mainstand

Feature

ยอดจอมยุทธ์ คู่ยอดกระบี่ : เดวิด กิลล์ ซีอีโอ ที่ไม่เคยทำให้ เฟอร์กี้ ต้องรอ 48 ชั่วโมง | Main Stand



"ก่อนที่ผมจะปาร์ตี้กับพวกคุณ ผมอยากจะรู้ว่าในซัมเมอร์นี้ผมต้องเจรจาซื้อตัวนักเตะคนไหนเป็นคนแรก" 


 

นี่คือสิ่งที่ เดวิด กิลล์ กล่าวในงานปาร์ตี้ของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2008 ... สิ่งนี้แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า ซีอีโอ ที่ดี สามารถผลักดันทีมให้ไปได้ไกลแค่ไหน

นี่คือเรื่องราวของอดีตซีอีโอทีมปีศาจแดง ที่ขยับตัวเองจากเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน ขึ้นมาเป็นผู้บริหารจนทำให้คนอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอมเรียกเขาว่า "เจ้านาย"

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

 

ทำไมต้อง เดวิด กิลล์ 

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ตลาดซื้อขายนักฟุตบอลไม่ได้ยากและยุ่งเหยิงชิงเหลี่ยมเท่ากับทุกวันนี้ การเจรจากันระหว่างสโมสรกับสโมสรเรียบง่ายและจบไว เงินถึงก็เอาไป มันเป็นเช่นนั้นเสมอ จนกระทั่งหลายสิ่งเริ่มเปลี่ยนแปลง และฟุตบอลกลายเป็นเทรนด์กีฬาอันดับ 1 ของโลกที่ทำเงินมากเกินกว่าอุตสาหกรรมกีฬาใด ๆ เมื่อนั้นโลกแห่งการเจรจา ต่อรอง และแข่งกันด้านวิสัยทัศน์จึงเริ่มขึ้น 

สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด นี่คือทีมเบอร์แรก ๆ ของโลกที่สามารถครองตลาดแฟนบอลในต่างแดนได้ นอกจากนี้เรื่องในสนามก็ยังยอดเยี่ยม การเสริมทัพนักเตะเป็นไปอย่างรวดเร็วว่องไวและได้ราคาที่ไม่ได้แพงมากมายเกินไปนัก ผลงานการคว้านักเตะอย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิล, ยาป สตัม, รอย คีน, ดไวท์ ยอร์ค และ รุด ฟาน นิสเติลรอย ล้วนเป็นดีลที่สร้างประวัติศาสตร์ของทีมทั้งสิ้น โดยดีลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคของซีอีโอที่ชื่อว่า ปีเตอร์ เคนย่อน ที่ถือเป็นมือปืนคู่ใจของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาตั้งแต่ยุค 90s 

อย่างไรก็ตามปัญหาที่ทำให้ทีมปีศาจแดงต้องสั่นคลอนเกิดขึ้นในช่วงปี 2003 เมื่ออยู่ ๆ ปีเตอร์ เคนย่อน ที่เคยประกาศตัวเองว่า "จะมีจิตวิญญาณของ ยูไนเต็ด ตลอดไป" ก็ประกาศลาออกจากทีมอย่างสายฟ้าแลบ เท่านั้นยังไม่พอ เขายังแปรพักตร์เข้าสู่อ้อมอก เชลซี ในยุคที่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์ทีมไป 

ณ นาทีนั้น เคนย่อน มีอิทธิพลในทีมเป็นอย่างมาก เขารับหน้าที่ ซีอีโอ ระดับสูง ทำงานใหญ่ ๆ สำเร็จมากมาย หนึ่งในนั้นคือการรั้งตัว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ประกาศวางมือในปี 2002 ให้ทบทวนความคิดนี้ใหม่ จนสุดท้าย เฟอร์กี้ ยอมกลับมาทำงานที่ข้างสนามอีกครั้ง ... 

