mainstand

Feature

โม ซาลาห์ : ราชาจากอียิปต์ ที่เปลี่ยนให้ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก



พรีเมียร์ลีกถือกำเนิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1992 หลังจากนั้นมาอีก 28 ปี ลีกฟุตบอลของประเทศอังกฤษรายการนี้กลายเป็น "ราชา" ของโลกฟุตบอล ที่มีคนติดตามมากที่สุด ... ว่ากันว่าเข้มข้นที่สุด และล่าสุดก็มีแบรนด์ที่ใช้สโลแกนว่า "ราชาแห่งเบียร์" บัดไวเซอร์ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการด้วย 


 

ภายใต้คำว่า "ราชาแห่งลีกฟุตบอล" นั้น ก่อให้เกิดอีกหลายเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และถูกยกย่องในนาม "ราชา" อีกมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยอดทีม, ยอดมือสังหาร, ยอดนักจบสกอร์ หรือแม้กระทั่งยอดคน 
 
และนี่คือเรื่องราวหน้าที่ 3 ของ "สารบัญราชา" ว่าด้วยเรื่องของ โม ซาลาห์ นักฟุตบอลที่แบกความหวังจากคนทั้งประเทศอียิปต์ขึ้นบนบ่า และเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งแม้จะล้มจนเกือบกลับมาไม่ไหว 

ไม่ใช่แค่ยิงประตู แต่ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นเองที่ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวและส่งให้เขาถูกเรียกว่า "ราชาแห่งอียิปต์" โดยไม่มีข้อแม้ ...  

 

ราชาแห่งความอดทน

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ฮาเหม็ด มาห์รูส กาห์ลี (Mohamed Salah Hamed Mahrous Ghaly) คือชื่อของเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านการ์เบียเรท ในเมืองนากริก ที่ลืมตาดูโลกในปี 1992 ในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร และกิจกรรมที่ทำเพื่อสันทนาการก็มีให้เลือกไม่มากนัก ซึ่งแน่นอนว่าเด็ก ๆ ในประเภทนี้ต้องเลือกฟุตบอล เพราะมันคือกีฬาที่เข้าถึงง่ายที่สุด

แค่ตอน ซาลาห์ อายุ 7 ขวบ ก็เริ่มเข้าขั้นบ้าฟุตบอลแล้ว นอกจากจะเตะฟุตบอลประจำแล้ว เขายังรอดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลจากยุโรปแทบทุกคืน โดยเฉพาะในรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งฮีโร่วัยเด็กของเขาได้แก่ โรนัลโด้ (R9), ซีเนดีน ซีดาน และ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ 

ตัวของ ซาลาห์ เองในช่วงยังเด็กเล่นให้กับทีมสโมสร Basyoun ที่ไม่ไกลจากบ้านของเขามากนัก เขานั่งรถไปเพียงครึ่งชั่วโมงเพื่อเข้าเมืองก็สามารถลงซ้อมกับทีมได้แล้ว ทว่าโชคชะตาได้พาให้เขาออกเดินทาง ตอนอายุ 12 ปี ซาลาห์ ได้รับการติดต่อจากทีมหนึ่งในต่างเมืองที่ห่างออกไปจากบ้านของเขาราว 200 กิโลเมตร ซึ่งสัญญาฉบับนั้น นำมาซึ่งการต้องเริ่มพิสูจน์ตัวเองทันทีว่าเขารักฟุตบอลขนาดไหน 

"หลังจากที่ผมได้เซ็นสัญญากับ Othmason Tanta ผมต้องเดินทางจากบ้านไปที่สโมสรโดยใช้เวลาวันละ 4 ชั่วโมง โดยต้องซ้อม 5 วันต่อสัปดาห์" ซาลาห์ เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่ลุยเดี่ยวมาตั้งแต่อายุ 13 ปี 

"ผมได้รับอนุญาตให้ออกโรงเรียนก่อนเวลาเพื่อเดินทางไปซ้อมกับทีม ผมไปตั้งแต่ 7 โมงถึง 9 โมงเช้า และผมมีเวลาเรียนแค่ 2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อไปให้ถึงสโมสรก่อน 14:00 น. ต้องขอบคุณตัวเองจริง ๆ ที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เพราะถ้าถอดใจก่อน ผมอาจไม่ได้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพเช่นนี้"

ซาลาห์ ออกเดินทางคนเดียวทุกครั้ง โดยการเดินทางแต่ละครั้งเป็นการนั่งรถเมล์และรถประจำทาง 3-4 ต่อ กว่าจะถึงสนามซ้อม ซึ่งในแต่ละวันแล้ว รวมไป-กลับเขาใช้เวลาไปถึง 9 ช่วโมง แน่นอนว่าสำหรับเด็กอายุ 14 ปี มันคืออะไรที่ยากลำบาก ถ้าไม่อยากจะเป็นนักฟุตบอลจริง ๆ คงไม่มีใครที่ยอมทิ้งความสนุกได้แน่ในวัยขนาดนั้น

"ผมจำทุกความลำบากได้ดี แต่ผมบอกตัวเองตลอดว่าผมอยากจะเป็นนักฟุตบอล ผมอยากจะเป็นนักเตะระดับโลก ผมอยากเป็นอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันการันตีอะไรได้บ้าง ผมเป็นเด็กอายุ 14 ปี ไม่มีอะไรเลยนอกจากความฝัน ... ทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่ไม่รู้ แต่ผมต้องไปต่อด้วยตัวเองเท่านั้น" ซาลาห์ กล่าวกับ เว็บไซต์หลักของสโมสร ลิเวอร์พูล 

"ผมเดิมพันแบบสุดตัว และถ้าถามว่า หากผมไม่ได้เป็นนักฟุตบอลผมจะเป็นอะไร ? ผมก็คงตอบไม่ได้เหมือนกัน เป็นคำถามที่ยากมาก เพราะผมใส่ทุกอย่างที่มีไปแล้วตั้งแต่อายุ 14 ปี และต้องยอมรับเลยว่า หากมาไม่ถึงจุดที่ยืนอยู่ทุกวันนี้ ชีวิตของผมคงจะยากกว่านี้เยอะ มันทำให้ทุกครั้งที่มองกลับไปในช่วงนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำจริง ๆ" 

ซาลาห์ เก่งขึ้นทุกวันจากการทุ่มสุดตัว การนั่งรถวันละ 9 ชั่วโมงไม่เคยลดทอนความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อม และอยากพัฒนาตัวเอง ถ้าจะบอกว่าเขาเป็นราชาแห่งความอดทนก็ย่อมได้...สุดท้ายเขาก็ได้รับการติดต่อจากทีมในลีกสูงสุดอย่าง Al Mokawloon และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของเขาโดยแท้จริง 

 

ราชาแห่งซาฮาร่า 

การย้ายไปอยู่กับ Al Mokawloon ทำให้ชื่อของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นชื่อที่แฟนบอลชาวอียิปต์รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงต้นยุค 2010s เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เล่นในตำแหน่งริมเส้น เร็วอย่างกับจรวด และมีเท้าซ้ายที่เฉียบขาด ซึ่งในช่วงเวลานั้นทุกคนเรียกเขาว่า "เมสซี่ อียิปต์" 

เดิมทีนั้นสโมสรที่ดีที่สุดในทวีปแอฟริกาใต้มักจะมาจากประเทศอียิปต์ ทีมอย่าง อัล อาห์ลี, ซามาเลก และ อิสไมลี่ย์ ล้วนเป็นสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ในศึกชิงแชมป์ทวีปในช่วงยุค 90-2000s  อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น พวกเขากลับไม่มีนักเตะระดับที่ได้เล่นในยุโรปและถูกตีตราว่า "เทพ" เลยสักคน

พวกเขาพิชิตทะเลทรายซาฮาร่าได้ แต่ไม่มีนักเตะอียิปต์คนไหนสามารถข้ามทะเลเมดิเตอเรเนี่ยน และประกาศศักดาได้ 

นับย้อนกลับไปเห็นจะมีเพียง ฮอสซัม ฮัสซาน ตำนานกองหน้าในยุค 90s ซึ่งแม้จะยิงประตูมากมายแต่ก็ไม่เคยได้โอกาสเล่นในยุโรปสักครั้ง ต่อมาอีก 10 ปีเป็นยุคของ อาเหม็ด ฮอสซัม มิโด้ กองหน้าที่โด่งดังกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในช่วงยุค 2000s และ อาเมอร์ ซากี้ (วีแกน) รวมถึง โมฮาเหม็ด ซีดาน ที่เล่นในบุนเดสลีกา ต่างก็ทำได้แค่ในระดับหนึ่ง และมีปัญหาเรื่องการยืนระยะทั้งสิ้น ดังนั้นการแจ้งเกิดของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จึงเป็นอะไรที่พวกเขาตื่นเต้น และเชื่อว่าเด็กคนนี้มีความแตกต่างจากนักเตะอียิปต์ยุคก่อน  

ไม่ใช่แค่แฟนบอลในลีกอียิปต์เท่านั้นที่คิดเช่นนี้ แม้กระทั่งกุนซือชาวอเมริกันอย่าง บ็อบ แบรดลี่ย์ ที่เคยได้เข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชของทีมชาติอียิปต์ระหว่างปี 2011-2013 ยังพูดถึง ซาลาห์ ในวัยหนุ่มว่ามีบางอย่างที่พิเศษ แบบที่เขาอธิบายไม่ถูก

"ตอนที่ผมมาอียิปต์ครั้งแรก ผมเห็น ซาลาห์ เล่นกับสโมสรของเขา ผมต้องขยี้ตาเลย ผมเห็นนักเตะ 2 คนคือเขากับ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ที่โดดเด่นแบบสุด ๆ ทั้งสองคนเป็นนักเตะอายุน้อย โดยเฉพาะ ซาลาห์ นั้นคุณจะรู้สึกได้เลย หมอนี่มีบางอย่างอยู่ในตัว" 

"ผมเรียกซาลาห์ในช่วงวัยทีนเอจมาเข้าแคมป์ทีมชาติ และมันยิ่งตอกย้ำเลยว่าเขาพิเศษจริง ๆ นักเตะคนนี้มีความกระหายในความสำเร็จ ฉลาด และมีพลังแฝงให้พัฒนาได้ดีกว่าที่เป็นอยู่อีกเยอะเลย" บ็อบ แบรดลี่ย์ ว่าไว้

ซาลาห์ ประเดิมทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่อายุย่าง 19 ปี จากนั้นชื่อเสียงเรียงนามของเขาก็ไปถึงหูเหล่าเอเยนต์ในยุโรปที่ติดต่อเข้ามา และสุดท้ายกลายเป็น บาเซิล ทีมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มือไวกว่าใคร

บาเซิล ยอมจัดแมตช์อุ่นเครื่องกับทีมชาติอียิปต์ชุดยู 23 เพื่อขอดูฟอร์ม ซาลาห์ โดยเฉพาะ และเมื่อเขาลงสนามมาในช่วงครึ่งหลัง ทุกคนในสโมสรแทบจะอยากเป่าจบเกมเพื่อรีบเดินเกมซื้อขายทันที เพราะไม่ว่าจะฝ่ายเทคนิคหรือแม้แต่นักเตะที่ลงสนามในเกมนั้น ต่างทึ่งกับฝีเท้าของ ซาลาห์ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องความเร็วนั้น ซาลาห์ ทำเอาทุกคนต้องขยี้ตาเลยทีเดียว

"วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอและดวลกับเขา" ฟิลิปป์ เดเก้น อดีตนักเตะของ ลิเวอร์พูล ที่ค้าแข้งกับ บาเซิล ในเวลานั้น กล่าวเริ่ม

"เขาเล่นงานผมอย่างหนักด้วยความเร็วล้วน ๆ และฟุตบอลยุคปัจจุบันมันก็ตัดสินกันที่ความเร็ว ซึ่งสปีดของ ซาลาห์ นั้นรับรองได้เลยว่าไม่มีกองหลังคนไหนไล่ตามทันหรอก" 

นอกเหนือจากสิ่งที่ บาเซิล จะได้จากเขาในเรื่องฝีเท้าแล้ว การดึงเอาดาวรุ่งอันดับ 1 ของประเทศที่บ้าฟุตบอลอย่าง อียิปต์ นำมาซึ่งแฟนบอลหน้าใหม่จากโพ้นทวีปอีกมากมาย และ ซาลาห์ ไม่เคยทำให้กำลังใจของเหล่ากองเชียร์ชาวอียิปต์และสวิสผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"โม โคตรฉลาดเลย พรสวรรค์สูงมากจริง ๆ" มาร์โก สเตรลเลอร์ นักเตะซีเนียร์ของ บาเซิล เล่าถึงตัวตนของซาลาห์เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว

"เหนือสิ่งอื่นใดคือหัวจิตหัวใจของเขานี่ใช้ได้เลย มีสปิริตสูง และพร้อมจะปรับตัวเข้าหาทุกคน มันทำให้เขาจูนเข้ากับสถานการณ์ได้ไวมาก ... จริง ๆ แล้วผมเห็นมาเยอะนะ (นักเตะแอฟริกันที่ย้ายมาเล่นกับ บาเซิล) มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมโลกตะวันตก แต่ ซาลาห์ แตกต่างออกไปเลย สำคัญที่สุด คือ เขาไม่เคยลืมเลยสักครั้งว่าตัวเองนั้นมาจากจุดไหน เขาถ่อมตัวเสมอ เขามีแต่ฟุตบอลในหัวสมอง เขาเกลียดความพ่ายแพ้ ถ้าเขาแพ้ เขาจะมุ่งมั่นซ้อมเพื่อกลับมาชนะให้ได้"  

ซาลาห์ โดดเด่นจริงตามคำเขาว่า เขาช่วยทีมให้ได้แชมป์ลีกสวิส 2 สมัยซ้อนในปี 2013-2014 แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้เขาได้ก้าวไปอีกขั้นคือเรื่องของ "คลาส" ... นักเตะจากทีมลีกรอง ๆ ในยุโรปที่ว่ากันว่ายิงกระจาย มักจะไปไม่เป็นเมื่อต้องเล่นกับทีมยักษ์ใหญ่ในถ้วยยุโรป ถ้าจะก้าวข้ามนักเตะอียิปต์คนอื่น ๆ ซาลาห์ ต้องจัดการกับโอกาสที่มีให้ได้ ... และวันนั้นก็มาถึง

มันคือเกม แชมเปียนส์ลีก ในเดือนกันยายน 2013 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ รังเหย้าของ เชลซี ในเกมนั้น บาเซิล บุกมาชนะ เชลซี ได้แบบเหลือเชื่อ 2-1 โดย ซาลาห์ ที่มีอายุเพียง 21 ปีในขณะนั้น เป็นผู้ยิงประตูตีเสมอให้กับทีมก่อนที่ สเตรลเลอร์ จะยิงปิดกล่องในนาทีที่ 81 และเกมนั้น ซาลาห์ คือแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ซึ่งจุดนั้นเองนำมาซึ่งการก้าวกระโดดในอาชีพของเขา เมื่อ เชลซี ตัดสินใจซื้อเขามาร่วมทีมด้วยราคา 16 ล้านปอนด์ 

 

ราชาสะดุด  

"ไม่ใช่นักเตะทุกคนที่จะได้รับเหรียญรางวัลแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ต้องห่วง เราจะซื้อเหรียญรางวัลให้กับนักเตะอย่าง อันเดร เชือร์เล, โม ซาลาห์, มาร์ค ชวาร์เซอร์ และ ลูอิส เบเกอร์ ... พวกเขาทุกคนเริ่มซีซั่นพร้อมกับเรา และทุกคนที่กล่าวมาจะได้รับเชิญในงานเลี้ยงฉลองแชมป์ พวกเขาเป็นนักเตะของเรา" นี่คือสิ่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของ เชลซี ว่าไว้หลังพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2014-15

คำพูดของ มูรินโญ่ บอกได้อย่างชัดเจนว่าที่ "เดอะ บริดจ์" ซาลาห์ เป็นระดับตัวประกอบสุด ๆ กับ เชลซี ถึงขั้นที่ต้องทำเหรียญแชมป์แบบพิเศษให้ เพราะตอนนั้นเขาไม่โดดเด่นและถูกปล่อยให้ ฟิออเรนติน่า ยืมตัวไปใช้งาน นั่นคือสิ่งทุกคนรู้ดี ... ช่วงเวลากับ เชลซี นั้น เขาล้มเหลว ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการปล่อยยืมตัวให้กับทีมในอิตาลีเท่านั้น

ถ้าเขายอมแพ้ เขาจะเป็นแค่ราชาแห่งซาฮาร่าที่จมทะเลเมดิเตอเรเนี่ยนไปอีกคน แต่ ซาลาห์ ไม่ใช่แบบนั้น เขาร้องขอการย้ายทีมแบบยืมตัวด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เขาต้องการ คือ การลงสนาม เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่ของปลอมทำเหมือน

"การย้ายไป เชลซี ของ ซาลาห์ อาจจะเป็นการเดินถอยหลัง ทว่ามันเป็นการถอยหลังเพื่อรอจังหวะกระโดดไปข้างหน้า ... แน่นอนว่ามันล้มเหลว และเขาต้องขอออกจากทีมไปยัง ฟลอเรนซ์ ที่นั่นเขาได้รับวิชาแปลกใหม่มากมาย ได้เรียนรู้แท็คติกและเทคนิคต่าง ๆ ของ ฟุตบอลอิตาลี"

"ฟิออเรนติน่า ทำให้เขาแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ และทุกคนก็เห็นพัฒนาการของเขาทั้งนั้น หลังจาก ฟิออฯ เขาย้ายไป โรม่า และที่นั่นเหมือนไม่ใช่อุปสรรคอะไรกับเขาเลย เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงเลยกับชีวิตค้าแข้งในกรุงโรม" สเตรลเลอร์ กล่าว

ขณะที่ เอเด็น อาซาร์ อดีตเพื่อนร่วมทีมสมัยอยู่กับ เชลซี ได้เล่าว่า ทุกคนต่างเห็นว่า ซาลาห์ มีดี ณ เวลานั้น แต่มีหลากหลายเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ ว่าทำไมเขาจึงไม่ได้รับโอกาสเท่านั้นเอง

"ซาลาห์ ไม่ได้โอกาสที่ เชลซี อาจจะเป็นเพราะสักอย่าง ผู้จัดการทีม หรือผู้เล่นอื่น ๆ หรือเปล่า ? ผมก็ไม่รู้สิ" อาซาร์ กล่าวไว้ "ตอนที่ไปอยู่ อิตาลี เขาเพลิดเพลินกับการแสดงเวทมนตร์ เขามีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และร่างกายก็ดีขึ้นด้วย"  

เหมือนกับ มูรินโญ่ จะรู้ถึงการที่มีคนพยายามจะบอกว่าเขาเป็นคนที่ผิดพลาด ทว่าความจริง มูรินโญ่ เผยว่า ซาลาห์เก่งจริง แต่ยังไม่แกร่งพอกับการเป็นตัวจริงให้ เชลซี ตั้งแต่อายุ 21 ปี ... ประสบการณ์คือสิ่งสำคัญ และนั่นคือสิ่งที่เขาได้หลังออกไปเล่นที่ อิตาลี 2 ปี ก่อนโดน โรม่า ซื้อขาดไปในที่สุด 

"ซาลาห์ เป็นเด็กที่เร็วและปราะบาง แต่ตอนนี้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่แข็งแกร่ง ย้อนกลับไป ณ ตอนนั้น เขาอายุแค่ 21 ปี และปรับตัวกับการย้ายมาเล่นในทีมยักษ์ใหญ่ไม่ได้ พรีเมียร์ลีก สำหรับเขามันหนักเกินไป ผมเคยส่งเขาลงในเกมที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน กับ สเปอร์ส และที่ เอติฮัด กับ แมนฯ ซิตี้ ซึ่งผมเชื่อว่าผมคิดถูก มันหนักไปสำหรับเขาจริง ๆ" มูรินโญ่ ว่าถึงเหตุผลที่หลายคนโทษว่าเขาปล่อยเพชรเม็ดงามอย่าง ซาลาห์ หลุดมือ ... 

 

ราชาแห่งพรีเมียร์ลีก  

ช่วงเวลาที่เล่นให้กับ โรม่า นั้น ซาลาห์ เด่นแบบสุด ๆ ระดับเป็น MVP ของทีมเลยด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่ ซาลาห์ ได้บอล เขาสามารถสร้างความแตกต่างได้ ราวกับเป็นคนละคนจากสมัยอยู่ที่ เชลซี

หากใครได้ตามฟุตบอลอิตาลีในช่วงนั้น จะได้เห็นการผสานงานของ ซาลาห์ ที่สามารถเข้าได้กับเพื่อน ๆ ระดับโลกอย่าง เอดิน เชโก้ กับ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ ได้สบาย ๆ และนักเตะระดับโลกอย่าง ต็อตติ ที่เขาเคยชมผลงานทางหน้าจอโทรทัศน์สมัยเด็ก ๆ ก็ชมเขาอยู่บ่อย ๆ ถึงการเป็นนักเตะที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ภายในพริบตาเดียว 

ผลงานสุดยอดที่โรม ทำให้ เยอร์เกน คล็อปป์ ดึง ซาลาห์ มาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2017-18 และที่เหลือคือตำนาน ทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ซาลาห์ ที่ราคา 38 ล้านปอนด์ เมื่อครั้งที่ซื้อมา กลายเป็นนักเตะที่ประเมินค่าไม่ได้ไปแล้วในตอนนี้ และกลายเป็นนักเตะที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งใน พรีเมียร์ลีก ไม่ว่าคุณจะประเมินเขาจากฟอร์มเมื่อได้ลงสนาม หรือสถิติการยิงประตูก็ตาม ทุกวันนี้เขาครองสถิตินักเตะที่ใช้เวลายิง 100 ประตูเร็วที่สุดเป็นอันดับ 1 ของสโมสร และเหนือสิ่งอื่นใดที่ลืมไม่ได้ เขาคือคีย์แมนที่ส่งทีมถึงแชมป์ ทั้ง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 2018-19 และ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20

ดูเหมือนว่าความสำเร็จนี้จะช่วยพิสูจน์บางสิ่งที่เขาอยากจะแสดงออกตลอดมา 

"3 ปีที่แล้ว ผมไม่ได้ลงเล่นมากนัก แต่ในวันที่ผมกลับมาที่นี่ (พรีเมียร์ลีก) ผมอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมทำอะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าให้ประเมินตัวเองผมคิดว่าผมทำได้ดีเลยล่ะนะ" ซาลาห์ ว่าไว้ในวันที่กลับมาที่อังกฤษอีกครั้ง 

ส่วนจุดเปลี่ยนที่สำคัญจริง ๆ นอกจากตัวเขาแล้ว คงจะต้องพูดให้เครดิต เยอร์เกน คล็อปป์ กันสักหน่อย เพราะสไตล์ของ คล็อปป์ ตรงกับสิ่งที่ ซาลาห์ มี ... ฟุตบอลที่รวดเร็วและดุดัน เปลี่ยนจากการรับเป็นรุกภายในพริบตา ซึ่งนี่คือของชอบของ ซาลาห์ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว 

การระเบิดฟอร์มทำประตูที่ไม่มีใครเทียบได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ โม ซาลาห์ กลายเป็นเรื่อง "ฟีเวอร์" ของแฟนบอล อียิปต์ ไปโดยปริยาย เพราะในที่สุดก็มีนักเตะอียิปต์ที่สามารถใช้คำว่า "ระดับโลก" ได้จริง ๆ สักที ... นี่คือความรู้สึกของแฟนบอล อียิปต์ ที่ ซาลาห์ แบกมาตลอดหลายปี 

"มีความกดดันและความคาดหวังมากมายที่อยู่บนบ่าของเขา แต่สิ่งที่ ซาลาห์ ทำ คือเขาจัดการมันได้ดีมาก เหมือนกับนักเตะระดับโลกคนอื่น ๆ เลย" แซม มอร์ซี่ย์ แฟนบอลชาวอียิปต์ในเมือง ลิเวอร์พูล พูดในฐานะตัวแทนของเพื่อนร่วมชาติ 

สำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ซาลาห์ คือฮีโร่ผู้บันดาลประตูและความยิ่งใหญ่ให้กลับมายังสโมสรแห่งนี้อีกครั้ง แต่สำหรับแฟนบอล อียิปต์ ซาลาห์ เหมือนกับสมมติเทพของพวกเขา เพราะนอกจากสถิติในระดับสโมสรแล้ว เมื่อเขาไปเล่นให้กับทีมชาติ ซาลาห์ ไม่เคยอิดออด ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วชาติในทวีปแอฟริกา มักเจอปัญหาในการดึงตัวนักเตะจากทีมดัง ๆ มารับใช้ชาติในช่วงเวลาสำคัญ ๆ โดยเฉพาะศึกชิงแชมป์ทวีป แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ที่มักตรงกับช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มของฟุตบอลในยุโรปอยู่เสมอ 

และที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือเมื่อเขามีชื่อเสียงเงินทอง ซาลาห์ ตอบแทนสังคมทุกครั้งที่มีโอกาส เขาบริจาคเงินส่วนตัวมากมายเพื่อสร้างโรงพยาบาล, สถานีรถฉุกเฉิน, และบริจาคอาหารจำนวน 100,000 กิโลกรัม ในช่วงที่ประเทศอียิปต์ประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ และปากท้องจากเหตุการณ์ COVID-19 ดังนั้นทุกคนจึงรักเขามากยิ่งไปอีก เพราะเขาไม่เคยลืมว่าตัวเองมายืนอยู่ ณ จุดปัจจุบันได้เพราะอะไร 

เหตุการณ์ที่ยืนยันได้ดีที่สุด คือ เมื่อย้อนกลับไปในซีซั่น 2017-18 ที่ ลิเวอร์พูล เข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กับ เรอัล มาดริด และพลาดท่าแพ้ไป แต่ประเด็นสำคัญคือการที่ ซาลาห์ โดน เซร์คิโอ รามอส เล่นงานจนต้องออกจากสนามตั้งแต่ต้นเกม หลังจากเกมนั้นจบลง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในอียิปต์พร้อมใจกัน "สับรามอส" โดยมิได้นัดหมายเลขทีเดียว

"Ramos Is Public Enemy" (รามอสคือศัตรูของประชาชน) หนึ่งในตัวอย่างการพาดหัวของหนังสือพิมพ์ที่ชื่อว่า Al-Ahram ตีพิมพ์เอาไว้เช่นนี้ นอกจากนี้ยังมีพาดหัวจี๊ด ๆ อีกมากมายเช่น "รามอส คือพวกขี้ขลาดที่สังหารความฝันของ ซาลาห์" และ "เราไม่มีวันอภัยให้แก่ รามอส" เป็นต้น 

ว่ากันว่าชาวอียิปต์แทบทั้งประเทศตั้งตารอเกมนัดนั้นอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งพวกเขาต้องเจ็บปวดเพราะนักเตะที่รักต้องออกจากเกมโดยยังไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังเป็นการโดนเข้าสกัดที่ค้านสายตาอีกด้วย

"เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บ ความรู้สึกของชาวอียิปต์คือทั้งโศกเศร้าและกังวลใจ" ฮัมดีนูร อดีตโค้ชของ ซาลาห์ เมื่อครั้งวัยรุ่นเล่าย้อนความกลับไป ณ วันที่แผ่นดินอียิปต์ลุกเป็นไฟ  

อย่างไรก็ตาม ซาลาห์ ยังคงเป็น ซาลาห์ ที่เรียนรู้จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดีเสมอ เขาเติบโตขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เลือกเล่น เลือกหยุดได้ถูกจังหวะมากขึ้น และทำให้ทีมได้เปรียบเป็นประจำจากการเรียกฟาวล์ของเขา เรียกได้ว่า ซาลาห์ ใช้เหลี่ยมเอาชนะกองหลังที่จ้องจะเล่นงานหรืออัดเขานอกเกมได้ดีกว่าเดิมไม่น้อยเลยทีเดียว 

ทุกวันนี้สิ่งที่แฟนบอล อียิปต์ หวังและพวกเขาคิดว่า "มันเป็นไปได้" นั่นคือการเห็น ซาลาห์ เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกด้วยการคว้ารางวัล บัลลงดอร์ มาครองให้ได้สักสมัย เพื่อยืนยันด้วยรางวัล ที่การันตีความสุดยอดของเขา   

"มันเหมือนความฝันของพวกเราเลยนะ หากนักเตะจากประเทศของพวกเราก้าวไปถึงในระดับนั้นได้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นเหมือนลูกชายของชาวอียิปต์ เราเฝ้าดูเขาเติบโตผ่านการทำงานหนัก และพรสวรรค์ที่มีในแต่ละวัน ... ไม่มีข้อสงสัยอะไรทั้งนั้น เขายังคงทำมันได้อย่างยอดเยี่ยม และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาทำให้พวกเราภาคภูมิใจในตัวของเขาเสมอ" แซม มอร์ซี่ย์ แฟนบอลชาวอียิปต์ ปิดท้ายในการให้สัมภาษณ์กับ Goal.com  

การทุ่มเทให้เต็มที่กับสิ่งที่รักและความฝันของ ซาลาห์ นำมาซึ่งปรากฎการณ์มากมาย แชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่ ลิเวอร์พูล รอคอยมาตั้งแต่สถาปนาการแข่งขันเมื่อปี 1992 ตลอดจนแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ที่ต่อให้ทุกทีมในอังกฤษ เอาแชมป์มารวมกันก็ยังไม่เท่า   

บางครั้งการพยายามพิสูจน์ตัวเอง ก็นำมาสู่ความยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจให้กับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ... และนี่เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ได้ว่า "ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร" 

สำหรับหลายประเทศที่ไม่ค่อยจะมีนักเตะซึ่งเก่งกาจมากมายนัก การได้เห็นคนบ้านเดียวกันมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก แล้วย่อมอดรู้สึกเอาใจช่วยไม่ได้ และเมื่อ พรีเมียร์ลีก คือ ศูนย์รวมแห่งความหลากหลาย เราจึงได้พบ ได้เห็น ได้รู้เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมจากเหล่านักเตะ "ความหวังของชาติ" เหมือนกับที่ ซาลาห์ เป็นในหลาย ๆ ครั้ง 

กว่าจะมาเป็น ราชาแห่งอียิปต์ และหนึ่งในตัวริมเส้นที่มีสถิติการยิงที่เฉียบขาดที่สุดในพรีเมียร์ลีก ซาลาห์ นั้นผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแบบนับครั้งไม่ถ้วน และสามารถเอาชนะสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยคุณภาพ หาใช่คำโฆษณา และใด ๆ ในโลกล้วนเป็นเช่นนั้น ... การเป็นราชาของเขา จึงสำเร็จได้ทั้งในฐานะนักเตะของ ลิเวอร์พูล และขวัญใจชาวอียิปต์ ในเวลาเดียวกัน นี่คือเรื่องราวของคนคุณภาพที่แท้จริง 

ไม่ใช่แค่คนวงการฟุตบอลเท่านั้น การรักษาคุณภาพจนก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับราชานั้น ล้วนต้องการคุณภาพที่สม่ำเสมอ 

... เช่นเดียวกับ Budweiser ทื่ยืนระยะด้วยคุณภาพ และความอดทนที่จะต่อสู้กับทุกอุปสรรคที่เข้ามา  อยู่เคียงข้างคอกีฬามาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นราชาเครื่องดื่มที่ยอมรับไปทั่วโลก 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.goal.com/story/salah-egypt/
https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/real-story-mohamed-salah-liverpool-16125139
https://www.footchampion.com/the-life-story-of-mohamed-salah/
https://www.liverpoolfc.com/news/first-team/299128-mohamed-salah-story-in-his-own-words



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง