mainstand

Feature

เซนเซทอม : ตัวละครลับชาวอเมริกัน ที่ทำให้ญี่ปุ่นได้ไปเล่นฟุตบอลโลก | Main Stand



ญี่ปุ่น ได้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกเมื่อปี 1998 ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเกือบ 10 ปี ประเทศนี้ไม่นิยมการเล่นฟุตบอล แต่การผลักดันพร้อมกันทั้งระบบตั้งแต่เยาวชน ทำให้วงการลูกหนังแดนอาทิตย์อุทัยมีแต่ทะยานไปข้างหน้าจนหยุดไม่อยู่


 

นี่คือเรื่องราวของฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ภายใต้พื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ เรื่องของนักบอลจอมพเนจรชาวอเมริกัน ที่เข้ามาญี่ปุ่นในยุคที่ฟุตบอลยังไม่บูม และมีคนดูพอ ๆ กับคนแข่ง 

เขาคนนี้กลายเป็นอาจารย์ของเด็ก ๆ ทั้งประเทศ และทำให้เด็กญี่ปุ่นมีทัศนคติในการเล่นฟุตบอลแบบใหม่ในแบบที่พวกเขาไม่เคยเป็น

ทอม ไบเออร์ ชายคนนี้ทำอะไรบ้าง ? ติดตามได้ที่นี่ 

 

นักเตะธรรมดา - นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ 

สหรัฐอเมริกา ... ชื่อนี้การันตีได้เลยว่ากีฬาอันดับ 1 ย่อมไม่ใช่ ฟุตบอล หรือที่แดนลุงแซมนิยามศัพท์กีฬานี้ใหม่ว่า ซอคเกอร์ เพื่อไม่ให้ทับไลน์กับ ฟุตบอล แต่ดั้งเดิมของพวกเขา ที่คนทั้งโลกเรียกว่า อเมริกันฟุตบอล ... แม้ปัจจุบันจะมีนักเตะเก่ง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ย้อนกลับไปเมื่อปลายยุค 80s ต้องบอกได้เลยว่า นักกีฬาซอคเกอร์ในประเทศนี้ ถ้าไม่เก่งระดับท็อป 3 ของประเทศแทบไม่มีที่ยืน   

ทอม ไบเออร์ คือชาวอเมริกันที่ชอบฟุตบอลผิดยุค เขาไม่ได้เล่นฟุตบอลเก่งกาจอะไรนักเพราะขาดการผลักดันที่ดี อย่างไรก็ตาม การเป็นคนที่ชอบฟุตบอลจริงที่ใช้เท้าเตะ เขาจึงเลือกเส้นทางสายผจญภัย กับการเป็นนักเดินทางไปยังรอบโลก เพื่อหาว่าฟุตบอลที่ไหนเหมาะกับคนอย่างเขาที่สุด 


Photo : rapidsyouthsoccer.org

"ผมเล่นฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยแทมปา ก่อนจะได้เล่นอาชีพในอเมริกาช่วงสั้น ๆ ตอนนั้นมันไม่ค่อยดีนัก เลยตัดสินใจไปที่อังกฤษ แล้วก็ได้เล่นในลีกระดับกึ่งอาชีพใน ซัฟโฟล์ค-อิปสวิช ลีก จากนั้นก็เร่ร่อนไปเรื่อย ๆ จนได้มาเล่นที่ญี่ปุ่นนี่แหละ" 

ญี่ปุ่นในช่วงยุค 80s นั้นถือเป็นช่วงที่วงการฟุตบอลกำลังร่างแผนพัฒนา 100 ปี ณ เวลานั้นลีกลูกหนังในประเทศพวกเขายังไม่เป็นลีกอาชีพด้วยซ้ำ เป็นทีมจากองค์กรต่าง ๆ ส่งทีมมาแข่งขันกันมากกว่า มันคือช่วงเวลาแห่งการตั้งไข่ ก่อนทุกอย่างจะเริ่มสร้างอยางจริงจังเมื่อเข้าสู่ยุค 90s 

"ผมมาที่ญี่ปุ่นในปี 1988 เพื่อเล่นให้กับทีม ฮิตาชิ (ปัจจุบันคือ คาชิวา เรย์โซล) ในลีกอุตสาหกรรม แต่ก็เล่นได้ไม่นานนัก ตอนนั้นผมอายุ 28 ปี และมีอาการบาดเจ็บสะสมเยอะมากจนไปต่อไม่ไหว สุดท้ายผมก็ต้องเลิกเล่นฟุตบอลก่อนวัยอันควรไปโดยปริยาย" เขาบรรยายถึงการมาญี่ปุ่นครั้งแรก 

การได้อยู่ในวงการฟุตบอลญี่ปุ่นแม้จะช่วงสั้น ๆ ทำให้นักเดินทางเร่ร่อนอย่าง ทอม ไบเออร์ เล็งเห็นถึงบางสิ่งในประเทศนี้ที่ยังมาไม่ถึง เขารู้ว่าในอีกไม่นาน ฟุตบอลญี่ปุ่นจะก้าวหน้าด้วยโครงการที่ยิ่งใหญ่ และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จมาเร็วขึ้น คือการสร้างเยาวชนที่มีความรู้ความสามารถด้านฟุตบอลขึ้นมา เพื่อให้ตรงกับช่วงเวลายุทธศาสตร์ 100 ปี พอดี เรียกได้ว่าเมื่อมีการวางระบบขึ้น เด็ก ๆ พวกนี้ก็พร้อมที่จะเข้าสู่แผนการพัฒนาทันที ไม่ต้องเสียเวลาพลิกแผ่นดินหาช้างเผือกใหม่เลย 

ซึ่งภายหลังจากมีการรีแบรนด์และปรับโฉมฟุตบอลอาชีพในญีปุ่นใหม่ มีกฎข้อหนึ่งว่าด้วยระบบเยาวชน โดยทุก ๆ สโมสรที่ส่งทีมเข้าแข่งขัน จะต้องมีทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีและ 15 ปี ของสโมสร หรืออย่างแย่ที่สุด ก็ต้องมีแผนการสร้างทีมเยาวชนเตรียมไว้ กฎข้อนี้เองแสดงถึงว่า ในอนาคต ญี่ปุ่น จะต้องการบุคลากรทางฟุตบอลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับเยาวชน ดังนั้นนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เขาจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง 

ทอม เชื่อว่าเขาควรจะหยุดเสี่ยงดวงที่ประเทศนี้ดู เขาอาจจะไม่ใช่นักเตะที่เก่งกาจอะไร แต่การเดินทางด้านฟุตบอลผ่านประสบการณ์กว่า 10 ปี ก็ทำให้เขารู้ดีว่าเด็ก ๆ ต้องเรียนรู้อะไร เพื่อให้โตขึ้นมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพในระบบที่กำลังจะมาถึง เขาจึงคิดจะเปิดคลินิกฟุตบอลสำหรับเด็ก ๆ ในประเทศญี่ปุ่นขึ้นมา 

"ตอนนั้นเรื่องการเปิดคลินิกฟุตบอลเริ่มจะบูมแล้วที่อเมริกา ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าน่าจะลองทำคลินิกฟุตบอลที่ญี่ปุ่นดูบ้าง" ทอม กล่าวถึงแนวคิดของเขา 


Photo : www.tokyoweekender.com

แม้จะมีไอเดียและมีความฝัน แต่มันก็ยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจตรงกับเขา ทอม อาจจะเห็นอนาคต แต่คนอื่นมองไปไม่ไกลถึงขนาดนั้น นั่นจึงทำให้ยากสำหรับการหาทุนมาสร้างคลินิกและศูนย์ฝึกที่มีคุณภาพ รวมถึงขยายสาขาไปให้ทั่วประเทศ 

คลินิกฟุตบอลเล็ก ๆ ของ ทอม ยังคงดำเนินต่อไป ภายใต้นักเรียนประมาณ 40-50 คน โดยกลุ่มนักเรียนชุดแรกนั้นถือเป็นตัวลองวิชาของเขาเลยก็ว่าได้ เพราะคลินิกฟุตบอลของ ทอม จะต่างจากอคาเดมีต่าง ๆ ในประเทศที่ฟุตบอลเจริญแล้ว เขาจะไม่สอนเรื่องแท็คติก ความเข้าใจเกม และฟิตเนส หรือใด ๆ ก็ตามมากมายนัก เพราะ ณ เวลานั้นความนิยมด้านฟุตบอลในญี่ปุ่นยังมีไม่มากนัก หากอัดเรื่องวิชาการหรืออะไรที่ยาก ๆ เข้าไป จะทำให้เด็ก ๆ ไม่เปิดใจเรียนรู้เพราะความเบื่อหน่ายไปเสียก่อน เขาจึงเริ่มคิดแบบฝึกในฉบับของตัวเองขึ้นมานั่นคือ "1 คน 1 ลูกบอล" 

 

เล่นให้สนุกเดี๋ยวชอบเอง

ทอม พยายามหาแนวคิดที่เหมาะกับเด็กญี่ปุ่นและสถานการณ์ในวงการฟุตบอล ณ เวลานั้นมากที่สุด ซึ่งเขาก็มาเจอกับหลักสูตร Coerver Coaching ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่มุ่งเป้าไปยังเด็กอายุน้อย ๆ เป็นหลัก โดยหลักสูตรนี้ถูกคิดค้นโดย วีล โคเอเวอร์ (Wiel Coerver) โค้ชที่เคยพาทีม เฟเยนูร์ด คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ในปี 1974 


Photo : www.tokyoweekender.com

หลักสูตร Coerver Coaching ที่ ทอม เอามาดัดแปลงเป็น "1 คน 1 ลูกบอล" คือการฝึกด้านเทคนิคให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่พื้นฐาน พวกเขาจะได้หัดเลี้ยง หัดส่ง และหัดเล่นเป็นทีม โดยหลัก ๆ แล้วจะเป็นการรับส่ง เคลื่อนที่ และการดวลแบบ 1-1 โดยใช้ความเร็วเข้าไปจบสกอร์ ... กระบวนการทั้งหมดคือความสนุกและเร้าใจที่เข้าถึงเด็ก ๆ ได้ง่าย ซึ่งความสนุกนี้เอง ที่จะเปลี่ยนเป็นความรักและความทุ่มเทกับฟุตบอลในภายหลัง 

"ย้อนกลับไปสมัยนั้น ถ้ามีนักเตะคนไหนเลี้ยงบอลเก่ง เล่นทริคสวย ๆ รับรองดังแน่นอน พวกเขาจะเป็นจุดดึงดูดสายตาผู้คน และเปลี่ยนฟุตบอลเป็นความบันเทิงได้" เขากล่าว

หลังจากได้ฝึกเด็ก ๆ ดู ก็เริ่มมีคนสนใจคลินิกฟุตบอลของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ จากความสนุกกลายเป็นภาพที่กว้างขึ้น เมื่อเขาได้เจอกับนักเรียนของเขาคนหนึ่งที่เป็นลูกชายของพนักงานในบริษัท เนสท์เล่ ซึ่ง ทอม ใช้โอกาสนั้นขอเข้าพบ เพื่อขายไอเดียของเขาในการจะขยายศูนย์ฝึกให้ใหญ่และมีประสิทธิภาพขึ้น

"พ่อของเธอทำตำแหน่งไหนในบริษัทเนสท์เล่เหรอหนูน้อย ?" ทอม ถาม ก่อนที่เด็กน้อยคนนั้นจะตอบว่า "พ่อผมเป็นประธานบริษัทครับ"  

เท่านั้นเอง ทอม ก็ได้โอกาสดีที่จะโทรไปเทียวไล้เทียวขื่อเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในหัวของเขา จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ บริษัท เนสท์เล่ ตัดสินใจเป็นสปอนเซอร์ให้กับคลินิกฟุตบอลของเขา ภายใต้ชื่อ Nestle Soccer Clinic ก่อนที่สุดท้าย การสอนแบบ 1 คน 1 ลูกบอล จะประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับความสนใจจากเด็ก ๆ และผู้ปกครองมากมาย จนท้ายที่สุด ทอม ก็ได้ทำตามฝัน นั่นคือการเปิดศูนย์ฝึกอย่างเป็นทางการขึ้นมาในปี 1993 ภายใต้ชื่อ Coerver Coaching Japan 


Photo : indianexpress.com

"ตอนแรกสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นไม่ได้สนับสนุนเรา จนกระทั่งเรากลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่นี่แหละ พวกเขาก็เพิกเฉยกับเราไม่ได้อีกต่อไป พวกเขาเห็นว่าแนวทางของเรามันน่าสนใจ จากนั้นเราก็ถูกขอให้ฝึกอบรมโค้ชของ JFA จนกระทั่งได้รับความร่วมมืออย่างดีเสมอมาหลังจากนั้น" 

ศูนย์ฝึก Coerver Coaching Japan ไม่ใช่แค่ทำให้เด็ก ๆ เล่นฟุตบอลด้วยเทคนิคที่ดีขึ้น แต่พวกเขาเปลี่ยนแนวคิดของเด็ก ๆ ใหม่หมด ปกติแล้วสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ให้ความเคารพในผู้อาวุโส พวกเขาแสดงออกไม่เก่ง และแทบไม่มีอีโก้ส่วนตัวเลย ดังนั้นหากอยากจะให้เด็กทั้งประเทศกลายเป็นจอมเทคนิค นอกจากจะทำให้สนุกแล้ว ยังต้องทำให้เด็ก ๆ เปลี่ยนแนวคิดให้ทะเยอทะยานยิ่งกว่าเดิมด้วย 


Photo : pulcinicalcio.it

"เด็กญี่ปุ่นค่อนข้างขี้อาย พวกเขาถูกสอนมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ว่า อย่าไปทำตัวโดดเด่นมากนัก พวกเขาเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของส่วนรวมมาก่อนคำว่าส่วนบุคคล พวกเขาไม่ค่อยกล้ายกมือขึ้นถามต่อหน้าคนอื่นหากสงสัย" 

การสอนแบบ Coerver Coaching ทำให้เด็กทุกคนอยากจะแสดงออก เมื่อได้บอลแล้วพวกเขาจะแสดงออกสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เมื่อมีเทคนิคแล้วก็จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน และนั่นคือหนึ่งในการละลายพฤติกรรมให้ทุกคนกล้าเลี้ยง กล้าเล่น และหลุดจากรอบวัฒนธรรมเดิม ๆ ที่เคยเป็น และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอนาคต 

 

เซนเซทอม 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากทั้งสมาคมและบริษัทใหญ่ ศูนย์ฝึก Coerver Coaching ของ ทอม ก็มีถึง 60 แห่งในประเทศญี่ปุ่น เขามีนักเรียนภายใต้โรงเรียนสาขาต่าง ๆ มากถึง 9,000 คน และมีนักเรียนหลาย ๆ คนสามารถสร้างชื่อในระดับ เจลีก นอกจากสร้างนักเตะแล้ว พวกเขายังมีคอร์สสำหรับฝึกสอนโค้ชอีกด้วย 


Photo : alchetron.com

ชื่อเสียงของ ทอม ไบเออร์ ดังขึ้นตามสาขาที่เพิ่มขึ้นของศูนย์ฝึก จนกระทั่งสถานะของเขาเปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ประชาชนประเทศญี่ปุ่นรู้จัก เพราะเมื่อในช่วงต้นปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ญี่ปุ่นสามารถผ่านรอบคัดเลือกไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก กระแสฟุตบอลก็ฟีเวอร์เป็นเงาตาม ทอม ไบเออร์ ได้รับการติดต่อจากรายการโทรทัศน์เพื่อทำรายการสอนฟุตบอล ในช่วงเวลาวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 6:45 น. - 7:30 น. 

เนื้อหาของรายการที่ชื่อว่า "ทอมซัง (Tom-san)" คือการที่เขาจะเดินทางไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อสอนเทคนิคฟุตบอล รวมถึงสร้างชาลเลนจ์ต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ทดลองทำตาม เรียกได้ว่ารายการ ทอมซัง นั้นได้รับความนิยมอย่างสูง ถึงขนาดที่แม้จะจบฟุตบอลโลกปี 1998 แต่เรตติ้งก็พุ่งกระฉูด จนรายการได้รับการต่อสัญญาให้ออกอากาศออกไปอีกถึง 13 ปี โดยเฉพาะช่วงปี 2002 ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกนั้น ทอม ไบเออร์ ถือเป็นคนที่ออกรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ มากมาย ไปจนถึงการทำวีดีโอสอนฟุตบอล และหนังสือหลักสูตรต่าง ๆ กลายเป็นที่จดจำของคนญี่ปุ่นไปโดยปริยาย 

เด็กญี่ปุ่นที่ชอบฟุตบอลและเติบโตมากับยุคที่ฟุตบอลพัฒนาอย่างมีแบบแผน เรียกได้ว่าหายใจเข้าหายใจออกเป็นฟุตบอล ยิ่งรวมกับธรรมชาติของชาวญี่ปุ่นที่มุ่งมั่นทุ่มเท ทำอะไรก็เอาจริงเอาจังเต็มร้อย จึงทำให้ ทอมซัง กลายเป็นรายการโปรดของเด็ก ๆ ทุกคน ขณะที่ ทอม ไบเออร์ ก็ถูกเด็กทั้งประเทศเรียกว่า "เซนเซทอม" (คุณครูทอม) เลยทีเดียว   


Photo : tomsan.com

"ผมอยู่ในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กอันดับ 1 ของประเทศมาเป็นเวลา 13 ปี เรามีผู้ชมมากกว่า 5 ล้านครัวเรือน" 

เซนเซทอม มักจะพูดเสมอว่า กว่าจะมาถึงตรงนี้ไม่ง่าย เขาต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายหนกว่าที่จะได้รับการยอมรับจากชาวญี่ปุ่น แต่เหนือสิ่งอื่นใดการได้เริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ถือเป็นแผนทางธุรกิจที่ทำให้ศูนย์ฝึกของเขาได้รับการยอมรับ และกลายเป็นสถานที่ที่เด็ก ๆ ในญี่ปุ่นอยากจะเข้ามาเรียนรู้วิชาฟุตบอลที่ได้ทั้งความสนุกและได้ทั้งความรู้กลับไป 

ในช่วงปี 1998 ชินจิ คางาวะ คือหนึ่งในเด็กหนุ่มที่เคยผ่านคลินิกฟุตบอลของ เซนเซทอม และกลายมาเป็นนักเตะอาชีพที่มีชื่อเสียงในฐานะนักเตะระดับโลกในภายหลัง   

ทอม เล่าเสมอว่า ตลอดระยะเวลาที่เขาเริ่มฝึกเด็กญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายยุค 80s มาจนถึงปัจจุบัน ความแตกต่างและพัฒนาการของวงการฟุตบอลที่นี่เติบโตขึ้นอย่างมากมาย เด็ก ๆ ที่นี่เริ่มเล่นฟุตบอลด้วยความกล้าและความสนุก ขณะที่ฟุตบอลลีกในประเทศก็เติบโตขึ้นจริงตามแผนยุทธศาสตร์ 100 ปี แม้ว่า ณ เวลานี้จะอยู่ในระหว่างการเดินทางก็ตาม 


Photo : www.goal.com

"ผมเห็นฟุตบอลญี่ปุ่นเติบโตมาตั้งแต่กลางยุค 80s สาเหตุที่ฟุตบอลที่นี่มาไกล นั่นก็เพราะว่ามีการลงทุนด้วยเงินเป็นจำนวนมาก มีการจัดตั้งองค์กรต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน"

"เราเริ่มจากการดึงนักเตะระดับโลกมาสร้างกระแส อาทิ ซิโก้, แกรี่ ลินิเกอร์, คาร์ลอส ดุงก้า และ ดราแกน สตอยโควิช มาเพื่อดึงดูดแฟน ๆ แต่ทุกวันนี้ด้วยแรงกระเพื่อมจากคลื่นลูกใหม่ หลายสิ่งเดินทางไปข้างหน้าอย่างมหัศจรรย์" 

"ตลอดระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่วงการฟุตบอลญี่ปุ่นทำ คือการลดระยะห่างระหว่างนักเตะที่เก่งที่สุดกับแย่ที่สุดให้ใกล้กันจนแทบไม่เหลือความต่าง นี่คือเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้องจนทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ เรียกได้ว่าทุกฝ่ายช่วยกันเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นกันตั้งแต่วิสัยทัศน์เลยทีเดียว" 

"สิ่งที่ผมไม่เคยลืม คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในการทำคลินิกหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมยังจำตอนที่ผมแสดงทักษะและท่าทางต่าง ๆ ได้ดี เด็ก ๆ พวกนี้กระตือรือร้นมาก พวกเขาได้เริ่มสิ่งต่าง ๆ ขึ้นจากความสุข เมื่อมีลูกฟุตบอลอยู่ที่เท้า ภายใต้การควบคุมของตัวเอง" เซนเซทอม เล่าถึงนักเรียนกว่าครึ่งล้านของเขา 


Photo : karllusbec.wordpress.com

ทุกวันนี้ฟุตบอลญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ระดับเอเชียอีกแล้ว พวกเขาต่อกรกับทีมระดับโลกได้สบาย ๆ ทำให้ทีมระดับหัวแถวต้องตึงมือตลอด ไม่ว่าจะในฟุตบอลชาย หรือฟุตบอลหญิงที่ไปไกลจนถึงขั้นคว้าแชมป์โลกมาครองแล้ว 1 สมัย 

ทอม อาจจะเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ คนหนึ่งภายใต้การพัฒนาที่ก้าวไปข้างหน้าไม่มีหยุด แต่เด็ก ๆ กว่า 500,000 คนทีผ่านการฝึกในหลักสูตรของเขา ก็กลายมาเป็นพื้นฐานที่หยั่งลึกของวงการฟุตบอลญี่ปุ่น เพราะเมื่อมีคนที่รักฟุตบอลจริง ๆ ย่อมจะขับเคลื่อนและพัฒนาไปข้างหน้าได้ง่าย ไม่ว่านักเรียนของเขาจะเติบโตมาจนเป็นนักเตะอาชีพหรือไม่ก็ตาม ... เขาทำ ทุกคนที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงลงมือทำ การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของฟุตบอลญี่ปุ่นจึงเกิดขึ้น

การร่วมมือกันของคนที่มีวิสัยทัศน์ทุก ๆ ฝ่าย คือกุญแจที่ทำให้ ทอม ไบเออร์ กลายเป็น เซนเซทอม ขวัญใจเด็ก ๆ ที่รักฟุตบอลในประเทศญี่ปุ่น จากนักฟุตบอลจอมผจญภัย เขาได้ค้นพบตัวตนและสิ่งที่ตามหาจนได้ในท้ายที่สุด


Photo : jetwit.com

"ผมเริ่มทำงานทุกอย่างอย่างจริงจังตั้งแต่ก่อนที่ฟุตบอลจะได้รับความนิยม เมื่อหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ฟุตบอลที่นี่เติบโตขึ้น เส้นทางอาชีพของผมก็โตขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ... ผมไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว หากไร้ซึ่งองค์ประกอบอื่น ๆ และเพื่อน ๆ ทุกคน"

"อีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดฟุตบอลของญี่ปุ่นจะยิ่งใหญ่มากกว่าเบสบอล และฟุตบอลจะก้าวไปอีกขั้น พวกเขาจะพร้อมทำลายอุปสรรคต่าง ๆ ภายใต้ความท้าทายครั้งใหญ่"

"ยุทธศาสตร์ 100 ปี (สำหรับเป็นแชมป์โลก) จะเป็นไปได้ไหมน่ะเหรอ ? ผมว่าทางมันยังอีกยาวไกลนะ เพราะมันไม่ใช่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่กำหนดทุกอย่างได้ ทุก ๆ ประเทศในเอเชียจะต้องพัฒนาไปด้วยกัน ทุกวันนี้ญี่ปุ่นเล่นกับทีมอื่น ๆ ในเอเชีย พวกเขาเจอเกมลักษณะเดียวกันหมด นั่นคือการเล่นตั้งรับกันแทบทั้งทีม ซึ่งมันต่างกับตอนที่ญี่ปุ่นไปเล่นกับทีมระดับนานาชาติแบบสิ้นเชิง ... ประเทศอื่นต้องช่วยลดช่องว่างของความห่างชั้นนี้เข้ามาด้วย" เซ็นเซทอม กล่าวทิ้งท้าย  

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.sportskeeda.com/football/interview-with-tom-byer-champion-of-japanese-youth-football
https://slate.com/culture/2013/02/tom-byer-the-man-who-made-japanese-soccer-a-player-on-the-world-football-stage.html
http://www.jsoccer.com/wp/?p=2227
https://en.wikipedia.org/wiki/Tom_Byer
https://www.socceramerica.com/publications/article/85221/tom-byer-this-is-an-opportunity-to-focus-on-indi.html
https://www.tokyoweekender.com/2004/04/meet-tom-san-the-grassroots-soccer-celebrity/
https://www.goal.com/en-my/news/3891/features/2013/04/22/3922404/tom-byer-spotted-shinji-kagawa-over-ten-years-ago



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง