mainstand

Feature

จาก Blackpink: Light Up the Sky กว่าจะถึงวันนี้ ทั้ง 4 สาวผ่านความลำบากอย่างไรบ้าง? | MainStand




เรียกได้ว่านับตั้งแต่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ช่องทางในการฉายหนังสารคดีต่างๆ ที่อาจจะไม่เหมาะกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสารคดีประเภท "กว่าจะเป็นวันนี้" ของเหล่าศิลปินระดับโลก

 

และหลังจากที่รอคอยมานาน ในที่สุดสารคดีของ Blackpink วงเคป๊อป-เกิร์ลกรุ๊ปอันดับหนึ่งในปัจจุบันก็ได้ออกสู่สายตาชาวโลก ในชื่อ Blackpink: Light Up the Sky สารคดีที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวของทั้ง 4 สาว นับตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ทุกความลำบาก ความเหนื่อยยาก ถูกเปิดเผยออกมาผ่านปากของพวกเธอเอง รวมถึงคนใกล้ชิด

ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ากว่าที่ทั้ง 4 จะผ่านด่านการเป็นเด็กฝึกมาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันจะยากสักแค่ไหน ติดตามได้ในบทความนี้ของ Main Stand
 

ผ่านความเหงา

Blackpink คือวงเกิร์ลกรุ๊ปสัญชาติเกาหลีจากค่าย YG Entertainment เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ได้แก่ เจนนี่ (เจนนี คิม), จีซู (คิม จี-ซู), โรเซ่ (พัก แช-ย็อง), และ ลิซ่า (ลลิษา มโนบาล) 


Photo : Hellokpop

วงเกิร์ลกรุ๊ปที่ดูเหมือนธรรมดากลับไม่ธรรมดา เพราะนี่คือวงที่มีส่วนผสมของสมาชิกอย่างลงตัว ทั้ง ๆ ที่พวกเธอแต่ละคนต่างคนต่างที่มา ก่อนที่โชคชะตาจะนำพาให้ทั้งหมดมาพบเจอกัน ณ กรุงโซล ซึ่งการต้องจากบ้านมาไกลตั้งแต่เด็กแบบนี้คืออุปสรรคด่านแรกที่พวกเธอต้องฟันฝ่าก็ว่าได้ 

สำหรับ จีซู พี่คนโตของวง ถึงแม้เธอจะไม่ต้องเดินทางไกลเหมือนคนอื่นๆ เพราะเธอเกิดและเติบโตในจังหวัดคยองกีโด ประเทศเกาหลีใต้ ในครอบครัวใหญ่ แวดล้อมด้วยญาติพี่น้องหลายชีวิต แต่การที่เธอต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงมาเป็นเด็กฝึกของ YG Entertainment หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนั้นเธอยังเล่าให้ฟังว่า

"ในตอนเป็นเด็ก ญาติ ๆ ของฉันไม่ยอมให้ฉันเข้ากลุ่มด้วย เพราะฉันเป็นลูกเป็ดขี้เหร่" 


Photo : InkSyle

ถ้าสำหรับ จีซู ยังไม่ง่าย สมาชิกคนอื่น ๆ ก็ไม่คงไม่ต้องพูดถึง เพราะพวกเธอแต่ละคนล้วนแต่ต้องเดินทางข้ามประเทศมาทั้งสิ้น

ถึงจะเป็นคนเกาหลีใต้ แต่ เจนนี่ ก็อาศัยอยู่ในประเทศถึงแค่อายุ 10 ขวบ ก่อนที่เธอจะย้ายไปอยู่ประเทศนิวซีแลนด์กับแม่ 

"ตั้งแต่ 10 ขวบถึง 15 ฉันอยู่นิวซีแลนด์คนเดียว ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่กับแม่เท่าไร ฉันอยู่โฮมสเตย์ ได้ผจญโลกกว้าง เรียนรู้สารพัด" 

"ทุกอย่างแล้วแต่เรา แต่ให้อายุแค่ 10 ขวบแต่ก็ต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง" เจนนี่ เล่าย้อนความหลัง  

หลังจากที่อยู่นิวซีแลนด์ได้ 5 ปี เจนนี่ ก็เตรียมตัวย้ายไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เธอเล่าให้ฟังว่าทุกอย่างดำเนินการไปมากกว่า 80% แล้วด้วยซ้ำ จัดการเรื่องโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว แต่ในระหว่างที่เธอกำลังเก็บของ เธอก็รู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้อยากไปเรียนต่อที่อเมริกาคนเดียว 

"ฉันอยากเป็นนักร้อง ไม่รู้เหมือนกันว่าความคิดนี้เข้ามาได้ยังไง" เจนนี่ กล่าว


Photo : Hellokpop

เจนนี่ ตัดสินใจคว้าโอกาสสุดท้ายด้วยการเข้าออดิชั่นกับ YG Entertainment ในปี 2010 ก่อนที่สุดท้ายโชคชะตาและความสามารถจะเปลี่ยนเส้นทางของเธอ จากเด็กนักเรียนที่สหรัฐอเมริกามาเป็นศิลปินฝึกหัดในประเทศเกาหลีใต้แทน 

ห่างจากประเทศนิวซีแลนด์ไปไม่ไกล ณ ประเทศออสเตรเลีย เรื่องราวของ โรเซ่ เริ่มต้นขึ้นที่นั่น เธอคือเด็กเชื้อสายเกาหลีใต้ที่เติบโตขึ้นมาในแดนจิงโจ้ 

โรเซ่ แตกต่างจาก เจนนี่ ตรงที่เธอหลงรักเสียงดนตรีมาตั้งแต่ยังเด็ก 

"ในตอนที่ยังเด็กฉันเล่นเปียโนมาตลอด ฉันนั่งลงแล้วเล่นเพลงกล่อมตัวเอง" โรเซ่ กล่าว นอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็นกีตาร์หรือการร้องเพลงเธอก็มีแพชชั่นกับมันไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าในตอนเด็กเธอยังไม่มีเป้าหมาย จนกระทั่ง YG Entertainment เดินทางมาออดิชั่นที่ประเทศออสเตรเลีย โรเซ่ จึงไปเข้าร่วมตามคำเชิญของพ่อ ก่อนที่เธอจะเป็นเพีงคนเดียวที่ผ่านการออดิชั่น 


Photo : PopcornFor2

"หลังจากนั้นพวกเขาก็โทรมาถามว่าเธอสามารถมาที่เกาหลีภายใน 2 เดือนได้ไหม จากนั้นชีวิตฉันก็เปลี่ยนไป ฉันหยุดเรียนที่ออสเตรเลีย ฉันไม่เคยนึกว่าจะต้องอยู่ห่างกับครอบครัว ฉันไม่เคยไปค้างนอกบ้านนานเกิน 2 สัปดาห์ด้วยซ้ำ" แต่สุดท้ายเด็กสาวก็ตัดสินใจอย่างเข้มแข็ง เธอทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังและเดินสู่ประเทศเกาหลีใต้

สำหรับ ลิซ่า ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเธอมาจากประเทศไทย โดยเธอเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ยังเด็ก 

"บ้านของคุณป้าหนูเขาจะเป็นเหมือนวงดนตรี หนูก็ชอบไปเอาไมค์สแตนด์ลดลงมาให้มันเล็กเท่าตัวหนู แล้วหนูก็เต้นร้องเพลงคนเดียว แม่เขาเห็นว่าหนูคงชอบเต้น ก็เลยให้หนูไปเรียนเต้น" ลิซ่า เล่าถึงจุดเริ่มต้น 

หลังจากนั้น ลิซ่า ก็เดินสายประกวดทั้งร้องทั้งเต้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้เข้าร่วมการออดิชั่นของ YG Entertainment ในประเทศไทย และหลังจากที่เฝ้ารอโทรศัพท์กว่า 2 เดือน เธอก็ได้ทราบข่าวดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความจริงอีกด้านที่เธอต้องยอมรับเช่นกัน


Photo : KoreaMap 

"หนูเป็นคนติดแม่ค่ะ เป็นลูกติดแม่ แต่ต่อไปนี้จะไม่มีม่อยู่ด้วยที่เกาหลี ก็ต้องทำอะไรด้วยตัวเองแล้ว ตอนนั้นหนูอายุ 14 ยังเด็กมาก พูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลยด้วย"

ทั้ง 4 รู้ดีว่าโอกาสที่พวกเธอได้รับนั้นแลกมาด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ไม่มีใครถอย ดังนั้นในช่วงปี 2010 ทั้ง 4 คนจากหลากหลายประเทศก็ได้โคจรมาเจอกันในฐานะเด็กฝึก YG Entertainment
 

ผ่านความเหนื่อยยาก

อย่างที่ทุกคนทราบกันดี โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามวงการไอดอลเกาหลีว่า การเป็นเด็กฝึกนั้นขึ้นชื่อว่าทั้งโหด ทั้งหิน และยากลำบากมาก ๆ ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นระยะเวลาหลายปี โดยที่ไม่รู้อนาคตตัวเองว่าจะได้เปิดตัวเมื่อไร ต้องรออีกนานแค่ไหน หรือบางคนก็อาจจะโชคร้ายที่วันนั้นอาจไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้

แต่ในเรื่องรายละเอียดว่ามันลำบากขนาดไหนนั้น ฟังจากปากเจ้าตัวเองน่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

"มันเหมือนโรงเรียนประจำ แต่เปลี่ยนเป็นสอนการร้องกับการเต้น เราฝึกซ้อมกันวันละ 14 ชั่วโมง และต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานในทุกด้าน" เจนนี่กล่าว

"ในตอนแรกฉันต้องเรียนเยอะมาก ต้องเรียนเต้น 3-4 คลาส และซ้อมทุกวัน ต้องเรียนร้องเพลงกับครูอีก 2-3 คน เรามีวันหยุด 2 สัปดาห์ครั้ง และต้องกลับมาฝึกต่ออีก 13 วัน เป็นช่วงที่หนักมาก ๆ" ความทรงจำของ จีซู

แม้แต่ เท็ดดี้ ปาร์ก โปรดิวเซอร์คนปัจจุบันของ Blackpink ที่เห็นการฝึกซ้อมเหล่านั้นมาด้วยตาตัวเองก็ยังยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ 

"ไม่ง่ายเลยกับการทำซ้ำ ๆ วนไปวนมาแบบนั้น แต่ด้วยความอายุยังน้อย พวกเธอจึงซึมซับเทคนิคและสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเธอต้องใช้ไปอีก 10 ปี" 

นอกจากการซ้อมที่หนักแทบปางตายแล้ว เหล่าเด็กฝึกยังต้องทนกับความกดดันมหาศาลอีกด้วย โดยทุกสิ้นเดือนจะมีผู้บริหารและโปรดิวเซอร์ของค่ายเข้ามา ก่อนที่เด็กฝึกทุกคนจะต้องทำการแสดงทั้งร้อง เต้น แบบเดี่ยวและกลุ่มต่อหน้าพวกเขา ให้พวกเขาทำการประเมิน มีการตัดเกรดเป็น A-D ซึ่งแน่นอนว่าในทุกการแสดงต่อหน้าพวกเขาเหล่านี้ คำชมเป็นสิ่งที่หายากยิ่ง ส่วนใหญ่จะมีแต่การตำหนิ คำด่า แทบทั้งสิ้น หรือบางคนที่ทำไม่ถึงมาตรฐานก็โชคร้ายถึงขั้นต้องเก็บของกลับบ้านเลยทีเดียว 

นึกภาพเด็กสาวที่ยังอายุไม่ถึง 20 ที่ต้องจากบ้านมาไกล มาอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย และต้องมาเจอกับการฝึกซ้อมหนักทุกวัน ความกดดันที่เวียนมาทุกเดือน ว่ามันหนักหนาขนาดไหน

"การต้องฟังคนบอกว่าฉันไม่เก่งต่อหน้า และต้องเก็บอาการเอาไว้ มันเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ"

"จำได้ว่าต้องส่งเพื่อนสนิทกลับบ้านทุกเดือน เพราะพวกเธอถูกคัดออกจากการสอบ" เจนนี่ เล่า

อย่าว่าแต่เด็กผู้หญิงเลย แม้แต่ผู้ใหญ่เอง เจอแบบนี้เข้าไปยังไงมันก็ต้องมีวันที่ความอดทนเดินทางมาถึงขีดสุด ทั้ง 4 เองก็เช่นกัน ทว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้พวกเธอประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เพราะความไม่ยอมแพ้ในตอนนั้นนั่นแหละ

"ฉันแทบไม่ได้กลับบ้าน ต้องฝึกวันสุดสัปดาห์ พ่อแม่ฉันเสียใจและเป็นห่วงมาก ๆ แต่มันคือสิ่งที่ฉันต้องทำ ท่านเลยบอกให้เข้มแข็งและทำมันให้สำเร็จ" จีซู กล่าว

"มันเป็นบรรยากาศที่ไม่มีความสุขเท่าไร ฉันโทรหาแม่ตลอด และเล่าให้ฟังว่ามันยากมากแค่ไหน แม่บอกให้ฉันกลับบ้าน แต่ฉันบอกว่าไม่ ยืนยันว่าไม่ คำว่ากลับบ้านเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากได้ยินที่สุด มาขนาดนี้แล้วฉันจะไม่กลับโดยที่ไม่ได้ทำอะไร ฉันว่ามันเป็นเรื่องน่าอับอาย" โรเซ่ กล่าว


Photo : KoreanPopMap 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สารคดี Blackpink: Light Up the Sky หยิบยกมานำเสนอคือเรื่อง "การสูญเสียวัยเด็ก" เนื่องจากการเข้ามาเป็นเด็กฝึก นั่นหมายถึงการที่พวกเธอต้องทุ่มทุกอย่างให้กับมัน โดยทิ้งประสบการณ์ในรั้วโรงเรียนไว้เบื้องหลัง

"ฉันได้เข้ามาเป็นเด็กฝึกในตอนที่อายุเยอะแล้ว เลยไม่ค่อยรู้สึกเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่อีก 3 คนนั้นต่างออกไป" จีซู กล่าว

ในขณะที่ เจนนี่ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้เอาไว้ว่า

"หลายคนมีความทรงจำมากมายในช่วงที่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย แต่ฉันไม่เคยมีเลย อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่เสียใจที่ได้เข้ามาเป็นเด็กฝึก ได้เรียนร้อง เรียนเต้น แทนที่ตรงนั้น"

หลังจากผ่านเวลา 6 ปีของ เจนนี่ 5 ปี ของ จีซู และ ลิซ่า 4 ปี ของ โรเซ่ ในที่สุดทั้ง 4 ก็หาจุดลงตัวของพวกเธอเจอ YG Entertainment ลงความเห็นว่าเมื่อมารวมกัน 4 คน พวกเธอมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นในปี 2016 ทั้งหมดจึงได้เปิดตัวต่อชาวโลกเป็นครั้งแรกในฐานะ Blackpink
 

ผ่านความท้าทายและยังต้องเดินต่อไป

ถ้ารากฐานของมันแข็งแรง เมื่อถึงเวลาอันสมควรมันก็พร้อมจะทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ... หลักการนี้สามารถปรับใช้ได้กับทุกสิ่ง แม้แต่การพัฒนาของ Blackpink ก็เช่นกัน เพราะหลังจากที่ค่าย YG Entertainment ประกาศเปิดตัววงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกในรอบ 7 ปี ในชื่อ Blackpink พร้อมปล่อยเพลง WHISTLE ออกมาในปี 2016 ทั้ง 4 สาวก็แทบจะประสบความสำเร็จในทันที เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่พวกเธออดทนมากว่า 5 ปีนั้นไม่สูญเปล่า

Blackpink กลายเป็นวงที่ขึ้นอันดับ 1 ของประเทศเกาหลีในระยะเวลาเพียง 14 วัน และเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ใช้เวลาในการไต่เต้าไปถึงจุดนั้นสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์

"พวกเธอดังและประสบความสำเร็จมาก ผมคิดว่าไม่มีใครคาดฝันเรื่องนี้ บางครั้งผมยังคิดเลยว่าต้องทำยังไงถึงจะสมความคาดหวังของแฟน ๆ" 

"แต่ละวงมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของวง ส่วนผสมที่ทำให้ Blackpink แตกต่างไม่เหมือนใครและโดดเด่น" เท็ดดี้ ปาร์ก โปรดิวเซอร์ กล่าว

อย่างไรก็ตามเมื่อเปลี่ยนจากเด็กสาวธรรมดากลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ชื่อเสียงก้องโลก พวกเธออาจจะไม่ต้องฝึกหนัก อยู่ในกฎระเบียบเคร่งครัด เหมือนที่ผ่านมาแล้วก็จริง แต่ในขณะเดียวกันพวกเธอก็ต้องเผชิญกับความยากรูปแบบใหม่ที่ต่างออกไปจากเดิม

"ตอนเป็นเด็กฉันอยากเปิดตัวมาก แต่พอเปิดตัวแล้วก็มีหลายเรื่องให้ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ฉันคิดว่าพอทุกอย่างเร็วขึ้น มันทำให้ถึงจุดที่เกินจะรับในบางครั้ง"

"ทุกครั้งที่ฉันอยู่บนเวทีฉันรู้สึกมีความสุข แต่เมื่อกลับมาอยู่ที่ห้องฉันกลับรู้สึกว่างเปล่า" โรเซ่ กล่าว


Photo : KoreanPopMap 

ส่วน ลิซ่า เองก็พบปัญหาไม่ต่างกัน จริงอยู่ที่ตอนนี้เธอเดินทางมาถึงจุดที่ตัวเองฝันแล้ว แต่เธอกลับไม่มีความสุขอย่างที่คิด เธอรู้สึกว่าต้องแบกรับอะไรหลายอย่างมากเกินไป ทั้งความคาดหวังของแฟน ๆ ที่เธอจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ทุกครั้งที่ปล่อยผลงานใหม่ก็มีความกดดันอยู่เสมอ

"จนบางครั้งหนูรู้สึกว่าเป้าหมายในชีวิตของหนูหายไป หนูต้องพยายามค้นหามันให้เจอ" ลิซ่า ระบายความรู้สึก

นอกจากนั้นราคาที่สมาชิกทุกคนต้องจ่ายในฐานะศิลปินระดับโลก คือการที่พวกเธอต้องเดินทางตลอดเวลา ต้องปรับสภาพตัวเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่ามันทั้งเหนื่อยและบั่นทอนไม่ใช่น้อย 

หนึ่งคำถามที่ทั้ง 4 สาวรู้สึกคล้าย ๆ กันคือ ... แล้วยังไงต่อดี ? มันเป็นความเคว้งคว้างที่ยากจะอธิบายให้ใครเข้าใจ พวกเธอจมอยู่กับมันสักระยะ จนกระทั่งได้มีโอกาสขึ้นแสดงใน Coachella Valley Music and Arts Festival หนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

ถึงแม้ Blackpink จะผ่านเวทีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่สำหรับ Coachella นั้นแตกต่างออกไป เพราะทุกครั้งที่ Blackpink แสดง ผู้ชมเบื้องหน้าคือแฟนคลับวงที่พร้อมจะมอบความรักให้พวกเธออย่างไร้เงื่อนไข แต่ที่ Coachella ผู้ชมส่วนใหญ่คือคนที่รักดนตรีจริงๆ บางคนอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า Blackpink คืออะไร ดังนั้นครั้งนี้มันจึงเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายว่าพวกเธอก้าวไปถึงระดับโลกแล้วจริงๆ หรือเปล่า

ในฐานะที่ Blackpink เป็นเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ขึ้นแสดงใน Coachella ดังนั้นแน่นอนว่าพวกเธอจึงกดดันไม่น้อย

"ฉันกังวลมากอยู่หลังเวที ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีคนมาดูเราหรือเปล่า พวกเขาจะสนใจเราไหม อาจจะมีคนมาดูพวกเราแค่ 200-300 คนก็ได้" เจนนี่ กล่าว

อย่างไรก็ตามโชว์ของ Blackpink บนเวทีอันยิ่งใหญ่นี้ได้รับการตอบรับที่เกินคาด และพวกเธอก็ทำมันได้ดีมาก ๆ เรียกได้ว่าเป็นการสถาปนาดนตรีเคป๊อปลงบนแผ่นดินอเมริกาอย่างแท้จริง นอกจากนั้นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ากระแสตอบรับคือความรู้สึกของพวกเธอเอง ที่ระหว่างทำการแสดงอยู่บนเวทีได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง


Photo : WorkpointNews 

"การได้มาอยู่ตรงนี้ทำให้ได้รู้ว่าพวกเรามาถูกทางแล้ว และได้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การโฟกัสกับตัวเอง แต่เป็นการรับส่งพลังกับผู้ชม สนุกไปกับมัน" เจนนี่ กล่าว

ความรู้สึกเหล่านี้ได้เข้ามาเติมเต็มความว่างเปล่าในใจของทั้ง 4 สาวให้กลับมารู้สึกมีพลังอีกครั้ง โดยในตอนท้ายของสารคดี พวกเธอทุกคนได้พูดคุยกันถึงเรื่องชีวิตในอนาคต เกี่ยวกับการมีครอบครัว มีลูก และชีวิตหลังจากที่ภารกิจตรงนี้เสร็จสิ้น 

ทว่าก่อนที่จะถึงวันนั้น ด้วยความยากลำบากและประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านเข้ามา Blackpink จะใช้สิ่งเหล่านั้นกลั่นออกมาเป็นความสุขมอบให้แก่แฟน ๆ อย่างดีที่สุดเท่าที่พวกเธอจะทำได้อย่างแน่นอน


แหล่งอ้างอิง:

Blackpink: Light Up the Sky, Netflix



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง