mainstand

Feature

ทำไม แฟรงค์ แลมพาร์ด จึงเป็นกองกลางที่ยิงประตูได้มากกว่ากองหน้า ? | Main Stand



พรีเมียร์ลีกถือกำเนิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1992 หลังจากนั้นมาอีก 28 ปี ลีกฟุตบอลของประเทศอังกฤษรายการนี้กลายเป็น "ราชา" ของโลกฟุตบอล ที่มีคนติดตามมากที่สุด ... ว่ากันว่าเข้มข้นที่สุด และล่าสุดก็มีแบรนด์ที่ใช้สโลแกนว่า "ราชาแห่งเบียร์" บัดไวเซอร์ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการด้วย 


 

ภายใต้คำว่า "ราชาแห่งลีกฟุตบอล" นั้น ก่อให้เกิดอีกหลายเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และถูกยกย่องในนาม "ราชา" อีกมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยอดทีม, ยอดมือสังหาร, ยอดนักจบสกอร์ หรือแม้กระทั่งยอดคน 
 
และนี่คือเรื่องราวหน้าที่ 4 ของ "สารบัญราชา" ว่าด้วยเรื่องของ แฟรงค์ แลมพาร์ด นักเตะกองกลางที่เคยถูกมองว่าเป็นเด็กเส้นและลูกเป็ดขี้เหร่ ที่พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นสุดยอดมิดฟิลด์ที่มีเซนส์การถล่มประตูสูงยิ่งกว่ากองหน้า และกลายเป็นเจ้าของสถิติกองกลางที่ยิงประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก 177 ลูก จนถึงทุกวันนี้ 

ไม่ใช่แค่ยิงไกล ไม่ใช่แค่แทรกตัวเข้ากรอบเขตโทษเท่านั้น ที่ทำให้เขากลายเป็น "ราชา" และนี่คือเบื้องหลังมิดฟิลด์จอมซัลโว ติดตามเรื่องราวของ "ซูเปอร์แฟรงค์" พร้อมกับ Main Stand 

 

ซ้อมให้หนัก

ข้อนี้คือข้อที่ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเลย การซ้อมถือเป็นหัวใจสำคัญของนักเตะอาชีพทุก ๆ คน แลมพาร์ด เองก็เช่นกัน เพียงแต่ว่าการซ้อมของเขามีจุดมุ่งหมายมากกว่าคนอื่น ๆ อยู่สักหน่อย

เริ่มด้วยในฤดูกาล 1995-96 ที่เขาเดบิวต์กับ เวสต์แฮม ในตำแหน่งกองกลาง (MC) ณ เวลานั้น แลมพาร์ด ถูกตั้งข้อสงสัยจากแฟนบอลขุนค้อนพอสมควร เพราะหลายคนยังคิดว่าเขาเป็นเด็กเส้น เนื่องจากคุณพ่อ แฟรงค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์ คือหนึ่งในสตาฟฟ์โค้ชของทีมชุดนั้นที่มี แฮร์รี่ เร้ดก์แน็ปป์ เป็นผู้จัดการทีม และมีศักดิ์เป็นลุงของแลมพาร์ดอีกต่างหาก  

การเป็นเด็กที่เพิ่งเข้ามาในอคาเดมีของทีมเมื่อปี 1994 และลงเล่นชุดใหญ่ในปี 1996 พร้อมทั้งได้ขึ้นแถลงข่าวก่อนเกมร่วมกับนายใหญ่ ทำให้ใครหลายคนพาลอดคิดไม่ได้ว่า แลมพาร์ด คือพวกเด็กมีนาย ซึ่ง ณ เวลานั้นฟอร์มในสนามของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นมากมายอะไรนัก คุณลองนึกภาพนักเตะตำแหน่งกองกลางที่ทำได้แค่ผ่านบอลไปมา และกว่าจะยิงประตูแรกให้ตัวเองในปี 1997 ต้องใช้เวลารออยู่ราว 1 ปี มันจะสร้างความสงสัยให้กับแฟนบอลได้ขนาดไหน ?   

ในเมื่อผลงานคือการตัดสินที่เด็ดขาดและการอธิบายตัวเองมากกว่าคำพูด แลมพาร์ด เข้าใจในทันทีว่าเมื่อเขายิงประตูได้ ข้อสงสัยทุกอย่างจะหมดไป และสำหรับตำแหน่งอย่างเขานั้น การจะหาจังหวะยิงประตูได้ง่ายที่สุดคือการลอง "ส่องไกล" ดู ... ซึ่งนั่นคือจุดที่เขาเริ่มซ้อมอย่างจริงจัง

"ผมซ้อมทั้งหมด 3 เฟส เริ่มจากการยืนที่หัวกระโหลก และให้เพื่อน 2 คนยืนสแตนด์บายคอยส่งบอลให้จากบริเวณเสาทั้งสองฝั่ง ให้พวกเขาส่งบอลที่เร็วและแรงมาให้คุณ จากนั้นต้องรีบแต่งบอลให้พร้อมยิงด้วยการใช้จังหวะที่น้อยที่สุด เร็วที่สุด คุณต้องตอบสนองทุกอย่างอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เริ่มทำให้มันยากขึ้นอีกเรื่อย ๆ"

"ในเฟสสอง ผมจะเปลี่ยนจากคนที่ส่งบอล 2 คน กลายเป็นส่งบอลให้ผมคนหนึ่งแล้วอีกคนหนึ่งรีบวิ่งมาบีบทันที สิ่งที่ผมต้องทำให้ได้คือ ผมต้องเอาบอลออกจากเท้าตัวเองให้ได้เร็วที่สุด ใช้เวลาที่มีอันน้อยนิดเลือกมุมยิงให้เด็ดขาด ผู้เล่นชั้นนำมักมีภาพในหัวก่อนที่จะได้บอลว่าพวกเขาจะทำอะไร ตอนนั้นผมพยายามกดดันตัวเองให้มากที่สุดในการซ้อม เพื่อให้เข้มข้นและยากเหมือนกับการแข่งขันจริงเลย"

"เฟสสุดท้าย คือผมจะให้มีคนบีบเข้ามาแย่งบอลผมถึง 2 คน ทั้งคู่จะยืนห่างออกไปคนละ 10 หลา จุดนี้มันต้องแต่งและยิงให้เร็วยิ่งกว่าเดิม ถ้าทำได้ดีแล้วค่อยขยับมาซ้อมแบบอื่น ๆ เช่นการหาพื้นที่ด้วยจำนวนผู้เล่นแบบ 2-2 หรือ 3-2 เพื่อให้คุณเข้าใจถึงการหาตำแหน่งในการยิงประตูจากระยะไกลให้ได้ในทุกสถานการณ์" 

หากคุณเปิดดูคลิปวีดีโอรวมลูกยิงทั้ง 177 ประตูของ แฟรงค์ แลมพาร์ด คุณจะได้เห็นว่าสิ่งที่เขาบอกในการฝึกซ้อมนี้ สอดคล้องกับจังหวะยิงไกลแต่ละลูกของเขาเป็นอย่างมาก แลมพาร์ด มักจะแตะบอลจังหวะเดียวและเหลือบมองปากประตูเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นก่อนที่เขาจะยิงมันออกไป โดยเฉลี่ยแล้ว การรับบอล แต่งบอล และยิงประตูจากระยะไกลนั้นจะอยู่ภายในช่วงเวลาแค่ 2-3 วินาทีเท่านั้น นี่ยังไม่รวมลูกยิงจังหวะเดียวที่ถือเป็นอีกอาวุธเด็ดของเขาด้วย 

เหล่านี้คือต้นกำเนิดของการเล่นตำแหน่งกองกลางอย่างไรให้มีโอกาสยิงประตูมากที่สุดในแบบฉบับ แลมพาร์ด เขาพยายามลบเสียงวิจารณ์ด้วยการทำงานหนัก และสุดท้ายเขาก็ได้อาวุธหลักที่จะเอามาใช้ในตลอดอาชีพค้าแข้ง ... เปรี้ยงเดียวหาย นั่นคือสิ่งที่หลายคนคุ้นตาจากการเล่นของ แลมพาร์ด เป็นอย่างดี 

ช่วงที่อยู่กับ เวสต์แฮม ค่าเฉลี่ยในการยิงประตูของ แลมพาร์ด สูงขึ้นทุกปี จนกระทั่งฤดูกาล 2001-02 เขาก็ย้ายไปอยู่กับ เชลซี ด้วยค่าตัวราว 10 ล้านปอนด์ ช่วงเวลาหลังจากนี้คือช่วงสำคัญที่สุดในชีวิตของ แลมพาร์ด 

เชลซี กำลังสร้างทีมขึ้นมาใหม่ด้วยนักเตะต่างชาติฝีเท้าดี ดังนั้นการดึง แลมพาร์ด เข้าไป เหมือนกับการตั้งใจจะใช้นักเตะอังกฤษอย่างเขาและ จอห์น เทอร์รี่ ลูกหม้อของสโมสรเป็นแกนหลักของทีม และสิ่งที่ แลมพาร์ด ต้องทำคือการยกระดับตัวเองอีกครั้ง จากการยิงไกล เปลี่ยนเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องยิ่งกว่าที่เขาเคยเป็น 

 

คิดอย่างกองหน้า กล้ายิงอย่างกองหน้า 

ปีแรก ๆ กับ เชลซี ในยุค เคลาดิโอ รานิเอรี่ นั้น แลมพาร์ด ยังไม่ใช่นักเตะจอมถล่มประตูเท่าไรนัก ระบบการเล่นเดิมอย่าง 4-4-2 ไม่ได้ทำให้เขามีโอกาสขึ้นมาในกรอบเขตโทษมากเท่าที่ควร และอาวุธของเขายังคงมีเพียงการยิงไกลเป็นหลัก นั่นทำให้ประตูของเขาใน 2 ปีแรกอยู่ที่ 5 และ 6 ประตูเท่านั้น

จนกระทั่ง โรมัน อบราโมวิช เข้าเทคโอเวอร์และใช้เงินเยอะมากเพื่อเสริมนักเตะเก่ง ๆ เข้ามา เมื่อนั้น แลมพาร์ด ก็เล่นง่ายขึ้น มี โคล้ด มาเกเลเล่ เข้ามาช่วยปัดกวาดในเกมรับ มีมดงานอย่าง สก็อต พาร์คเกอร์, อเล็กเซย์ สเมอร์ติน และ เฌเรมี่ เอ็นจิตัป ที่เป็นสายวิ่งทั้งหมด แลมพาร์ด จึงถูกเปลี่ยนมาเป็นนักเตะเกมรุกมากขึ้น ในฤดูกาล 2003-04 เขาลงสนามมากถึง 58 นัด และเป็นครั้งแรกที่เขายิงในลีกได้ถึง 10 ประตู

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีที่สุดเริ่มต้นหลังจากจบฤดูกาลนั้นต่างหาก หลังจาก โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีม ระบบการเล่นของ เชลซี เปลี่ยนเป็น 4-3-3 กองกลางของทีม 3 คนใช้ มาเกเลเล่, ไมเคิล เอสเซียง และ แลมพาร์ด ยืนสูงอยู่หลังกองหน้าอย่าง ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา เมื่อนั้น แลมพาร์ด ได้เริ่มใช้ทักษะใหม่นั่นคือ "การอ่านเกม" ที่ทำให้เขาสามารถเข้าไปในกรอบเขตโทษและลุ้นยิงประตูได้ง่ายกว่าที่เคย

แลมพาร์ด เล่นกับ ดร็อกบา ได้ราวกับมีกระแสจิต ทั้ง 2 คนจูนเข้าหากันไวมาก คนหนึ่งพักบอล อีกคนรอยิง คนหนึ่งวิ่ง อีกคนส่งบอลไปยังจุดนัดพบ ... นี่คือภาพจำของแฟนเชลซีทุกคน และถึงแม้คุณไม่ใช่แฟนเชลซีก็น่าจะนึกออก เพราะพวกเขาประสานงาน ยิง และ แอสซิสต์ ให้กันบ่อยครั้งสุด  โดยในปีแรกที่ได้เล่นด้วยกัน การแอสซิสต์ให้กันของทั้งคู่รวมกันถึง 24 ครั้ง ... นี่คือตัวเลขที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ

นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค แลมพาร์ด รู้ดีว่าการได้ขยับมายืนในตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม ซึ่งหากเทียบก็คือกึ่ง ๆ จะเป็น AMC และได้เล่นใกล้กับกองหน้า จำเป็นจะต้องสื่อสารกันให้มากทั้งในสนามซ้อมและสนามจริง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเล่นกับ ดร็อกบา หรือคนอื่น ๆ ได้อย่างเข้าขารู้ใจ ไม่ว่าเขาอยู่ตำแหน่งไหน บอลก็มาถึงเสมอ

"การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมาก หากคุณสามารถทำงานแบบเป็นทีมและสื่อสารกันจนเกิดความเข้าใจในเวลาที่รวดเร็ว คุณจะได้อิสระในการเล่น และทำในสิ่งที่คุณต้องการ" 

"เท่านั้นยังไม่พอ คุณต้องทำงานเหมือนกับว่าคุณเป็นกองหน้าเอง ผมพยายามคิดว่าตัวเองเป็นกองหน้า สมมติเอาว่ากองหน้าชอบบอลแบบไหน เข้ากรอบเขตโทษอย่างไร หลังจากนั้นก็ไปซ้อมให้หนักเข้าหลังจากที่การซ้อมปกติจบลง"

"สุดท้ายเมื่อลงสนามจริง ผมพยายามสงบสติอารมณ์ให้ได้มากที่สุด ผมจะนิ่งเข้าไว้เมื่อได้โอกาสยิงประตู เพราะความนิ่งนี่แหละจะทำให้คุณสามารถเข้าเส้นชัย และเมื่อคุณผ่อนคลายประตูก็จะตามมาเอง" 

การอ่านเกมของ แลมพาร์ด สุดยอดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยุคที่มี มูรินโญ่ เป็นโค้ช และมี ดร็อกบา เป็นกองหน้าตัวเป้าตามที่เขากล่าวไว้ การยิงไกลไม่ใช่ทักษะเดียวของเขาอีกต่อไป คุณจะเห็นได้ว่า แลมพาร์ด เอาตัวเข้ากรอบเขตโทษแทบจะทุกจังหวะที่ทีมได้บุก เมื่อได้หลุดเดี่ยว เขานิ่งพอที่จะยิงผ่านผู้รักษาประตู และเมื่อได้เล่นลูกเซ็ตเพลย์ หรือครอสบอลเข้ามาจากด้านข้าง เขาจะเป็นเป้าที่สองในการเล่นลูกกลางอากาศ ทั้งหมดเกิดจากวิธีคิดแบบกองหน้า ทำงานหนักแบบกองหน้า แต่ก็ไม่ลืมที่จะสื่อสารกับเพื่อน ๆ ในแดนกลางให้ช่วยทำหน้าที่แทนยามที่เขาขึ้นสูง 

นี่คือสาเหตุให้ เชลซี ชุด มูรินโญ่ (ยุคคุมทีมครั้งแรก) คือทีมที่มีสมดุลอย่างที่สุด เสียประตูยาก และมีประสิทธิภาพในการเข้าทำ นักเตะเกมรุกสามารถมีคนยิงประตูได้หลากหลาย ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่กองหน้าตัวเป้าคนเดียว 

นักเตะที่ดีย่อมนำมาซึ่งระบบการเล่นที่ดีและยืดหยุ่นได้ และการมีกองกลางจอมถล่มประตูอย่าง แลมพาร์ด อยู่ในทีม คือหนึ่งในกุญแจสำคัญของ เชลซี อย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว 

 

ปีที่ดีที่สุด

ทุกอย่างสัมฤทธิ์ผลแบบชัด ๆ จะแจ้งแบบหมดคำสบประมาทในฤดูกาล 2009-10 ซีซั่นนั้น แลมพาร์ด ยิงประตูได้ถึง 22 ลูกในพรีเมียร์ลีก มากที่สุดเท่าที่เขาเคยทำได้ 

ในตอนนั้น คาร์โล อันเชล็อตติ เป็นกุนซือ วิธีการเล่นและวิธีการซ้อมของกุนซือชาวอิตาเลี่ยนนั้น แลมพาร์ด บอกว่าไม่ได้ต่างจากกุนซือคนอื่น ๆ มากนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขามีปีที่ดีที่สุดจนถึงลุ้นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกก็คือ การลงเล่นอย่างมีความสุขในบรรยากาศทีมที่ดีที่สุด

"การได้เล่นภายใต้การคุมทีมของ อันเชล็อตติ ผมต้องบอกว่าเขาเก่งที่สุดแล้วในแง่การบริหารคน เขาสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีมากสำหรับผู้เล่นทุกคน มันทำให้นักเตะในทีมตอนนั้นล้วนแต่มีความสุขเมื่อได้ลงสนาม"

"ส่วนยุคมูรินโญ่ยุคแรกนั้น เป็นยุคที่เราเล่นด้วยยุทธวิธีที่ยอดเยี่ยม สปิริตในทีมดี และลงสนามไปด้วยความคาดหมายที่จะชนะทุกนัด การทำงานกับทั้งคู่ก็ถือว่าเป็นหลักที่ผมพยายามปรับมาใช้ในการเป็นกุนซือเอง" แลมพาร์ด ลองเปรียบเทียบ 2 ยุคที่เขาเล่นดีที่สุดให้ทุกคนเข้าใจ

"ฤดูกาล 2009-10 เป็นปีที่ผมก็ประหลาดใจในการเล่นของตัวเองอยู่เหมือนกัน ทีมชนะถ้วยรางวัล ส่วนผมก็ได้รางวัลส่วนตัวมากมาย สิ่งที่ดีที่สุดก็อย่างที่ผมบอกไว้ ปีนั้นเป็นปีที่เพื่อนร่วมทีมซึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวของผมช่วยกันทำให้เกิดเพอร์เฟกต์ซีซั่นครั้งนั้น" 

ปีนั้นสถิติบันทึกว่า แลมพาร์ด ยิงในลีกไป 22 ประตู (จบอันดับ 5 ตารางดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก) แอสซิสต์ 14 ครั้ง สร้างโอกาสการยิงประตูทั้งหมด 114 ครั้ง นอกจากนี้สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในปีดังกล่าว คือการเอาชนะการดวลตัวต่อตัวอีกด้วย ไม่ว่าจะการเล่นบนพื้นดินหรือกลางอากาศ แลมพาร์ดก็เป็นนักเตะที่สามารถเปลี่ยนเกมได้อย่างแท้จริง

นั่นคือซีซั่นที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในชีวิตของเขา และปลดแอกเขาจากมุมมองของคนอื่นได้โดยแท้จริง จากลูกเป็ดขี้เหร่ที่เคยถูกมองว่าเป็นรอง พอล สโคลส์ และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในอดีต แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ทำสิ่งที่ไม่มีกองกลางคนใดในพรีเมียร์ลีกทำได้อีกแล้ว  

ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ผ่านวิธีคิด วิธีการซ้อม วิธีการสื่อสาร และการมีคนรอบข้างที่เป็นคนคุณภาพทั้งในและนอกสนาม นี่คือกุญแจสำคัญที่สุดที่ทำให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด คือสุดยอดกองกลางจอมถล่มประตูที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ 

กว่าจะที่ แลมพาร์ด จะเดินทางมาถึงจุดนี้ไม่มีอะไรง่ายเลย การเติบโตในฐานะลูกโค้ชที่ต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคนอื่น ๆ การพยายามตอบโต้คำวิจารณ์ด้วยผลงาน และการพยายามหาจุดเด่นให้กับตัวเองก่อนจะเสริมเขี้ยวเล็บด้วยความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดก็กลายเป็นมิดฟิลด์จอมทำประตูที่หาคนเลียนแบบและวัดคุณภาพได้ยากยิ่ง 

ชีวิตค้าแข้งของแลมพาร์ด บอกให้เราทุกคนรู้ว่าหากคุณกล้าที่จะแตกต่าง และกล้าที่จะมุ่งมั่นทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง คุณจะได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วความเป็น "ราชา" ไม่ต้องไปหาจากไหน และไม่ต้องเลียนแบบใครให้เสียเวลา เช่นเดียวกับ บัดไวเซอร์ ที่คงคุณภาพในทางของตัวเอง จนกลายเป็นความไม่เหมือนใคร และเป็นเบียร์อันดับ 1 ที่อยู่คู่กับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกถึงทุกวันนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.football.london/chelsea-fc/players/mount-key-change-chelsea-lampard-19326944
https://bleacherreport.com/articles/1544873-frank-lampard-comparing-his-season-by-season-premier-league-stats-for-chelsea
https://www.fourfourtwo.com/performance/skills/shoot-frank-lampard
https://footballwhispers.com/blog/frank-lampard-the-premier-league-greatest-goalscoring-midfielder/
https://squaremile.com/features/frank-lampard-chelsea-interview



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง