mainstand

Feature

ยูไนเต็ด เวย์ : ปรัชญาที่ทำให้ "ปีศาจแดง" ส่งนักเตะลูกหม้อลงสนามติดต่อกันเกิน 4,000 เกม



นักเตะดาวรุ่งคือสิ่งที่ใคร ๆ ก็ชอบ พวกเขาน่าตื่นตาตื่นใจเสมอยามใดที่ได้รับโอกาสให้ลงสนาม 


 

เพราะเด็ก ๆ เหล่านี้มักลงสนามด้วยความกระหาย, ดุดัน, เลือดมันร้อน จนต้องบอกว่าอย่าห้ามน้องนะ ไอ้คุณพี่ ! 

แต่ความจริงการจะสร้างดาวรุ่งที่ไว้ใจได้ เติบโตมาเป็นนักเตะชุดใหญ่ที่มีคุณภาพในสนาม และเป็นคนที่มีทัศนคติของผู้ชนะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

นี่คือเรื่องราวการสร้างนักฟุตบอล และการสร้างคน ตามปรัชญาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำให้ยังคงรักษาสถิติการใช้นักเตะที่เติบโตจากสโมสรลงสนามติดต่อกันมากว่า 4 พันเกม 

 

จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์

13 ธันวาคม 2019 สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงข่าวประกาศบนหน้าเว็บไซต์ของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ ว่าด้วยเรื่องการใช้นักเตะลูกหม้อของสโมสรลงสนามติดต่อกันนานถึง 4,000 เกม มากกว่าทีมอย่าง อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ บาร์เซโลน่า ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างดาวรุ่งด้วยซ้ำ

หากนับเป็นระยะเวลาแล้ว “ปีศาจแดง” ไม่เคยหยุดใช้งานเด็ก ๆ ของพวกเขาเลยมากว่า 90 ปี และถ้าหากนับเป็นคน มีนักเตะจากท้องถิ่น 279 คนที่ลงเล่นให้สโมสรนี้ติดต่อกันมาจนปัจจุบัน 

แม้มันจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรสำหรับบางคน แต่ในวงการฟุตบอลอาชีพ ทุกคนต่างรู้ดีว่าการที่คุณได้ให้โอกาสเด็ก ๆ ที่เติบโตมากับสโมสร คุณจะได้อะไรกลับมาหลายอย่าง ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันหมายถึงความภาคภูมิใจ การยืนยันในฐานะสโมสรที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น และแน่นอนที่สุดแฟน ๆ ของทีมก็จะมีความสุขและตื่นเต้นทุกครั้งกับการได้เห็นเด็ก ๆ ที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่ตัวยังเล็ก ๆ ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกฟุตบอลเริ่มเป็นแบบทุนนิยม ความสำเร็จรอกันไม่ได้ หลายทีมจึงไม่อาจจะรอเวลาให้ดาวรุ่งเติบโต พวกเขาไม่ต้องการต้องลุ้นกับผลผลิตที่ไม่รู้ว่าจะเติบโตขึ้นมาได้คุณภาพหรือไม่ และมีหลาย ๆ ทีมที่เลือกจะซื้อนักเตะฝีเท้าดี ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ซึ่งเปรียบได้กับอาหารสำเร็จรูปเข้ามาสู่ทีมแทน  

ดังนั้นการที่ทีมใดทีมหนึ่งจะสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาโดยใช้นักเตะที่เติบโตมาพร้อมกับทีมเป็นระยะเวลา 5 - 10 ปีก่อนขึ้นชุดใหญ่ จึงเป็นอะไรที่ท้าทาย และถ้าสุดท้ายเด็ก ๆ เหล่านั้นพาคุณไปถึงแชมป์ได้ มัน คือ ข้อพิสูจน์ที่แท้จริงว่าบางความยิ่งใหญ่ "เงินก็ไม่สามารถซื้อได้" 

ยูไนเต็ด ทำทีมด้วยหลักการนี้มาอย่างยาวนาน ปี 1930 อันที่จริงตอนนั้นไม่แปลกอะไรเพราะทุกทีมล้วนใช้นักเตะท้องถิ่นลงสนามกันทั้งนั้น แต่ ยูไนเต็ด เริ่มทำให้แตกต่างอย่างจริงจังตั้งแต่ทศวรรษ ‘50s เป็นต้นมา นั่นถือว่าเป็นช่วงที่ ยูไนเต็ด ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก โดยเฉพาะหลังเกิด "โศกนาฏกรรมมิวนิค" เหตุเครื่องบินตกในปี 1958 ที่ทำให้นักเตะเสียชีวิตไปหลายคน จึงทำให้ต้องสร้างทีมใหม่ขึ้นมา 

แมตต์ บัสบี้ หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สร้างทีมขึ้นใหม่โดยอาศัยความสามารถของสองนักเตะอย่าง จอร์จ เบสต์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่เติบโตมาจากอคาเดมีทั้งคู่ แถม ชาร์ลตัน คืออีกหนึ่งผู้รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกอีกด้วย ซึ่งเมื่อทั้งสองคนเติบโตขึ้นมาเป็นนักเตะชุดใหญ่แบบเต็มตัวก็ไม่มีใครกล้าสงสัยในความสามารถ ต่างคนต่างยิ่งใหญ่ในเส้นทางของตัวเอง เบสต์ ถูกเรียกว่าผู้มีเท้าซ้ายที่ดีที่สุดในโลก ขณะที่ ชาร์ลตัน ก็สุดยอดจนถึงขั้นพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์โลก พร้อมกันนี้ทั้งคู่ยังพา ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ หรือแชมป์ยุโรปเป็นสมัยแรกในปี 1968 อีกด้วย 

ความสำเร็จจากครั้งนั้นถือเป็นรากฐานของการสร้างทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยแท้จริง พวกเขาเลือกใช้สิ่งที่มี เน้นที่การสร้าง เติมปรัชญาแห่งความจองหองให้เด็ก ๆ ในทีมด้วยคำว่า "ยูไนเต็ดไม่เคยพอใจกับการเป็นรองใคร" 

"ผมไม่เคยต้องการให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสองรองใคร เราต้องเป็นทีมที่ดีที่สุดเท่านั้น นั่นคือบรรทัดฐานของเรา" บัสบี้ เคยว่าไว้ในวันที่ปีศาจแดงชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในปี 1968 

"พวกเขา (นักเตะในทีม) ทำให้เราภาคภูมิใจ พวกเขาสู้ด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีส่วนประกอบจากสิ่งใดบ้าง นี่คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด และผมคือชายผู้ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจมากที่สุดในอังกฤษ ณ เวลานี้" 

แม้จะมีบางช่วงบางตอนที่การใช้ดาวรุ่งทำให้ทีมห่างหายจากความสำเร็จไป โดยเฉพาะหลังจาก เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ อำลาทีม ยูไนเต็ด ก็ยังพยายามเกาะปรัชญาไว้ให้มั่น ใช้นักเตะท้องถิ่นเป็นแกนหลัก หรืออย่างน้อยต้องส่งลงสนามในฐานะ 11 ตัวจริงทุกนัด เพียงแต่ว่าวัฏจักรของฟุตบอลมันมีอยู่ว่า บางครั้งเราก็ต้องอดทนรอเวลาที่เหมาะสม จึงจะได้เห็นสิ่งที่สวยงาม ซึ่ง ยูไนเต็ด นั้นต้องรอนานกว่า 2 ทศวรรษเลยทีเดียว

สิ่งที่ทุกคนรู้กันดีคือหลังจาก อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้ามาทำทีมและก่อร่างสร้างทีมด้วยปรัชญาในช่วงต้นยุค 90s สายลมแห่งความยิ่งใหญ่ก็พัดหวนกลับมาที่แมนเชสเตอร์อีกครั้ง นักเตะหนุ่มจากท้องถิ่น รวมถึงที่โตมาในอคาเดมีอย่าง ไรอัน กิ๊กส์, นิกกี้ บัตต์, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, แกรี่ และ ฟิล เนวิลล์ ในนาม "คลาส ออฟ '92" ถูกดันขึ้นชุดใหญ่พร้อมกัน และที่เหลือก็คือตำนาน ทีมชุดนี้กลายเป็นรากฐานความยิ่งใหญ่ให้กับสโมสรที่ต่อยอดความสำเร็จทั้งในและนอกประเทศถึง 30 ปี 

 

สิ่งที่ได้เมื่อคุณชนะด้วยเด็กท้องถิ่น

สาเหตุที่ ยูไนเต็ด ต้องใช้เวลา 20-30 ปี สำหรับการวนรอบความสำเร็จหรือรอกลุ่มดาวรุ่งจากสถาบันของสโมสรก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมนั้นมีหลากหลายสาเหตุ นอกจากวัตถุดิบ (นักเตะแต่ละคน) จะต้องดีแล้ว การดูแลและให้ความสำคัญของโค้ชก็มีผลอย่างมาก โค้ชบางคนเก่งจริง แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะให้เด็ก ๆ ลงสนามในเกมเดิมพันสูง ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดอะไร เพราะการจะปั้นดาวรุ่งสักคนให้เติบโตขึ้นมาเป็นนักเตะที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

สตีฟ แม็คคลาเรน อดีตผู้ช่วยของ เฟอร์กี้ เล่าว่าตัวของ เฟอร์กูสัน นั้นให้ความสำคัญในตัวของเด็กแต่ละคนที่เขามายังสโมสรแบบสุด ๆ หลาย ๆ ครั้งในการจะเซ็นสัญญานักเตะคนใดสักคนที่อายุใกล้ถึงวัยใช้งาน เฟอร์กี้ มักจะพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กคนนั้น เพื่อสอดส่องไปถึงการเลี้ยงดูเลยทีเดียว

"บ่อยครั้งที่ผู้เล่นอายุน้อยของเราปรากฎตัวพร้อมกับผู้ปกครองของพวกเขาจะเดินมาที่ออฟฟิศของเฟอร์กี้ เขาทำเพื่ออยากจะรู้ว่าเด็กพวกนี้อยากจะอยู่กับทีมจริง ๆ ไม่ได้มองทีมเป็นตัวเลือก และเผื่อเอาไว้คุยกับทีมอื่น ๆ" แม็คคลาเรน ว่าไว้

สิ่งที่ แม็คคลาเรน บอกนั้นแสดงออกผ่านการทำทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เขามีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจนมาก สิ่งที่เขาต้องการจากนักเตะคือการให้ทุกคนหันหน้าไปในทิศทางเดียวกันเพื่อทีม ไม่มีใครที่สามารถล้ำเส้น หรือขัดคำสั่งเขาได้ ใครที่ไม่พอใจกับวิธีการของเขามีทางเดียวเสมอ นั่น คือ ออกจากทีมไป 

เฟอร์กี้ ถือเป็นผู้จัดการทีมยุคเก่าโดยแท้ เขาต่างกับเฮดโค้ชยุคใหม่ ที่มีหน้าที่คุมทีมอย่างเดียว และมีตำแหน่งอื่น ๆ คอยทำงานที่ยุ่งยากให้ เช่น ผู้อำนวยการสโมสร หรือ ประธานเทคนิค แบบที่มีในปัจจุบัน แต่ผู้จัดการแบบ เฟอร์กี้ คือเขาต้องทำเองแทบทุกอย่างในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทีม ดังนั้นการดูแลเด็ก ๆ ของยูไนเต็ด จึงมีวิธีที่เป็นแบบฉบับเฟอร์กี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กท้องถิ่น หรือดาวรุ่ง มันมีกฎอยู่ว่า "อย่าอวดเก่ง" 

"ครั้งหนึ่งมีดาวรุ่งขับรถเบนท์ลี่ย์มาซ้อมและเขาโดนไล่กลับบ้านทันที นั่นทำให้ผมต้องตัดสินใจขับ ออสติน มินิ มาซ้อมอยู่เกือบปี ทั้ง ๆ ที่บ้านผมมีรถเบนซ์จอดอยู่" 

"เซอร์ อเล็กซ์ ไม่ชอบนักเตะอายุน้อยที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เขาเกลียดใครก็ตามที่อวดร่ำอวดรวย ก่อนที่พวกเขาจะแสดงผลงานที่ดีในการแข่งขันและมีชีวิตที่มั่นคง" ดาวิด เบลลิยง นักเตะที่ เฟอร์กี้ ซื้อมาร่วมทีมตอนอายุ 19 ปี และหวังให้เป็นนักเตะตัวหลักของทีมในช่วงยุค 2000s ให้สัมภาษณ์

ขณะที่นักเตะท้องถิ่นระดับตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ ก็ยังเคยเล่าไปในทิศทางเดียวกันว่า เขาเคยโดน เฟอร์กี้ ด่าเป็นชุด ในวันที่โดนรุ่นพี่อย่าง ไบรอัน ร็อบสัน อำให้เข้าไปขอรถส่วนตัวจากสโมสร หลังจากที่ กิ๊กส์ เพิ่งขึ้นมาอยู่ทีมชุดใหญ่ได้แค่ 20 เกม  

เช่นเดียวกับ เวย์น รูนี่ย์ ที่ออกมาเล่าประสบการณ์ที่เห็นในทีมตลอดว่า ในช่วงหลังยุค 2000s ที่นักเตะเริ่มมีรายได้มากขึ้น สิ่งที่เฟอร์กี้ทำคือการออกกฎเข้มงวดให้นักเตะดาวรุ่งแต่ละคนอยู่กรอบที่ห้ามแหวก ไม่ย้อมผมฉูดฉาด ไม่ใส่สตั๊ดหลากสี อนุญาตให้ใส่แค่สีดำเท่านั้น หรือแม้แต่ใครก็ตามที่อายุไม่ถึง 25 ปี เขาคนนั้นจะไม่ได้สิทธิ์ให้ขับรถสปอร์ตมาซ้อมโดยเด็ดขาด 

ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการทำงานและเหตุผลที่ว่า ทำไมในยุคของ เฟอร์กี้ นักเตะดาวรุ่งหลายคนที่แม้จะดูฝีเท้าไม่ดีก็ยังได้รับโอกาสอยู่บ่อย ๆ เข็นจนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมจนได้ ทั้ง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์, เวส บราวน์ และ จอห์น โอเช นักเตะเหล่านี้โดนแฟนบอลส่ายหัวให้ทั้งนั้นเมื่อก้าวขึ้นมาในตอนแรก ทว่าพวกเขาเหล่านี้นี่แหละ ที่ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบและกฎของเฟอร์กี้ทุกกระเบียดนิ้ว และนั่นทำให้ทุกคนได้โอกาสอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงขั้นที่ว่า เฟอร์กี้ ยังยอมรับว่านักเตะอย่าง บราวน์ และ เฟล็ทเชอร์ คือส่วนสำคัญสุดที่ทำให้ ยูไนเต็ด กลายเป็นดับเบิลแชมป์ในฤดูกาล 2007-08 

ความยากในการทำงานกับดาวรุ่ง คือการทำให้พวกเขาอยู่กับร่องกับรอย เข้าใจถึงเส้นทางอาชีพที่รออยู่ในอนาคต และที่สำคัญคือการกล้าให้โอกาสหากเด็ก ๆ เหล่านี้สามารถทำตามกฎและระเบียบที่วางไว้ ... และเมื่อพวกเขาได้รางวัลเป็นการลงสนาม พวกเขาก็เหมือนสุนัขหนุ่มที่ได้เนื้อชิ้นโต พวกเขาจะปลาบปลื้ม และภาคภูมิกับการทำงานหนักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้เมื่อลงสนาม นักเตะเหล่านี้พร้อมจะวิ่งลืมตาย หรือทำอะไรก็ได้เพื่อสโมสรและผู้จัดการทีมที่ให้โอกาสสำคัญสำหรับชีวิตของพวกเขา 

นอกจากจะเลือกนักเตะแล้ว เฟอร์กี้ ยังเลือกแม้กระทั่งคนที่จะมาทำงานกับเด็ก ๆ เหล่านี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เอริก แฮร์ริสัน อดีตโค้ชเยาวชนผู้ล่วงลับ ที่เป็นหัวใจสำคัญในการดันดาวรุ่งในยุค คลาส ออฟ '92 ให้ เฟอร์กี้ ใช้งาน ซึ่งตัวของ แฮร์ริสัน มีปรัชญาเดียวกับ เฟอร์กี้ นั่นคือการทำให้ทุกคนอยู่ในกรอบที่สโมสรวางเอาไว้ เพื่อให้พร้อมจะเจอกับความกดดัน และอะไรที่ยากกว่านี้อีกเยอะในวันที่เป็นนักเตะชุดใหญ่ ...

"การออกไปเล่นโดยมีผู้ชมในสนามหลายหมื่นเฝ้ามองอยู่นั้น สิ่งสำคัญมาก ๆ เรื่องหนึ่ง คือ คุณต้องมีความมั่นใจ ยิ่งถ้าคุณเตรียมตัวมาดีแค่ไหน การขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องที่ปรับตัวได้ง่ายและเร็วฉันนั้น" แฮร์ริสัน ว่าเอาไว้

ขณะที่ ไรอัน กิ๊กส์ ได้เสริมถึงเรื่องนี้ว่า การเป็นนักเตะเยาวชนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้ก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีความกดดันสูงมาก โดนด่าโดนตะคอกผ่านการสอนไม่เว้นแต่ละวัน และสุดท้ายสิ่งที่ซ่อนอยู่ในการสอนแบบไม้แข็ง คือ การยืนระยะในอาชีพ และการเพิ่มโอกาสคว้าชัยชนะเมื่อลงสนามแข่งขันจริงนั่นเอง

"การสอนของ เอริก แฮร์ริสัน จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนเข้าไปร่วมรบในกองทัพ" ไรอัน กิ๊กส์ หนึ่งในศิษย์เอกชุด Class of '92 ของแฮร์ริสันกล่าวในอัตชีวประวัติของเจ้าตัว "เพราะเขาจะคอยตะคอก ขึ้นเสียงอยู่เสมอ และคุณเองก็ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลยด้วย เอาจริง ๆ เขาเป็นโค้ชที่โหดนะ แต่ก็เป็นโค้ชที่เก่งกาจและเป็นจอมแท็คติกอีกด้วย เขาทำให้แต่ละเกมดูง่ายขึ้นมากสำหรับเราเลยล่ะ"

ทุกส่วนผสมในการทำงานของ เฟอร์กี้ เข้มข้นเสียจนทำให้นักเตะเด็ก ๆ โตขึ้นมากลายเป็นคนคุณภาพ กล่าวคือเห็นประโยชน์ของทีมเป็นที่ตั้ง และระลึกเสมอว่า "ตัวเองมากจากจุดไหน" ... นั่น คือ สิ่งที่ไม่มีใครปฎิเสธได้โดยแท้จริง

 

เดินหน้าและรอเวลาของสายลม

ณ ปัจจุบันนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือ หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไป 7 ปีมานี้พวกเขาใช้เงินไปกว่า 1 พันล้านปอนด์ เพื่อดึงนักเตะเข้ามาสู่ทีม ส่วนใหญ่เป็นสตาร์ และเมื่อเข้ามากลับทำผลงานได้ไม่ตอบโจทย์เท่าไรนัก ซึ่งในเวลานี้พวกเขาก็กำลังแก้ไขมันให้ถูกต้องอยู่โดยการทำงานของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือชุดปัจจุบัน และเป็นอดีตนักเตะระดับตำนาน ฮีโร่ผู้นำทีมคว้าแชมป์ยุโรปเมื่อปี 1999

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ดูเหมือนว่าสโมสรจะให้การหนุนหลังโซลชาอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่มีข่าวจะปลดออก ก็มักจะมีการยืนยันว่า "ไม่เป็นความจริง" จากคนในของสโมสร รวมถึงตัวโซลชาเอง 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ โซลชา ยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ คงมีเรื่องของการสร้างทีมเพื่ออนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหลายครั้ง โซลชา เผยว่าเขาพร้อมจะให้ความสำคัญในการให้โอกาสกับเด็ก ๆ ในอคาเดมีต่อไป ไม่ว่า โซลชา จะทำได้หรือไม่ แต่ที่สุดแล้วมันชัดเจนว่าเขากำลังพยายามทำตามสิ่งที่ “เฟอร์กี้” เคยทำ

"เด็ก ๆ จะสร้างความประทับใจให้คุณเสมอ ตราบใดที่คุณกล้าให้โอกาสพวกเขา ... สถิติการใช้นักเตะดาวรุ่งจากอคาเดมีลงสนามติดต่อกัน 4,000 เกม จะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัยเลย"

"เด็ก ๆ ที่นี่รู้ว่าพวกเขาล้วนมีโอกาสขึ้นสู่ชุดใหญ่อยู่เสมอ ผมและทีมงานสตาฟฟ์ในฐานะตัวแทนสโมสร พร้อมจะให้โอกาสผู้เล่นอายุน้อยที่เป็นผู้เล่นที่ดีลงสนาม เมื่อพวกเขาพร้อม พวกเขาจะได้สัมผัสมัน ผมหวังว่าเด็ก ๆ ของเราจะพัฒนาได้ดีขึ้นในช่วงเวลาหลังจากนี้ เพื่อที่วันหนึ่งพวกเขาจะกลายเป็นคนสำคัญของสโมสรที่ยิ่งใหญ่" โซลชา กล่าว 

สิ่งที่ โซลชา ทำ ยังคงต้องรอคำตอบ แต่แนวทางของเขาคลับคล้ายคลับคลากับการทำงานของ เฟอร์กูสัน อยู่บ้างในแง่ของวิธีการ แม้ว่าเรื่องความสำเร็จจะยังไม่สามารถเทียบชั้นได้ก็ตาม

แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็คขวาของทีม เคยบอกถึงปรัชญาการทำทีมยุค เฟอร์กี้ ว่ามี 3 นโยบายหลักที่ เฟอร์กี้ ทำในทุก ๆ ปี 1. คือสานต่อนโยบายดาวรุ่ง 2. คือการมองหานักเตะเก่ง ๆ ในพรีเมียร์ลีกที่มีศักยภาพพัฒนาต่อได้ และ 3. การหาเพชรเม็ดงามที่มีความสามารถจากต่างแดน 

"มันมี 3 หมวดหมู่ในการทำงานของ เฟอร์กี้ นโยบายหลักของเขา คือการผลักดันนักเตะเยาวชนอยู่ตลอดทุกครั้งที่มีโอกาส นั่นคือความสำคัญมาเป็นอันดับ 1 และจากนั้นจะมองไปที่การซื้อนักเตะเสริมทัพเป็นลำดับที่ 2 เขามองหานักเตะใน พรีเมียร์ลีก ที่พอจะเชื่อใจได้ ยังสามารถพัฒนาได้ และจะอยู่กับทีมเป็นเวลานาน อย่างเช่นพวก แกรี่ พัลลิสเตอร์, สตีฟ บรูซ, เวย์น รูนี่ย์, ริโอ เฟอร์ดินานด์"

"จากนั้นเขาก็จะมองไปที่นักเตะพรสวรรค์สูงในต่างแดนที่อาจจะย้ายมาเล่นที่เมืองแมนเชสเตอร์ได้ คนที่เขาจะสามารถทำงานด้วยได้ และพัฒนาให้เป็นนักเตะชั้นยอดได้ อย่างเช่นพวก เนมานย่า วิดิช, ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล, ปาทริซ เอวร่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, โอเล่ กุนนาร์ โซลชา" เนวิลล์ ผู้พี่ว่าไว้ 

ซึ่งดูแล้ว โซลชา ก็แทบจะลอกแบบมาเลยด้วยซ้ำ กล่าวเป็นข้อ ๆ คือ 1. เขาให้นักเตะท้องถิ่นอย่าง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์, มาร์คัส แรชฟอร์ด, เมสัน กรีนวูด และ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ลงสนามอยู่บ่อย ๆ ตลอดช่วงอาชีพการทำงานของเขา 2. ซื้อนักเตะจากในลีกที่มีศักยภาพมาพัฒนาต่อได้อย่าง แฮร์รี่ แม็คไกวร์, อารอน วาน บิสซาก้า และอาจจะรวมถึง แดเนี่ยล เจมส์ ด้วย 3. ซื้อนักเตะต่างชาติที่หวังจะเข้ามายกระดับและสร้างศักยภาพให้ทีมได้ในฐานะนักเตะสำเร็จรูป เช่น บรูโน่ แฟร์นันเดส เป็นต้น 

แม้ผลงานจะยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่ที่สุดแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานานกว่า 90 ปี การให้โอกาสกับนักเตะดาวรุ่งที่ผลิตขึ้นมาเองยังคงเป็นความภูมิใจที่ทุกฝ่ายถวิลหา และแน่นอนว่าไม่ว่าปลายทางจะเป็นเช่นไร แต่ “สายลมแห่งวัฏจักรของฟุตบอล” จะเวียนมาเสมอไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว 

ไม่มีใครเก่งค้ำฟ้าและไม่มีใครเป็นผู้แพ้ได้ตลอด ถึงเวลาที่เหมาะสมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อไหร่ เราอาจจะได้เห็นยุคทองที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าที่เคยมีก็เป็นได้ 

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ความตื่นเต้นที่ได้เห็นดาวรุ่งที่เติบโตมากับทีมได้โอกาสลงสนาม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่แฟนบอลทุกคนอยากเห็นทั้งสิ้น และถ้าหากคุณ คือ หนึ่งในแฟนปีศาจแดงที่เริ่มหลงรักทีมในชุดนั้น และหวังจะตามรอยทีมรักสักครั้งในชีวิต โอกาสของคุณมาถึงแล้ว

สำหรับแฟนของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีอะไรที่คู่ควรไปกว่า บัตรเครดิตกรุงศรี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นบัตรเครดิตบัตรเดียวที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ไม่ใช่แค่ใช้แทนเงินสดได้เท่านั้น แต่ยังมีสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นที่สามารถ "สานฝัน" แฟนบอลปีศาจแดงทุกคนอีกด้วย

เพราะทุกครั้งที่คุณใช้บัตรนี้ในวันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งขัน จะสามารถสะสมแต้มได้เพิ่มอีก 2 เท่า หากแมนฯ ยูไนเต็ด ชนะในเกมธรรมดารับแต้มสะสม 4 เท่า และหากชนะในเกมใหญ่ รับเพิ่มไปเลย 8 เท่า

แต้มเหล่านี้ที่คุณได้รับจะสามารถสะสมเพื่อใช้แลกซื้อของที่ระลึกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบ Limited Edition อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถสานฝันแฟนผีด้วยการไปชม แมนฯ ยูไนเต็ด ลงสนามที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยตาของตัวเอง โดยสามารถแบ่งชำระ 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน

หากสนใจจะจับจองเป็นเจ้าของบัตรเดียวครบตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แฟนบอลปีศาจแดงแบบนี้ ติดต่อได้เลยที่ 02-646-3555 สายด่วนบัตรกรุงศรีอยุธยา ตลอด 24 ชั่วโมง 

 

แหล่งอ้างอิง :  

https://www.manutd.com/en/news/detail/man-utd-mark-4000-games-with-homegrown-youngster-in-matchday-squad#
https://theathletic.com/1429846/2019/12/12/manchester-uniteds-4000-games-of-homegrown-players-the-legends-the-one-game-wonders-and-fergies-flipchart/
https://www.sportsjoe.ie/football/sir-alex-ferguson-explains-exactly-why-he-always-trusted-young-players-124840
https://yourstory.com/2014/05/sir-matt-busby
https://utdreport.co.uk/2020/09/15/solskjaer-will-continue-to-seek-academy-policy-is-set-to-continue/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง