mainstand

Feature

One Man Can Do Anything : ชาคีล โอนีล ... ชายผู้เป็นได้ทุกอย่างที่อยากจะเป็น



ว่ากันว่ามนุษย์เราทุก ๆ คนนั้น ล้วนมีความสามารถที่โดดเด่นอยู่ในตนเอง เพียงแต่จะสามารถรู้และนำมาใช้ได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ซึ่งหากใครสามารถที่จะนำมาใช้ได้ตรงจุดกับความสามารถ ก็จะสร้างความโดดเด่นทั้งในอาชีพและในชีวิต 


 

อย่างไรก็ตาม ความสามารถของคน ๆ หนึ่งนั้นอาจจะมีมากกว่า 1 ทักษะ แม้แต่ในนักบาสเกตบอล NBA ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น คริส พอล ที่นอกจากจะเล่นบาสเกตบอลดีแล้ว ยังสามารถเล่นโบว์ลิ่งได้อย่างยอดเยี่ยม, สตีฟ แนช อดีต MVP ที่สามารถเอาดีทั้งในกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง หรือแม้แต่ฟุตบอล (ซอคเกอร์) ได้ไม่ยาก หรือแม้แต่ เจสัน คิดด์ ที่เล่นได้ดีทั้งโบว์ลิ่งและเบสบอล แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นต่างดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับ แชค หรือ ชาคีล โอนีล ยอดเซ็นเตอร์แห่งยุค 2000s เจ้าของแหวนแชมป์ 4 วงในการเล่น NBA

แชคในสมัยเรียนนั้น ถือว่าเป็นนักบาสที่มีความโดดเด่นมากในเรื่องของรูปร่าง ด้วยขนาดตัวที่สูงราวๆ 7 ฟุต 1 นิ้ว หรือ 216 เซนติเมตร หนักราวๆ 300 ปอนด์ หรือ 136 กิโลกรัม ทำให้เรียกได้ว่าในตำแหน่งเซนเตอร์ รูปร่างของแชคนั้นคือที่สุด 


Photo : www.houstonchronicle.com

อย่างไรก็ตาม ทักษะการเล่นบาสเกตบอลของแชคนั้นโดด เด่นมาตั้งแต่สมัยที่เรียนที่มหาวิทยาลัยหลุยเซียน่าสเตท หรือ LSU แล้ว ทำให้เขาถูกจับตามอง และก็ถูกดราฟต์เข้า NBA เป็นคนแรกในปี 1992 โดย ออร์แลนโด แมจิค 

แน่นอนว่าด้วยรูปร่างที่ใหญ่โต ทรงพลัง แต่มีความไวและความเข้าใจเกมบาสเกตบอลที่เกินอายุ ทำให้แชคนั้นประสบความสำเร็จในสนามแข่งขันมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเฉิดฉายออร่าความเป็นซูเปอร์สตาร์ทั้งในและนอกสนาม แม้กระทั่งหลังจากที่เขาเลิกเล่นไปในปี 2011 ก่อนจะมีงานหลักเป็นนักวิเคราะห์เกม และรายการช็อตหลุดสุดฮา Shaqtin' A Fool ที่แฟนบาสคุ้นเคยในทุกวันนี้ 

เพราะความสามารถของเขานั้น ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องราวเฉพาะกีฬาบาสเกตบอล ...

 

ดาราคิวแน่น

ด้วยผลงานในสนามที่โดดเด่น แถมยังมีรูปร่างสะดุดตาหลายต่อหลายคน จากความที่ตัวใหญ่มากและมีลักษณะขี้เล่น ในปี 1994 วิลเลี่ยม เฟรดกินส์ ผู้กำกับภาพยนตร์ในฮอลลีวูด จึงชวน แชค ไปรับบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง Blue ship โดยเล่นกับ เพนนี ฮาร์ดอเวย์ เพื่อนคู่ใจของเขาในทีมแมจิค ณ เวลานั้น แม้ว่าจะไม่ใช่บทหลัก แต่หนังเรื่องนี้ก็ถูกใจหลายคนไม่ใช่น้อย 


Photo : marketplace.beckett.com

และด้วยความที่ แชค มีเอกลักษณ์ให้จดจำมากมาย ปี 1996 พอล เกลเซอร์ อีกหนึ่งผู้กำกับภาพยนตร์จึงชักชวนเขากลับสู่วงการมายาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการรับบทตัวแสดงหลัก เนื่องจากในตอนนั้นพอลได้เขียนพลอตหนังแนวแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง แล้วต้องการนักแสดงที่รูปร่างสูงใหญ่เพื่อมาแสดงเป็นยักษ์ ซึ่งคอนเซปต์ก็ตรงกับ แชค พอดี นั่นทำให้เขาได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง Kazaam

แม้ Kazaam จะทำรายได้ไปเพียง 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้าง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลงเอยด้วยคำว่า ขาดทุน ก็ตาม แต่ถัดมาไม่ถึงปี แชค ก็ถูก เคนเนธ จอห์นสัน เรียกตัวไปเล่นหนังเรื่อง Steel ซึ่งแม้คราวนี้หนังจะขาดทุนยับเยิน เก็บรายได้เพียง 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้างกว่า 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ทำให้เด็ก ๆ หลายคนในยุคนั้นต่างจดจำภาพ "ยักษ์คาแซม" กับ "แชค สตีล" ได้อย่างติดตา


Photo : stevethemovieman.proboards.com

แม้ว่ามันจะไปได้ไม่สวยเท่าไหร่กับรายได้เมื่อเทียบกับความดังของ แชค ในขณะนั้น ท่ามกลางเสียงนักวิจารณ์ที่ค่อนขอดว่า "เล่นแข็ง", "แสดงได้เหมือนหุ่นยนต์" หรือ "ตัวละครแบนราบไม่มีมิติ" แต่ แชค ก็ยังได้รับโอกาสในวงการบันเทิงอยู่เรื่อย ๆ โดยในปี 2006 เดวิด ซัคเกอร์ เชิญเจ้าตัวไปเล่นภาพยนตร์ Scary Movie 4 ซึ่งถึงจะเป็นบทตัวประกอบเล็ก ๆ แต่แน่นอนว่าเจ้าตัวนั้นไม่ปฏิเสธ เพราะคราวนี้บทบาทที่ได้รับนั้นเป็นตัวของเขามาก ๆ และก็เป็นจริงตามนั้น เมื่อฉากที่เจ้าตัวแสดง กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

ซึ่งหากไล่เรียงผลงานของ แชค ในภาคการแสดงนั้น ถือว่ามากมายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์อย่าง Curb Your Enthusiasm (2001), The Bernie Mac Show (2003), The Tracy Morgan Show (2004), Real Husbands of Hollywood (2003), Highston (2015) แอนิเมชั่น The Simpsons (2017) รวมถึงภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง โดยผลงานล่าสุดที่หลายคนจำได้คงเป็นเรื่อง Uncle Drew ในปี 2018 ที่แสดงกับซูเปอร์สตาร์วงการบาสเกตบอลหลายคน ทั้ง ไครี่ เออร์วิ่ง, เรจจี้ มิลเลอร์, คริส เวบเบอร์ และ เนท โรบินสัน นั่นเอง

 

นักพากย์เสียงทอง

แม้ผลงานการแสดงจะมีมากมาย แต่สิ่งที่ แชค ยอมรับด้วยตัวเองว่า "ปลื้มกว่าที่ได้ทำ" คือการ "พากย์เสียง" ... ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ ราจา กอสเนล ชวนไปพากย์เสียงภาพยนตร์เรื่อง The Smurfs 2 เมื่อปี 2013 ในส่วนของตัวละคร Smooth Smurf 


Photo : www.cnbc.com

แม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งเรื่อง แต่ แชค ก็รู้แล้วว่าตนเองนั้นมีความสามารถด้านนี้ แถมเสียงของเขายังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย นั่นทำให้ในปีถัดมา คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ดึงตัวเขาไปลงเสียงตัวละครของเขาในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง The Lego Movie จน แชค เอ่ยปากด้วยตัวเองว่า "ชอบการใช้เสียงในภาพยนตร์หรือโฆษณามาก" 

เรื่องดังกล่าว ทำให้ 2K ผู้สร้างเกมบาสเกตบอลอันดับ 1 อย่าง NBA 2K มองเห็นความสามารถด้านการใช้โทนเสียง และน้ำเสียงของแชค จึงมีการติดต่อให้แชคมาพากย์เสียงเป็นผู้วิเคราะห์ในเกม ซึ่งก็เป็นบทบาทที่เขาทำในชีวิตจริงหลังแขวนรองเท้าบาสอยู่แล้ว ทำให้แชคที่ชื่นชอบ อีกทั้งยังเล่นเกมนี้เป็นทุนเดิมถึงกับเอ่ยปากรับคำทันที โดยเสียงของแชคนั้นปรากฎในภาค NBA 2K15, NBA 2K16, NBA 2K18 และ NBA 2K20 


Photo : www.nbcsports.com

และอีกเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ก็คือ แชค เคยมีเกมของตนเองในชื่อ Shaq Fu ซึ่งลงในเครื่องเกม Megadrive และ Super Famicon เมื่อปี 1994 อีกด้วย

 

แร็ปเปอร์-ดีเจ

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า แชค เป็นคนที่ชื่นชอบการใช้เสียงมาตลอด ซึ่งของถนัดเขา คือการเล่นเสียงเล็ก ๆ โทนต่ำ ๆ หรือแม้กระทั่งทำเสียงต่าง ๆ และที่สำคัญคือเขาชื่นชอบในการร้องเพลงเป็นอย่างมาก ถึงกับเคยบอกเอาไว้ด้วยว่า "ฝันของเขาคือการออกอัลบั้มแร็ป" 


Photo : tapeheadcity.com

ปี 1993 แชค อาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีการซ้อมและการแข่งบาสเกตบอลมาซ้อมร้องเพลงอย่างหนัก จนสุดท้ายเขาได้ออกอัลบั้มแร็ปของเขาสมใจในชื่ออัลบั้ม Shaq Diesel โดยอัลบั้มเปิดตัวของแชคอัลบั้มนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานะนักบาสเกตบอลที่มาร้องเพลงแร็ป กับ "แผ่นเสียงแพลตินั่ม" หรือทำยอดขายระดับ 1 ล้านก็อปปี้ เท่านั้นยังไม่พอ อัลบั้มนี้ยังเคยขึ้นไปอยู่ที่อันดับที่ 10 ของชาร์ตบิลบอร์ดในปีนั้นอีกด้วย

ด้วยผลตอบรับอัลบั้มแรกที่ดีมาก จึงไม่แปลกที่จะมีอัลบั้มที่ 2 ออกมาในชื่อ Shaq Fu : Da Return ซึ่งอัลบั้มนี้เคยขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 19 ของบิลบอร์ดในปี 1994 รวมเบ็ดเสร็จแล้ว แชค ออกอัลบั้มไป 4 อัลบั้ม แถมมีซิงเกิ้ลอีกหลายซิงเกิ้ล รวมถึง Bang ซิงเกิ้ลล่าสุดที่ออกในปี 2019 ด้วย นั่นเป็นบทพิสูจน์อีกอย่างว่า ตัวของแชคนั้นมีความสามารถด้านการแร็ป


Photo : www.mtv.com

ทว่านอกจากสกิลปากแล้ว สกิลมือของ แชค ก็เข้าขั้นเทพเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดแผ่น มิกซ์เสียง ในฐานะ ดีเจ เพราะเจ้าตัวเริ่มฝึกฝนในการเป็นดีเจมาตั้งแต่ยุค 1980s ก่อนที่จะสร้างชื่อจนโลกตะลึงในปี 2019 เมื่อ แชค ได้ไปเป็นดีเจในนาม DJ Diesel ในเทศกาลดนตรี EDM ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก Tomorrowland ซึ่งมีคนเข้าร่วมงานกว่า 400,000 คนในเมืองบูม ประเทศเบลเยี่ยม 


Photo : fhm.nl

และนั่นทำให้ความสามารถทางด้านดนตรีของแชคนั้นไปสู่อีกจุด ที่ทำให้หลายคนต้องกลับมาคิดว่า แชคนั้นเป็นนักบาสเกตบอลหรือศิลปินกันแน่

 

ดร.แชค

แม้ว่า แชค จะเข้ามาสู่ NBA ในปี 1992 หลังจบปี 3 ที่ LSU ซึ่งเท่ากับว่ายังเรียนไม่จบ แต่สิ่งที่เขาได้ให้สัญญากับคุณแม่ไว้คือ "จะกลับมาเรียนจนได้ปริญญาตรี" และเขาก็กลับมาปิดจ๊อบได้สำเร็จในปี 2000 ซึ่งในงานพิธีรับปริญญาเขาได้กล่าวแบบติดตลกเอาไว้ด้วยว่า "ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ผมทำให้แม่ของผมและตัวผมภูมิใจได้แล้ว และที่สำคัญ ในตอนนี้ผมสามารถใช้ปริญญานี้ไปหางานได้แบบจริงจังเสียที"


Photo : www.theadvocate.com

แต่มันไม่เพียงเท่านั้น แชค ถือเป็นคนที่รักการศึกษามาก เพราะแม่ของเขาเคยปลูกฝังไว้ว่า การศึกษาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ในปี 2005 แชค ได้เพิ่มดีกรีของตัวเองด้วยการจบปริญญาโท แต่เป็นการเรียนแบบออนไลน์ ที่มหาวิทยาลัยฟีนิกซ์ ซึ่งเจ้าตัวบอกถึงเหตุผลว่า "มันแน่นอนว่าผมไม่ได้มีเวลาไปนั่งในคลาสเรียน แต่การเรียนปริญญาโทนี้มันเป็นเพียงบางสิ่งบางอย่างที่ผมอยากจะมีเป็นประวัติส่วนตัวของผมในโลกแห่งความจริง เพราะอนาคตมันไม่มีอะไรแน่นอน ผมอาจต้องวางมือจากบาสเกตบอลก็เป็นได้"

ปี 2008 แชค ตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ภาควิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่มหาวิทยาลัยแบร์รี่ พร้อมกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ชวนอึ้ง "การคู่กันของอารมณ์ขันและความก้าวร้าวของรูปแบบในการเป็นผู้นำ" (The Duality of Humor and Aggression in Leadership Styles) โดยแชคพูดถึงเรื่องดังกล่าวว่า "ผมเลือกหัวข้อนี้ เพราะผมอยากรู้ว่า CEO และพวกนักธุรกิจนั้นมีการใช้อารมณ์ขันเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานอย่างไร" 

หลังจากใช้เวลามาหลายปี ที่สุดแล้ว ในปี 2012 หรือ 1 ปีหลังแขวนรองเท้าเลิกเล่น แชค ก็จบปริญญาเอกจนได้ โดยในพิธีรับปริญญา เขากล่าวติดตลกด้วยว่า "จากนี้ ขอให้เรียกผมว่า ด็อกเตอร์ แชค นะ" โดยเจ้าตัวได้กล่าวให้เครดิตกับคุณพ่อและคุณแม่ของเขา ที่ผลักดันทำให้เขาจบปริญญาเอกด้วยเกรดเฉลี่ย 3.81 แถมยังปิดท้ายอีกว่า "ผมอยากจะไปเรียนด้านกฎหมายเพิ่มอีกซักใบ" 


Photo : newsfeed.time.com

เรื่องจบปริญญาด้านกฎหมายยังอาจจะไม่ใช่ในตอนนี้ แต่ที่ แชค ทำไปแล้ว คือการเจียดเวลาไปเทคคอร์สสั้น ๆ ของการกำกับภาพยนตร์ และการทำภาพยนตร์ ของสถาบันกำกับภาพยนตร์และวิทยาลัยภาพยนตร์ที่มหานครนิวยอร์ก ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กที่ไม่มีทุนทรัพย์ด้านการเรียนอีกด้วย

 

รับใช้บ้านเมือง

ในวัยเด็ก นอกจากความฝันในการเป็นนักบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่แล้ว แชค ยังมีอีกความฝัน คือการได้ช่วยเหลือประชาชน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่เขาบอกในตอนนั้นก็คือ "มันเท่นะ กับการได้ช่วยเหลือผู้คน" 


Photo : www.gwinnettdailypost.com

ในปี 2005 สมัยที่อยู่กับ ไมอามี่ ฮีต ... แชค ได้เจียดเวลาว่างไปอบรมเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสำรองให้กับเมืองไมอามี่ และได้รับการบรรจุในที่สุด ซึ่งในตอนนั้น แชค ได้บอกว่า อีกสาเหตุที่ต้องการรับใช้บ้านเมือง เป็นเพราะไม่อยากเห็นเหตุอาชญากรรม เนื่องจากเคยเห็นข่าวที่มีการทำร้ายและมีการปรักปรำผู้บริสุทธิ์ ทำให้มีแรงผลักดันที่อยากจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง โดยงานของ แชค ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจสำรอง คือการรับโทรศัพท์และช่วยงานในเหตุการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าตัวเคยออกปฏิบัติงานในสถาการณ์จริงกับตำรวจ และจับกุมคนร้ายได้อีกด้วย 

แม้ แชค จะจริงจังกับงานนี้ แต่เขาก็พยายามเลี่ยงเรื่องนี้จากหนังสือพิมพ์เพราะไม่อยากโดดเด่นจนเกินไป ขนาดวันที่เข้ารับตำแหน่ง เจ้าตัวยังเลือกที่จะทำพิธีเป็นการส่วนตัว เพื่อไม่ให้โฟกัสมาลงที่เขาจนผู้คนหลงลืมคนอื่น ๆ มิหนำซ้ำ ยังเลือกรับเงินเดือนเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีเท่านั้น 


Photo : www.miamiherald.com

อย่างไรก็ตาม ผลงานการปฏิบัติงานของ แชค ถือได้ว่ายิ่งกว่าคุ้มค่าภาษีประชาชน เมื่อในปี 2006 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายอำเภอกิตติมศักดิ์ จากหน่วยงานนายอำเภอท้องที่ ด้วยผลงานการร่วมบุกจับคนร้ายในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งในปัจจุบัน แชค ก็ยังคงรับใช้สังคมอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในเดือนธันวาคม 2016 เขาได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งรองนายอำเภอที่เมืองโจเนสโบโร รัฐจอร์เจีย

 

สู่เวทีผืนผ้าใบ และสนามธุรกิจ

ตำรวจ อาจจะเป็นความฝันของ แชค ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก แต่ยังมีอีกสิ่งที่เขาอยากทำ นั่นคือ "การต่อสู้" 

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นใน 1994 เมื่อ แชค ได้มีโอกาสร่วมกับ WCW สมาคมมวยปล้ำชื่อดัง ณ ขณะนั้น โดยไฮไลท์สำคัญ คือการเป็นคนเชิญเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวต เข็มขัดเส้นใหญ่สุดของสมาคมขึ้นมาบนเวที ในศึก Bash at the Beach ระหว่าง ฮัลค์ โฮแกน และ ริค แฟลร์ 


Photo : Dean

แมตช์ดังกล่าวทำให้ แชค เริ่มหลงใหลในศิลปะการต่อสู้ และเริ่มศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง ก่อนจะจริงจังขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยมาอยู่กับ แอลเอ เลเกอร์ส ในปี 2000 กับการเรียนยิวยิตสู และมวยไทย แถมยังเปรี้ยวไปท้าสู่กับ ชอย ฮงมัน นักสู้คิกบ็อกซิ่งชาวเกาหลีที่สูง 7 ฟุต 2 นิ้ว หรือ 218 เซนติเมตรอีกด้วย แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง เป็นการท้าและดวลฝีปากผ่านสื่อไป มาเพียงเท่านั้น

หลังจากนั้นปี 2009 แชค ก็หวนคืนสู่วงการมวยปล้ำอีกครั้งกับสมาคมอันดับ 1 ของโลก WWE โดยมีซีนที่ต้องประมือกับ บิ๊กโชว์ นักมวยปล้ำร่างยักษ์ที่สูง 7 ฟุต (213 เซนติเมตร) และหนาไม่แพ้เขาด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากแฟนมวยปล้ำเป็นอย่างมาก และ แชค ก็อินกับมวยปล้ำอาชีพแบบสุดๆ ดังที่เคยพูดว่า "มันสนุกมาก ๆ ผมต้องใช้สิ่งที่สะสมมาในศิลปะการต่อสู้ นำมันมาใช้ให้หมด" 


Photo : www.essentiallysports.com

และดูเหมือน มวยปล้ำ กับ แชค จะเป็นของที่คู่กัน เพราะในปี 2012 เขาได้ไปแจมกับ ฮัลค์ โฮแกน ที่สมาคม TNA ก่อนจะรีเทิร์นสู่ WWE อีกครั้งในปี 2016 กับการขึ้นปล้ำในแมตช์ Andre the Giant Memorial Battle Royal ศึก WrestleMania 32 ซึ่งเหล่านักมวยปล้ำต้องรวมพลังกันถึงจะยก แชค ข้ามเชือกเส้นที่สามเพื่อให้ออกจากการแข่งขันเลยทีเดียว

จากหลายต่อหลายสิ่งที่เกิดขึ้น แชค นั้นบอกเสมอว่า มันเริ่มจากความฝัน เริ่มจากความชอบ และเขาก็แค่ทำมันให้เป็นจริง โดยอาศัยแรงบันดาลใจอื่น ๆ เพื่อให้ทำมันได้ 

แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะ แชค ยังเป็นนักธุรกิจตัวยงอีกด้วย จากการที่มีหุ้นอยู่ในบริษัทใหญ่ ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น GE หรือ General Electric, Pepsi, โดนัท Krispy Kreme, พิซซ่า Papa John's, Apple และอีกหลายที่ ซึ่งเขาให้เหตุผลว่า เขาซื้อหุ้นเหล่านี้ เพราะบริษัทนั้น ๆ เป็นบริษัทที่พื้นฐานดี บวกกับเขาได้คุยกับทีมผู้บริหารจนเข้าใจถึงแนวคิดธุรกิจ 


Photo : www.legit.ng

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะ แชค ยังได้ไปเปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และพัฒนาที่ดินในเมืองออร์แลนโด รวมถึงยังเป็นที่ปรึกษาและกรรมการบริหารอีกหลายสิบบริษัท จนทำให้ทรัพย์สินของเขาที่ทำการสำรวจในปี 2019 สูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าให้แล้ว

ผลงานมากมาย และทรัพย์สินมหาศาล คือผลลัพธ์ของสิ่งที่ แชค บอกไว้ตลอดว่า "มันไม่ใช่นึกแล้วจะเป็นได้ แต่ความสำเร็จทั้งหมด มาจากความพยายาม และทำมันอย่างเต็มที่ในทุก ๆ เรื่องที่ทำ" นั่นเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง