FEATURE

เจาะลึกถึงปรัชญา : ทำไม MG ถึงครองแชมป์ยอดขายตลาดรถยนต์กลุ่ม SUV ในไทย ?



รถ SUV (Sports Utility Vehicle) ... หลายคนคงคุ้นหูกับรถชนิดนี้มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะค่ายรถต่าง ๆ ส่งรถ SUV หลากหลายรุ่นลงสู่ตลาด แข่งขันกันขายด้วยฟังก์ชันต่าง ๆ มากมาย


 

อย่างไรก็ตาม รู้หรือไม่ว่าจริงแล้ว SUV ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรเป็นหลัก ? และในตลาดรถ SUV ที่เปรียบดัง "Red Ocean" ซึ่งแข่งขันกันอย่างดุเดือด เหตุใดกลุ่มรถ SUV จากค่าย MG จึงครองแชมป์ยอดขายรวมได้อย่างยิ่งใหญ่ 

ร่วมไขคำตอบ และติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้กับ Main Stand 

 

SUV ทำมาเพื่อ ?

รถยนต์ ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด สำหรับคนส่วนมาก รถยนต์กลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต ทว่าแต่ละคนก็มีวัตถุประสงค์ในการใช้รถแตกต่างกันออกไป จากที่แต่ก่อนมีแค่รถกระบะ กับ รถเก๋ง ที่เรียกกันแบบบ้าน ๆ และได้รับความนิยมกันมาหลายสิบปี จนตอนนี้เราได้พบกับรถที่เหมาะกับการใช้งานได้หลากหลายกว่าเดิม นั่นคือรถ "SUV" นั่นเอง 

SUV ย่อมาจากคำว่า Sports Utility Vehicle ซึ่งแปลความหมายแบบง่าย ๆ และเข้าใจในประโยคเดียวก็คือ "รถอเนกประสงค์ที่มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป" นั่นเอง 

ความโดดเด่นของ SUV ที่ชัดเจนที่สุด คือการยกระดับจากรถเก๋งมาอีก 1 ขั้น ด้วยฟังก์ชันที่ตอบโจทย์มากกว่า เช่น ห้องโดยสารที่ใหญ่ขึ้น, ขนาดที่นั่งแบบ 5-7 ที่นั่ง, และสามารถลุยบนเส้นทางต่าง ๆ ได้มากกว่าด้วยตัวรถที่ยกสูงกว่ารถเก๋ง ดังนั้นจึงสามารถใช้เข้าป่า หรือลุยอุปสรรคตามธรรมชาติ (แม้กระทั่งน้ำท่วมในเมือง) ได้ดีกว่าแน่นอน ด้วยประโยชน์ใช้สอยที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารถ SUV คือรถที่ครอบคลุมกับไลฟ์สไตล์ของคนทั่วไปได้มากกว่า  

ไม่ว่าจะขับในเมืองก็นั่งสบาย จุสัมภาระได้เยอะกว่า หรือจะออกไปลุยป่าก็สามารถทำได้ดีในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนี้ คือ เหตุผลที่หลายค่ายรถยนต์แข่งกันผลิตรถ SUV ออกมาเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่คิดอยากจะได้ความอเนกประสงค์แบบ "คันเดียวเอาอยู่" ที่มีความต้องการมากขึ้นในทุกวันนี้ 

 

MG แชมป์แห่ง "Red Ocean"

"Red Ocean" หรือ มหาสมุทรสีแดง คือคำเปรียบเทียบถึงการแข่งขันทางการตลาดที่เข้มข้น มีหลายเจ้าหลายแบรนด์ต้องการชิงส่วนแบ่งให้ได้มากที่สุด และรถ SUV เองก็เป็นหนึ่งในสินค้า ที่ถูกจัดอยู่ใน Red Ocean ได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ในมหาสมุทรทางการตลาดที่มีผู้เล่นมากมาย และมีการแข่งขันดุเดือดในทุกด้าน กลุ่มรถ SUV จากค่าย MG คือผู้ที่สามารถวิ่งเข้าวินเป็นแชมป์ได้ ในแง่ของยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้นจนครองตลาดรถยนต์กลุ่ม SUV ได้เกือบหนึ่งในสี่ ของตลาดกลุ่มนี้เลยทีเดียว 

MG นั้นถือเป็นค่ายรถยนต์ที่มีพัฒนาการภายใต้ปรัชญาที่ชัดเจน Passion To Be Better คือสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น MG อยากจะพัฒนารถของพวกเขาให้มีความหลากหลายมากขึ้น และใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการหยิบเอา 3 สิ่งมารวมกันนั่นคือ เทคโนโลยี (Technology), ความทันสมัย (Fashion) และ ความคุ้มค่า (Value) ซึ่ง 3 ข้อนี่คือสิ่งที่ทำให้ MG ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในปี 2563 ที่ผ่านมา 

ใน พ.ศ. 2563 MG มียอดขายรถยนต์ในประเทศไทยรวมถึง 28,316 คัน เติบโตขึ้นถึง 7% จากยอดขายใน พ.ศ. 2562 และหากคิดแค่เฉพาะกลุ่มรถ SUV อย่างเดียวนั้น MG ครองแชมป์แบบขาดลอยด้วยยอดขายรวม 17,819 คัน ซึ่งมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดกลุ่ม C-SUV ขณะที่ฝั่งตลาดกลุ่ม B-SUV พวกเขาก็คว้าอันดับ 2 ในแง่ของยอดขายอีกด้วย ... และยังไม่หมดแค่นั้น ในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้น MG แสดงให้เห็นถึงการ "ฉีก" อย่างชัดเจน ด้วยยอดขายทั้งหมด 826 คันจากยอดขายในตลาดทั้งหมด 939 คัน 

ทุกการเป็นแชมป์ย่อมมีเหตุผลรองรับ ไม่มีแชมป์ใดที่ได้มาฟลุก ๆ ไม่ว่าจะในวงการไหนก็ตาม แล้วเหตุผลที่ทำให้ MG กลายเป็นแชมป์ยอดขาย และกลายเป็นรถ SUV ยอดนิยม เกิดจากอะไรกันแน่ ? 

 

ง่าย หรู และปลอดภัย 

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากการพัฒนารถยนต์ให้มีทั้ง เทคโนโลยี (Technology), ความทันสมัย (Fashion) และ ความคุ้มค่า (Value) ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่ถ้าจะรู้จริงว่า MG เป็นแชมป์ด้านยอดขายในกลุ่มรถ SUV จริง ๆ คืออะไร ? เราคงต้องขยายความกันให้ชัดเข้าไปอีก 

MG ZS คือรถ SUV ที่สามารถขยายความเกี่ยวกับรถที่มีเทคโนโลยี (Technology), ความทันสมัย (Fashion) และ ความคุ้มค่า (Value)ได้ชัดที่สุด โดยหากมองด้วยสายตาคนนอก ต่อให้ไม่ใช่คอรถพันธุ์แท้ก็ต้องยอมรับในความดึงดูดของรถรุ่นนี้  

MG ZS มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสปอร์ตแบบชัดจ๋า โดยเฉพาะกระจังหน้า และ กันชนหน้า ที่เป็นเหมือนหน้าตาของรถ นอกจากนี้ "ล้อ" ที่เป็นล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้วนั้น ดูดีทันสมัย และสวยหรูโดยที่ไม่ต้องไปเปลี่ยนล้อแม็กเพิ่มให้เปลืองเงินเลย ... นั่นคือความประทับใจแรก ที่เกิดขึ้นเมื่อมีคนเห็นรถคันนี้ 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดและอยู่เหนือปัจจัยทั้งหมดคือ "ความประทับใจสำหรับคนขับ" ต่างหาก เพราะพวกเขาจะต้องนั่งอยู่บนรถคันนี้แทบทุกวัน ดังนั้นหากสวยแต่รูปจูบไม่หอม คงไม่มีประโยชน์อะไร และคงไม่มีใครนิยมซื้อมาขับจนมียอดขายสูงถึง 11,013 คัน ในปี 2020 อย่างแน่นอน 

ภายในคือจุดขายที่แท้จริง เพราะ MG ตั้งใจจะใส่ปรัชญาของพวกเขาทั้งหมดเข้าไป โดยเฉพาะ 2 ข้อแรกที่เป็นตัวชูคุณสมบัติอย่าง เทคโนโลยี และ ความทันสมัย ซึ่ง 2 สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ และ ผู้โดยสารอย่างแท้จริง

MG ZS ใช้ระบบปฎิบัติการอัจฉริยะที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ MG ที่มีชื่อว่า i-SMART เจ้าสิ่งนี้ทำให้ทุกอย่างในรถดูง่ายไปหมด ไม่ว่าระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับภาษาไทย จะสั่งเปิดเพลง ปิดเพลง เปิด-ปิดซันรูฟ เปิด-ปิดกระจกฝั่งคนขับ หรือแม้กระทั่งการโทรออกก็สามารถทำได้ด้วยคำสั่งเสียงทั้งสิ้น อีกทั้งยังสามารถสั่งเปิดแอร์ในรถผ่านมือถือได้อีกด้วย นี่คือตัวอย่างคร่าว ๆ ในแง่ของความสะดวกสบาย ซึ่งตอบโจทย์กับผู้ขับ อีกหนึ่งฟังก์ชันดีๆที่ MG ติดตั้งมาให้ คือ Emergency Call ซึ่งระบบจะโทรหาคนสำคัญที่บันทึกไว้ทันที หากมีกรณีฉุกเฉินจนถุงลมนิรภัยทำงาน 

นอกจากความสะดวกสบายแล้ว ระบบ i-SMART ยังสามารถสั่งการและตรวจเช็ครถเบื้องต้นผ่านสมาร์ทโฟนได้ในทันทีแม้คุณไม่อยู่ที่รถ  ซึ่งจุดนี้ช่วยให้คุณสามารถเห็นปัญหาของรถ และแก้ไขเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการสั่งล็อก-ปลดล็อกรถได้จากระยะไกล ตรวจสอบตำแหน่งรถ แจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกพื้นที่ที่กำหนด และยังมีบันทึกการดูแลรักษาตามระยะ ทั้งหมดนี้ทำได้จากมือถือของคุณ

ส่วนในเรื่องความปลอดภัยนั้นก็ติดตั้งมาให้อย่างครบครัน รวมถึงอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดอย่างกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor) ที่แสดงผลแบบ 3 มิติ ผ่านหน้าจอกลางในรถ และล่าสุด MG ZS ยังได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชน ASEAN NCAP อีกด้วย

นี่แค่ส่วนหนึ่งของฟังก์ชั่นและความสะดวกสบายต่างๆที่คุณจะได้จาก MG ZS ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเพียง 689,000 – 799,000 บาทเท่านั้น 

 

หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของคุณ 

นอกจาก MG ZS แล้วยังมีรถ SUV ที่แยกแตกแขนงออกไปเพื่อตอบโจทย์ผู้ขับให้มากขึ้นอีกด้วย ทาง MG ยังมี MG ZS EV ที่เป็นรถ SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งเป็นนวัตกรรมยานยนต์ ที่ปราศจากมลพิษและเสียงรบกวน 

นอกจากการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100% MG ยังลบล้างความเชื่อในอดีตว่า "รถไฟฟ้ามักไม่แรง" ได้อย่างชัดเจน เพราะ MG ZS EV นั้นสามารถขับเคลื่อนด้วยพละกำลัง 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 350 นิวตันเมตร ความลับของความแรงนี้มาจากเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Hair-Pin Winding Design Technology ที่ช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังได้เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ในเรื่องการประหยัดพลังงานและความสะดวกในการใช้งานด้วย เพราะสามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จแบบเต็มหนึ่งครั้ง 

ทุกครั้งที่ขับขี่ MG ZS EV นอกจากคุณจะไม่สร้างมลภาวะให้กับโลกแล้ว รถยังมีระบบกรองอากาศที่กรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าดีต่อโลก และดีต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างแท้จริง

สำคัญจริง คือ ราคาของ MG ZS EV ที่มีราคาวางจำหน่ายที่ 1,190,000 บาท ถือว่าคุ้มค่าสำหรับการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่โดยแท้จริง และทำให้ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

สำหรับ MG ZS EV นั้นการันตีความนิยมได้จากยอดขายที่สูงเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 

นอกจากสายสปอร์ตที่เน้นเรื่องความอเนกประสงค์ สายรักษ์โลกและธรรมชาติแล้ว ยังมี SUV สำหรับคนที่รักความหรูหราและล้ำสมัยอีกด้วย ได้แก่ MG HS ที่เป็นการฟิวชั่นระหว่างความสปอร์ตกับความหรูไว้ในคันเดียว

MG HS มีจุดขายที่ระบบความปลอดภัยที่ให้มาถึง 25 ระบบ โดดเด่นเป็นพิเศษกับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าที่เคยเป็น สามารถควบคุมความเร็วหรือการหมุนพวงมาลัยผ่านระบบได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย ถือเป็นรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) ความปลดภัยนี้ยังมากมายมาพร้อมสมรรถนะที่เป็นเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า เพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยปุ่ม Super Sport โหมดการขับขี่ที่จะดึงพละกำลังขั้นสุด

นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารนั้นถือว่าจัดเต็มด้วยวัสดุชั้นดี ให้การสัมผัสที่นุ่มนวล เบาะนั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้า ขณะที่เบาะหลังก็นั่งสบายปรับองศาได้ จนเหมาะกับสรีระของผู้โดยสาย และหรูขึ้นไปอีกด้วยระบบไฟในห้องโดยสารที่สามารถปรับโทนสีได้ถึง 64 เฉดสีอีกด้วย

MG HS ยังมีทางเลือกให้มากกว่าความหรูได้อีก ได้แก่รถ SUV รุ่น MG HS PHEV ที่เป็นระบบปลั๊กอินไฮบริด ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน และมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด 

MG HS PHEV นั้นมีกำลังสูงสุดรวมกัน ทั้งจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 284 แรงม้า แรงบิดจัดเต็มที่ 480 นิวตันเมตร หากปรับเป็นระบบพลังงานไฟฟ้า 100% จะสามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 67 กิโลเมตรจากการชาร์ตเต็มหนึ่งครั้ง

เมื่อได้ขึ้นมาอยู่บนรถที่ใส่นวัตกรรมที่ดีที่สุด คุณจะได้ทั้งความนุ่ม ความหรูหรา ความเร็ว และความเป็นการส่วนตัวด้วย เพราะภายในห้องโดยสารมี NVH Luxury Silence Space ที่เป็นระบบช่วยตัดเสียงรบกวนจากภายนอก  

เช่นเดียวกันกับ MG HS ที่จะมีระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้สบาย ๆ หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะขนาด 12 นิ้วแบบ Full Virtual Dashboard ที่สำคัญคือยังจัดเต็มด้วยระบบเสียง BOSE 8.1 Sound System ที่สามารถทำให้คุณเอ็นจอยกับการเดินทางแต่ละครั้งได้ถึงขีดสุด เรียกได้ว่า "ตอบโจทย์ครบครัน" อย่างแท้จริง 

MG HS มีราคาจำหน่าย 919,000 – 1,119,000 บาท และ MG HS PHEV มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,395,000 บาทเท่านั้น 

ทั้งหมดที่เราได้กล่าวถึง และเจาะลึกเข้าไปในแต่ละรุ่นนั้น คือเหตุผลที่ทำให้รถในกลุ่ม SUV ของ MG ขายดีจนเป็นแชมป์ด้านยอดขายรวม ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความครอบคลุมทั้งในแง่ของประโยชน์ใช้สอย, ความหรูหรา, ความปลอดภัย และ เทคโนโลยีที่จะทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมีความสุขทุกคร้ังเมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย 

ยิ่งกว่าความสวย คือ ความคุ้มค่า ยิ่งกว่าสบาย คือความสะดวกและปลอดภัย ทั้งหมดนี้เกิดจาก Passion To Be Better ของ MG แชมป์ยอดขายรวมในกลุ่มรถ SUV แห่งปีอย่างแท้จริง 



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x