mainstand

Feature

จากปากคนกล้างัดกับ 'ปูติน' : ล้วงตับวิธีโกงโด๊ปของนักกีฬารัสเซียที่ทำให้เจ๊งยกประเทศ



ใครบ้างจะอยากดูการแข่งขันที่กำหนดผู้ชนะเอาไว้เเล้ว?  


 

ด้วยเหตุผลนี้การโกงและล็อกผลการเเข่งขันจึงไม่สามารถทำประเจิดประเจ้อได้ คุณไม่อาจบอกผู้เข้าแข่งคนทุกคนว่าจงห้ามชนะและปล่อยให้ นาย ก. เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรก เพราะถ้าทำเช่นนั้นมนต์เสน่ห์ของการเเข่งขันก็จะหมดเอาได้ง่ายๆ แถมยังเสียศักดิ์ศรีของตนอีกด้วย ดังนั้นมันจึงต้องมีวิธีการโกงที่แนบเนียนและยากที่จะจับได้นั่นคือการใส่พลังวิเศษให้กับนักเเข่งคนใดคนหนึ่ง นี่คือการกระทำที่เงียบและได้ผลชนิดที่ว่าแม้แต่แชมป์นักปั่นจักรยานชื่อดังที่สุดของโลกอย่าง แลนซ์ อาร์มสตรอง ก็เปลี่ยนจากซีโร่เป็นฮีโร่ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว (ก่อนที่กรรมจะติดจรวดตามทันจนกลายเป็นซีโร่อีกครั้งอย่างที่ทราบ)

ไบรอัน โฟเกล คือชายที่ทำหน้าที่ในสิ่งที่ชอบ 2 อย่างได้ดีพร้อมๆกัน หนึ่ง คือเขาเป็นผู้กำกับในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด และ สอง คือเขาเป็นนักเเข่งขันจักรยานระดับมือสมัครเล่นที่มีฝีมือในการปั่นระดับไม่ธรรมดา


Photo : www.greatertalent.com

และเมื่อความสามารถทั้งสองสิ่งมารวมกัน บวกด้วยความสงสัยที่ว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง หลบหลีกการตรวจจับสารกระตุ้นได้อย่างไร เขาจึงจัดทำภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงในชื่อ Icarus เพื่อตีแผ่ให้เห็นกันชัดว่าของแบบนี้มีวิธีโกงกันได้หรือไม่

 

เรื่องบังเอิญ...ที่ยิ่งใหญ่

มีคำกล่าวที่ว่า "ข้อกล่าวหาที่ฉาวโฉ่ ต้องมีหลักฐานที่เรียกเสียงฮือฮาได้พอๆกัน" มิเช่นนั้นมันจะถูกมองข้าม โฟเกล เข้าใจถึงสิ่งนี้เป็นอย่างดี เขาเองเป็นแฟนของ แลนซ์ มาแต่ไหนแต่ไรและสงสัยว่าการตรวจโด๊ปที่แท้จริงคืออะไร และการโด๊ปยาทำให้นักกีฬาเก่งขึ้นได้ขนาดไหนกันแน่ เขาจึงเริ่มเรื่องนี้ขึ้นอย่างจริงจังโดยได้แรงสนับสนุนด้านหลักฐานที่มากพอจะสร้างแรงกระเพื่อมจนใครบางคนอยู่ไม่สุข โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศรัสเซียที่กลายเป็นปลาใหญ่ในการตีแผ่ความจริงครั้งนี้


Photo : variety.com

ในทุกๆปี โฟเกล จะลงเเข่งขันการปั่นจักรยานระดับสมัครเล่นในประเทศฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Haute Route ซึ่งเป็นรายการที่โหดหินไม่แพ้การแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เลย เพราะมีระยะทางที่ไกลกว่า 800 กิโลเมตร และตลอด 7 วันผู้เข้าแข่งขันจะต้องเจอกับเนินที่ชันเหลือเชื่อ ดังนั้นการจะไปให้ถึงอันดับ 1 ต้องใช้กำลังระดับช้างสาร และ โฟเกล เองต้องการทำให้ตัวเองทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าปี 2014 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขาลงเเข่งโดยที่ไม่มีการใช้สารกระตุ้นอะไรเลย เลือดของเขาสะอาดเป็นนักกีฬา 100% และ โฟเกล จบในอันดับที่ 14       

เเละเมื่อรู้ว่ามีการโด๊ปยาเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงวิธีโกงการตรวจ เขาจึงถือโอกาสยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว นั่นคือการทดลองมันด้วยตัวเอง เขาจึงติดต่อเพื่อหาวิธีการใช้โด๊ปในระดับนักกีฬาอาชีพ และวิธีใช้ที่ทำให้ไม่มีใครจับได้ เขาจึงติดต่อไปที่ ดอน แคตลิน ผู้พัฒนาและดำเนินงานในห้องแล็บของโอลิมปิกมากกว่า 25 ปี มีประสบการณ์จับโด๊ปในนักกีฬามาก็ไม่น้อย

ตัวของ แคตลิน นั้นได้ยื่นมือเข้าช่วย โฟเกล ในช่วงแรก เพื่อเป็นการบอกเล่าถึงวิธีใช้สารกระตุ้นให้คนภายนอกรับรู้ ทว่าเมื่อถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เรื่องเริ่มใหญ่เกินกว่าที่เขาจะเอาตำแหน่งและหน้าที่มาเสี่ยง เขาจึงแนะนำคนคนหนึ่งให้ คนที่รู้จริงในเรื่องนี้ … โป๊ะเชะ!  การได้บุคคลปริศนาคนนี้เขามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดเรื่องใหญ่ที่โฟเกลเองก็ไม่ได้เตรียมตัวรับมือไว้ก่อน...

 

ปลาใหญ่ติดแห

"ผมถามคำถามคุณ คุณแค่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ก็พอ ... รัสเซีย จัดตั้งระบบการโด๊ปยาระดับรัฐที่เป็นระบบเพือโกงการแข่งขันโอลิมปิกใช่หรือไม่?" โฟเกล ถามคนคนหนึ่งที่ว่ากันว่ารู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับเรื่องการโด๊ปยาของทีมชาติรัสเซีย

"ใช่ แน่นอน" ชายวัยเกษียณอายุตอบสั้นๆ ... เพียงแค่นี้เรื่องราวมันก็น่าสนใจขึ้นมากเลยล่ะ


Photo : www.imdb.com

การแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งปี 2008 รัสเซีย คว้าเหรียญรางวัลมาได้ถึง 70 เหรียญ และ 4 ปีต่อมาที่กรุงลอนดอน ทัพหมีขาวคว้าเหรียญอีก 82 เหรียญ (นับถึง ณ วันที่การแข่งขันสิ้นสุด) และทั้งหมดนี้มีนักกีฬากว่า 50% ใช้การโกงการตรวจโด๊ป พวกเขาฉีดสารกระตุ้นลงไปที่ต้นขาและก้นเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานเกิน 5 เดือน ซึ่งสรรพคุณของฮอร์โมนเร่งการเติบโต (Growth Hormone) และตัวยาต่างๆจะทำให้สมรรถภาพของเหล่านักกีฬาเพิ่มขึ้นอีก 20% เป็นอย่างน้อย

หลักฐานเหล่านี้จะดูน่าเชื่อถือน้อยลงกว่านี้แน่นอน หากไม่ได้ถูกเปิดเผยโดย กริกอรี่ รอดเชนคอฟ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการโด๊ปรัสเซีย แต่การทำงานจริงของเขาสลับกับชื่อตำแหน่ง

รอดเชนคอฟ มีประสบการณ์ล้นเหลือชนิดว่าใครก็เทียบยาก เขาอยู่เบื้องหลังการตรวจโด๊ปของเหล่านักกีฬาทีมชาติรัสเซียหลายคน และใช้ความรู้ในด้านเคมีหาวิธีหลบเลี่ยงและอำพรางการตรวจโด๊ปให้ลุล่วงจนแม้แต่คณะตรวจสอบยังตรวจไม่เจอ และเหนือสิ่งอื่นใด เขารู้จักเรื่องการโด๊ปครั้งแรกตั้งแต่อายุ 16 ปี นั่นก็เพราะว่าในอดีตเขาเคยเป็นนักกรีฑาที่มีฝีมือ และเขาเองที่ใช้ยาโด๊ปมาตั้งแต่วันนั้น โดยมีแม่บังเกิดเกล้าเป็นคนบรรจงลงเข็มให้เองกับมือ

เขามีหน้าที่เป็นคนที่คอยหาความผิดปกติในปัสสาวะของนักกีฬา ทว่ากลับมาเป็นคนที่ช่วยตีแผ่เรื่องนี้เสียเอง ผู้กุมความลับกลายเป็นผู้เผยความลับเสียเอง  ดังนั้นในช่วงระหว่างการทดลองได้ไม่นาน องค์การต่อต้านการใช้สารกระตุ้นโลก หรือ WADA ออกรายงานเปิดเผยการโด๊ปของทีมชาติรัสเซียที่รัฐบาลรัสเซียสนับสนุน ซึ่งมีการจับได้ว่า รอดเชนคอฟ คือชายผู้อยู่เบื้องหลังการแฉครั้งนี้


Photo : www.vulture.com

รัฐบาลรัสเซียเสียหน้าและสั่งให้เขาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการโด๊ปรัสเซียทันทีที่มีข่าวออกมา แต่ตัวของ รอดเชนคอฟ รู้ดีว่าการเสียหน้าที่การงานอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่รออยู่ เพราะถ้าหากเขายังอยู่ในรัสเซียต่อไป เขาอาจจะเสียชีวิตเป็นของแถมด้วยก็เป็นได้ ดังนั้น รอดเชนคอฟ จึงต้องลี้ภัยมายังสหรัฐอเมริกาภายใต้การช่วยเหลือของคู่ร่วมทดลองอย่าง โฟเกล

รอดเชนคอฟ เหมือนสุนัขจนตรอก เขาถอยอีกไม่ได้เเล้วจึงต้องเดินหน้าสู้เพื่อเปิดเผยความจริงนี้ต่อให้สุด การลี้ภัยครั้งนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแฉโกงเต็มรูปแบบของทั้ง 2 คน

 

กลยุทธ์หมาจนตรอก

การเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาทำให้ โฟเกล มีโอกาสได้สัมภาษณ์ รอดเชนคอฟ แบบทุกซอกทุกมุม ทั้งสองคนเลือกที่จะนั่งโต๊ะไม้ โดยตั้งกล้องไว้และจับไปที่หน้าของอดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการโด๊ปรัสเซีย และเค้นเอาความจริงทั้งหมดออกมา และคำถามที่ว่าทำไม รอดเชนคอฟ จึงต้องสาวไส้ให้กากิน? ก็ถูกหาคำตอบจนได้ และมันยืนยันจากปากของเขาเอง


Photo : medium.com

แท้จริงแล้ว รอดเชนคอฟ ไม่ใช่คนที่มักใหญ่ใฝ่สูงอะไร ก่อนที่เขาจะเป็น ผอ. หน้าที่ของเขาเป็นเพียงแค่ฝ่ายประสานงานในการตรวจโด๊ปเท่านั้น ทุกอย่างเป็นเหมือนการตกกระไดพลอยโจนเสียมากกว่า

รัสเซีย ไม่ได้แค่เพิ่งอำพรางการโด๊ปแค่ในยุคนี้เท่านั้น เพราะในช่วงที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต ก็มีการใช้สเตียรอยด์เพื่อให้นักกีฬาเก่งกาจขึ้นเเล้ว ทว่าปัญหามาเริ่มขึ้นเอาในช่วงก่อนโอลิมปิกปี 2008 ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน ณ ตอนนั้นมีการต่อต้านให้ จีน ซึ่งเป็นเจ้าภาพเลิกผลิตสารกระตุ้นเพราะมันดูไม่เหมาะสม ซึ่งรัฐบาลจีนก็ทำ แต่ผลกระทบกลับมาตกที่รัสเซีย เพราะสารกระตุ้นที่พวกเขาใช้ประจำ จะไม่สามารถหาได้ในแหล่งผลิตเดิมได้อีกเเล้ว

รอดเชนคอฟ กลายเป็นผู้ที่ถูกขอร้องแกมบังคับให้เป็นคนหาตัวยาเดิมจากแหล่งใหม่ ซึ่งเขาก็ทำแบบเลี่ยงไม่ได้ งานนี้เขาหมดสิทธิ์ถอย แต่ในทางเดียวกันก็หารู้ไม่ว่าการจัดหาสารกระตุ้นนี้เป็นการหักหน้าหัวหน้าเก่าของเขาที่ชื่อว่า เซอร์เกย์ พอร์ตูกาลอฟ จนเป็นเหตุให้หัวหน้าเก่าของเขาสั่งการให้ตำรวจมาจับกุม รอดเชนคอฟ คนที่แย่งตำแหน่งของเขาไป

รอดเชนคอฟ โดนจับกุมและมีฐานะนักโทษติดตัวพร้อมกับ มาริน่า น้องสาว เจ้าตัวตัดสินใจที่จะจบชีวิตตัวเองหนีความผิดแล้ว แต่กลับรอดมาได้ แถมรัฐบาลรัสเซียยังรุดเข้าช่วยให้เขากลับมาเป็นอิสระ คดีของเขาถูกยกฟ้อง และดำรงตำแหน่ง ผอ. ตามเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า "ถ้าไม่ใช่รอดเชนคอฟ เราก็ไม่เห็นว่าใครจะมาเเทนเขาได้" ทว่าข้อตกลงดังกล่าว กลับต้องแลกด้วยการสิ้นอิสรภาพของน้องสาว 1 ปีครึ่ง

เล่ามาถึงตรงนี้ โฟเกล จึงถามด้วยความสงสัยว่าใครเป็นผู้สั่งการเบื้องหลังสำหรับเรื่องนี้ ซึ่งรอดเชฟคอฟ มั่นใจและตอบเต็มปากว่า

"แน่นอน วลาดิเมียร์ ปูติน"

รอดเชนคอฟ ทำหน้าที่ดังกล่าวตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปี 2015 ด้วยความรู้สึกที่ผิดอยู่ในหัวใจ แม้ชื่อตำแหน่งคือการต่อต้านการโกงกลับกลายเป็นว่าเขาต้องมาส่งเสริมคนให้โกงเสียเอง ความรู้ผิดชอบชั่วดียังกัดกินในหัวใจของเขา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ในวันนี้เขาจึงต้องทำในสิ่งที่ตัวเองควรทำ

 

ต่อไป...จะได้ไม่โกง

สิ่งที่โลกสงสัยที่สุดคือพวกเขาโกงได้อย่างไร? ในช่วงที่วิทยาการก้าวหน้า การหลบเลี่ยงการตรวจโด๊ปมันง่ายเช่นนั้นเลยหรือ เพราะเมื่อปัสสาวะของนักกีฬาถูกเก็บเข้าไปในแล็บแล้วพวกมันจะถูกเฝ้าดูแลอยู่ตลอดเวลาและเก็บอย่างมิดชิด เหมือนกับตู้เซฟที่ไม่มีรหัสก็ยากที่จะเข้าไปแก้ไขอะไรได้  และฝาขวดเก็บปัสสาวะจะไม่สามารถใช้มือเปิดได้นอกจากจะเอาใส่เครื่องทำลายฝาเท่านั้น


Photo : thesportdigest.com

แต่ รัสเซีย ทำได้ แม้แต่แล็บที่ลับเฉพาะและฝาขวดที่เปิดได้เฉพาะพื้นที่ก็ยังไม่วายโดนโค่นล้มโดยปฎิบัติการ โซชิรีซัลตัต โดยคำว่า รีซีลตัต ในภาษารัสเซียแปลว่า "เพื่อผลลัพธ์ที่ดี" ว่าง่ายๆนี่คือปฎิบัติการโกงโดยการหาเหตุผลด้านผลลัพธ์ ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่เมืองโซชิ บ้านของพวกเขามาอ้างนั่นเอง

พวกเขามีขั้นตอนในการพัฒนาการเปิดขวดในแบบใหม่รวมถึงฝาแบบใหม่ด้วย จะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยทำหน้าที่ "เปิดขวด" ให้โดยเฉพาะ และหลังจากนั้น รอดเชนคอฟ จะสามารถทำอะไรกับได้กับปัสสาวะในขวด  ขั้นตอนนี้คือความลับที่แม้แต่รอดเชนคอฟเองก็ไม่เคยเห็นกับตา เขาแค่ยกขวดใส่ปัสสาวะที่ปิดตายมา และหลังจากนั้นอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง จะมีพนักงานมารับไป และอีกไม่นานนักมันจะถูกเปิดทั้งหมด และให้เขาทำการโกงได้อย่างเต็มที่ ภายใต้ห้องทดลองลับที่กล้องวงจรปิดของตึกไม่สามารถจับภาพได้ และเริ่มปฎิบัติงานกันในช่วงเวลาตี 2 ในช่วงที่มีการแข่งขันทุกๆวัน

รอดเชนคอฟ จะมีปัสสาวะที่ปลอดสารกระตุ้นของนักกีฬาเก็บไว้กับตัว และสามารถเปลี่ยนมันได้จนเล็ดรอดต่อการตรวจจับของฝ่ายจัดการแข่งขัน

"ผลการทดลองปัสสาวะของนักกีฬารัสเซียจะเป็นลบ เพราะพวกเราขี้โกงระดับเทพ" รอดเชนคอฟ พูดเหมือนภูมิใจ แต่สายตาของเขาแสดงถึงความเจ็บปวดที่ต้องเล่าในบาปของตัวเอง

การเปิดเผยแบบครบทุกเม็ดได้สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก จบคำพูดนั้น ชีวิตของ รอดเชนคอฟ ก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

 

ตัดเนื้อร้ายยอมทำลายชื่อเสียงบ้านเกิด

แม้จะอยู่ในดินเเดนเเห่งเสรีภาพแต่ที่สุดเเล้วหน้าต่างก็มีหูประตูก็มีตา มีสายลับของรัสเซียตามจนเจอเรื่องนี้และกำลังหาวิธีที่จะปิดปาก รอดเชนคอฟ เสียก่อนที่จะมีอะไรแย่หลุดไปมากกว่านี้ เรื่องนี้กลายร่างไปไกลมาก จากเรื่องของการโด๊ปอย่างไรให้ถูกวิธี เปลี่ยนเป็นการแฉอย่างไรให้มีชีวิตรอด เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่ เมื่อเพื่อนของ รอดเชนคอฟ ที่ทำงานในแล็บที่รัสเซียด้วยกันอยู่ดีๆ ก็เสียชีวิตและเเพทย์ให้เหตุผลว่า "หัวใจวายตายเฉียบพลัน" นี่มันผิดปกติชัดๆ


Photo : www.deutschlandfunk.de

สิ่งที่รอดเชนคอฟเป็นห่วงคือเขาทิ้งลูกและเมียไว้ที่ รัสเซีย ทุกอย่างของเขาอยู่ที่นั่น เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนในครอบครัว อย่างไรก็ตามการเอาหน้าตัวเองออกสื่อและแฉเรื่องทั้งหมดให้กับนิตยสารดังอย่าง นิวยอร์ก ไทม์ส ทำให้ รอดเชนคอฟ ปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะหากมีใครทำอะไรกับเขาหรือครอบครัวในช่วงเวลาที่แฉใส่รัสเซีย สังคมจะมองออกทันทีว่าเรื่องร้ายๆ พวกนี้มีพวกที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่ก็เพื่อสร้างความแน่ใจแบบคูณสอง โฟเกล จึงพา รอดเชนคอฟ เข้าสู่โปรเเกรมควบคุมพยาน เพราะนาทีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

หลายองค์กรกำลังเดินหน้าสืบค้นความจริงของเรื่องนี้ให้กระจ่างเพื่อจะได้ไม่เป็นเพียงคำพูดของ รอดเชนคอฟ เท่านั้น พวกเขาพยายามทำให้เรื่องมันชัดเจนและจะได้จบเรื่องราวนี้แบบที่ไม่มีใครต้องติดค้างอะไรในหัวใจอีก

วันที่ 17 มิถุนายน ปี 2016 สหพันธ์กรีฑานานาชาติ หรือ IAAF ประกาศแบนรัสเซียทันทีหลังจากได้หลักฐานเพิ่มเติมจากรอดเชนคอฟ นักกรีฑาถูกสั่งห้ามลงเเข่งขันในโอลิมปิกที่ริโอ แม้กลุ่มนักกีฬาที่โดนแบนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะออกมาแก้ข่าวกันเป็นพัลวันว่าแท้ที่จริงแล้ว รอดเชนคอฟ แค่สับสนและเป็นคนเดียวที่สนับสนุนเรื่องนี้ รัฐบาลรัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทว่าคำตัดสินยังคงเดิม เหล่านักกีฬาตัวเต็งเหรียญทองของรัสเซียอดไปรัสเซีย ขณะที่คนซึ่งพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเองได้ ก็ต้องไปในสถานะ “นักกีฬาจากรัสเซีย” ไม่ใช่ “ทีมชาติรัสเซีย” อย่างที่วาดฝันไว้

"การสับเปลี่ยนและทำลายหลักฐานนั้นผมขอย้ำอีกทีว่าผมไม่เห็นว่ามันจะเกิดขึ้นได้เลย มันเป็นแค่ข่าวลือและการคาดเดาของเขาเท่านั้น" ยูริ นากอห์นัก เจ้าหน้าที่กระทรวงการกีฬาของรัสเซียกล่าว

แต่ความจริงก็คือเมื่ององค์กรการตรวจโด๊ป ตรวจสอบอีกครั้งมันชัดเจนว่าสิ่งที่รอดเชนคอฟบอกเป็นเรื่องจริง มีรอยเปิดขวดที่ฝาของขวดเก็บปัสสาวะ และการตรวจจากชุดตัวอย่างที่น่าสงสัยก็ชัดเจนเหลือเกินว่ามีร่องรอยของการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหลักฐานจาก "บางคน" และสุดท้ายเป็นการฟันธงว่าห้องแล็บจากมอสโกจงใจปกปิดการโกงภายใต้ระบบการป้องกันที่ล้มเหลว โดยมีภาครัฐคอยกำกับดูแล ข้อมูลทางนิติเวชและวิทยาศาสตร์บอกได้ว่า รอดเชฟคอฟ ไม่ใช่คนเพ้อเจ้อตามที่คนในบ้านเกิดของเขาว่ากันเอาไว้

 

ตอนจบที่ว่างเปล่า?

แม้ที่สุดเเล้วทุกอย่างจะถูกพิสูจน์ว่า รัสเซีย โกงการตรวจโด๊ปจริงแต่ทว่าเเล้วจะทำไมล่ะ?

25 กรกฎาคม ปี 2016 คณะกรรมการโอลิมปิกหรือ IOC ตัดสินใจอนุญาตให้นักกีฬารัสเซียสามารถเข้าเเข่งขันโอลิมปิกที่ริโอได้ แม้ว่าจะมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มากมาย พวกเขาปฎิเสธที่จะตั้งโทษแบนอย่างเด็ดขาดกับนักกีฬาจากรัสเซีย (ยกเว้นกรีฑาที่ IAAF ยืนยันหัวเด็ดตีนขาด ไม่เอาไว้) นักกีฬาทั้งหมด 291 คนจาก 389 คน ได้รับอนุญาตให้ลงเเข่งขัน และทัพนักฬาเเดนหมีขาวคว้าเหรียญรวมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 จากผลงาน 19 เหรียญทอง, 17 เหรียญเงิน, 20 เหรียญทองเเดง

แม้สิ่งที่ รอดเชนคอฟ เสี่ยงตายจะเป็นสิ่งที่เขาหวังว่าความจริงจะพอเปลี่ยนอะไรไปได้บ้าง ซึ่งมันก็ดูจะเปลี่ยนได้อยู่บ้างจริงๆ นั่นแหละ เมื่อ IOC สั่งแบนทีมชาติรัสเซียจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 ที่เมืองพยองชาง เกาหลีใต้ ทว่าก็เหมือนกับที่ริโอ คนที่พิสูจน์ตัวเองแล้วสามารถลงแข่งได้ในนามนักกีฬาจากรัสเซียเช่นเดิม และมีความเป็นไปได้ด้วยว่า โอลิมปิกฤดูร้อน 2020 รัสเซียจะสามารถกลับมาส่งนักกีฬาติดธงชาติของพวกเขาลงแข่งได้อีกครั้ง

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้หลักผู้ใหญ่ของรัสเซียเอง ก็ยังยืนกรานหัวชนฝาว่า เรื่องที่รอดเชนคอฟกล่าวมา ไม่เคยเกิดขึ้น ...

"เราไม่เคยมีโครงการโด๊ปยาที่รัสเซีย มันเป็นไปไม่ได้เลย เราไม่มีทางทำอะไรไแบบนั้น ผมจำชื่อพลเมืองของเราที่ทำผิดคนนั้นไม่ได้เลย คนที่ทำงานในห้องเเล็บต่อต้านการใช้ยาโด๊ปของรัสเซียน่ะ" วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซียว่าไว้เช่นนั้น

แม้ Icarus ผลงานสารคดีเสี่ยงตายชิ้นนี้จะทำให้ ไบรอัน โฟเกล คว้ารางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมได้ แต่คำพูดของทั้ง 2 ฝั่งกลับสวนทางกันอย่างชัดเจน ... แล้วสำหรับคุณล่ะ เสียงของ รอดเชนคอฟ กับเสียงของ ปูติน เสียงไหนดังน่าฟังยิ่งกว่ากัน?

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.icarus.film/
https://www.netflix.com/th/title/80168079
https://en.wikipedia.org/wiki/Russia_at_the_Olympics
https://www.duckingtiger.com/icarus-netflix-documentary-review



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง