ใช้เวลาต่อสู้กับฝุ่นพิษที่เลวร้ายถึง 5 ปี กว่าจะได้ท้องฟ้าที่สดใสคืนกลับมา ซึ่งตลอดช่วงเวลานี้ ลีกฟุตบอลภายในประเทศ ยังคงทำการแข่งขันตามปกติ กระทั่งตัวเลขค่า PM 2.5 เริ่มค่อยๆลดลง จากมาตรการที่รัฐบาลกลางสั่งควบคุม จนเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา กรุงปักกิ่ง เหลือวันที่สภาพอากาศย่ำแย่แค่ 23 วันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย จึงตัดสินใจออกคำสั่ง ให้มีการเลื่อนเกมการแข่งขัน หรือสลับโปรแกรม เกมบางคู่ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย (จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย) เพื่อให้นักฟุตบอล กองเชียร์ หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศไปก่อน แม้จะส่งกระทบกับบางสโมสรในพื้นที่ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ก็ตาม อาทิ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่แสดงความไม่ประสงค์ สลับไปเล่นทีมเยือนก่อน ในเกมพบกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ในมุมหนึ่งก็สามารถเข้าใจสโมสรได้ว่า การหยุดลีก เลื่อนโปรแกรม อาจไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีนัก สำหรับฟุตบอลอาชีพ

เพราะขั้นตอนต่างๆ ก่อนเกม ทั้งการจำหน่ายบัตร แผนการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ถูกเตรียมไว้หมดแล้ว และอาจกระทบกับความรู้สึกของแฟนบอล ตามแถลงของสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด หากต้องเลื่อนหรือโยกไปเป็นทีมเยือนก่อน

ถึงกระนั้นก็ใช่ว่า การประกอบอาชีพนักกีฬาฟุตบอลในไทย จะต้องแลกมาด้วย ต้นทุน คือความเสี่ยงในการรับมลพิษฝุ่นเข้าสู่ร่างกาย?

 

เพราะชีวิตคนสำคัญที่สุด

“ฝุ่นพิษขนาด PM2.5 คือภัยร้ายที่มองไม่เห็น มลพิษทางอากาศไม่ควรเป็นต้นทุนชีวิตที่ประชาชนต้องแลก” ถ้อยคำหนึ่งในบทความของ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพูดแทนถึงปัญหาหนึ่ง ที่น่ากลัวไม่แพ้ฝุ่นพิษ คือ ความละเลยต่อสุขภาพประชาชน


Photo : Official Chiangmai  Football Club

แม้ องค์การอนามัยโลก จะไม่สามารถระบุได้ถึงขีดจำกัดของความเข้มข้น (ของมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก) ที่เกี่ยวโยงกับผลกระทบด้านสุขภาพของมนุษย์ได้

แต่ก็มีคำแนะนำ จากองค์การอนามัยโลกที่จัดทำขึ้นในปี 2005 ว่าควรตั้งเป้าหมายให้ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปัจจุบัน ค่ามาตรฐานของไทย อยู่ที่ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ จีน มีแผนจะลดค่ามาตรฐานให้เหลือ ไม่เกิน 35 ไมโครกรัม ในอีก 20 ปีข้างหน้า แม้จะยังไม่ได้ตามค่าความเข้มข้นของ องค์การอนามัยโลก ที่ต้องการให้ลดลงไม่เกิน 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

“ตอนนี้เราตั้งไว้ว่าถ้าค่าฝุ่นอยู่ที่ระหว่าง 50-90 ให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานกลาง แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้า คนเดินถนน ไม่ต้องไปถึงค่านั้นหรอก แค่ 30 กว่าๆ ก็หนักแล้ว เพราะเขาต้องสูดมันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะนักเรียนที่ไปโรงเรียนตอนเช้า รวมถึง นักกีฬา”

“เพราะผลกระทบสุขภาพมันไม่ได้เริ่มต้นที่ค่า 90 บางทีมันกระทบตั้งแต่ค่าเกิน 25 ตอนนี้เวลาเตือนกลุ่มเสี่ยงเขาเตือนที่ค่า 51 ขึ้นไป มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะทุกคนต้องหายใจ เรามีสิทธินี้นะ แต่เราต้องรับมลพิษเหล่านี้เข้ามาแบบไม่เต็มใจ” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สัมภาษณ์ผ่าน The Matter

คำสัมภาษณ์นี้ สะท้อนให้เห็นข้อมูลอีกด้านการเตือนภัยในไทย ที่เริ่มกำหนดตั้งค่าขั้นต่ำไว้สูง ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลกระทบที่มีต่อร่างกาย เริ่มมีตั้งแต่ระดับความเข้มข้น 30 ไมโครกรัม

นั่นเท่ากับว่า นักฟุตบอล แฟนบอล คนในวงการลูกหนัง อาจต้องรับผลกระทบนี้ไปเป็นเวลานานพอสมควร แม้ในวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 ไม่ถึงมาตรฐาน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และยังไม่มีความชัดเจนใดๆออกมา ต่อวิธีการรับมือ


Photo : Chiang Rai United FC

นายแพทย์ เอกภพ เพียรพิเศษ แพทย์ประจำทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ทิ้งท้ายในทำนองเดียวกันว่า การขาดความองค์ความรู้เฉพาะด้าน และการชี้แจง ทำความเข้าใจต่อสังคม เป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงของสังคมฟุตบอลไทย ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ ผู้คนทั้งหลายในวงการ จะต้องตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาพยาบาลชีวิตของมนุษย์

“ปัญหาของบ้านเรา คือขาดองค์ความรู้ ความสนใจเรื่องพวกนี้โดยละเอียด และไม่ได้มองไปที่ระยะยาวว่า ปัญหาเหล่านี้จะต้องอยู่กับเราไปอีกกี่ปี เป็นการมองเพียงแค่ชอตสั้นๆ ในทุกๆวงการ ขาดการพูดคุยสื่อสารกันอย่างชัดเจน”

“ผมยังไม่เห็น องค์กรที่ดูแลฟุตบอลไทย ออกมาชี้แจง พูดคุย หรือให้ความรู้ คำแนะนำว่า สโมสรควรต้องปฏิบัติอย่างไร เชิญทีมแพทย์ที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันดีไหม? แฟนบอล สโมสร คนทั้งหมดอยู่ในรอบๆวงการฟุตบอล ไม่มีใครให้คำแนะนำ การเตรียมความพร้อมแก่พวกเขา ทั้งที่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยตรง”

“ที่ผ่านมาเราเห็นว่าผู้มีอำนาจ พยายามคิดหาหลายเรื่องๆที่ดี แต่เรื่องหนึ่งที่คนมักลืมกันเสมอคือ ‘ชีวิต’ นักฟุตบอลก็มีชีวิต แฟนบอลก็มีชีวิต เรื่องนี้จะถูกคิดถึงเป็นประเด็นท้ายสุด ผลการแข่งขันเป็นเรื่องแรกที่ถูกนึกถึง”

“ยกตัวอย่างง่ายๆ มาตรฐานการรักษาพยาบาลในแต่ละสนาม เคยมีใครลงไปดูไหม บางสนามผมเห็นเขาเรียกทีมกู้ภัยมาเป็นแพทย์สนาม 1 คันรถ จบ ซึ่งมันผิดหลักเกณฑ์การรักษาพยาบาล เพราะเราขาดความรู้ และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง”

“ทุกวันนี้นักฟุตบอลค่าตัวไม่รู้กี่ล้านบาท คุณรู้ไหมว่าการได้รับการรักษาพยาบาลที่ผิดนิดเดียว อาจส่งผลเสียต่อชีวิตการค้าแข้งไปตลอด นักฟุตบอลวูบคาสนาม ช็อก หากไม่มีแผนรองรับ นั่นหมายถึงชีวิตเขานะครับ  แฟนบอลหลายพัน หลายหมื่นชีวิต ที่เข้ามาอยู่ในที่ที่เดียวกัน ถ้าเกิดอุบัติเหตุมา เขาเรียกอุบัติภัยหมู่นะครับ แต่บ้านเรายังขาดการเตรียมพร้อมในจุดนี้ เช่นกันกับเรื่องฝุ่นพิษ หลายคนพูดจะแก้ตรงนั้นตรงนี้ แต่มองข้ามเรื่องของชีวิตคนไป” นายแพทย์ เอกภพ กล่าว


Photo : Chiang Rai United FC

หากมนุษย์ คือ ทรัพยากรที่มีค่าสูงสุด ในอุตสาหกรรมลูกหนัง ทั้ง นักฟุตบอล, กองเชียร์, ผู้ฝึกสอน, ผู้บริหารทีม ฯ

บางครั้ง  เราอาจต้องเปลี่ยนมามองปัญหานี้ โดยเอาชีวิตและสุขภาพของผู้คน เป็นตัวตั้ง ตราบใดที่คุณภาพ ความปลอดภัยในชีวิต รวมถึงกระทั่งสิทธิ์ในการหายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์ การได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี ยังไม่เกิดขึ้น

นั่นอาจหมายถึงการที่เรากำลังทำร้ายทรัพยากรที่มีค่ามากไป โดยไม่รู้ตัว ผ่านรายละเอียดบางอย่างที่มองผ่านไป

 

แหล่งอ้างอิง

https://thematter.co/pulse/air-pollution-interview-greenpeace-thai/69890?fbclid=IwAR0acEg8e0sEo9e3uSGjeUm_LJ6AunQBOMn8vUg_pLIKydwNQxhrx1EznCc
http://www.greenpeace.org/seasia/th/
https://themomentum.co/how-does-china-overcome-pm2-5/
https://themomentum.co/pm-2-5-air-quality-index/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง