mainstand

Feature

เรื่องราวบนกระดานดำ : 10 วันหลังตอนจบของ "Slam Dunk" ที่หลายคนอาจยังไม่รู้



นับตั้งแต่ Slam Dunk ผลงานอันเลื่องชื่อของอาจารย์ ทาเคฮิโกะ อิโนะอุเอะ ตีพิมพ์ตอนแรกลงในนิตยสาร Weekly Shonen Jump ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 1990 ถึงตอนนี้ มังงะบาสเกตบอลในดวงใจของใครหลายคน ก็มีอายุ 30 ปีแล้ว


 

ถึงแม้จะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ก็ต้องยอมรับว่าจนถึงทุกวันนี้ Slam Dunk ก็ยังคงเป็นมังงะบาสเกตบอลที่ประสบความสำเร็จที่สุด ... ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นมังงะแนวกีฬาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดน่าจะถูกกว่า เพราะด้วยยอดขายรวมทั่วโลกกว่า 126 ล้านเล่ม มากกว่ามังงะกีฬาเรื่องไหนในประวัติศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกวันนี้ Slam Dunk ยังคงวนเวียนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเหล่าแฟนบอยเสมอ ไม่ว่าจะในรูปแบบสินค้าหรือบทสนทนา 

หนึ่งในบทสนทนาที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นอย่างสม่ำเสมอก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ "ตอนจบ" ที่สำหรับบางคนอาจจะคิดว่ามันสวยงาม เหมาะสม และคลาสสิคแล้ว แต่สำหรับอีกหลายคนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันช่างค้างคาในอารมณ์เสียเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ตอนจบในมังงะเล่มที่ 31 นั้นยังไม่ใช่ฉากสุดท้ายของเรื่องจริง ๆ เพราะมันยังมีเรื่องราว 10 วันหลังจากนั้นของเหล่าตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องที่ถูกบอกเล่าผ่านลายเส้นของอาจารย์ อิโนะอุเอะ เอง ไม่ใช่งานแฟนเมดที่ไหน เพียงแต่เรื่องราวนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบฝีชอล์กบนกระดานดำ 

เรื่องราวดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร ? ชีวิต 10 วันหลังจากตอนจบของ ซากุรางิ และเพื่อน ๆ เกิดอะไรขึ้นบ้าง ? ติดตามได้ที่ Main Stand

 

เจ้าพ่อแห่งความค้างคา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทาเคฮิโกะ อิโนะอุเอะ คือหนึ่งในปรมาจารย์แห่งวงการมังงะญี่ปุ่น เป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ผู้มีผลงานที่กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า "ประสบความสำเร็จ" อย่างน้อย 3 เรื่อง แน่นอนว่าอันดับหนึ่งคือ Slam Dunk แต่อีก 2 เรื่องของเขาอย่าง Real และ Vagabond ก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเท่าไรนัก 


Photo : yattatachi.com

ถึงกระนั้น ในอีกมุมหนึ่งเขาก็ถือเป็น "เจ้าพ่อแห่งความค้างคา" คนหนึ่งของวงการเหมือนกัน เนื่องจากผลงานเด่นของเขาทั้ง 3 เรื่องยังคงค้างคาอยู่ในใจผู้อ่านทั่วโลก แม้จะผ่านเวลามาอย่างยาวนาน

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกับ Slam Dunk ในปี 1996 อาจารย์อิโนะอุเอะ ก็ได้ทิ้งทวนด้วยการวาดผลงานมังงะแนวบาสเกตบอลขนาดสั้นเรื่อง Buzzer Beater ที่มีความยาวเพียง 4 เล่มจบ โดยที่ในตอนนั้นเขายังไม่มีแผนการอื่นสำหรับอนาคต 

"หลังจาก Slam Dunk จบ ผมรู้สึกเหมือนว่าอาชีพนักเขียนการ์ตูนของผมได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ผมเว้นการวาดการ์ตูนไประยะหนึ่ง จนกระทั่งกองบรรณาธิการได้เอานวนิยายเรื่อง มิยาโมโต้ มุซาชิ มาให้ผมอ่าน ยิ่งอ่านไปผมก็ยิ่งรู้สึกอยากถ่ายทอดตัวละครในเรื่องออกมาเป็นภาพวาด นั่นแหละ Vagavond จึงได้ถือกำเนิด" อิโนะอุเอะ เล่าย้อนถึงความหลัง