การขาดคนที่มีทั้งพระเดชและพระคุณเช่นนี้ ย่อมจำเป็นจะต้องหาคนที่ "เป็นงาน" เข้ามาทดแทน ซึ่งสุดท้าย มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสร ณ เวลานั้น เห็นแววจากคนในที่ทำงานในองค์กรอยู่แล้ว แทนที่จะจ้างซีอีโอระดับโลกเข้ามาบริหาร เขาเลือก "เดวิด กิลล์" พนักงานตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของทีมนั่นเอง 

ทำไมต้อง เดวิด กิลล์ ? คำตอบนั้นคล้าย ๆ กับเหตุผลที่สโมสรเลือก ปีเตอร์ เคนย่อน เพราะ กิลล์ เองอยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 1997 และได้เลื่อนตำแหน่งในแผนกการเงิน เห็นความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะเรื่องตัวเลข ว่ากันง่าย ๆ แบบไม่เข้าข้างใครคือ เมื่อหลังจากผ่านช่วงยุค 90s กลาง ๆ เป็นต้นมา ยูไนเต็ด คือเจ้าแห่งฟุตบอลอังกฤษตัวจริง และสิ่งที่พวกเขาอยากจะสานต่อคือการทำตลาดนอกสนามให้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับฟอร์มการเล่นที่แสดงออกมาด้วย

เมื่อความเห็นของ กิลล์ ตรงกับบอร์ดบริหารยุคนั้น เขาก็กลายเป็นรองประธานสโมสร ควบตำแหน่ง ซีอีโอ ที่ต้องขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าด้วยความรู้ความสามารถ และวิสัยทัศน์ทั้งหมดที่เขามี 

"สโมสรตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์นอกสนามให้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ความสำเร็จที่ทีมได้รับจากการแข่งขัน ดังนั้นผมจึงมองหาผู้ร่วมงานที่ดีที่สุดในแต่ละตำแหน่ง พวกเขาต้องเก่งก่อนเป็นอันดับแรก จะรู้เรื่องฟุตบอลหรือไม่ ผมไม่สนใจ ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งสำคัญคือเราจะต้องมองไปที่ส่วนของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จก่อนเป็นอย่างแรก" 

นี่อาจจะเป็นวิสัยทัศน์ที่ทำให้แฟนบอลต้องว้าวุ่นใจอยู่บ้าง แต่ใจความสำคัญที่ กิลล์ พยายามจะบอกคือ เขาต้องการผู้มีความรู้เฉพาะทาง เก่งเรื่องการเงินและวิเคราะห์ตลาดให้ขาดเท่านั้น และถ้าหากถามว่ามีใครสักคนในทีมงานของเขาที่รู้เรื่องฟุตบอลบ้าง ? คำตอบง่ายนิดเดียวไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะ กิลล์ นี่แหละที่จะเป็นสะพานที่คอยเชื่อมระหว่างทีมการตลาดเข้าหาทีมฟุตบอลด้วยตัวของเขาเอง 

 

จับฟุตบอล ชน ธุรกิจ

"เราอาจจะสนเรื่องธุรกิจมากขึ้น แต่ธุรกิจของเราคืออะไรล่ะถ้าไม่ใช่ฟุตบอล ? ดังนั้นเรื่องในสนามจะต้องสำคัญไม่แพ้ใคร เราจะไม่ยอมให้องค์ประกอบส่วนอื่น ๆ มารบกวนเรื่องฟุตบอลเด็ดขาดเลย เราจะใช้ฟุตบอลที่มาเรามีเป็นตัวเปิดประตูสู่โลกกว้าง ไปอยูในเกมที่โลกสนใจมากขึ้น" กิลล์ กล่าวกับเว็บไซต์ Management Today 

แค่พูดนั้นดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วหน้าที่ของ กิลล์ นั้นใหญ่โตและยากยิ่ง เพราะคนที่เขาจะต้องดีลและติดต่องานด้วยตลอดคือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เฟอร์เฟ็คชั่นนิสต์ตัวพ่อ และเป็นคนที่ยึดมั่นในแนวทางการทำทีมของตัวเองอย่างมาก 

เฟอร์กี้ ไม่ยอมให้ใครเข้ามาก้าวก่ายและแตะทีมของเขา เขามีกฎบางข้อที่ใครก็ห้ามล้ำเส้น ... หากยังไม่ฟังกันและก้าวเข้ามา คน ๆ นั้นจะต้องออกจากสโมสรไป หรือไม่เช่นนั้นเขาก็จะเลือกออกไปเอง ซึ่งอย่างหลังนั้นไม่มีทางเสียหรอก เพราะหลายสิ่งที่เขาทำมาคือประวัติศาสตร์ เครดิตของเฟอร์กี้เต็มกระบุง เป็นไม้ซุงที่แข็งแกร่ง ใครที่กล้างัดกับเขาก็จะพบว่าตัวเองนั้นเป็นแค่ไม้ซีกก้านเดียวเท่านั้น 

นอกจาก เฟอร์กี้ แล้ว กิลล์ ยังต้องเข้าพบผู้บริหารสโมสรเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเขาต้องคอยเอาคำตอบของอีกฝั่งไปให้อีกฝั่ง เรียกได้ว่าเขาเป็นทั้งคนรับสารและส่งสารไปยังทั้งฝ่ายการแข่งขันและฝ่ายธุรกิจ ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าความเก่งกาจด้านการงานอย่างเดียวไม่มีทางพอสำหรับการเป็นซีอีโอของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่เขาต้องเป็นคนที่เต็มไปด้วยมนุษย์สัมพันธ์และเรียนรู้การพูดเพื่อมัดใจคนอื่น ๆ รอบตัวด้วย

"งานแบบที่ผมทำนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยถ้าคุณไม่สามารถเข้ากับผู้คนหรือคนอื่น ๆ ได้ ทุกคนล้วนแต่มีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นผมจึงต้องเปลี่ยนคนรอบข้างที่พบเจอให้เป็นทีมของผมด้วย"

ผลงานเด่น ๆ ของ กิลล์ คือการซื้อตัวนักเตะที่เฟอร์กี้อยากได้ และนักเตะคนนั้นต้องเป็นนักเตะที่อยู่ในแนวคิดการสร้างทีมของบอร์ดบริหารด้วย นโยบายการซื้อขายของ ยูไนเต็ด ณ ยุคเวลานั้นคือการหาผู้เล่นระดับท็อปที่ยังมีอายุการใช้งานได้ ยิ่งยาวนานเท่าไหร่ยิ่งดี พวกเขาจะต้องสร้างทีมด้วยแกนหลักที่มีนักเตะสหราชอาณาจักร ซึ่งต้องเพิ่มในวงเล็บอีกว่านักเตะเหล่านี้จะต้องมีทัศนคติเข้ากันกับองค์กร รับขนบธรรมเนียมของสโมสรที่มีมาอย่างยาวนานให้ได้ นั่นคือความกระหายชัยชนะ, อยู่อย่างมีเกียรติ และเคารพในหน้าที่ของตนเอง 

ดังนั้นนักเตะอังกฤษอย่าง ไมเคิล คาร์ริค, ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เวย์น รูนี่ย์ ที่ล้วนเป็นนักเตะตรงสเป็คของ เฟอร์กี้ และ บอร์ดบริหาร จึงเป็นดีลที่ เดวิด กิลล์ คือผู้เริ่มต้นและจบงานเองทั้งนั้น   

กิลล์ และ เฟอร์กี้ เป็นคู่ที่ใช้เวลาทำงานร่วมกันมากที่สุดจากการเปิดเผยของเขาหลังจากประกาศวางมือไปเมื่อหลายปีก่อน กิลล์ ยอมรับว่าเขากับ เฟอร์กี้ นั้นมีเรื่องที่ต้องขึ้นเสียงเพราะความคิดไม่ตรงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ทำงานร่วมกันได้นั่นคือคำว่า "มืออาชีพ" เพราะทั้งสองคนถือทัศนคติเดียวกันนั่นคือ "ยูไนเต็ด ต้องเป็นที่ 1" นั่นคือนโยบายหลักที่ทั้งคู่เข้าใจตรงกัน 

 

เถียงกันเพื่อเป้าหมายเดียว

เป้าหมาย ยูไนเต็ด ต้องเป็นที่ 1 นั้นทำให้ เฟอร์กี้ และ กิลล์ ทำงานร่วมกันในฐานะทีมได้เป็นอย่างดี กิลล์ พยายามหาทางสนับสนุนเฟอร์กี้ ตลอดเวลา แม้ในช่วงท้ายอาชีพกุนซือของ เฟอร์กี้ จะใช้เงินไม่ได้มากมาย ซึ่งเป็นเพราะการเข้ามาของตระกูลเกลเซอร์ ที่เข้ามาเทคโอเวอร์ทีม และทำให้สโมสรเริ่มมีหนี้มากขึ้น ทำให้การจับจ่ายใช้สอยยากขึ้นพอสมควร 

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น กิลล์ ยึดมั่นในคำเดิม คือเขาจะไม่ยอมให้ส่วนอื่น ๆ เข้ามากระทบเรื่องฟุตบอลเป็นอันขาด เขายืนอยู่ข้างเฟอร์กี้เสมอ และช่วยคานอำนาจในโต๊ะประชุมบอร์ดบริหาร สำหรับการซื้อขายแต่ละครั้ง กรณีที่ชัดเจนที่สุดคือการซื้อตัว โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ จาก อาร์เซน่อล ด้วยค่าตัว 24.5 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2012-13 ณ เวลานั้น RVP อายุย่างเข้าสู่วัย 30 ปีแล้ว และนั่นผิดวัตถุประสงค์ที่บอร์ดบริหารได้วางมาตรการการซื้อขายไว้ ทว่าเมื่อ เฟอร์กี้ อยากได้ กิลล์ ก็พร้อมจะเดินงานนี้อย่างเต็มกำลัง

"การที่ผมตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่มี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีมอยู่ และเขาบอกผมว่าต้องการทำงานต่อไปอีก 3 ปี ผมชอบแนวทางการทำทีมของเขามาก ๆ" RVP เล่าถึงวันที่เขาได้นั่งคุยกับ เฟอร์กี้ เกี่ยวกับแนวทางการทำทีมหากเขาย้ายมาร่วมทัพปีศาจแดง 

มันแสดงให้เห็นว่าแม้เขาจะสภาพร่างกายเปราะพอสมควรเมื่อครั้งอยู่กับอาเซน่อล และอายุก็ใกล้เข้าเลข 3 ไปทุกที แต่ เฟอร์กี้ ก็ตั้งใจว่าอย่างไรเสียต้องเอา RVP มาร่วมทีมให้ได้ และสุดท้าย กิลล์ ก็จัดการเรื่องนี้จน ฟาน เพอร์ซี่ สวมเสื้อหมายเลข 20 และทำให้ทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 อีกด้วย จะมีสิ่งเดียวที่ผิดแผนก็คือ การประกาศวางมือของ เฟอร์กี้ หลังจบฤดูกาล เนื่องจากต้องการให้เวลากับภรรยาที่เพิ่งสูญเสียน้องสาวฝาแฝดไป

นักเตะที่เฟอร์กี้อยากได้และเสนอมาแต่ละคนนั้น ล้วนแต่เป็นนักเตะที่เขาอยากจะได้จริง ๆ โดยมีเหตุผลด้านฟุตบอลล้วน ๆ ดังนั้น กิลล์ จึงต้องเป็นลูกคู่ให้กับ เฟอร์กี้ ตลอดเวลาในการเจรจากับนักเตะคนไหน ยกตัวอย่างเช่นการคว้าตัว ปาทริซ เอวร่า จาก โมนาโก มาร่วมทีมนั้น ในการคุยกับนักเตะก่อนซื้อขาย ทั้ง กิลล์ และ เฟอร์กี้ ก็เข้าแท็กทีมคุยกับ เอวร่า พร้อม ๆ กัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เฟอร์กี้ พูดเรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสนาม ส่วนกิลล์ก็จัดการงานเรื่องตัวเลขที่ปวดหัวของเขาไป ซึ่งสุดท้ายผลมันออกมาเวิร์กมาก ... อย่างน้อยก็สำหรับเอวร่าคนหนึ่งล่ะ 

"เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากจะได้นักเตะคนไหนสักคน พวกเขาจะเข้ามาคุยกับนักเตะคนนั้นต่อหน้า ตอนที่ผมย้ายทีมทั้ง เซอร์ อเล็กซ์ และ เดวิด กิลล์ เดินทางมาพบและพูดคุยทุกสิ่งกับผมถึงโมนาโกด้วยตัวของพวกเขาเอง และมันดีกว่าที่ผมจะได้นั่งคุยหรือนั่งสัมภาษณ์กับทนายหรือเอฟบีไอแน่ ๆ" เอวร่า ว่าไว้แบบสด ๆ ร้อน ๆ ไม่นานมานี้ 

"ผมทำงานที่ ยูไนเต็ด มานานกว่า 26 ปี ตลอดระยะเวลาการทำงานที่นั่นผมมีคนที่เรียกว่าบิ๊กบอสแค่ 2 คน นั่นคือ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ที่นำผมเข้ามา และอีกคนคือ เดวิด กิลล์ เท่านั้นเอง" เฟอร์กูสัน กล่าวกับ The Mirror

"เดวิด กิลล์ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ เชื่อไหมผมกับเขามีเรื่องให้คอยโต้แย้งและเถียงกันเป็นล้าน ๆ ครั้ง แต่ผมกลับสนุกมากที่ได้เถียงกันกับเขา มันเป็นแบบนั้นทุกครั้งไป เพราะผมรู้ว่าเดวิดเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการอยู่ตรงนี้ เขาเป็นคนตรง และสองคือเขามีความคิดเหมือนกับผมคือต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นที่ 1 เสมอ"

"ผมกับเขาเถียงกันเยอะมาก แต่ไม่เคยขัดแย้งเรื่องส่วนตัวแม้แต่ครั้งเดียว เขาคือคนที่ต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดกับผมและทีมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น, สนามฝึกซ้อม และทีมสต๊าฟฟ์โค้ช" เฟอร์กี้ กล่าว 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น กิลล์ เองเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนหมู่มากและเป็นคนกลางมาเสมอ เขาเคยยอมรับว่าแรก ๆ มันทำใจยากอยู่บ้างที่ต้องตะโกนโวยวายเถียงกันกับเฟอร์กี้ จนดูเหมือนจะไม่ลงตัว ทว่าหลังจากเขากลับมาถึงบ้าน เฟอร์กี้ มักจะโทรมาคุยกับเขาเรื่องสิ่งที่อยู่ในหัวสมอง (การเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม) เหมือนกับว่าเมื่อกลางวันทั้ง 2 คนไม่ได้ทะเลาะกันเลย ... แต่นานวันเข้า เขาก็รู้ถึงเหตุผลที่ว่าทำไม เฟอร์กี้ จึงต้องเถียงกับเขาตลอดเวลา 

นั่นก็เพราะว่าทุกคำเตือนและข้อเสนอจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ล้วนมีสิ่งดีซ่อนอยู่เสมอ ... เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่จะรู้เรื่องฟุตบอลและทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ดีกว่าเขาอีกแล้ว

 

ยอดกระบี่ และยอดจอมยุทธ์ 

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผงาดง้ำค้ำโลกฟุตบอล ดังนั้นมันจึงแสดงให้เห็นว่าคำชื่นชมต่าง ๆ ถึง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือนักเตะในทีมล้วนสามารถส่งถึง เดวิด กิลล์ ได้เช่นกันเพราะเขาเองก็มีส่วนในแต่ละการเคลื่อนไหวและการพัฒนาทีมไม่น้อย 

หาก เฟอร์กี้ เป็นยอดจอมยุทธ์ที่ใช้เคล็ดวิชาเอาชนะศัตรู เดวิด กิลล์ คงเป็นเหมือนกระบี่เล่มโปรดที่เข้ามือ หยิบจับเมื่อไหร่ก็กวัดแกว่งได้อย่างว่องไวคล่องตัว และกระบี่เล่มนี้เองที่ช่วยปัดป้องการโจมตีไม่ให้ เฟอร์กี้ ได้รับบาดแผลด้วยเช่นกัน

เพราะใช่ว่าช่วงเวลาของทั้งคู่นั้นจะเป็นเพอร์เฟ็กต์ไทม์ไปทั้งหมด มีหลายเรื่องที่ กิลล์ รับบทเป็นหนังหน้าไฟให้แฟน ๆ ระบายอารมณ์และต่อว่าบ้าง เช่นการลงทุนที่น้อยเกินไปในช่วงท้าย ๆ ยุค เฟอร์กี้ หรือยุคที่ตระกูลเกลเซอร์เริ่มโดนแฟน ๆ โจมตี จากหนี้ที่สโมสรมี

"มีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบให้เจ้าของสโมสรเข้ามายุ่งกับโครงสร้างและนำสิ่งที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ผมเองก็โดนวิจารณ์หนักช่วงนั้น (แฟน ๆ คิดว่าเป็นฝั่งเดียวกับ เกลเซอร์) แต่เฟอร์กี้ ก็มาบอกกับผมว่าเราสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้ และการจะทำให้เป็นเช่นนั้นได้คือความสำเร็จในสนามต้องมาก่อน”

"ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกคือความสำเร็จของทีม และสิ่งที่จะทำให้มันเป็นเช่นนั้นได้ คนที่อยู่นอกสนามต้องมีวิชั่นที่ชัดเจนไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ผลการแข่งขันและการลงทุนคือของคู่กันอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย ส่วนเหตุผลที่หลายสิ่งจะไปด้วยกันได้ดีก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย เซอร์ อเล็กซ์ คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่มีความสามารถมาก เขาสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ได้ดี เป็นคนสามารถพัฒนาขีดความสามารถของคนอื่น ๆ และปลุกความมั่นใจขึ้นมาได้" กิลล์ กล่าว

การทำงานกับ เฟอร์กี้ ทำให้ กิลล์ รู้ว่าทุกนาทีนั้นมีความหมาย การมองไปข้างหน้าคือสิ่งสำคัญ วันนี้ได้แชมป์ วันข้างหน้าอาจจะไม่เป็นแบบนั้นหากขาดซึ่งวิสัยทัศน์และการตื่นตัว ... ซึ่งการทำแบบนี้ซ้ำ ๆ ทำให้เขากลายเป็นคนโปรดของ เฟอร์กี้ เหมือนกระบี่ที่เข้าไม้เข้ามือ จนสามารถพิชิตศัตรูได้อย่างมากมาย 

มีเรื่องราวคลาสสิกเรื่องหนึ่งที่บอกเล่าเคมีของ เฟอร์กี้ และ กิลล์ ได้เป็นอย่างดี มันคือเรื่องราวในวันที่ทีมปีศาจแดงฉลองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 2008 ที่กรุงมอสโก และเรื่องนี้ถูกเล่าผ่าน ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่สะท้อนให้เห็นว่า กิลล์ รักงานที่เขาทำจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนหรือมองว่ามันเป็นงานที่ทำให้ครบชั่วโมงและแยกย้ายกลับไปบ้านไปพักผ่อน ... เขาคิดถึงทีมเสมอ

"เราคว้าแชมป์และทุกคนคลั่งมากฉลองกันสนั่น เราเช่าห้องจัดเลี้ยงที่กรุงมอสโกกับเพื่อน ๆ และครอบครัวของนักเตะในทีม และขณะที่ทุกคนกำลังสนุก ซีอีโอของทีม (เดวิด กิลล์) ก็เข้ามา และมาพูดกับพวกเราว่า ... ซัมเมอร์หน้าเราจะซื้อตัวใครเข้ามาเสริมทีม วันนี้ผมต้องรู้ว่าเราจะต้องเดินเรื่องซื้อตัวนักเตะคนไหนก่อน ผมต้องรู้ให้ได้ ไม่งั้นผมจะไม่ได้ปาร์ตี้กับพวกคุณแน่" เฟอร์ดินานด์ เล่าผ่าน Manchester Evening News 

"เมื่อผมมองย้อนกลับไปผมรู้สึกว่าทุกคนในทีม ๆ นี้ต่างพยายามผลักดันทีมไปข้างหน้า ผมรู้ว่าคนเหล่านี้จริงจังกับการทำงานของพวกเขามาก ๆ จนพาทีมมาอยู่ในระดับนี้ได้ ... เชื่อไหมหลังจากคว้าแชมป์ยุโรปปีนั้นผมมีความรู้สึกว่าผมไปถึงจุดสุดยอดแล้วและคิดว่าเราจะดาวน์ลง แต่ที่ไหนได้เราสามารถเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง และคว้าแชมป์ลีกได้ 3 ปีติดต่อกัน   ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ? ผมคงต้องบอกว่าเรามีคนที่เสียสละแบบนี้นี่แหละ" เฟอร์ดินานด์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่สุดแล้วการวางคนวางคนที่ถูกต้อง ให้ลงล็อกกับงานที่ทำยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องทำ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนั้นมีคนที่อยากจะชนะและยิ่งใหญ่ในฐานะสโมสรฟุตบอลอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้นำในสนาม ขณะที่นอกสนามมีแรงขับเคลื่อนโดยบิ๊กบอสที่พร้อมรับฟังและทำตามสิ่งที่โค้ชต้องการหากไม่เหนือบ่าฝ่าแรงอย่าง เดวิด กิลล์ ... ไม่ต้องแปลกใจเลยว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ยูไนเต็ด เกรียงไกรสุด ๆ และยังคงได้รับอานิสงส์ของความยิ่งใหญ่นั้น มาจนทุกวันนี้ 

ไม่ใช่แค่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คนเดียวเท่านั้นที่ต้องการคนเคียงข้างที่รู้ใจ แฟนบอลอย่างเราๆท่านๆ ล้วนก็ต้องมีเพื่อนคู่คิดมิตรร่วมกิจกรรมกันทั้งนั้น โดยเฉพาะยุคที่ทุกอย่างหมุนไปรวดเร็วเช่นนี้ 

สำหรับแฟนของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีอะไรที่คู่ควรไปกว่า บัตรเครดิตกรุงศรี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นบัตรเครดิตบัตรเดียวที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ไม่ใช่แค่ใช้แทนเงินสดได้เท่านั้น แต่ยังมีสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นที่สามารถ "สานฝัน" แฟนบอลปีศาจแดงทุกคนอีกด้วย

เพราะทุกครั้งที่คุณใช้บัตรนี้ในวันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งขัน จะสามารถสะสมแต้มได้เพิ่มอีก 2 เท่า หากแมนฯ ยูไนเต็ด ชนะในเกมธรรมดารับแต้มสะสม 4 เท่า และหากชนะในเกมใหญ่ รับเพิ่มไปเลย 8 เท่า

แต้มเหล่านี้ที่คุณได้รับจะสามารถสะสมเพื่อใช้แลกซื้อของที่ระลึกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบ Limited Edition อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถสานฝันแฟนผีด้วยการไปชม แมนฯ ยูไนเต็ด ลงสนามที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยตาของตัวเอง โดยสามารถแบ่งชำระ 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน

หากสนใจจะจับจองเป็นเจ้าของบัตรเดียวครบตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แฟนบอลปีศาจแดงแบบนี้ติดต่อได้เลยที่ 02-646-3555 สายด่วนบัตรกรุงศรีอยุธยา ตลอด 24 ชั่วโมง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.manchestereveningnews.co.uk/sport/football/transfer-news/man-utd-ferdinand-solskjaer-news-16376349 
https://sportstar.thehindu.com/football/epl/man-united-transfers-premier-league-patrice-evra-criticism-player-recruiting/article32665550.ece 
https://www.managementtoday.co.uk/q-a-david-gill-ceo-manchester-united/article/1120153 
https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/david-gill-leaving-manchester-united-1721607 
https://www.thesun.co.uk/archives/football/899322/david-gill-outlines-ferguson-succession-plan 
https://www.dailystar.co.uk/sport/football/manchester-united-david-gill-sir-17236035 
https://www.theguardian.com/football/2013/feb/20/david-gill-manchester-united-chief-executive 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง