mainstand

Feature

แกรม เลอ โซซ์ : นักฟุตบอลอังกฤษ ที่ถูกบูลลี่อย่างหนักว่าเป็นเกย์ในยุค 90s | Main Stand



ด้วยความเกมที่ลูกหนังเป็นหนึ่งในกีฬาที่แสดง "ความเป็นลูกผู้ชาย" ออกมาได้มากที่สุด จากรูปแบบการเล่นที่ต้องเข้าปะทะกันตลอดเวลา ทำให้ภาพจำของคนที่ทำอาชีพนี้ในสมัยก่อนนั้นต้องมีบ้าดีเดือด มีความห่าม และไม่กลัวใคร  


 

นั่นทำให้นักฟุตบอลที่ไม่ได้เป็นตามขนบนี้ มักจะถูกเป็นเป้าโจมตี ไปจนถึงล้อเลียนว่าเป็นเกย์ ท่ามกลางยุคที่ยังไม่มีการณรงค์เรื่องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ว่าจะชาย-หญิง หรือ LGBTQ+ มากนัก ซึ่งคนที่ประสบกับเรื่องทำนองนี้มากที่สุดในยุค 90s ก็คือ แกรม เลอ โซซ์ อดีตแบ็คซ้ายของ เชลซี 

ติดตามเรื่องราวสุดทรมานของแบ็คจอมบุกทีมชาติอังกฤษ ที่ตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้ง มากว่าทศวรรษได้ที่นี่ 

 

ขาประจำฝั่งซ้ายเชลซี 

เส้นทางชีวิตนักฟุตบอลของ แกรม เลอ โซซ์ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่เขายังอาศัยอยู่ที่เกาะเจอร์ซีย์ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะชาแนล ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษ ใกล้กับแผ่นดินของฝรั่งเศส เมื่อเขาได้เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีม เซนต์ พอล ทีมประจำเกาะตั้งแต่เด็ก ๆ 

ก่อนที่ผลงานในทัวร์นาเมนท์ท้องถิ่นของเขา จะไปเข้าตา จอห์น ฮอลลิน ผู้จัดการทีมของ เชลซี ในตอนนั้นเข้าอย่างจัง จึงได้เซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาเล่นในทีมเยาวชนของสิงห์บลูตั้งแต่ปี 1987 

แต่ชีวิตภาคแรกของ เลอ โซซ์ ในสีเสื้อของ เชลซี ไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะแม้ว่าจะได้รับโอกาสลงสนามไปไม่น้อย แต่ความขัดแย้งกับ เอียน พอร์ทเตอร์ฟิลด์ ผู้จัดการทีม หลังไม่พอใจที่ถูกเปลี่ยนตัวออก และปฏิเสธที่จะนั่งเป็นตัวสำรอง ทำให้เขาถูกขายให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในเดือนมีนาคม 1993 


Photo : ghanasoccernet.com

และมันก็ทำให้เขาได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เมื่อ เลอ โซซ์ ผนึกกำลังกับเหล่าสตาร์ดังอย่าง อลัน เชียเรอร์ และ ทิม ฟลาวเวอร์ส ช่วยให้แบ็คเบิร์น จบในอันดับ 2 ในฤดูกาลแรกที่เขามาถึง และได้เฮในซีซั่นต่อมา เมื่อแบ็คซ้ายชาวอังกฤษและพรรคพวกผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 1994-95 

ผลงานอันยอดเยี่ยมกับแบล็คเบิร์น รวมถึงการถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ ทำให้ เลอ โซซ์ กลายเป็นที่สนใจจากหลายทีม แต่สุดท้ายก็เป็น เชลซี ที่ทุ่มเงิน 5 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขากลับไปร่วมทีม และทำให้เขากลายเป็นกองหลังชาวอังกฤษที่มีค่าตัวแพงที่สุดในตอนนั้น 

และที่เชลซี ก็ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นแบ็คซ้ายชั้นแนวหน้าของอังกฤษ เลอ โซซ์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ซีซั่นแรก มีส่วนสำคัญทำให้ทีมจบในอันดับ 4 ของตารางพร้อมถูกเลือกติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก และติดทีมชาติอังกฤษ ไปเล่นฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส 

ด้วยสไตล์การเล่นที่ขึ้นสุดลงสุด แถมยังมีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ ทำให้ เลอ โซซ์ ยึดตำแหน่งกราบซ้ายของทีมอย่างถาวร หากไม่มีอาการบาดเจ็บ และช่วยให้ทัพสิงห์บลูส์เกาะกลุ่มอยู่ใน 6 อันดับแรกของลีก รวมถึงคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยมาได้หลายรายการ ทั้ง ลีก คัพ, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ และ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 

มองอย่างผิวเผิน มันน่าจะเป็นชีวิตที่ดีสำหรับนักฟุตบอลคนหนึ่ง ทั้งการมีรายได้ที่เหมาะสม ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ และติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลก 

แต่ไม่ใช่สำหรับ เลอ โซซ์ ที่เขาเรียกช่วงเวลานั้นว่า "ความทรมาน"

 

นักฟุตบอลที่ถูกบูลลี่มากที่สุด 

แม้จะมีเส้นทางอาชีพที่สดใส ทั้งในสีเสื้อของ แบล็คเบิร์น และ เชลซี แต่ นอกสนาม เลอ โซซ์ กลับต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่อย่างหนักจากแฟนบอล โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าเขาเป็นเกย์ ทั้งที่เขาแต่งงาน และมีลูกแล้วก็ตาม 


Photo : www.planetfootball.com

ด้วยความที่ เลอ โซซ์ ไม่ค่อยตรงกับขนบกับนักฟุตบอลทั่วไป ทั้งการใส่ถุงเท้า Pringle (ถุงเท้าแบบผู้ดีอังกฤษ) มาซ้อม การแต่งตัวที่สะอาดสะอ้าน โกนหนวดโกนเคราอยู่เสมอ หรือการชอบไปงานแสดงศิลปะหรืองานแสดงของแปลกมากกว่าไปเที่ยวกลางคืน รวมไปถึงการชอบอ่านหนังสือพิมพ์ The Guardian ที่เน้นเนื้อหาสาระ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสื่อยอดนิยมของเหล่านักเตะที่เน้นความบันเทิงอย่าง The Sun หรือ Daily Mirror

นั่นทำให้เขาตกเป็นเป้าของการล้อเลียนมาตั้งแต่สมัยเล่นให้กับ เชลซี ครั้งแรก ในตอนแรกมันเป็นเพียงการแกล้งกันแบบสนุกปาก เหมือนรุ่นพี่แกล้งรุ่นน้อง หรือเพื่อนแกล้งเพื่อน แต่หลังจากหน้าร้อนปี 1991 สิ่งนี้ก็เริ่มหนักข้อมากขึ้น 

มันเริ่มจากฤดูร้อนปีนั้น เลอ โซซ์ และ เคน มอนคู กองหลังเพื่อนร่วมทีม ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาะเจอร์ซีย์ บ้านเกิดของเขา และไปเที่ยวต่อที่ ฝรั่งเศส เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ 

หลังกลับมาซ้อมกับทีมในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล เพื่อนร่วมทีมก็เข้ามาถามว่าทริปนั้นเป็นไงบ้าง แต่หนึ่งในนั้น (เลอ โซซ์ ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร) กลับถามเชิงเย้าแหย่ว่า "นายไปเอาตูดกับไอ้เคนมาเหรอ ?" 

เลอ โซซ์ ยอมรับว่าเขาควรจะหัวเราะออกมา และมองว่ามันเป็นมุกตลก แต่เขากลับเลือกที่จะเงียบ ซึ่งมันยิ่งทำให้เพื่อนร่วมทีมรุมล้อเลียนอย่างหนัก แน่นอนว่าเพื่อนในทีมรู้ดีว่าพวกเขาทั้งคู่ไม่ได้มีใครเป็นเกย์ แต่มันก็ทำให้เขากลายเป็นเป้าในการรุมกลั่นแกล้งในห้องแต่งตัว 

หลังจากนั้นมุก "เลอ โซซ์ ไปเอาตูดกับเคน" ก็กลายเป็นมุกประจำสนามซ้อมเชลซี สำหรับคนล้ออาจจะสนุก แต่สำหรับคนโดนนั้นไม่สนุกเลย เขาไม่ได้มีปัญหากับคนที่เป็นเกย์ แต่การต้องกลายเป็นตัวตลกของเพื่อนร่วมทีมซ้ำ ๆ ทำให้เขาอึดอัด


Photo : ng.opera.news

แต่ฝันร้ายของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อ 2 เดือนต่อมา มุกที่ตอนแรกอยู่ในวงจำกัดได้กลายเป็นสาธารณะ หลังแฟนบอลของ เวสต์แฮม แต่งเพลงล้อเลียนเขาในเรื่องนี้ 

7 กันยายน 1991 เชลซีมีคิวไปเยือน อัพตัน พาร์ค ในลอนดอนดาร์บี้แมตช์ ในขณะที่ เลอ โซซ์ ได้บอลทางกราบซ้าย และเตรียมจ่ายโด่งเข้าไปในแดนคู่แข่ง เขาก็ได้เสียงร้องเพลงของแฟนบอลเจ้าบ้านจากอัฒจันทร์ฝั่ง North Bank ว่า "เลอ โซซ์ ชอบเอาทางตูด" 

วินาทีนั้น เขารู้ดีว่าชีวิตต่อจากนี้คงจะไม่ง่ายอีกแล้ว เมื่อเรื่องที่เคยแกล้งกันในสนามซ้อม กลายเป็นประเด็นล้อเลียนในสนามของแฟนบอลคู่แข่ง ที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกซ้ำ ๆ ไปอีกนานเท่าไร

และมันก็ทำให้เขาเครียดกับเรื่องนี้มากราวกับตกนรกทั้งเป็น 

 

เคสจากในอดีต 

เลอ โซซ์ ยืนยันมาตลอดว่าเขาไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากับนักเตะที่เป็นเกย์ แม้ต้องใช้ห้องแต่งตัวร่วมกัน แต่เขากลัวว่าการถูกเข้าใจแบบผิด ๆ อาจจะส่งผลต่อหน้าที่การงาน 


Photo : www.planetfootball.com

เนื่องจากในตอนนั้น เขาเป็นนักเตะดาวรุ่งที่เริ่มได้เล่นอย่างสม่ำเสมอในทีมชุดใหญ่ การถูกเข้าใจว่าเป็นเกย์ ในสภาพสังคมที่ไม่เปิดกว้างเหมือนสมัยนี้ อาจทำให้เขาถูกปฏิเสธการเซ็นสัญญา หรือถูกดองในทีม 

เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้นอีก เคยมีกรณีที่เกิดขึ้นกับ จัสติน ฟาชานู ว่าที่ยอดกองหน้าแห่งยุค ตอนนั้นเขาคือดาวยิงดาวรุ่งพุ่งแรงของแดนผู้ดี หลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับนอริช จนทำให้ ไบรอัน คลัฟ กุนซือของ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ คว้าตัวมาร่วมทีม พร้อมกลายเป็นนักเตะผิวดำคนแรกที่มีค่าตัวถึง 1 ล้านปอนด์ 


Photo : www.theguardian.com

อย่างไรก็ดี หลังย้ายมาอยู่กับทีมเจ้าป่า มีข่าวลืออย่างหนาหูว่าเขาชอบคนเพศเดียวกัน และชอบไปเที่ยวบาร์เกย์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกใจคลัฟเอามาก ๆ ทำให้เขาถูกแยกซ้อมเดี่ยว ก่อนจะถูกปล่อยให้ เซาธ์แฮมป์ตัน ยืมตัวในฤดูกาลต่อมา และขายขาดให้ น็อตส์ เคาน์ตี ด้วยค่าตัวสุดถูกเพียงแค่ 150,000 ปอนด์ 

และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำในชีวิตนักฟุตบอลของจัสติน เพราะหลังจากนั้นเขาต้องกลายเป็นแข้งพเนจร ย้ายไปเล่นให้ทีมต่าง ๆ ทั้งลีกล่างลีกบน หรือต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา 

แม้ว่าในปี 1990 เขาจะออกมายอมรับว่าเขาเป็นเกย์ หลังให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ The Sun สื่อจอมอื้อฉาว แต่ดูเหมือนยิ่งกลับทำให้เลวร้ายลงกว่าเดิม เมื่อหลังจากนั้นสโมสรต่างถอยหนีเขา และทำได้เพียงเล่นกับทีมเล็ก ๆ จนกระทั่งแขวนสตั๊ดในปี 1997 ก่อนจะจบชีวิตตัวเองในอีกหนึ่งปีหลังจากนั้น หลังถูกกล่าวหาว่า ข่มขืนเด็กหนุ่มวัย 17 ปี


Photo : www.midlandszone.co.uk

"เขาเองไม่ได้เตรียมใจที่จะรับแรงสะท้อนที่ตามมาทั้งกับชีวิตและอาชีพนักฟุตบอล ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น 'ความเสียหายอันหนักหน่วง' เพราะถึงเขาจะฟิตสมบูรณ์ ก็ไม่มีสโมสรใดให้สัญญานักเตะแบบเต็มตัวนับแต่นั้นเป็นต้นมา" จอห์น มาร์แชลล์ ที่สัมภาษณ์จัสตินใน นิตยสาร Gay Times สรุป 

ตัวอย่างดังกล่าวทำให้ เลอ โซซ์ รู้ดีว่าผลกระทบนั้นรุนแรงแค่ไหน เพราะถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ประเด็นของมันในสภาพสังคมที่ไม่ได้ยอมรับในเรื่องนี้ สามารถทำลายชีวิตเขาได้ทั้งชีวิต ทำให้เขาพยายามปฏิเสธอย่างจริงจังมาโดยตลอด 


Photo : www.fitbathatba.com

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจเลย แถมมันยังทวีคูณมากขึ้น เพราะยิ่งเขามีชื่อเสียงมากเท่าไร เขาก็ยิ่งตกเป็นเป้าโจมตีในเรื่องนี้อย่างหนักจากคู่แข่ง 

"ไม่มีใครสนใจว่า เลอ โซซ์ จะเป็นเกย์หรือไม่ แต่ความเป็นจริง การที่เขายอมรับว่าเขาอ่าน The Guardian ทำให้เขากลายเป็นชายที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดในโลกฟุตบอล" เพียร์ส มอร์แกน อดีตผู้สื่อข่าว Daily Mirror และพิธีกรชื่อดังกล่าว 

แต่ไม่มีครั้งไหนที่ทำให้เขาเจ็บปวดได้เท่ากับเหตุการณ์ในปี 1999

 

คนที่ไว้ใจร้ายที่สุด 

27 กุมภาพันธ์ 1999 เชลซี เปิด สแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ก่อนเกมมันอาจจะเป็นแค่เกมธรรมดาเกมหนึ่ง แต่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ก็มาทำให้เกมนี้คุกรุ่น 

เมื่อในระหว่างเกม เชลซี มาได้ฟรีคิก ซึ่ง เลอ โซซ์ คือผู้รับหน้าที่เตะลูกตั้งเตะ ในระหว่างที่กองหลังของ ลิเวอร์พูล กำลังตั้งกำแพง ฟาวเลอร์ ก็ทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด ด้วยการตบไปที่บั้นท้ายของตัวเองแล้วพูดว่า "มาเลย ๆ เดี๋ยวจะให้เอาตูด" 


Photo : www.dailymail.co.uk

จังหวะดังกล่าวทำให้ เลอ โซซ์ โกรธสุดขีด เพราะเกมนั้นภรรยาและลูกของเขาก็เข้ามาชมเกม มันคือการดูหมิ่นอย่างน่าเกลียด ทำให้เขาปฏิเสธที่จะเล่นลูกฟรีคิก เพื่อประท้วงการกระทำของกองหน้าคู่แข่ง

อย่างไรก็ดี แทนที่ผู้ตัดสินใจจะตักเตือน หรือลงโทษฟาวเลอร์ กลับกัน เขากลับแจกใบเหลืองให้ เลอ โซซ์ ด้วยข้อหาเจตนาถ่วงเวลา และที่สำคัญตอนนั้นไม่มีเพื่อนร่วมทีมเชลซีแม้แต่คนเดียวที่เข้ามาช่วยปกป้อง หรือแก้ต่างให้เขา

"มันทำให้ผมช็อค ไม่ใช่เพราะผมโกรธ แต่เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการเหยียดหยามผมด้วยวิธีนี้กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้" เลอ โซซ์ กล่าวกับ The Independent 

"คนที่ไม่ใช่เกย์นี่แหละที่ทำให้เรื่องมันใหญ่โตมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทำให้ผมรู้ว่าเรื่องนี้มันไปไกลแค่ไหน" 

"เราต่างเป็นเพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ ผมไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ สิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการจากเขาคือการคิดว่ามันเป็นแค่คำกล่าวหา และมันก็เป็นเช่นนั้น"

เขารู้สึกผิดหวังมากในเรื่องนี้ ทำให้ต่อมาเขาพยายามแก้แค้น ฟาวเลอร์ ไม่ว่าจะเป็นการชักศอก หรือเตะที่ด้านหลังตอนที่กองหน้าชาวอังกฤษล้มลง จนสุดท้าย จานลูกา วิอัลลี กุนซือของ เชลซี เห็นท่าจะไม่ดี จึงเปลี่ยนตัวเขาออกจากสนาม 

หลังเกมเขาพยายามไปขอคำอธิบายจากผู้ตัดสิน แต่ก็เปล่าประโยชน์ ไม่มีใครให้คำอธิบายกับเขาได้ เขารู้สึกแย่กับเรื่องนี้มาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องเป็นเกย์หรือไม่ได้เป็นเกย์ แต่มันคือการดูหมิ่นเหยียดหยามแบบซึ่งหน้า โดยที่ไม่มีใครมาช่วยเขาเลย 


Photo : flashbak.com

"ผมสูญเสียความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่หรือทำงานอะไร" เลอ โซซ์ กล่าวต่อ 

"ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้อยู่ต่อ อาจจะเป็นความเป็นจริงที่ผมต้องสู้กับมัน ความดื้อดึง และแพชชั่นที่จะเล่นฟุตบอล" 

"ผมไม่ได้เตรียมความรู้สึกสำหรับเรื่องนี้ หรือมีประสบการณ์ที่จะแก้ไขมัน ตอนนี้มีนักจิตวิทยาอยู่ในสโมสรเพื่อทำให้เรื่องนี้ผ่านไป"  

"การขาดการสนับสนุน เมื่อการกลั่นแกล้งดำเนินไปคือส่วนที่น่าเศร้าที่สุด ไม่มีใครเลยที่ยืนข้างผมและพูดว่า 'เพื่อน มันไม่ใช่' ผู้คนมักจะพูดว่ามันก็แค่คำพูด แต่เขาไม่ได้อยู่กับมันตลอดทุกวันเหมือนผม" 

อย่างไรก็ดี หลังเกมดังกล่าว สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ได้เข้ามาสอบสวนในเรื่องนี้ ก่อนจะสั่งลงโทษ เลอ โซซ์ หนึ่งนัดโทษฐานเล่นนอกเกมใส่ ฟาวเลอร์ ในขณะที่ดาวยิงลิเวอร์พูล โดนแบนไป 2 นัด บวกกับ 4 นัดที่ไปแสดงท่าสูดโคเคนในเกม เมอร์ซีไซด์ ดาร์บี้แมตช์ 

และทำให้คดีดังกล่าวก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ 

 

มลายหายไป 

แม้ว่าบทลงโทษจะดูน้อยนิด เมื่อเทียบกับพฤติกรรม แต่มันก็ทำให้ปัญหานี้ถูกพูดถึงในวงกว้าง ผู้คนเริ่มตระหนักว่ามันไม่ใช่เรื่องตลกอีกแล้ว ยืนยันได้จากปากคำของ เลอ โซซ์ ที่บอกว่าเขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงล้อเลียนในเรื่องนี้จากบนอัฒจันทร์อีกเลย 

หลังเล่นให้กับ เชลซี อยู่ 5 ฤดูกาล เลอ โซซ์ ก็ย้ายไปอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน และอยู่ช่วยนักบุญแดนใต้อยู่ 2 ซีซั่น ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2005 ด้วยวัย 37 ปี ที่ทำให้เขายอมรับว่ามันทำให้เขาโล่งใจ 

สิ่งที่ยืนยันว่ามันเป็นเหมือนฝันร้ายที่หลอกหลอนเขามาโดยตลอด คือบทสัมภาษณ์ในวันเปิดตัว Left Field: A Footballer Apart หนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัวเมื่อปี 2007 เขาได้เตือนนักเตะที่เป็นเกย์ว่า อย่าเปิดตัวเด็ดขาด 

"ผมพูดได้ว่า 'อย่า' คุณต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะจัดการกับภาระนี้ มันยาก แต่จนกว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น เราไม่รู้ บางคนอาจจะอ้าแขนยอมรับ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจ" เลอ โซซ์ กล่าว 

อย่างไรก็ดี ด้วยโลกที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และผู้คนเริ่มให้การยอมรับ LGBTQ+ มากขึ้น จนทำให้มีนักฟุตบอลที่เป็นเกย์ เริ่มออกมาเปิดตัวมากขึ้น ซึ่งที่โด่งดังที่สุดคงจะเป็นกรณีของ โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ อดีตกองกลางทีมชาติเยอรมัน ที่ออกมายอมรับหลังแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2014  

และ เลอ โซซ์ ก็เป็นนักฟุตบอลรายแรก ๆ ที่ออกมาสนับสนุนดาวเตะชาวเยอรมัน โดยเขามองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่ควรกดดันให้นักฟุตบอลที่เป็นเกย์ออกมาเปิดตัว 

"โทมัส ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และผมก็นับถือเขา ผมไม่คิดว่าเราควรจะคาดหวังให้นักเตะออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ หากมันสร้างความกดดันมากเกินไปให้เขา" เลอ โซซ์ กล่าวกับ Belfast Telegraph 

"มันคงเป็นเรื่องน่าละอายหากมีนักฟุตบอลเกย์ดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์ต้องหันหลังให้กีฬา เพราะคิดว่าฟุตบอลไม่ยอมรับในตัวเขา" 

นอกจากนี้ในปี 2016 เขายังได้เขียนบทความสนับสนุนการเปิดตัวของนักฟุตบอล LGBTQ+ โดยเน้นย้ำไปที่การเปิดใจยอมรับความเป็นมนุษย์ของทุกคน และต่อต้านการเหยียดทุกประเภท เพื่อไม่ให้ใคร ต้องเดินซ้ำรอยอย่างที่เขาต้องเผชิญ 

"ความสำเร็จไม่ใช่คือการที่นักเตะเกย์ออกมาเปิดตัว แต่มันคือการที่ทุกคนรู้สึกเป็นมิตรในสนาม" เลอ โซซ์ กล่าวในบทความ The time has come to kick homophobia out of football for good 

"ถ้ามีนักเตะเกย์ดาวรุ่งไม่สามารถเข้าไปอยู่ในเส้นทางฟุตบอลได้เพราะกลัวจะไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือกลัวว่าจะถูกตัดสิน นั่นคือความล้มเหลว"

"และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องเปลี่ยน บางทีอาจจะต้องมีต้นแบบ ดังนั้น การที่ผู้เล่นออกมาเปิดตัว มันจึงเป็นส่วนที่สำคัญ"

และที่สำคัญคือการทำให้ฟุตบอล กลายเป็นกีฬาเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร มีรสนิยมแบบไหน สีผิวเป็นอย่างไร หรืออยู่ในชนชั้นใดก็ตาม

“เราไม่สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามันมีความพยายามอย่างมากที่ออกมาเปิดตัว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นเกย์หรือไม่ คือการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ในชีวิตอาชีพที่แสนสั้น”  อดีตแบ็คซ้ายทีมชาติอังกฤษกล่าวต่อ 

“มันขึ้นอยู่กับพวกเรา ที่จะต้องทำมันต่อไป และทำให้กีฬาเปิดกว้างกับทุกคนในสังคม และขจัดการเหยียดเพศไปจากฟุตบอล”

ส่วนเรื่องกับฟาวเลอร์ เลอ โซซ์ ยืนยันว่ามันจบแล้ว เมื่ออดีตแข้งลิเวอร์พูลพยายามติดต่อเขาเป็นการส่วนตัวเพื่อขอโทษกับสิ่งที่เคยทำในอดีต ซึ่งแน่นอน เขายอมรับในคำขอโทษ และไม่ได้คิดถึงมันอีกแล้ว

“ผมได้รับการติดต่อจากร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เขามีเวลาไตร่ตองในเรื่องนี้ และพยายามที่จะติดต่อผมเพื่อขอโทษ”

“ผมยอมรับคำขอโทษเสมอ และเดินหน้าต่อไป”

“พวกเราทุกคนต่างเคยทำผิดในชีวิต ผมเองก็เช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องรับผิดชอบกับสิ่งนั้น” เลอ โซซ์ ทิ้งท้าย

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/commentisfree/2016/oct/28/homophobia-football-homophobic-abuse-pitch-fans-gay-players 
https://www.planetfootball.com/nostalgia/graeme-le-saux-bullying-chelsea-nearly-bottling-blackburn/ 
https://thesefootballtimes.co/2019/01/31/graeme-le-sauxs-battle-against-homophobic-abuse-and-why-the-door-is-opening-for-gay-players-to-come-out-in-football/ 
https://soccer.nbcsports.com/2014/01/12/graeme-le-saux-discusses-english-soccers-issues-with-homophobia/https://www.independent.ie/sport/soccer/sexual-taunts-continue-to-haunt-le-saux-26316381.html
https://www.belfasttelegraph.co.uk/sport/football/graeme-le-sauxs-support-for-thomas-hitzlsperger-29903386.html 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง