FEATURE

World Nomad Games : การแข่งขันกีฬาชนเผ่าเร่ร่อนเพื่อชิงความเป็นสายเลือด "เจงกิสข่าน" | Main Stand



ที่ประเทศ คีร์กีซสถาน มีมหกรรมกีฬาที่พวกเขาจะจัดขึ้นกันทุก 2 ปี มันคืองานใหญ่ของทุกเผ่าเร่ร่อน ที่มีวัฒนธรรมของตัวเอง พวกเขาจะรวมตัวกันเพื่อหาว่า "ใครจะเป็นเจ้าเหรียญทอง"


 

แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนกับโอลิมปิกฤดูร้อน แต่การแข่งขันที่ชื่อว่า World Nomad Games กลับมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่เหรียญทองและเงินรางวัล ... มันคือการถักทออดีตอันยิ่งใหญ่ สานต่อไปจนถึงอนาคต เพื่อไม่ให้ผู้คนบนโลกนี้ลืมว่า เหล่าลูกหลานเจงกิสข่านนั้นสุดยอดขนาดไหน

ติดตามเรื่องราวของ World Nomad Games ได้ที่นี่ 

 

ทำไมต้องแข่งกัน ?

แม้ปัจจุบันประเทศ คีร์กีซสถาน อาจจะไม่ใช่ประเทศยิ่งใหญ่คับโลก หรือเป็นที่รู้จักกันในด้านในด้านหนึ่งเป็นพิเศษ ทว่าพวกเขาเป็นประเทศที่ "อดีตเคยแรง" แบบนั้นก็คงจะไม่ผิดนัก

ในช่วงปี 1206 ตำนานเหล่าผู้พิชิตจาก มองโกเลีย ประกาศแสนยานุภาพให้กองทัพทั่วโลกรู้ว่า แม้พวกเขาจะไม่มีดินแดนเป็นหลักเป็นแหล่ง เร่ร่อนขยายอาณาจักรไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อพวกเขาอยู่บนหลังม้าแล้ว ไม่ว่ากองทัพใดก็ยากจะต่อต้าน 

ความแข็งแกร่งดั่งตำนานนำโดยวีรบุรุษอย่าง เจงกิสข่าน รวบรวมชนเผ่ามองโกลและก่อตั้งชาติมองโกลขึ้นเมื่อปี 1206 ซึ่งต่อมากลายเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ มีกำลังที่เข้มแข็งทำให้สามารถขยายอาณาเขตไปไม่หยุดยั้ง ได้รับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าภายใต้การนำของเจงกิสข่าน ชาวมองโกลทำศึกสงครามขยายอาณาเขตไปเรื่อย ๆ โดยครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการนำกองทัพบุกยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิล แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์สำเร็จ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ เจงกิสข่าน เสียชีวิตเมื่อปี 1227  

คีร์กีซสถาน คือหนึ่งในดินแดนที่เคยเป็นของ เจงกิสข่าน มาก่อน ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคใหม่ในเวลาต่อมา ยุคที่เป็นลัทธิชาตินิยม เกิดขึ้นเป็นรัฐเป็นชาติที่มีดินแดน และสัญลักษณ์ชัดเจน นั่นเองที่ทำให้ ดินแดน มองโกล อันยิ่งใหญ่เริ่มกระจายออกเป็นประเทศต่าง ๆ มากมาย และหลังจากการปกครองของสหภาพโซเวียต ประเทศต่าง ๆ เช่น คีร์กีซสถาน, ทาจิกิสถาน, คาซัคสถาน และ อุซเบกิสถาน พยายามที่จะกำหนดตัวเองใหม่ในฐานะรัฐอิสระที่มีมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนาน

ทว่าต่างกันก็แค่ชื่อ ผู้คนในประเทศแถบนั้นยังคงมีเชื้อสายและความชนเผ่าเร่ร่อนอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการจะสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั้น บางครั้งก็ต้องใช้วิธีที่ละมุนละม่อม ไม่ใช่แค่รบราฆ่าฟันอย่างเดียว และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคน ทุกคนเผ่า มารวมตัวกันได้ ได้ชิงความเป็นหนึ่ง อีกทั้งยังไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ นั่นก็คือการแข่งขันกีฬา

เรื่องนี้ตั้งต้นจาก ประธานาธิบดี Almazbek Atambayev ของ คีร์กีซถสาน ที่เดินทางไปเยือนตุรกี ในปี 2007 และคิดว่าถึงเวลาแล้วที่กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งใช้ภาษา "เติร์ก" ในการสื่อสาร จะได้ร่วมสานต่อประวัติศาสตร์และสร้างอนาคตขึ้นมาใหม่ด้วยกันนั่นเอง

การแข่งขันที่ชื่อว่า World Nomad Games จึงถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2014 มันคือกีฬาที่ชนเผ่าในชาติแถบเอเชียกลาง และชาติที่มีพรมแดนติดกับยุโรปที่ยังมีอิทธิพลของชาวเผ่ามองโกลเร่ร่อนอยู่ จะส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกัน เพียงแต่ว่าพวกเขาจะทำให้การแข่งขันครั้งนี้พิเศษกว่าการแข่งขันธรรมดา หรือเล่นกีฬาทั่วไปแบบที่มหกรรมโอลิมปิกแข่งขันกัน

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมแคบลง ดังนั้นการกีฬาที่จะแข่งใน World Nomad Games จะต้องเป็นกีฬาที่คงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของเหล่าชนเผ่าเร่ร่อนในอดีต ซึ่งนับวันจะลดน้อยถอยลง และอาจจะหายไปจากความทรงจำได้ 

"ชาว คีร์กีซ มีประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและประเพณีอันยาวนาน เราเป็นชาติแรก ๆ ที่ก่อตั้งอารยธรรมการเร่ร่อน เราทำตามบรรพบุรุษของเรามานานนม และถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มสร้างอนาคตบ้างแล้ว" ประธานาธิบดี Almazbek Atambayev ของ คีร์กีซสถาน ซึ่งเป็นเจ้าภาพของการแข่งขันครั้งแรกกล่าว

 

กีฬาโบราณ

การแข่งขันครั้งแรกในปี 2014 มีสมาชิกกว่า 30 ประเทศที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน ... และอย่าหวังว่าที่นี่คุณจะได้เห็นพวกเขาเตะฟุตบอล, วิ่งร้อยเมตร หรือตีเทนนิส กันแต่อย่างใด ในเมื่อมันเป็นเกมการแข่งขันที่สร้างขึ้นเพื่อรื้อฟื้นวัฒนธรรมชนเผ่า และรวมเหล่าอดีตสมาชิกที่เคยเป็นหนึ่งเดียวกันให้กลับมาซึมซับความสัมพันธ์แบบเดิม ๆ อีกครั้ง กีฬาที่แข่งขัน นักกีฬาที่เข้าร่วม จึงต้องเข้ากับธีมความโบราณ และเป็นกิจกรรมที่มีแต่ชนเผ่าเร่ร่อนแถบเอเชียกลางเท่านั้นที่ทำกัน 

กีฬามากมายไม่มีแข่งที่ไหน เช่น Alysh หรือ มวยปล้ำเข็มขัด ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้มือจับที่เข็มขัดของคู่แข่งตลอดเวลา เพื่อจับเหวี่ยงให้ได้, Salburun สุดยอดกีฬาสำหรับนักล่าและนายพราน โดยผู้เข้าแข่งขันจะมีเหยื่อเป็นสัตว์ป่าให้ล่า โดยสิ่งที่สามารถใช้ได้เป็นหลักคือ เหยี่ยว และ สุนัข ที่ต้องเชื่องจริง ๆ นอกจากนี้ยังมี Kok-Boru กีฬาที่คล้ายอเมริกันฟุตบอลหรือรักบี้ ต่างกันเพียงเปลี่ยนจากลูกบอลเป็นซากแพะหรือซากลูกวัว และผู้เล่นต้องอยู่บนหลังม้า

สำหรับผู้หญิง มีกีฬาธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เช่น ยิงธนูลีลา เพราะนอกจากจะแค่ยืนยิงหรือยิงบนหลังม้าแล้ว พวกเธอจะต้องใช้มือจับไม้ค้ำและดันตัวเองขึ้นไปตั้งตรง ใช้เท้าทั้งสองข้างเป็นสิ่งที่เล็งและยิงธนูแทน 


Photo : www.bradtguides.com


Photo : diplomacyindia.com

นี่แค่ส่วนหนึ่งของกีฬาโบราณที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยชนเผ่าที่มีอายุเกิน 100 ปีอีกมากมาย ซึ่งจากการแข่งขันครั้งแรกนั้น คีร์กีซสถาน ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเก่งกาจด้านกีฬาชนเผ่ามากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้มีเหตุผล

"ชาว คีร์กีซ มักจะเป็นผู้ชนะ พวกเราชาว คีร์กีซสถาน มีรากของความคนเผ่ามากกว่า ส่วนประเทศอื่น ๆอย่าง อุซเบกิสถาน นั้นมีความเหมือนคนรัสเซียมากกว่า พวกเขาถึงไม่สามารถในกีฬาประเภทนี้ได้" Gulmira หนึ่งในเจ้าหน้าที่จัดงานและอาสาสมัครท้องถิ่น กล่าวถึงเหตุผลที่ทำไม คีร์กีซสถาน จึงเป็นแชมป์เสมอ และพวกเขาก็จัดการแข่งขันในฐานะเจ้าภาพมาแล้วถึง 3 ครั้ง 

 

กีฬาช่วยได้จริง

การแข่งขันกีฬา World Nomad Games อาจจะมีจุดเริ่มต้นจากการอนุรักษ์วัฒนธรรม และการมากระชับความสัมพันธ์กันในแบบที่ว่าเรื่องผลแพ้ชนะเป็นเรื่องขำ ๆ ทว่าแนวคิดกีฬาสร้างสัมพันธ์และสร้างชาตินั้น คือสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้จริง ๆ เพราะหลังจากการจัด World Nomad Games ครั้งแรก การแข่งขันก็ได้ผลการตอบรับดีมาก เพราะมีการโปรโมตเรื่องการท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการแข่งขันแบบเต็มรูปแบบ 

เนื่องจากพื้นที่การแข่งขันนั้น จัดกันในเมืองตากอากาศริมทะเลสาบอย่าง Cholpon-Ata ทำให้ภาพการแข่งขันออกมาดูสวยงาม ได้เห็นวิวทั้งทุ่งกว้างและทะเลสาบ เมื่อบวกกับการแข่งขันและการสร้างธีมของงานที่เน้นเรื่องธีมย้อนยุค นอกจากกีฬาแล้วก็จะได้เห็นถึงวัฒนธรรมอีกหลาย ๆ อย่าง ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม, อาการกิน หรือของอุปโภคบริโภค จากยุคเก่า ๆ ที่เอามาทำใหม่ ให้คนรุ่นหลังเห็น

ซึ่งแน่นอนว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้นสามารถติดเทรนด์ได้โดยง่าย ณ ปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด เหมาะแก่การแวะมาเที่ยวชม รวมถึงการผลักดันผ่านสื่อด้วยงบจากรัฐบาลคีร์กีซสถาน ก็ทำให้มีการแชร์เรื่องราว ความสวยงามและประสบการณ์ดี ๆ จากการแข่งขัน World Nomad Games ออกมามากมาย จนองค์การยูเนสโก ให้การสนับสนุนรายการนี้


ทุกวันนี้พิธีเปิด World Nomad Games จัดว่าเป็นอีกไฮไลต์สำคัญ พวกเขาอัดงบประมาณให้พิธีเปิดออกมายิ่งใหญ่ ทั้งแสงสีเสียงราวกับการแข่งขันระดับโลกอย่าง โอลิมปิก แถมยังมีการขายตั๋วเข้าชม ซึ่งทำให้เป็นรายได้อีกทางที่จะช่วยให้การแข่งขัน World Nomad Games เดินหน้าต่อไปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

หากไม่มีเหตุการณ์ COVID-19 เสียก่อน เราคงได้เห็น World Nomad Games แบบฉบับ ตุรกี ไปแล้ว เพราะการแข่งขันนี้เริ่มดังในหมู่นักท่องเที่ยวจน ตุรกี ขอเป็นเจ้าภาพในปี 2020 เลยทีเดียว โดยเลื่อนไปจัดในปี 2021 แทน ไม่เพียงเท่านั้น อาเซอร์ไบจาน ยังได้สิทธิ์การเป็นเจ้าภาพในปี 2022 แล้วอีกด้วย


สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรม และ ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อได้ แม้บางครั้งสิ่งเหล่านี้จะดูโบราณคร่ำครึ แต่ถ้ามีการเติมไอเดียและพลิกแพลงให้เข้ากับบริบทของโลกยุคใหม่ ของเก่าก็จะกลับมาเป็นของมีค่า ที่สร้างทั้งรายได้ ความภาคภูมิใจ และรอยยิ้ม เหมือนกับที่ World Nomad Games เป็นนั่นเอง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://matadornetwork.com/read/world-nomad-games/
http://worldnomadgames.com/en/page/History/
https://en.wikipedia.org/wiki/World_Nomad_Games
https://www.theguardian.com/world/2014/sep/16/kyrgyzstan-first-world-nomad-games
https://www.remotelands.com/travelogues/the-world-nomad-games-the-most-unusual-sporting-event-of-the-year/



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x