Vagabond คือผลงานมังงะแนวอิงประวัติศาสตร์ย้อนยุค ว่าด้วยเรื่องราวของ มิยาโมโต้ มุซาชิ ซามูไรพเนเจรกับการต่อสู้และโชคชะตามากมายที่เขาต้องพบเจอ ตีพิมพ์ครั้งแรกลงในนิตยสาร Weekly Morning ฉบับเดือนกันยายน ปี 1998

"เรื่องที่ผมวาดไม่ใช่นวนิยายหรือแฟนตาซี แต่ผมวาดมันออกมาเหมือนสารคดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้คนอ่านเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง"

ถ้าไม่รู้มาก่อนว่า Slam Dunk กับ Vagabond คือผลงานของผู้เขียนคนเดียวกัน ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา เพราะมังงะสองเรื่องนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งเนื้อเรื่อง รูปภาพ รวมถึงวิธีการนำเสนอ โดยในเรื่อง Vagabond อาจารย์อิโนะอุเอะ เลือกที่จะถ่ายทอดวิถีซามูไรออกมาโดยการใช้สีน้ำตวัดพู่กัน ส่งผลให้งานภาพของเขาที่ปกติก็ได้รับคำชื่นชมในเรื่องความสวยงามอยู่แล้ว ยิ่ง "วิจิตรตระการตา" ขึ้นไปอีกขั้น

นอกจากนั้นการที่ Vagabond สอดแทรกเรื่องปรัชญาชีวิตลงไปในมังงะแทบทุกเล่ม ทำให้ผลงานเรื่องนี้ของอาจารย์อิโนะอุเอะได้รับการยกย่องจากสื่อหลายสำนักว่า 

"Vagabond ได้ก้าวข้ามขอบเขตมังงะสู่การเป็นงานศิลปะไปแล้ว"


Photo : www.reddit.com

อย่างไรก็ตามการที่อาจารย์อิโนะอุเอะพยายามใส่ความตั้งใจกับมังงะเรื่อง Vagabond เป็นอย่างมาก ตั้งใจอย่างที่สุดให้มันออกมาเป็นผลงานชั้นเลิศ ได้กลายเป็นดาบสองคมที่บั่นทอนทั้งสภาพจิตใจและร่างกายของเขาไม่ใช่น้อย

บ่อยครั้งที่อาจารย์อิโนะอุเอะคิดงานไม่ออก ไอเดียตีบตัน ไหนจะมีเดดไลน์วันส่งต้นฉบับที่กระชั้นเข้ามาทุกชั่วโมงอีก ยิ่งไปกว่านั้นงานประเภท Vagabond ไม่ใช่งานประเภทที่จะเร่งปิดต้นฉบับได้ ทุกลายเส้น ทุกบทสนทนา ต้องไหลออกมาเองตามธรรมชาติ เพราะมันจะต้อง "ดูจริง" ที่สุดในสายตาคนอ่าน

ด้วยเหตุนี้เอง อาจารย์อิโนะอุเอะจึงเริ่มเขียนมังงะเรื่องยาวขึ้นมาอีกเรื่องคู่ขนานกันไป เพื่อเป็นการผ่อนคลายตัวเอง ได้พาตัวเองออกมาจากโลกซามูไรและปรัชญาอันแสนเคร่งเครียดบ้าง โดยผลงานเรื่องใหม่นี้คือ Real เป็นการย้อนคืนสู่จุดเริ่มต้น กลับไปหาแนวบาสเกตบอลที่ตัวเองถนัด 

"ผมอยากจะสื่อออกไปว่าเมื่อหลายสิ่งในชีวิตมันไม่เป็นตามที่หวังแต่มันก็ไม่ใช่จุดจบ เราต้องก้าวต่อไป มันยังมีสิ่งอื่นอีกมากมายในชีวิต นักกีฬาพิการคือตัวอย่างหนึ่ง นี่คือเรื่องราวที่จะทำให้เห็นว่าชีวิตยังอีกยาวไกล มันจะยังมีสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข แม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องร้องไห้ หรือเต็มไปด้วยอุปสรรคก็ตาม" 

"มีความเปลี่ยนแปลงภายในตัวของผม ย้อนกลับไปตอน Slam Dunk ผมวาดเพราะรู้สึกว่ามันคือความเท่ และเล่าเพียงแง่มุมที่เป็นบวก แต่ตอนนี้ผมสามารถวาดและเล่าเรื่องราวด้านมืดของมนุษย์ได้ดีขึ้น ผมจึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมา" นี่คือความในใจของผู้เขียนต่อมังงะเรื่อง Real

ถึงแม้จะมีผลงานอื่นมาช่วยให้ผ่อนคลายขึ้น แต่ในทางกลับกันก็เป็นการเพิ่มภาระงานให้ตัวเองมากขึ้นไปในตัว สุดท้ายอาจารย์อิโนะอุเอะก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่มันค่อนข้างเกินตัวไปพอสมควร มันค่อย ๆ กัดกร่อนตัวเขาทีละนิด ทั้งในแง่สุขภาพกายและใจ 

จากที่เคยตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงยุค 2010s ทั้ง Vagabond และ Real ก็ประสบปัญหาตีพิมพ์ล่าช้าอย่างเห็นได้ชัด อาจารย์อิโนะอุเอะเริ่มหันออกมาทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่นก่อตั้งกองทุน Slam Dunk เพื่อเฟ้นหานักกีฬาฝีมือดีไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และนำความรู้กลับมาพัฒนาวงการบาสประเทศญี่ปุ่น หรือการตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมฝาผนัง โดยทิ้งการวาดมังงะไว้เบื้องหลัง จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2014 ผลงานของอาจารย์อิโนะอุเอะทั้ง Vagabond และ Real ก็หยุดตีพิมพ์ไป 

"ผมรู้สึกว่าไม่อาจจะทนเขียนต่อไปได้แล้ว" อาจารย์อิโนะอุเอะ เผยออกมาในช่วงปี 2014 เขายอมรับว่าว่าตัวเองหมดไฟ และรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากที่ผู้คนเอาแต่ตั้งคำถามถึงการ์ตูนตอนใหม่ของเขาว่าเมื่อไรจะตีพิมพ์ 


Photo : www.gamekyo.com

"กับ Real คุณสามารถพูดได้ว่ามันเป็นเรื่องของการผสมผสานเรื่องราวต่าง ๆ ลงไป ผมนำวัตถุดิบที่อยู่ตรงหน้ารวมเข้าด้วยกัน เหมือนการทำอาหาร แต่สำหรับ Vagabond ผมรู้สึกเหมือนกำลังทำอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มังงะ มันเล่าเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากกว่า ไม่มีสูตรตายตัว เหมือนเราวิ่งไปรอบ ๆ ภูเขาหรือว่ายน้ำในแม่น้ำโดยไร้กฎเกณฑ์ ผมต้องดึงทุกอย่างที่มีในตัวเองออกมาใช้ มันจึงเป็นงานที่เหนื่อยมาก"

หลังจากปี 2014 เป็นต้นมาทั้ง Vagabond และ Real ก็ไม่เคยมีมังงะฉบับรวมเล่มตีพิมพ์ออกมาอีกเลย จนมังงะทั้ง 2 เรื่องขึ้นแท่นเป็น "มังงะที่อาจไม่ได้อ่านตอนจบในชาตินี้" เป็นที่เรียบร้อย จนเวลาล่วงเลยไป 5 ปี เข้าสู่ปี 2019 อาจารย์อิโนะอุเอะก็ได้ออกมาประกาศว่าจะกลับมาเขียน Real อีกครั้ง โดยจะเริ่มตีพิมพ์ลงนิตยสาร Young Jump ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2019 เป็นต้นไป ส่วน Vagabond นั้นยังไร้วี่แวว


Photo : comicvine.gamespot.com

"ในความเป็นจริง สิ่งที่ผมต้องการทำคือจดจำความสนุกในการวาดมังงะได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ถูกรบกวนจากอิทธิพลภายนอก ผมจะกลับมาวาดเมื่อผมอยากจะวาดมันอีกครั้ง" อาจารย์อิโนะอุเอะ กล่าวถึง Vagabond

ถึงแม้จะช้า แต่สักวันหนึ่งถ้าทุกอย่างเป็นใจ ทุกคนก็อาจจะได้อ่านตอนจบของ Real และ Vagabond ซึ่งอาจเป็นบทสรุปแสนสวยงาม ที่ทำให้ความค้างคาใจในวันนี้จางหายไปสำเร็จ ตรงกันข้ามกับผลงานอับดับหนึ่งของเขาอย่าง Slam Dunk ที่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าตอนจบของมันได้ผ่านไปแล้ว แม้ว่าสำหรับบางคนมันจะค้างคาแค่ไหนก็ตาม

 

จบเหมือนไม่จบ

Slam Dunk จบลงด้วยการที่ทีมตัวเอกอย่าง โรงเรียนโชโฮคุ สามารถล้มยักษ์ สร้างปรากฏการณ์พลิกล็อคถล่มทลายด้วยการเอาชนะทีมราชาบาสเกตบอลมัธยมปลายอย่าง เทคโนโลยีซังโน ได้สำเร็จ ก่อนที่ในรอบต่อไปจะพ่ายแพ้ให้กับ โรงเรียนไอวะ อย่างหมดรูป ด้วยเหตุผลที่ว่าโรงเรียนโชโฮคุได้ทุ่มทุกอย่างเพื่อเอาชนะเทคโนฯ ซังโนไปจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่งต้องแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บหนักของ ซากุรางิ ฮานามิจิ พระเอกในเรื่อง


Photo : www.latercera.com

หลังจากนั้นก็มีฉากโบนัสเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยเช่น ซากุรางิ ทำกายภาพบำบัด, รุคาว่า คาเอเดะ ไปล่าฝันที่สหรัฐอเมริกา, มิยางิ เรียวตะ กลายเป็นกัปตันทีมโชโฮคุคนใหม่ ซึ่งถึงจะขัดใจหลายคน แต่มันก็เป็นตอนจบที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่มีค้างคา ... ถ้าบังเอิญว่าอาจารย์อิโนะอุเอะไม่ได้ปูทางไว้เหมือนอยากจะไปต่อล่ะก็นะ

การอยากไปต่อที่ว่า คือการแนะนำตัวละคร ฮิโรชิ โมริชิเกะ นักเรียนปี 1 จากโรงเรียนเมโฮ ผู้มาพร้อมความสูง 199 เซนติเมตร สูงที่สุดในบรรดานักบาส ม.ปลายญี่ปุ่น และ ฮัตสึชิ สึชิยะ เอซจากโรงเรียนไดเอ ที่ดูฝีมือร้ายกาจไม่แพ้กัน

นี่คือ 2 ตัวละครที่ถูกปูทางมาเหมือนจะเป็นศัตรูด่านต่อไปหลังจากที่ทีมโชโฮคุโค่นเทคโนฯ ซังโนได้สำเร็จ แต่ทุกอย่างก็ผิดคาดเมื่อเรื่องราวทั้งหมดกลับจบลงอย่างกะทันหัน เพราะโชโฮคุดันแพ้ต่อไอวะไปในหนึ่งหน้ากระดาษ

ถึงแม้จะไม่มีบทสัมภาษณ์จากปากอาจารย์อิโนะอุเอะอย่างเป็นทางการ แต่จากการหาข้อมูลก็พบว่าสื่อหลายสำนักรวมถึงคอมเมนท์ต่าง ๆ ในเว็บบอร์ดทั้งไทยและเทศต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุผลที่แท้จริงของตอนจบ Slam Dunk นั้น มาจากความไม่ลงรอยกันของตัวอาจารย์กับกองบรรณาธิการ

ในตอนแรกความตั้งใจของอาจารย์อิโนะอุเอะคืออยากให้ โชโฮคุ แพ้ต่อ เทคโนฯ ซังโน ก่อนที่จะกลับไปรวมพลัง รวมสมาชิกมาใหม่เพื่อเอาชนะในปีหน้า แต่ทางกองบรรณาธิการต้องการให้ชนะตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกเลย ... ด้วยความคิดที่สวนทางกัน ทำให้สุดท้ายตอนจบของ Slam Dunk จึงออกมาในรูปแบบนี้


Photo : manga2d.com

ฉากสุดท้ายของเรื่องในฉบับรวมเล่มที่ 31 คือฉากที่ ซากุรางิ กำลังนั่งอยู่ริมชายหาดพลางอ่านจดหมายของ อาคางิ ฮารุโกะ ฉากนี้ถูกตีพิมพ์ออกมาในเดือนมิถุนายนปี 1996 และเป็นตอนจบที่คนทั่วไปรับรู้กันในวงกว้าง 

อย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าในปี 2004 หรือ 8 ปีหลังจากนั้น อาจารย์อิโนะอุเอะได้กลับมาวาดเรื่องราวของ ซากุรางิ และผองเพื่อนอีกครั้ง โดยเล่าถึงเหตุการณ์ 10 วันหลังจากตอนจบแรก เพียงแต่คราวนี้อุปกรณ์ในมืออาจารย์เปลี่ยนไป ... จากปากกากลายเป็นชอล์ก

 

ปัจฉิมบนกระดานดำ

เรื่องราว 10 วันหลังจากตอนจบในเล่ม 31 ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบนิทรรศการที่มีชื่อว่า "Slam Dunk 10 Days After" ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-5 ธันวาคม ปี 2004 โดยนิทรรศการนี้ทางอาจารย์อิโนะอุเอะได้จับจองพื้นที่ของโรงเรียนมัธยมปลายมิซากิ ในจังหวัดคานางาวะ ก่อนที่จะบรรจงใช้ชอล์กวาดเรื่องราวของเหล่าตัวละครลงไปบนกระดานดำจำนวน 23 แผ่น ที่ติดอยู่ตามห้องเรียน 

ตามชื่อ Slam Dunk 10 Days After เรื่องราวบนกระดานดำทั้ง 23 แผ่นได้บอกเล่าเรื่องราว 10 วันหลังจากตอนจบในฉบับรวมเล่ม ครอบคลุมตัวละครแทบทุกตัวที่หลายคนคิดถึง โดยแต่ละตัวก็จะมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องสั้น ๆ ไม่กี่ช่อง แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้แฟนมังงะเรื่องนี้รู้สึกยิ้มตาม มีความสุข และรับรู้ว่าชีวิตของพวกเขาไม่ได้จบลงแค่ในเล่ม 31 แต่ยังคงโลดแล่นไปตามวิถีชีวิต

ตัวอย่างเช่นเรื่องราวของซากุรางิ ที่ถึงแม้จะเข้าสู่ช่วงเปิดเทอมแล้วเขาก็ยังไม่มาเรียน เพราะยังต้องทำกายภาพบำบัด เขาจึงเขียนจดหมายคุยกับ ฮารุโกะ โดยฝ่ายหญิงได้นำมาอ่านในห้องเรียน ถึงแม้จะโดนเพื่อนแซว แต่เธอก็ยิ้มพลางคิดในใจว่า 

"เราทุกคนรอเธออยู่นะ ซากุรางิคุง !"

ส่วนเรื่องราวของตัวละครเอกอีกตัวอย่าง รุคาว่า ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เขาขี่จักรยานพร้อมเปิดฟังเทปสอนภาษาอังกฤษไปด้วย สื่อความหมายถึงการเตรียมตัวไปสหรัฐอเมริกาได้อย่างดี

นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวของ มิตสึอิ ฮิซาชิ ที่พยายามฝึกซ้อมบาสอย่างหนักเพื่อหวังใช้เป็นโควต้าเข้ามหาวิทยาลัย, การวิ่งเพื่อลดความอ้วนของอาจารย์ มิตสึโยชิ อันไซ, อาคางิ ทาเคโนริ ที่คิดถึงการเล่นบาสเกตบอลจับใจ, การฝึกซ้อมอย่างหนักของเหล่ารุกกี้ปี 1 แห่งโชโฮคุ, และอีกมากมาย ซึ่งหลังจากนั้น ก็ได้มีการตีพิมพ์เรื่องราวบนแผ่นกระดานดำอีกครั้งในนิตยสาร Switch ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2005 ส่วนถ้าใครอยากหามาอ่านตอนนี้ ก็เพียงแค่พิมพ์ Slam Dunk 10 Days After ลงไปใน Google ได้เลย 

ถึงแม้ Slam Dunk 10 Days After จะเป็นแค่เรื่องราว 10 วันหลังจากนั้น ทำให้เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าท้ายที่สุด รุคาว่า จะประสบความสำเร็จที่สหรัฐอเมริกาไหม ?, ซากุรางิ จะกายภาพกลับมาแล้วเป็นผู้นำรุ่นต่อไปของโชโฮคุได้ดีแค่ไหน?, ชีวิตนักบาสในรั้วมหาวิทยาลัยของ มิตสึอิ กับ อาคางิ จะเป็นอย่างไร ? แต่เชื่อว่าเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว และคงเป็นเจตนารมณ์ที่อาจารย์อิโนะอุเอะอยากบอกทุกคนว่า 

"Slam Dunk ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว"

แต่สุดท้ายตอนจบของ Slam Dunk จะเป็นอย่างไรก็อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย ตราบใดที่มังงะเรื่องนี้ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของผู้อ่านอย่างไม่เลือนหาย มังงะเรื่องนี้ยังคงมีชีวิตเสมอ เพราะ 30 ปีที่ผ่านมาคือข้อพิสูจน์เป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง

 

แหล่งอ้างอิง

https://slamdunk.fandom.com/wiki/Main_Page
https://en.wikipedia.org/wiki/Slam_Dunk_(manga)
https://www.shonenjump.com/j/2018/05/21/201805021_slamdunk001.html
https://www.oricon.co.jp/rank/obc/w/2018-07-16/
https://www.animenewsnetwork.com/news/2019-05-08/takehiko-inoue-resumes-real-sports-manga-on-may-23/.146398



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง