Feature

กนกพล ปุษปาคม : จิตวิญญาณตระกูลลูกหนังและการเติบโตในทีมโปลิศเทโรฯ | Main Stand



“ทุกครั้งที่ได้เล่น ผมจะถอดนามสกุลเอาไว้ข้างนอก แล้วลงไปสู้ในสนาม ไม่ต้องสนว่าพ่อผมเป็นใคร พี่ชายผมชื่ออะไร ? ผมก็แค่นักฟุตบอลธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากเก่งขึ้นในทุก ๆ วัน และต้องการช่วยให้ทีมชนะทุกนัด”


 

แม้วันนี้  “โค้ชแต๊ก” อรรถพล ปุษปาคม จะไม่ได้อยู่บนโลก แต่จิตวิญญาณของเขา ยังไหลเวียนอยู่ในตัวของ “บอส-กนกพล ปุษปาคม” ทายาทผู้เดินตามรอยเท้าพ่อ ก้าวไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยวัยเพียง 21 ปี

โดยมี “โปลิศ เทโร เอฟซี” เป็นสโมสรแรกที่มอบโอกาสการเป็นอาชีพนักฟุตบอลแก่ กนกพล ปุษปาคม รวมถึงบ่มเพาะศักยภาพ จนฝีเท้าของเขากล้าแกร่ง พร้อมเดินหน้าต่อไปในวิถีทางลูกหนัง

 

คำสอนจากคุณพ่อ

บอส-กนกพล ปุษปาคม เกิดในครอบครัวลูกหนัง เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้อง 4 คน 

ผู้คนต่างรู้จักคุณพ่อเขาในนาม “โค้ชแต๊ก-อรรถพล” อดีตนักเตะทีมชาติไทยที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางผู้ฝึกสอน กวาดแชมป์ทุกรายการในประเทศไทยมาแล้ว ส่วน พี่ชาย “บอล-วรรณพล” ก็เติบโตขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเฉกเช่นผู้เป็นพ่อ

“คุณพ่อไม่เคยบังคับผมเลยว่าโตไปต้องเป็นนักกีฬาเหมือนตัวเองและพี่ชาย (วรรณพล)” กนกพล กล่าวถึงโค้ชแต๊กในบทบาทคุณพ่อ

“พ่ออยากให้ผมเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจ ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อเคยพาผมไปลองเล่นกีฬาอื่น แต่สุดท้ายผมก็ชอบฟุตบอลมากสุดอยู่ดี อาจเป็นเพราะผมซึบซับความรักในกีฬาฟุตบอลมาจากครอบครัว โดยที่พ่อไม่ได้บังคับให้ผมเลือกมันเลย”

“โค้ชแต๊ก” มีประสบการณ์, องค์ความรู้, เข้าใจด้านฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง แต่เขากลับไม่เคยนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาเคี่ยวเข็ญ ชี้นำกำหนดทิศทางให้กับลูกชายของตนเลย...ตรงกันข้าม เขากลับปล่อยให้ลูก ๆ ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้น และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง 

“ครอบครัวรู้ว่าผมอยากเอาดีด้านฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เพราะผมไม่เคยขาดซ้อมเลย ถ้าไม่ติดภารกิจอะไร คุณพ่อจะมาดูผมฝึกตลอด แต่ท่านไม่เคยสอนผมเลยว่าผมต้องเล่นบอลแบบไหน ?” 

“ท่านปล่อยให้ได้เติบโตในฐานะนักฟุตบอลด้วยตัวเอง ไม่เคยพูดว่าต้องเล่นให้ได้ระดับเดียวกับเขานะ หรือต้องเล่นกองกลางเท่านั้น ? ท่านค่อนข้างให้อิสระผมตัดสินใจเลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง”

“ไม่ว่าจะเล่นดีหรือไม่ดี คุณพ่อไม่เคยตำหนิพวกเราเลย แต่มีคำสอนหนึ่งของพ่อ ที่ผมได้รับการถ่ายทอดมาจากพี่ชาย ตอนนั้นพี่ชายผมลงสนามแล้วดูเหมือนเล่นไม่เต็มที่ พ่อพูดขึ้นมาแค่ประโยคเดียวว่า ‘ถ้าไม่อยากเล่น ก็กลับบ้านไปพักผ่อนนะ’” 

“คำพูดนั้นทำให้พี่ชายผมฉุกคิดได้ว่า พ่อกำลังสอนพวกเราว่า ถ้าเลือกเส้นทางนี้ ต้องเต็มที่ทุกครั้งที่ลงสนาม ไม่อย่างนั้นก็อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ต้องมาเหนื่อยลำบากดีกว่า ผมยึดเอาคำนี้มาเป็นหลักตลอด ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เมื่อไหร่ที่ได้โอกาสลงเล่น ผมต้องใส่ให้สุด เล่นให้เต็มที่”

กนกพล เข้าศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น จนจบมัธยมตอนปลาย เขาได้เป็นนักเตะตัวแทนโรงเรียนมาตลอด ในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านกีฬาฟุตบอล รวมถึงยังเป็นพันธมิตรลูกหนังของ บีอีซี เทโรศาสน อย่างยาวนาน

ผลผลิตจากชงโคสีม่วงหลายราย ได้รับโอกาสเซ็นสัญญาเข้าเป็นเยาวชนของ “มังกรไฟ” อาทิ เจนรบ สำเภาดี, ธีระพล เยาะเย้ย เป็นต้น 

แน่นอนว่า กนกพล เห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่ศิษย์เก่ามากมาย รวมถึงได้แรงบันดาลใจจากพี่ชาย และคุณพ่ออีกด้วย

เขาจึงมีความฝันอยากเป็นนักเตะอาชีพ ตั้งแต่เรียนระดับมัธยม ฯ เพราะมองเห็นเส้นทางความเป็นไปได้ 

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ต้องเริ่มต้นจากการพิสูจน์ตัวเองในฟุตบอลระดับนักเรียนก่อน ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมองเขาจากนามสกุลที่ติดตัวมา ก่อนจะพิจารณาฟอร์มในสนาม

“ผมภูมิใจที่ได้ใช้นามสกุลพ่อ ไม่ได้รู้สึกหนักใจ และไม่ได้เอาเรื่องนี้มากดดันตัวเอง ผมเอามันมาเป็นแรงกระตุ้นเพื่อพัฒนาตัวเองมากกว่า” 

“ทุกครั้งที่ได้เล่น ผมจะถอดนามสกุลเอาไว้ข้างนอกแล้วลงไปสู้ลงสนาม โดยไม่คิดว่าคนอื่นจะสนใจไหมว่าพ่อเราเป็นใคร พี่ชายผมชื่ออะไร ? ผมก็แค่นักฟุตบอลธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากเก่งขึ้นในทุก ๆ วัน และต้องการช่วยให้ทีมชนะทุกนัด”

 

ความเข้มแข็งจากแม่ 

ด้วยภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในอาชีพเฮดโค้ช จึงทำให้หัวหน้าครอบครัว “อรรถพล ปุษปาคม” ไม่สามารถใช้เวลาอยู่บ้านกับลูก ๆ ได้เหมือนคุณพ่อทั่วไป 

สำหรับ กนกพล เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดหายเลย เพราะมีคุณแม่วันดี ปุษปาคม คอยทำหน้าที่สนับสนุนลูก ๆ ทุกคน 

“คุณแม่เป็นคนแข็งแกร่งมากมาก เลี้ยงดูลูก ๆ ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลย ขับรถไปรับ-ส่งที่โรงเรียนทุกวัน มาเฝ้าที่สนามซ้อมตลอด ไม่ว่าจะทำอะไรก็เห็นแม่ตลอด”

“ส่วนคุณพ่อ แม้ว่าท่านต้องออกจากบ้านไปทำงานข้างนอกบ่อยครั้ง ไม่ได้อยู่กับบ้านตลอด แต่พ่อจะพูดเสมอว่า ‘พ่อออกไปทำงานก่อนนะ’ ทำให้เรารู้สึกว่า พ่อไม่เคยห่างเราไปไหนเลย ท่านออกไปทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และหาเงินเลี้ยงครอบครัว”

“ทุกครั้งที่พ่อกำลังจะกลับบ้าน เราทุกคนก็จะตื่นเต้นและดีใจมาก เพราะจะได้ใช้เวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ผมโชคดีมากที่เกิดในครอบครัวที่อบอุ่น ทั้งพ่อ-แม่-พี่น้อง ทุกคนในบ้านสนิทกันมาก พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกเหนื่อย ท้อ เวลากลับมาอยู่กับที่บ้าน ผมก็หายเหนื่อยปลิดทิ้งเลย”

9 เมษายน 2015 “โค้ชแต๊ก” ออกเดินทางไปที่จังหวัดสงขลา เพื่อคุมทัพข้างสนาม ให้กับสโมสร “เพื่อนตำรวจ” เหมือนเช่นเคยทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ ชายผู้เป็นพ่อ จะไม่ได้หวนกลับมาที่ยังบ้านหลังเดิมที่แสนอบอุ่นอีกแล้ว 

อรรถพล ฝืนร่างกายยืนคุมทีมจนจบเกม หลังจากนั้นเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน... หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ยอดกุนซือฝีมือดีจากโลกนี้ไปอย่างสงบ ด้วยวัย 52 ปี นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการฟุตบอลไทย และครอบครัวปุษปาคม 

“คุณแม่ร้องไห้อยู่ 2-3 วัน หลังจากนั้นท่านก็กลับมาทำทุกอย่างเหมือนปกติ ถามว่าแม่เศร้าไหม ทุกวันนี้ถ้าชวนคุยเรื่องคุณพ่อ แม่น้ำตาไหลทันที ผมคิดว่าท่านคงเสียใจทุกวันแหละ แค่ไม่อยากแสดงให้ลูก ๆ เห็นว่าอ่อนแอ”  

“การสูญเสียคุณพ่อเป็นเรื่องที่ทุกคนในครอบครัวเราเสียใจมาก แทบจะเสียหลักไปเลย แต่ความเข้มแข็งของคุณแม่ ทำให้พวกเราทุกคนลุกขึ้นเดินต่อไปได้ เมื่อไหร่ที่ลูกทุกคนรู้สึกอ้างว้าง ขาดที่พึ่งทางใจ คุณแม่เป็นคนที่ยืนเคียงข้างเรา และดึงลูก ๆ ทุกคนกลับมาได้เสมอ”

“เราสูญเสียคุณพ่อไป แต่เรายังมีคุณแม่ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในคนคนเดียวกัน ส่วนคุณพ่อ ถึงแม้ท่านจะจากเราไปแล้ว แต่ลูกทุกคนไม่ว่าทำอะไรก็ยังคงระลึกถึงท่านเสมอ”

“ผมมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า สักวันหนึ่งต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มีเงินเดือนสูง ๆ เพื่อเลี้ยงดูแม่ให้ได้ ไม่อยากให้ท่านต้องเหนื่อยอีกต่อไป” 

จิตวิญญาณของคุณพ่อ และความเข้มแข็งจากคุณแม่ถูกส่งต่อยัง กนกพล ปุษปาคม หล่อหลอมให้เขามีจิตใจที่กล้าแกร่ง และพร้อมไล่ล่าโอกาสในการเล่นฟุตบอลอาชีพ 

 

ทายาทมังกรโล่เงิน

ในปี 2018 “กนกพล ปุษปาคม” หอบหิ้วสตั๊ดมาขอคัดตัวกับ “โปลิศเทโร เอฟซี” สโมสรที่เกิดจากการรวมตัวกันระหว่าง บีอีซี เทโรศาสน กับ เพื่อนตำรวจ ซึ่งเป็นสองสโมสรที่มีความหมายต่อครอบครัวของเขา

“บีอีซี เทโรฯ เป็นทีมที่อยู่ในความทรงจำผมตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นทีมแรก (ในงานโค้ช) ของคุณพ่อ และท่านเคยคุมทีมนี้เข้าชิง เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ส่วนเพื่อนตำรวจ คือสโมสรสุดท้าย ที่พ่อร่วมงานด้วย”

“ผมเคยคิดนะ ถ้าได้มาค้าแข้งที่นี่คงดีไม่น้อย กระทั่งหลังจบฟุตบอลจตุรมิตร คัพ พี่หมอนีล (ณัฐษกรณ์ ทรงพรวาณิชย์ - นักกายภาพสโมสร) ชักชวนให้ผมลองมาคัดตัวดู ตอนนั้น โปลิศ เทโร เอฟซี กำลังเฟ้นหาเยาวชนเข้าทีม บี ลงเล่นไทยลีก 4”

“กนกพล” ใช้เวลา 1 สัปดาห์เต็มในการทดสอบฝีเท้า ก่อนโชว์ฟอร์มได้เข้าตา “โค้ชอ้น” รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค หัวหน้าผู้ฝึกสอน โปลิศ เทโร เอฟซี บี (ณ เวลานั้น) จึงได้มีการทาบทามและเซ็นสัญญากับทายาทโค้ชแต๊ก เข้ามาเป็นสมาชิกของ “มังกรโล่เงิน”

นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของ กนกพล ปุษปาคม ที่เลือกมาคัดตัวที่นี่ เพราะปรัชญาและวัฒนธรรมของสโมสรแห่งนี้ คือ การให้โอกาส, ผลักดัน, กล้าใช้งานผู้เล่นดาวรุ่ง ตรงกับแนวทางของ “ช้าง” พาร์ทเนอร์ที่อยู่กับ “โปลิศ เทโร เอฟซี“ มาตั้งแต่วันแรกที่เกิดการรวมทีม  

หลังจาก กนกพล ถูกส่งไปเสริมกระดูกในลีกระดับ 4 กับทีมมังกรโล่เงิน ชุดบี ร่วม 1 ปีครึ่ง ในช่วงเลกสอง ฤดูกาล 2019 กนกพล ปุษปาคม ได้รับการผลักดันให้ขึ้นมาฝึกซ้อมร่วมกับสโมสรโปลิศ เทโร เอฟซี ชุดใหญ่ ที่กำลังลุ้นตั๋วเลื่อนชั้นจาก ไทยลีก 2 สู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง

“ผมจับปากเซ็นสัญญากับ โปลิศเทโร ฯ โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย ผมไม่สนด้วยว่า เงินเดือนเท่าไหร่ ? อนาคตผมจะไปในทิศทางไหน ? ผมเซ็นทันที เพราะต้องการเล่นให้กับสโมสรที่ผมรู้สึกผูกพันทางใจ”

“หลังจากเล่นไทยลีก 4 ไปได้สักระยะ พี่อ้น (รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค ต่อมาขยับเป็นเฮดโค้ชชุดใหญ่) ก็เรียกผมขึ้นมาซ้อมชุดใหญ่ ควบคู่กับทีมบี” 

“ตอนนั้นมีแต่คนถามผมว่า ทำไมถึงยอมทนเหนื่อย เพราะผมต้องมาซ้อมกับทีม บี ตั้งแต่บ่ายสาม - ห้าโมงเย็น หลังจากนั้น ห้าโมงเย็นถึงหัวค่ำ ผมก็มาซ้อมต่อกับชุดใหญ่ แต่ผมไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลย มีแต่ความรู้สึกอยากมาซ้อม เพื่อจะได้พัฒนาตัวเอง และก้าวขึ้นชุดใหญ่ในเร็ววัน”

เมื่อได้รับโอกาสขึ้นสู่ชุดใหญ่ “กนกพล ปุษปาคม” ไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไป เขาเก็บเกี่ยวเรียนรู้และพยายามแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจทุกครั้งที่มีการฝึกซ้อม และยามลงทีมอุ่นเครื่อง 

นั่นทำให้ “โค้ชอ้น” กล้าที่จะใช้งานดาวรุ่งป้ายแดงไร้ประสบการณ์ ลงเล่นในช่วงเวลาสำคัญ 7 นัดสุดท้าย ก่อนจบฤดูกาล 2019 และท้ายที่สุด กนกพล ก็เป็นหนึ่งในขุมกำลังที่ช่วยให้ โปลิศ เทโร เอฟซี กลับคืนสู่ลีกสูงสุดจนได้สำเร็จ

 

มุ่งมั่นไม่เคยเปลี่ยน

โปลิศ เทโร เอฟซี เลื่อนชั้นสู่จุดเดิมอีกครั้ง สำหรับ กนกพล ปุษปาคม นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่จะมีโอกาสสัมผัสเกมระดับลีกสูงสุด เขาตั้งใจฝึกซ้อม มีความมุ่งมั่น กระหายอยากช่วยสโมสรที่ปลุกปั้นเขามาให้ได้มากที่สุด 

“บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” คือคู่แข่งนัดแรกในฤดูกาล 2020 ที่ มังกรโล่เงิน ต้องเจอ และยิ่งไปกว่านั้น “โค้ชอ้น รังสรรค์” เลือกเขาลงสนามเป็นตัวจริง 

เกมนัดนั้น โปลิศ เทโร ฯ เปิดสนามบุณยะจินดา ชนะปราสาทสายฟ้า ไปได้ 1-0 ประตู ถือเป็นแมตช์ที่แจ้งเกิด กนกพล ปุษปาคม อย่างเต็มตัว

หลังจากนั้นอีก 3 เกมต่อมา ต้นสังกัดของเขา เดินหน้าเก็บชัยชนะได้อีก 2 นัด สะดุดแพ้ บีจีพียู แค่ทีมเดียว เกาะกลุ่มหัวตาราง 

ด้วยฟอร์มร้อนแรงของ มังกรโล่เงิน ในช่วงออกกสตาร์ทซีซั่น บวกกับผลงานส่วนตัวที่น่าประทับใจ จึงนำมาซึ่งโอกาสที่ไม่คาดฝันของ มิดฟิลด์วัย 21 ปี ผู้เพิ่งเคยสัมผัสไทยลีกแค่ปีแรก

“ผมดีใจจนทำอะไรไม่ถูกตอนที่รู้ว่ามีชื่อติดทีมชาติไทย ขนาดไลน์บอกพี่ยังพิมพ์ผิด ๆ ถูก ๆ เลย ผมภูมิใจมาก และก็นึกถึงพ่อ ไม่รู้ว่าพ่อจะรู้ไหม ผมติดทีมชาติแล้ว”

ความเชื่อมั่นไว้ใจที่ รังสรรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค หัวหน้าผู้ฝึกสอนโปลิศ เทโร เอฟซี, สตาฟฟ์โค้ชทุกคน, เพื่อนร่วมทีมมีให้แก่ กนกพล ปุษปาคม กลายเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เขาได้แสดงศักยภาพ จนได้เป็น นักฟุตบอลทีมชาติไทย เหมือนอย่างที่คุณพ่อเคยทำได้

เขาบอกกับเรา หากวันนั้นตนเองไม่ได้รับโอกาสเซ็นสัญญาหรือถูกบ่มเพาะปลุกปั้นโดย โปลิศ เทโร ฯ ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะไปถึงทีมชาติไทยชุดใหญได้เร็วขนาดนี้หรือไม่ ? 

“ผมอยากขอบคุณทุกคนในสโมสรโปลิศ เทโร ฯ ที่ให้โอกาส สั่งสอน และทุกคนมีส่วนช่วยผลักดัน จนผมก้าวมาถึงตรงนี้ได้ รวมถึงครอบครัวที่อยู่เคียงข้างให้กำลังใจ คอยสนับสนุนผมมาตลอด” 

“แน่นอนว่าผมดีใจที่ได้ติดทีมชาติไทย แต่เส้นทางอาชีพของผมยังยาวไกล สำหรับผมนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ก้าวแรกเท่านั้น ผมยังต้องพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป” 

“วันแรกที่ได้รับโอกาสจากเทโรฯ ผมเคยเล่นเต็มที่มากแค่ไหน ในวันต่อ ๆ ไป ผมก็จะยังคงทุ่มเทสุดตัวเหมือนที่เคยเป็นมา ไม่เปลี่ยนแปลง”



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

ไม่ต้องพรู๊ดด !!
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x