mainstand

Feature

เกิดอะไรขึ้นในวันที่ คานเย เวสต์ หันหลังให้ Nike แล้วพา Yeezy มาผงาดกับ adidas ? | Main Stand



หนึ่งในบุคคลทรงอิทธพลที่สุดในโลก ที่ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไร สวมใส่เสื้อผ้าแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร ก็เกิดกระแสให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ได้ตลอดเวลา ชื่อของเขาคือ คานเย เวสต์ แรปเปอร์ชื่อดังจากชิคาโก้ เจ้าของรางวัลแกรมมี่ 21 รางวัล มากที่สุดในบรรดาแรปเปอร์ทุกคน 


 

นอกจากนั้น คานเย ยังครองตำแหน่งแรปเปอร์ที่ร่ำรวยที่สุดประจำปี 2020 จากการประกาศของ Celebrity Networth ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 1 หมื่นล้านบาท

แน่นอนว่าแค่การเป็นศิลปินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เขาร่ำรวยมั่งคั่งขนาดนี้ แต่ช่องทางรายได้หลักของเขามาจากยอดขายรองเท้าตระกูล Yeezy ซึ่งอยู่ภายใต้แบรนด์ adidas ที่ไม่ว่าจะออกรุ่นใหม่มาเมื่อไรก็เป็นอันขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งความต้องการของตลาดยังสูง เห็นได้จากราคาขายต่อในตลาดรีเซลล์ที่แพงระยับ

อย่างไรก็ตามก่อนที่ Yeezy จะกลายมาเป็นบ่อเงินบ่อทองให้กับ adidas คานเย เวสต์ เคยร่วมสร้างมันกับ Nike คู่แข่งตลอดกาลมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ คานเย ตัดสินใจโบกมือลาแบรนด์ดังจากโอเรกอนอย่างไม่ใยดี ก่อนจะมาซบอก adidas และสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยกัน

เกิดอะไรขึ้นกับ คานเย เวสต์ และ Nike กันแน่ ติดตามเรื่องราวที่สั่นสะเทือนทั้งวงการแฟชั่นและโลกธุรกิจได้ที่ Main Stand

 

หลงรักแฟชั่นก่อนเสียงเพลง

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงคิดว่าหลังจากที่ คานเย เวสต์ โด่งดังก้องโลกในฐานะศิลปินฮิปฮอป เขาก็เห็นช่องทางการทำเงินครั้งใหญ่ด้วยการใช้ชื่อเสียงตัวเองมาเป็นกระบอกเสียงในการจำหน่ายรองเท้าสนีกเกอร์ โดยใช้โมเดลเดียวกับ ไมเคิล จอร์แดน -​ Air Jordan และนั่นทำให้เขากำเนิด Yeezy ขึ้นมา


Photo : fashionista.com

การจะเชื่อเรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องทั้งหมดเช่นกัน เพราะสำหรับ คานเย แฟชั่นไม่ใช่เรื่องตามกระแส หรือผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่เขาหลงรักสิ่งนี้มาก่อนที่โลกจะรู้จักเขาในฐานะศิลปินฮิปฮอปเสียอีก

"แฟชั่นดีไซเนอร์" คืออาชีพในฝันของ คานเย มาตั้งแต่เด็ก ... ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ คานเย มีความชื่นชอบอย่างแรงกล้าต่อเรื่องเสื้อผ้า เพียงแต่เสื้อผ้าแบบที่เขาชอบนั้นมีราคาแพงเกินกว่าที่แม่จะซื้อให้ไหว ทำให้เขาคิดอยู่เสมอว่า หากมีเงินจะต้องซื้อเสื้อผ้าแบบที่ชอบมาใส่ให้ได้

หลังอัลบั้มแรกที่เขารับหน้าที่โปรดิวซ์ให้ Grav เสร็จสิ้นในปี 1996 เขานำเงินค่าจ้างที่ได้ไปซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ Ralph Lauren และ Polo รวมถึงสร้อยคอพระเยซูทองคำ เขาใส่เสื้อผ้าของ Ralph Lauren บ่อยครั้ง โดยเฉพาะสเวตเตอร์ที่มีลายหมี "Polo Bear" รวมทั้งสะพายกระเป๋า Louis Vuitton ตลอดเวลา จนเกิดเป็นลุคที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้

เมื่ออัลบั้มเดบิวต์ในชื่อ "The College Dropout" ถูกปล่อยออกมาในปี 2004 คานเย ได้สร้างความแปลกใหม่ให้วงการฮิปฮอปที่ปกติจะพูดถึงเรื่องเซ็กส์ ยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย แต่เพลงของเขากลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีการเน้นไปที่ประเด็นเชิดชู สะท้อนเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ การศึกษา และศาสนา ด้วยความแปลกใหม่ และคุณภาพระดับคับแก้ว ส่งให้ The College Dropout ประสบความสำเร็จมหาศาลคว้าอันดับที่ 2 ของบิลบอร์ดชาร์ต รวมถึง 3 รางวัลจากแกรมมี่ อวอร์ดส์


Photo : cosmopolitan.com

ต่อมา คานเย ก่อตั้งค่ายเพลงชื่อ G.O.O.D Music ร่วมกับค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Sony BMG หลังจากนั้น เวสต์ก็ขึ้นไปแตะอันดับ 1 ของบิลบอร์ดชาร์ตได้สำเร็จ ด้วยผลงานอัลบั้มถัดมา "Late Registration" ซึ่งอัลบั้มนี้แหละเปรียบเสมือนการปักธงประกาศว่าเขานี่แหละคือสุดยอดศิลปินแห่งยุค

อย่างไรก็ตามการที่ผลงานเพลงของเขา "ประสบความสำเร็จเกินไป" ทำให้เขาต้องมุ่งมั่นกับมันอย่างเต็มที่ จนแพชชั่นที่มีต่อแฟชั่นห่างหายไปจากชีวิตพอสมควร แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัว คานเย ก็ไม่รอช้าที่จะสานต่อให้มันเป็นจริงทันที

ในปี 2006 คานเย ได้เปิดตัวผลงานรองเท้าคู่แรกในฐานะดีไซน์เนอร์ของเขา โดยเป็นการร่วมงานกับ A Bathing Ape แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น ในชื่อรุ่น Kanye West x Bape FS 001 'Dropout Bear' Bapesta ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากหมี Polo Bear ที่เขาชื่นชอบนั่นเอง ก่อนที่ในปีเดียวกัน คานเย จะได้ร่วมออกแบบ The College Dropout Nike Air 180 รองเท้าสนีกเกอร์รุ่นลิมิเต็ดกับ Nike เพื่อสวมใส่เองโดยไม่ได้วางจำหน่ายที่ไหน


Photo : solecollector.com

หลังจากนั้น คานเย ก็เดินหน้าบนเส้นทางแฟชั่นแบบเต็มสูบด้วยการออกมาประกาศว่าจะสร้างแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองในชื่อ "Pastelle" ... แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงการประกาศเลื่อนลอย ไม่เคยมีคนทั่วไปคนไหนเคยได้ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ดังกล่าว ก่อนที่ในปี 2009 คานเย จะออกมาประกาศว่าเขาล้มเลิกโปรเจ็คนี้ไปแล้ว ทุกคนต่างงุนงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะมีรายงานว่าเขาลงทุนกับมันไปมากกว่า 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว

คานเย พยายามเรียนรู้และเข้าใจถึงความผิดพลาดของตัวเอง ก่อนที่เขาจะแสดงความเอาจริงเอาจังในเส้นทางสายนี้อีกครั้งด้วยการถอดคราบซูเปอร์สตาร์ มุ่งหน้าสู่การเป็นเด็กฝึกงานให้กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลกอย่าง GAP และ Fendi เพื่อสั่งสมประสบการณ์ความรู้ในศาสตร์ด้านนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หลังจากฝึกงานสั่งสมความรู้มาพอสมควร ในที่สุด คานเย ก็ได้จับมือกับ Nike ปล่อยรองเท้ารุ่นในตำนานอย่าง The Air Yeezy 1 ออกมาวางจำหน่ายในราคา 215 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7,000 บาท ซึ่งผลตอบรับเรียกได้ว่าถล่มทลาย ขายหมดเกลี้ยงภายในพริบตา เป็นการปักหมุดปฐมบทของ Yeezy ภายใต้ชายคา Nike อย่างเป็นทางการ


Photo : instagram.fmnl4-5.fna.fbcdn.ne

"มันอาจจะเริ่มจากภาพสเก็ตช์ หรืออะไรที่ดูวินเทจ มันอาจจะเกิดจากผลงานชิ้นก่อนหน้าที่เราเอามาทำในเวอร์ชันใหม่ ๆ หรืออาจจะเกิดจากภาพยนตร์ที่ผมเติบโตมากับมัน อย่างเรื่อง Akira ที่ผมได้ดูตอนยังเด็กมาก ๆ รูปร่างและสีของรองเท้าพวกนั้นก็มาจากมู้ดในหนัง" คานเย เวสต์ กล่าวถึงแรงบันดาลใจของตัวเองในการออกแบบรองเท้าตระกูล Yeezy

 

ลาก่อน Nike

หลังจากที่ Air Yeezy 1 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในปี 2012 คานเย ก็จับมือกับ Nike เดินหน้าต่อด้วยการปล่อย The Air Yeezy 2 ออกมาวางจำหน่ายในจำนวน 1,500 คู่ หลังจากที่เขาเคยใส่ตัวต้นแบบมาอวดชาวโลกแล้วครั้งหนึ่งในคอนเสิร์ต Watch The Throne ของตัวเองเมื่อปี 2011 และแน่นอนว่ากลยุทธ์ "ล่อให้อยาก" นี้ได้ผลเสมอ The Air Yeezy 2 ก็ไม่ต่างอะไรไปจาก The Air Yeezy 1 มันประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายเหมือนเช่นเคย 


Photo : www.freshnessmag.com

คานเย ได้รับเสียงชื่นชมด้านรสนิยมในการแต่งตัว จากการมิกซ์แอนด์แมชเสื้อผ้าระหว่างแนว High Fashion กับ Street Fashion ได้อย่างลงตัว จุดประกายให้วัยรุ่นหันมาแต่งตัวตาม และยังจุดกระแสให้ High Fashion ทั่วโลก มีความเป็น Street Fashion มากขึ้น เรียกได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากการเป็นศิลปินฮิปฮอปอันดับต้น ๆ แล้ว ความทรงอิทธิพลในโลกแฟชั่นของ คานเย ก็ไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน

คานเย ยังคงเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าพ่อแห่งสนีกเกอร์อย่างต่อเนื่อง หลังจาก The Air Yeezy 2 ออกวางจำหน่ายไม่นาน เขาก็เกิดไอเดียในการหยิบรองเท้า Nike สีแดงล้วน ที่มีแผนจะวางขายในชื่อรุ่นว่า Red Octobers มาใส่ล่อตาล่อใจนักสะสม แต่สุดท้ายรองเท้ารุ่นนี้ภายใต้การดูแลของ Yeezy และ คานเย ก็ไม่เคยได้วางจำหน่าย เพราะความบาดหมางที่เกิดขึ้นระหว่าง คานเย กับ Nike ได้เดินทางมาถึงจุดเดือด จนในที่สุด คานเย ก็ถอนตัวออกจาก Nike ก่อนจะแบก Yeezy ไว้บนบ่าไปซบ adidas เสียก่อน


Photo : thewordonthefeet.com

คำถามคือ ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างเหมือนกำลังจะไปได้สวย มันเกิดอะไรขึ้น ?

ย้อนกลับไปในปี 2012 หลังจาก The Air Yeezy 2 วางจำหน่ายได้ไม่นาน คานเย ก็เกิดความรู้สึกว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากทาง Nike ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลตอบแทน รวมถึงสิทธิ์การมีส่วนร่วมในรองเท้าตระกูล Yeezy ของเขา

คานเย บอกว่าการแยกทางกับ Nike ไม่ต่างอะไรจากการอกหัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ เนื่องจากเขามองว่า Nike ทำกับเขาเหมือนกับคนดังทั่ว ๆ ไปที่มาใช้ชื่อคอลแลบกับรองเท้าเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้ง ๆ ที่ Yeezy คือสิ่งที่เขาสร้างมันมากับมือ แต่ Nike กลับปฏิเสธในการที่จะหารส่วนแบ่งตามจำนวนยอดขายแก่เขา รวมถึงยังปฏิเสธที่จะบริจาคเงินจากยอดขายให้กับองค์กรการกุศลที่เขาเลือกอีกด้วย

"นี่คือรองเท้าที่สร้างปราฏการณ์ได้ไม่ต่างจาก Air Jordan และผมต้องการมีส่วนร่วมกับมันมากกว่านี้ แต่ Nike กลับปฏิเสธที่จะให้ค่าลิขสิทธิ์ส่วนแบ่งกับผม" คานเย กล่าวกับ Forbes

5% คือส่วนแบ่งที่ ไมเคิล จอร์แดน ได้รับจากยอดขาย Air Jordan แต่ละคู่ ทั้ง ๆ ที่ จอร์แดน แทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรในการสร้างสรรค์เลย ในขณะที่ คานเย แทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของ Yeezy แต่เขากลับไม่ได้รับส่วนแบ่งเช่นนั้นบ้าง หรือเพราะเขาไม่ใช่นักกีฬา? ... นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของฮิปฮอปสตาร์

"พวกเขาคงอยากลงทุนกับ Air Jordan มากกว่า พวกเขารักลูกตัวเองมากกว่าจะเปิดโอกาสให้ผมเติบโตในธุรกิจนี้" คานเย กล่าวย้ำ

นอกจากนั้น คานเย ยังร่ายยาวต่อว่า มาร์ค ปาร์คเกอร์ หนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของ Nike ปฏิเสธการคุยโทรศัพท์กับเขาอย่างไม่ใยดี อีกทั้งเขายังได้ยินมาว่าพนักงานในองค์กร Nike ต่างก็พูดกันมันปากในทำนองที่ว่า

"ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงชอบรองเท้า Yeezy กันนักหนา"

ก่อนที่ คานเย จะจบบทสัมภาษณ์ครั้งดังกล่าวด้วยการลูบหลังเล็กน้อยว่า ยังไงเสีย ฟิล ไนท์ (ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Nike) คือคนที่เขาเคารพเสมอ

เมื่อข่าวการแยกทางกันระหว่าง คานเย กับ Nike ไปถึงหู adidas พวกเขาก็ไม่รอช้าโทรสายตรงเข้าโทรศัพท์แรปเปอร์คนดังทันที พร้อมกับยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ จนทำให้ คานเย ต้องบินไปเซ็นสัญญาฉบับดังกล่าวถึงประเทศเยอรมนี


Photo : www.businessinsider.com

"เขายอมรับข้อเสนอเราเพราะเราให้อิสระเขาเต็มที่ในการออกแบบและสร้างสรรค์" จอน เว็กซ์เลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบันเทิงของ adidas เผย

นอกจากความอิสระแล้ว คานเย ยังได้ค่าส่วนแบ่งลิขสิทธิ์เป็นจำนวน 15% ของยอดขาย เรียกได้ว่ามากกว่าที่ ไมเคิล จอร์แดน ได้รับจาก Nike ถึง 3 เท่าตัว เป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้โดยแท้จริง

ในที่สุด คานเย กับ Yeezy ที่เขารักก็ได้ adidas เป็นชายคาหลังใหม่ ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นาน Nike บ้านหลังเก่า ก็วางขายรองเท้ารุ่น Red Octobers ที่ คานเย เคยออกแบบไว้อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และทันทีที่ Red Octobers ปรากฏตัวบนชั้นวางสินค้า ก็ถูกจับจองจนหมดลงอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับความสัมพันธ์ระหว่าง คานเย กับ Nike ที่ขาดสะบั้นแบบบัวไม่เหลือใย

 

บ้านหลังใหม่ โตไปด้วยกัน

เรื่องราวหลังจากนั้นก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดี คานเย กับ adidas จับมือกันสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ Yeezy มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรองเท้าในตระกูล 350 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีโฟม Boost ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมการวิ่งอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันด้วยดีไซน์สไตล์ คานเย มันก็ดูไม่เหมือนรองเท้าวิ่งเท่าไรนัก ดูเหมือนรองเท้าสนีกเกอร์เท่ ๆ สักคู่เสียมากกว่า

ในปี 2016 adidas Yeezy Boost 350 Pirate Black ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทั้งโลกตะลึง เพราะถึงแม้ว่ามันจะผลิตออกมามากถึง 40,000 คู่ แต่ภายในไม่กี่นาทีสินค้าทั้งหมดก็ขายจนหมดเกลี้ยง


Photo : sneakernews.com

"นี่คือบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ มันเป็นยูนิคอร์นที่กำลังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ Yeezy จะกลายเป็นแบรนด์แฟชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" คานเย โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Yeezy โดยคำว่ายูนิคอร์นนั้นเป็นศัพท์ที่ใช้กันใน Silicon Valley ซึ่งอธิบายถึงธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ถึงจะไม่เคยมีการเปิดเผยถึงมูลค่าของ Yeezy ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ Forbes ก็คาดการณ์ว่าในปี 2019 ที่ผ่านมา Yeezy มีมูลค่าอยู่ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังคงมีแนวโน้มเติบโตเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีวิกฤติ COVID-19 มาทำให้ทุกอย่างชะงักไปเสียก่อน


Photo : sneakernews.com

ในขณะที่ Bloomberg อีกหนึ่งสำนักข่าวเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก ก็แสดงความเห็นว่า ไม่ใช่แค่ คานเย ที่ได้ประโยชน์จากการจับมือกับ adidas แต่ adidas เอง นอกจากยอดขายแล้ว การที่พวกเขามี คานเย และ Yeezy อยู่ร่วมชายคาก็ส่งผลดีทางอ้อมกับแบรนด์ไม่น้อย

"Yeezy มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ adidas นี่คือตระกูลรองเท้าที่สร้างแรงกระตุ้นมหาศาลแก่กลุ่มลูกค้าอายุน้อย"


Photo : www.soul4street.com

นอกจากเรื่องผลประโยชน์แล้ว adidas ยังสัมพันธ์อันดีกับ คานเย ในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการสานฝันในวัยเด็กในเรื่องการออกแบบเสื้อผ้า โดยในปี 2015 คานเย ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่ทำร่วมกับ adidas เป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า "Yeezy Season 1" เป็นเสื้อผ้าแบบ Unisex ที่ใส่ได้ทั้งชายและหญิง เน้นความมินิมอลใช้งานได้จริงด้วยการเน้นสีเอิร์ธโทน 

ปลายปีเดียวกัน "Yeezy Season 2" ก็ปล่อยออกมา โดยยังคงสไตล์เดิมไว้อย่างครบถ้วน เพียงแต่มีโทนสีที่อ่อนลงเล็กน้อย จนมาถึง "Yeezy Season 3" คราวนี้ดีไซน์ค่อนข้างต่างจากเดิมมีความสดใสมากขึ้นแต่ยังแฝงลุคดิบเท่เอาไว้


Photo : numero.com

Photo : www.essence.com

เรื่องราวของ คานเย กับ Nike อาจจะจบลงไปแล้ว แต่กับ adidas นั้นยังไม่มีตอนจบ พวกเขายังคงจับมือกันอย่างเหนียวแน่นพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน แม้นักวิจารณ์หลาย ๆ คนจะแสดงความเห็นว่า Yeezy ของ คานเย ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการอาศัยความโด่งดังในการขาย และเล่นกับความอยากได้ของคน ด้วยจำนวนการผลิตลิมิเต็ดอิดิชั่น ยั่วให้นักสะสมอยากจับจองเป็นเจ้าของ

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ คานเย ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ให้กับวงการแฟชั่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบอกให้แบรนด์กีฬาต่าง ๆ ให้รู้ว่า ไม่ใช่แค่นักกีฬาเท่านั้นที่สามารถสร้างยอดขายมหาศาลได้ แต่ศิลปินก็สามารถกระตุ้นยอดขายได้ดีไม่แพ้กัน รวมถึงสอนให้เห็นถึงเทคนิคทางการตลาดที่ว่าด้วยการทำสินค้าให้เป็นลัทธิ 

เช่นเดียวกับที่ คานเย เวสต์ เป็น Yeezus หรือพระเจ้าแห่งแฟชั่น ของ Yeezy

 

แหล่งอ้างอิง:

https://www.sneakerfreaker.com/news/kanye-reflects-on-his-time-with-nike-apologises-to-mark-parker?page=0
https://www.forbes.com/sites/zackomalleygreenburg/2019/07/09/kanyes-second-coming-inside-the-billion-dollar-yeezy-empire/#47277b1c5ec3
https://www.boppermusic.com/blog/why-nike-probably-doesnt-care-about-kanye-and-adidas/
https://www.thefashionlaw.com/kanye-wests-yeezy-venture-is-worth-1-billion-and-growing/
https://hypebeast.com/2015/9/why-kanye-west-left-nike-for-adidas
https://www.businessinsider.com/how-kanye-west-made-yeezy-brand-a-success-2018-4
https://www.brandbuffet.in.th/2019/07/10-story-kanye-west-made-yeezy-brand-a-success/
https://thepeople.co/adidas-yeezy-kanye-west/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง