FEATURE

กว่าจะถึงวันนี้ของ "ราชินีขว้างจักรไทย" ... สุเบญรัตน์ อินแสง | Main Stand



คุณสมบัติของ "ฮีโร่" ในภาพยนตร์, นิยาย, หรือการ์ตูน ประกอบด้วยอะไรบ้าง ? มีพลังวิเศษ, ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม หรือจำเป็นต้องมีคาแรกเตอร์สุดเท่ ดูดีสวยหล่อ มีเสน่ห์ เพื่อดึงดูดให้คนดูติดตาตรึงใจ ? 


 

นั่นคือภาพจำของเหล่ายอดมนุษย์ในจินตนาการ ... กลับมาที่ชีวิตจริง หากใครสักคนอยากเป็น ฮีโร่คุณสมบัติข้อสุดท้ายว่าด้วยเรื่อง "รูปลักษณ์ภายนอก" จำเป็นแค่ไหน ? 

เพราะพล็อตเรื่องราวของฮีโร่ที่ชื่อว่า "สุเบญรัตน์ อินแสง" นักขว้างจักรทีมชาติไทย แตกต่างกับตัวละครเอกในหนังและมังงะ

สุเบญรัตน์ มีโครงสร้างร่างกายแตกต่างจากเด็กรุ่นวัยเดียวกัน เธอถูก Bully เกี่ยวกับสรีระมาตั้งแต่เด็ก ทว่าเธอก้าวข้ามคำพูดร้าย ๆ เหล่านั้น ด้วยผลงานและความสามารถในกีฬากรีฑาประเภทลาน 

จนได้รับการขนานนามให้เป็น "ราชินีขว้างจักรไทย" ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างความสำเร็จแก่ประเทศชาติ

 

ก้าวผ่านคำบูลลี่ 

เพลงชาติไทยถูกเปิดดังก้องสนาม พร้อมธงไตรรงค์ที่ถูกเชิดขึ้นเหนือกว่าชาติใด "สุเบญรัตน์ อินแสง" นักกีฬาขว้างจักรทีมชาติไทย คุ้นเคยกับความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี เพราะมันเป็นเหรียญทองซีเกมส์ สมัยที่ 5 ติดต่อกัน ที่เธอคว้ามาครองได้ ในซีเกมส์ปี 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แม้เพิ่งอายุแค่ 25 ปี ในตอนนั้น 

สุเบญรัตน์ ยืนบนแท่นรับรางวัลอันดับ 1 เปล่งเสียงร้องเพลงชาติด้วยความภาคภูมิใจ เพราะกว่าที่เธอจะกลายเป็นฮีโร่ของชาวจังหวัดสุราษฏร์ธานี ผู้ได้รับการตั้งขบวนแห่ต้อนรับทุกครั้ง ยามกลับบ้านพร้อมความสำเร็จ เธอต้องเจอกับเรื่องราวมากมาย ... 

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เธอเป็นเพียงแค่นักเรียนหญิงร่างใหญ่คนหนึ่ง ที่มักถูกเพื่อนล้อและแกล้งอยู่เป็นประจำ เพียงเพราะตัวใหญ่กว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน

"หนูถูกคน Bully รูปร่างมาตั้งแต่เด็ก เพราะในห้องเรียนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หนูจะเป็นคนที่ตัวใหญ่สุด ก็จะถูกล้อมาตลอด" 

"แต่หนูไม่ค่อยเก็บมาใส่ใจค่ะ เพราะเราคงไม่สามารถตัวเล็กลงได้เท่ากับเพื่อนได้ แค่พยายามดำเนินชีวิตในแบบของเราไป"

ในขณะที่บางคนสนุกปากกับการได้พูดทำร้ายความรู้สึกเธอ แต่ สุเบญรัตน์ กลับค้นพบว่า สรีระของตัวเองเหมาะสมกับการการเล่นกีฬาบางประเภท ที่อาจสร้างโอกาสให้เธอประสบความสำเร็จ 

"ตอนแรกหนูไม่เคยมีความคิดอยากเป็นนักกีฬาเลย จนมีคุณครูในโรงเรียนเขาชักชวนให้ลองมาเล่นกีฬาทุ่มเทน้ำหนัก เพราะเขาเห็นว่าหนูเป็นคนตัวใหญ่ ครั้งแรกได้เล่น ทุ่มน้ำหนัก ก็รู้สึกว่ามันสนุกดี เวลาได้ปาลูกกลม ๆ ให้ออกไปไกลที่สุด จากนั้นหนูค่อย ๆ ไต่เต้าจากกีฬาอำเภอมาสู่จังหวัด และระดับประเทศในที่สุด"

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน สุเบญรัตน์ ใช้เวลาไปกับฝึกซ้อมกีฬากรีฑาประเภทลาน จากคนที่เล่นไม่เป็นก็เริ่มเก่งขึ้น จนกระทั่ง สุเบญรัตน์ ในวัย 15 ปี ตัดสินใจเดินทางจากบ้านเกิด เข้ามาคัดตัวเยาวชนทีมชาติไทย ชุดเตรียมสู้ศึก Asian Youth Games เมื่อปี 2009

ท่ามกลางเด็กเก่งจากทั่วประเทศจำนวนมาก ที่แห่กันมาคัดกีฬาทุ่มน้ำหนัก ในสนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต "สุเบญรัตน์" ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ เอกวิทย์ แสวงผล ที่บอกให้เธอลองเปลี่ยนไปคัดตัว "ขว้างจักร" แทน เพราะมีโอกาสมากกว่า 

ใครจะเชื่อว่าการตัดสินใจเปลี่ยนชนิดกีฬาวันนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอกลายเป็น ราชินีขว้างจักรไทย ในเวลาต่อมา รวมถึงทำให้คนเคย Bully หันกลับมามอง สุเบญรัตน์ ใหม่

"ตั้งแต่หนูได้เป็นเยาวชนทีมชาติไทย ตอนยังไม่จบ ม.ต้น และได้เข้ามาอยู่ในโครงการ Sports Hero ทุกอย่างก็เหมือนจะเปลี่ยนไปเลยค่ะ คนรอบข้างเริ่มเห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ตั้งแต่นั้นก็แทบไม่เคยได้ยินคำพูดไม่ดีเกี่ยวกับตัวหนูอีกเลย" 

"มันเหมือนหนูได้พิสูจน์ให้เขาเห็นในเบื้องต้นแล้วว่า ไม่ว่าหนูจะรูปร่างเป็นอย่างไร แต่หนูก็สามารถเป็นนักกีฬาทีมชาติได้ จากคำ Bully ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นคำพูดให้กำลังใจหนูมากขึ้น"

"สิ่งที่หนูอยากบอกก็คือ ไม่ว่าใครก็ไม่ควรถูก Bully รูปลักษณ์ภายนอก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ก้าวผ่านมันมาได้เหมือนกับหนู และบางครั้งคำพูดเหล่านั้น อาจทำร้ายจิตใจของคนที่ฟังได้มากกว่าที่คุณคิด" 

 

เสียสละเพื่อชัยชนะ 

สุเบญรัตน์ ได้รับการสนับสนุนและผลักดันอย่างเต็มที่ จากโครงการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ Sports Hero ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการอดทน สร้างนักกีฬาไทยสายเลือดใหม่ ตั้งแต่รากฐาน จนเธอมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


"ความยากของการขว้างจักร คือ เทคนิคของกีฬาชนิดนี้มีรายละเอียด และความซับซ้อนมาก เหมือนเราต้องทำตรงข้ามกับระบบประสาทและการสั่งการของสมองทั้งหมด เช่น ขาเราไปด้านหน้า แต่ลำตัวต้องหันไปข้างหลัง เพื่อทำให้แกนลำตัวเป็นเหมือนเกลียวสว่าน จะได้มีแรงส่งให้ลูกไปไกล ซึ่งเป็นการฝึกให้ตัวเองเคลื่อนไหวแบบผิดธรรมชาติ"

"อย่างตอนทุ่มน้ำหนัก หนูฝึกแค่ 3-4 เดือนก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เพราะเทคนิคไม่ได้ซับซ้อนเท่า ขว้างจักร ที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน ถึง 2 ปี เพื่อปรับพื้นฐานให้ได้ ยิ่งทำสถิติ (ระยะทาง) ได้ไกลขึ้น ความละเอียด เทคนิคต่าง ๆ ก็มีแต่จะยากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ยังไม่เคยรู้สึกว่ามันง่ายลงเลย" 

"โชคดีที่หนูได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Sports Hero รวมถึงมีผู้ใหญ่ในสมาคมฯ และโค้ชคอยให้คำปรึกษาตลอด ทุกฝ่ายมีความเข้าอกเข้าใจ ยอมอดทน เพราะรู้ว่าการสร้างนักกีฬาคนหนึ่งขึ้นมา โดยเฉพาะกีฬาขว้างจักร จำเป็นต้องอาศัยเวลาที่ยาวนาน" 

ภายในระยะเวลา 2 ปี สุเบญรัตน์ สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาจากดาวรุ่งระดับเยาวชน สู่นักกีฬาขว้างจักรทีมชาติไทยชุดใหญ่ เธอประเดิมทัวร์นาเมนต์นานาชาติครั้งแรก ในมหกรรมกีฬา ซีเกมส์ ปี 2011 และคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้ทันที

จากนั้นปีต่อมา สุเบญรัตน์ สร้างชื่อด้วยคว้าแชมป์เอเชีย ในการแข่งขัน Asian Junior Championships ณ ประเทศศรีลังกา และอันดับ 6 เยาวชนโลก ในศึก "World Junior Championships" ที่ประเทศสเปน 

เมื่อขยับขึ้นมาเป็น นักขว้างจักรทีมชาติไทยชุดใหญ่ สุเบญรัตน์ ยังเคยได้รับเหรียญเงิน และทองแดง ในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์เอเชีย ปี 2017 และ 2019 รวมถึงอันดับ 4 เอเชียนเกมส์ อีก 2 สมัยในปี 2014 และ 2018 

เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ สุเบญรัตน์ อินแสง เปิดเผยว่า เธอต้องแลกมันมากับบางสิ่งที่เธอยอมสูญเสียไป และไม่มีทางหวนกลับคืนมา นั่นคือ ช่วงเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นหนุ่มสาวเหมือนคนอื่น

"ตอนเรียนจบ ม.3 หนูก็ไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ และรับใบประกาศ เหมือนเด็กคนอื่น แม้กระทั่งตอนเรียนจบปริญญาโท หนูก็ไม่ได้ร่วมพิธีจบ มีเพียงแค่ตอนจบ ป.ตรี เท่านั้นที่หนูได้มีโอกาสเข้ารับปริญญาฯ เพราะหนูต้องมาซ้อมและแข่งให้ทีมชาติ เนื่องจากกีฬาขว้างจักรมันต้องซ้อมและแข่งตลอดทั้งปี"

"เมื่อหนูเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติแล้ว หนูต้องยอมเสียสละหลายอย่าง หนูไม่เคยได้เที่ยวสังสรรค์เหมือนเพื่อนคนอื่น ไม่ได้ฉลองในวันที่สำเร็จการศึกษา ต้องมาเข้าแคมป์เก็บตัว เพื่อทำให้เป้าหมายในการเล่นกีฬาชนิดนี้ชัดเจน" 

ความทุ่มเทตลอดนับสิบปี มีผลตอบแทนกลับมา คือ เหรียญรางวัลมากมาย และโอกาสในการได้บรรจุเข้ารับราชการตำรวจ 

 

ราชินีขว้างจักรไทย 

"หนูเคยเห็นรุ่นพี่นักกรีฑาอย่าง พี่หนึ่งฤทัย ไชยเพชร, พี่วนิดา บุญวรรณ์, พี่ตีโต้ - ศุภนร ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก ทางทีวี ก็เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำให้ได้แบบพี่เขาบ้าง"

"หนูจำได้เลย ตอนนั้นหนูอายุ 16 ปี มีการเรียกประชุมนักกีฬายกแคมป์ ลุงเล็ก (พล.ต.ต.ศุภวณัฎฐ์ อาริยะมงคล - หัวหน้าผู้ฝึกสอนกรีฑาทีมชาติไทย) เขาก็ถามเยาวชนทุกคนว่า 'ไหนใครมีความฝันอยากไปแข่งรายการไหนบ้าง' หนูเป็นคนที่ยกมือตอบว่า 'โอลิมปิกค่ะ' พอมองย้อนดูตัวเองกลับไปในตอนนั้น ก็รู้สึกว่าเราฝันเกินตัวดีนะ (หัวเราะ)"

แม้ผ่านสนามแข่งขันมาอย่างโชกโชน แต่คงไม่มีรายการไหนที่ทำให้หัวใจ สุเบญรัตน์ เต้นไม่เป็นจังหวะได้มากเท่ากับ มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ "โอลิมปิก เกมส์" ปี 2016 ณ นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล 

ระยะ 61 เมตร คือ เกณฑ์ในรอบคัดเลือกเพื่อคว้าตั๋วลุยโอลิมปิกที่ สุเบญรัตน์ ต้องทำให้ได้ โดยแต่ละสนาม เธอมีโอกาสขว้างได้เพียงแค่ 6 ครั้ง เพื่อก้าวข้ามตัวเลข 61 เมตร ... อาจฟังดูเหมือนง่าย แค่ขว้างไปให้เลย 61 เมตร แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

"หนูพยายามลงเล่นรอบคัดเลือกตลอด 1 ปีเต็ม หนูไปคัดเลือกที่ จีน 6 สนาม แต่ไม่ผ่านเลยสักแห่ง ได้ระยะอยู่ประมาณ 59 เมตร หลายครั้ง ไม่แตะ 60 เมตรสักที ก็เริ่มเสียความมั่นใจ" 

"แต่ทางสมาคมฯ อยากให้ไปคัดเลือกที่ คาซัคสถาน อีกสนาม ใจจริงหนูอยากซ้อมที่เมืองไทยก่อนสัก 2 เดือน เพื่อเรียกฟอร์มกลับมา แต่ลุงใหญ่ (พล.ต.ต.สุรพงษ์ อาริยะมงคล - อุปนายกและเลขาธิการสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ) บอกว่าไปแข่งเถอะ ท่านมองว่า 2 เดือนมันนานเกินไป อาจทำให้เราขาด Match Fitness"

"หนูก็ไปลงแข่งที่ คาซัคสถาน แบบไม่ได้รู้สึกกดดันเลย คิดว่าถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราไปมาแล้ว 6 สนาม ไม่ผ่านสักที ปรากฏว่าขว้างเปิดครั้งแรกได้ 59 เมตร เริ่มต้นได้ดี พอขว้างไปได้สัก 5 ครั้ง ก็ทะลุเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้ ตอนนั้นดีใจมากที่ได้ตั๋วไปโอลิมปิก เหมือนหนูสามารถทำตามคำพูดที่เคยบอกลุงเล็กไว้ได้"  

สุเบญรัตน์ อินแสง กลายเป็นหนึ่งในทัพนักกีฬาไทย ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เกมส์ 2016 ได้ลงสนามฟาดฟันกับเหล่านักขว้างจักรระดับโลก 

แม้ไม่ได้เหรียญติดมือกลับมา แต่ประสบการณ์ในครั้งนั้น ก็ช่วยสร้างแรงผลักดันให้เธอไม่หยุดที่จะกลับมาพัฒนาและยกระดับตัวเองให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อกลับไปล่าตั๋วลุยโอลิมปิกสมัยที่ 2 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ไม่เพียงเท่านั้น เธอ ยังมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม ที่อยากประสบความสำเร็จในกีฬาขว้างจักรระดับนานาชาติ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังนักกีฬารุ่นใหม่ ให้ก้าวข้ามทุกคำดูถูกและอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่การได้เป็น "Sports Hero" ของคนทั้งประเทศ

"มีน้อง ๆ หลายคนทักมาทางข้อความบอกว่า 'อยากขอถ่ายรูปกับเรา, อยากเก่งแบบพี่สุเบญรัตน์' ส่วนตัวก็รู้สึกดีใจมากนะที่มีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ หรือมองเห็นเราเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับเขาได้" 

"ทุกครั้งก็จะเข้าไปตอบให้กำลังใจ และบอกน้อง ๆ ว่า 'ขอให้ตั้งใจฝึกซ้อม ขยัน มีระเบียบวินัย กินอาหารให้มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ แล้วสักวันจะประสบความสำเร็จแบบเราได้ เพราะเราเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ได้"



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x