mainstand

Feature

ทีมมีเดียเจ๋ง ๆ สำคัญไฉน? เมื่อไอเดียสร้างสรรค์สู่ Digital Platform...มีมูลค่าไม่แพ้ผู้เล่นซุป'ตาร์



ช่วงที่ผ่านมา บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับแฟนฟุตบอลชาวไทยจากการทำคลิปเปิดตัว 2 ผู้เล่นใหม่อย่าง สารัช อยู่เย็น และ อันเดรส ตูเญซ


 

โดยเฉพาะในรายหลัง มีการปล่อยคลิปปริศนาออกมา 2 ตอน เพื่อให้แฟน ๆ ได้ลุ้นติดตามกันว่า ใครจะย้ายมาเป็นสมาชิกในถิ่น ลีโอ สเตเดียม กันแน่ ? 

คลิปการเปิดตัวนักฟุตบอลของ บีจีพียู สร้าง Impact ดังไกลไปถึงสเปน สื่อชื่อดังอย่าง "Marca" ยังเอาไปตีข่าว 

ในระดับโลก ตอนนี้แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมปกติไปแล้ว ยามมีการเปิดตัวนักเตะใหม่ระดับบิ๊กเนม สโมสรต่าง ๆ จะไม่ได้มีแค่การถ่ายรูปชูผ้าคอ ชูเสื้อเท่านั้น แต่ยังต้องมีคลิปที่สามารถสร้าง Viral Online และเป็นที่พูดถึงในสังคมวงกว้างได้ เหมือนอย่างตอนที่ อเล็กซิส ซานเซซ ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ช็อตที่ ดาวเตะชาวชิลี เล่นเปียโนเพลง Glory Glory Man United ในยูนิฟอร์มสีแดงของสโมสร สร้างความประทับใจอย่างยิ่งแก่แฟนคลับปีศาจแดง รวมถึงคนทั่วไป ที่คาดไม่ถึงด้วยซ้ำว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะทำคลิปเปิดตัวนักฟุตบอลใหม่ ได้อลังการและน่าประทับใจ ราวกับรับชมทีเซอร์ภาพยนตร์ จากค่ายหนังดัง นอกจากนี้ยังมีอีกหลาย ๆ สโมสรที่ทีมมีเดียและฝ่ายการตลาดของพวกเขาสร้างสรรค์ไอเดียแปลก ๆ การเปิดตัวนักฟุตบอลจนกลายเป็นไวรัล ไปทั่วโลกออนไลน์ 

ทีมเหล่านี้มองเห็นอะไร ? วิวัฒนาการการสร้างความจดจำในยุคอดีตจนถึงปัจจุบันของสโมสรกีฬาเป็นอย่างไร? และทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่า ผ่านฝ่ายการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของสโมสร ติดตามได้ที่นี่  

 

พลังของสื่อมวลชน 

ในอดีต หากสโมสรกีฬาต้องเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีมูลค่าทางการตลาดที่สูง ทีมกีฬาเหล่านั้น จำเป็นต้องพึ่งพา "สื่อมวลชน" (Mass Media) 

เพราะสื่อมวลชนถือเป็น ช่องทางหลักในการนำเสนอ ข้อมูลข่าวสาร, ความเคลื่อนไหว, แมตช์การแข่งขัน, ผลการแข่งขัน, เรื่องราวที่น่าสนใจ ฯลฯ ส่งต่อไปถึงผู้รับสารได้เป็นจำนวนมาก 


Photo : talksport.com

เดิมทีในยุคที่ ยังไม่มีการสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีอันทันสมัยแบบทุกวันนี้ "สื่อมวลชน" ดั้งเดิม มีการแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ หนังสือพิมพ์, ภาพยนตร์, วิทยุ, โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ (อาทิ นิตยสาร, หนังสือ) 

สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขัน จะไม่มีทางถูกส่งออกสู่สาธารณะเลย หากไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้น ผ่านสื่อมวลชน ไม่แขนงใดก็แขนงหนึ่ง ขณะเดียวกัน ธรรมชาติของมนุษย์ ก็มีความต้องการอยากรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ

ไม่แปลกหากผลการแข่งขัน, บทสัมภาษณ์ก่อน-เกม, ข่าวลือการย้ายทีม, ไปจนถึงข่าวเซ็นสัญญาผู้เล่น, เบื้องลึกเบื้องหลังต่าง ๆ จะเป็นเนื้อหาที่คนชื่นชอบกีฬาให้ความสนใจ ดังนั้น ทีมไหนที่ได้รับความสนใจกับสื่อมวลชน ได้ถูกนำเสนอข้อมูลบ่อยครั้ง ก็จะยิ่งมีพลังในการสื่อสารสู่ผู้คนวงกว้าง มากกว่า ทีมที่ไม่ได้พื้นที่หน้าสื่อ 

จนมาถึงยุคที่ โลกกีฬา ถูกเชื่อมต่อติดกันทั่วโลก ผ่านระบบโทรนาคมดาวเทียม เกิดการส่งสัญญาณการแข่งขัน ไปยังผู้คนทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทย ที่คนไทย สามารถรับชม เทปบันทึกการแข่งขัน, สัญญาณถ่ายทอดสด จากลีกกีฬาที่อยู่ห่างออกไปคนละซีกโลก 


Photo : MUFC/Getty

เมื่อได้ดูการแข่งขันสด ได้ชมไฮไลท์ ได้อ่านข่าวสาร ข้อมูล และรายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็ยิ่งกระตุ้นให้ ผู้ชมที่มีความชื่นชอบกีฬา เปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็น ผู้บริโภคกีฬา ที่อาจทีมเชียร์ในดวงใจ  ไปจนถึงลีกกีฬาที่ตนเองโปรดปราน แม้สโมสรเหล่านั้นจะเป็นทีมต่างแดนก็ตาม

สโมสรกีฬา จำเป็นที่จะต้องยืมมือของ สื่อมวลชน เพื่อเชื่อมต่อ องค์กรกับสาธารณชน เพราะเพียงแค่ข้อความไม่กี่บรรทัดบน หนังสือพิมพ์และนิตยสาร, ภาพเคลื่อนไหวไม่กี่วินาที บนโทรทัศน์ และภาพยนตร์ หรือคลื่นเสียงกี่มากระทบหูจากวิทยุเพียงไม่นาน 

ก็ทำให้อาจทำให้ ผู้รับสาร เกิดความรู้สึกในเชิงบวก และอาจเลือกที่เป็นแฟนคลับของสโมสรได้เลย เหมือนอย่างที่ในวัยเด็ก เราอาจเคยดูฟุตบอลต่างประเทศ สักเกมหนึ่ง และหลังจบนัดนั้น เราเลือกทีมเชียร์ได้เลย เพราะประทับใจในบางอย่างที่เห็นผ่านจอโทรทัศน์ 

แต่ ณ วันนี้… โลกเปลี่ยนไปแล้ว 

 

พลังในมือ 

แม้สื่อมวลชนจะมีความสามารถอย่างมาก ในการส่งสารไปยังผู้รับในวงกว้าง แต่รูปแบบการสื่อสารนั้น ส่วนมากเป็นการสื่อสารทางเดียว (One-way Communation) ที่มี Feedback หรือการโต้ตอบได้ยาก หรือต้องใช้เวลานาน 

เมื่อเข้าสู่ คริสต์ศตวรรษที่ 21 ระบบโครงข่ายอินเตอร์เน็ต เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก ต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันผู้คน เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลกแค่เพียงปลายนิ้ว การเกิดสื่อสารแบบสองทาง (Two-way commucation) ระหว่าง ผู้ส่งกับผู้รับ ได้อย่างง่ายดาย ผ่าน โปรแกรมแชท, เว็บบอร์ด ฯลฯ 


Photo : www.liverpoolfc.com

ทำให้มี สื่อแขนงใหม่ (New Media) เกิดขึ้นมา และสโมสรกีฬาต่าง ๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเว็บไซต์ เพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของสโมสร นอกเหนือช่องทางเดิม เช่น การทำช่องทีวี, รายการทีวี, สารคดี, ภาพยนตร์, นิตยสารกีฬา, วารสารแบบ Matchday, คลื่นวิทยุ, ที่มีบางสโมสรเลือกใช้ช่องทางเหล่านี้ ในการสื่อสารกับแฟนบอล 

ถึงกระนั้น สื่อมวลชน ก็ยังคงมีพลังและอิทธิพลต่อสังคมมากอยู่ เพราะผู้คนยังบริโภคข่าวสาร จากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออยู่ 

ส่วน เว็บไซต์ของสโมสร ดูจะเหมือนเป็น ช่องทางเฉพาะทางของคนที่มีความสนใจเกี่ยวกับสโมสรนั้น ๆ  จึงเข้ามาติดตาม ยังไม่ใช่สื่อที่สร้างกระแสได้ด้วยตัวเอง 

กระทั่งโลกแห่งการสื่อสาร เดินทางมาถึงจุดที่เกิด สื่อสังคมออนไลน์ หรือที่คนไทยเรียกว่า Social Media ขึ้นมา Digital Plafform อย่าง Facebook, YouTube, Twitter, Instagram ช่วยส่งเสริมให้ สโมสรกีฬา มีพลังในการประชาสัมพันธ์องค์กรไปสู่สาธารณะอย่างน่าเหลือเชื่อ 

เนื่องจากพฤติกรรมของ มนุษย์เริ่มเคลื่อนย้ายตัวเอง มาใช้เวลาอยู่บนอินเตอร์เน็ตมากขึ้น, เริ่มติดตามข้อมูลข่าวสาร และสิ่งที่ตนเองสนใจจากบนหน้าจอ แทนที่จากเดิมจะมาจาก หยิบจับหนังสือพิมพ์, ดูทีวี, ฟังวิทยุ เป็นช่องทางหลัก

เพราะการสื่อสารบน Social Media ทำให้ผู้รับ ได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็วกว่าสื่อแบบดั้งเดิม ที่อาจต้องใช้เวลา และมีขั้นตอน กระบวนการในคัดกรองหลายด่าน  แถมยังมีลูกเล่นที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเสนอแต่ข้อมูลแข็ง ๆ ทุกอย่างดูจริงจังไปหมดก็ได้ 

ไม่เพียงเท่านั้น Social Media ยังเข้ามาเพิ่มศักยภาพสื่อขององค์กรกีฬา ในการการกระจายสาร (Message) สู่ คนในวงกว้างด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอสื่อมวลชนเท่านั้น เหมือนในอดีต 

ฝ่ายมีเดียของสโมสร สามารถส่ง ข้อมูลข่าวสาร, การรับรู้แบรนด์, การสร้างภาพลักษณ์, การทำกิจกรรมทางการตลาดและประชาสัมพันธ์, การสร้างความเข้าใจแก่สังคม,

ไปจนถึงการมีส่วนร่วม และกระตุ้นให้ผู้รับสาร กลายเป็นแฟนคลับ, เกิดความจงรักภักดีต่อทีม, ความเชื่อมั่นในแบรนด์ หรือการตัดสินใจซื้อสินค้า, บริการสโมสร ผ่านเนื้อหาที่ฝ่ายสื่อสารสโมสร (Media Officer) จะผลิตออกมาเสิร์ฟตาม Platform ต่าง ๆ 

อย่างใน Twitter เรามักเห็นว่า สโมสรชั้นนำ มักจะมีการใช้สื่อสารที่มากกว่าแค่การโพสต์ข้อมูล, ผลการแข่งขัน แต่ยังใส่แคปชั่นให้เกิดการสนทนาต่อ หรือให้คนกด Retweet 

เช่น อาร์เซนอล เคย Retweet ผลการแข่งขันนัดที่ ลิเวอร์พูล แพ้ วัตฟอร์ด พร้อมกับใส่แคปชั่นว่า "ฟู่ว...โล่งอก" (Phew) ที่มีความหมายเป็นนัยว่า สถิติแชมป์ไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาลของ อาร์เซนอล ที่ทำไว้ในซีซั่น 2003-04 จะยังคงอยู่เป็นทีมเดียวที่ทำได้ในพรีเมียร์ลีกต่อไป เนื่องจาก ลิเวอร์พูล ที่จ่อคว้าแชมป์ฤดูกาล 2019-20 พลาดท่าแพ้เป็นเกมแรกในซีซั่น  

ขณะที่ เซาธ์แฮมป์ตัน เคย Tweet เป็นภาพกระดาน XO พร้อมกับชักชวนสโมสร นอริช ซิตี้ คู่แข่งที่ต้องถูกเลื่อนโปรแกรมแข่งขันออกไป เนื่องจาก COVID-19 ก่อนที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะมาขอแจมร่วมสนุกด้วย ทวิตดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนคลับของ เซาธ์แฮมป์ตัน และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยผลการเล่น XO ทั้งคู่เสมอกันไป 

ส่วนใน Facebook, Instagram, YouTube เรามักจะเห็นวิดีโอทีเซอร์ก่อนการแข่งขัน, ฟุตเทจแมตช์ที่น่าประทับใจ, ผลงานของผู้เล่นในอดีต มาโพสต์ลงอยู่เป็นประจำ 

สลับกับภาพกราฟิกที่สวยงาม โพสต์ที่เปิดให้แฟนบอลมาแสดงความเห็น, ทายปัญหา แม้แต่การโพสต์ขายสินค้าอย่าง ชุดแข่งสโมสร ก็ยังมีการนำถ่ายเป็นแฟชั่นเซ็ท, วิดีโอเปิดตัว ทั้งหมดก็เพื่อกระตุ้นให้ ผู้ใช้งานบน Social Media เกิดความรู้สึกอยากไปเชียร์ฟุตบอล, อยากซื้อเสื้อ, หรือมีความภาคภูมิใจที่ได้เชียร์ทีมนี้ 

นี่คือข้อดี ของช่องทางบนโลกออนไลน์นั้น ที่ช่วยให้ สโมสรกับผู้รับทุกคน สามารถมีการสนทนาโต้ตอบ, แสดงปฏิกิริยาตอบกลับสโมสรได้ทันที สร้างการมีส่วนร่วมระหว่าง แฟนบอล กับ สโมสร เป็นอย่างมาก 

แถมสโมสรยังสามารถสร้างโพสต์เนื้อหาต่าง ๆ เพื่อดึงดูดให้แฟนคลับ เล่นกับกระแส หรือจุดแคมเปญอะไรขึ้นมา เพื่อให้คนที่ใช้ Social Media หันมาสนใจ ตรงจุดนี้เป็นการช่องทางช่วยเพิ่มความนิยมในสโมสรได้รับเพิ่มขึ้นมาก 

ยกตัวอย่าง บาเยิร์น มิวนิค มักจะโพสต์เนื้อหาประมาณว่า "รบกวนตัดต่อภาพนี้ให้หน่อยสิ" เพื่อให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุก แสดงความคิดสร้างสรรค์ 

อีกเคสที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก อย่างสโมสร เบซิคตัส ทีมในลีกตุรกี พวกเขาทำคลิปเปิดตัวผู้เล่นแบบมิติใหม่ ด้วยการให้นักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ประจำทีม โทรเชิญชวนเพื่อนที่ตัวเองรู้จัก ด้วยประโยคที่ชักชวนว่า "Come to besiktas" ก่อนผู้เล่นหน้าใหม่จะตอบตกลง

เริ่มจาก ริคาร์โด กวาเรสมา โทรชวน เปเป้ ปราการหลังเพื่อนร่วมชาติ จากนั้น เปเป้ โทรชวน อัลวาโร เนเกรโด แล้วโทรต่อกันเรื่อย ๆ ลุกลามไปถึง แฟนบอล ที่นำคลิปนี้มาตัดต่อ เป็นนักบอลดาวดังเชิญชวนตนเอง จนกลายเป็นกระแสโด่งดัง 

ซึ่งทางสโมสร เบซิคตัส เปิดเผยว่า ไอเดียนี้เป็นความต้องการที่อยากเปลี่ยนรูปแบบการเปิดตัวผู้เล่น และต้องการให้แฟน ๆ ทั่วโลก ได้มีส่วนร่วมสนุก โดยที่สโมสรตั้งใจจะไม่เน้น  ถ่ายด้วยโปรดักชั่นดี ๆ เพราะดูไม่สมจริง แต่เลือกใช้ถ่ายจากกล้องมือถือ แบ่งตารางเป็นสองช่อง เพื่อง่ายต่อให้ผู้คนในโลกออนไลน์ นำไปตัดต่อ เล่นกันต่อ 

กระแสของ Come to besiktas ไปไกลถึงขั้นที่ บาเยิร์น มิวนิค ทำคลิปล้อเลียนโดยให้ เปเป้ โทรชวน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ซูเปอร์สตาร์ประจำทีม ก่อนที่ เลวานดอฟสกี้ จะตอบว่าตนเอง "Come to Bayern!" 

"เมื่อ 70 ปีก่อน รายได้ของฟุตบอลขึ้นอยู่กับการจำหน่ายตั๋ว ประธานสโมสร เรอัล มาดริด จึงสร้างสนามกีฬาที่จุดคนได้ 120,000 คน เพราะเขาคิดว่าการมีสนามใหญ่สุด จะเป็นวิธีการในกอบโกยรายได้เข้าสโมสรมากสุด"

"แต่ตอนนี้เรามีแฟน ๆ มากกว่า 450 ล้านคน เราจึงต้องสร้าง Social Media ให้เป็นสนามกีฬาเสมือนจริง เพื่อต้อนรับพวกเขา และเราจะได้ทำความเข้าใจในสิ่งที่แฟนบอลคาดหวังจากสโมสร เช่นเดียวกัน สโมสรก็จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่พวกเขาต้องการ" โฆเซ อังเกล ซานเชซ ผู้บริหาร เรอัล มาดริด (ในเวลานั้น) เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 2015 

สะท้อนให้เห็นว่า ทำไมเมื่อโลกแห่งการสื่อสารเปลี่ยนไป สโมสรก็จึงต้องปรับตัวมาเล่นเกมนอกสนาม ที่ให้ความสำคัญกับสื่อประจำองค์กร มากขึ้นเรื่อย ๆ  

แม้แต่สำนักข่าวเก่าแก่ทั้งหลาย ที่โตมากับยุคทองสื่อมวลชน ก็ไม่อาจหลีกหนีการปรับตัวในครั้งนี้ได้ จำเป็นที่ต้องมาเพิ่มช่องทางในการออก Content บนโลกออนไลน์ด้วย ไม่ใช่แค่หวังพึ่งพาสื่อออฟไลน์อย่างเดียว 

 

ปรับตัวและแข่งขัน 

Social Media บน Digital Platform ต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ สโมสรกีฬา ผันตัวเองมาเป็น สื่อเจ้าหนึ่ง ที่นำเสนอเนื้อหาได้เฉพาะทาง ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ต้องยืมมือของ สื่อมวลชนดั้งเดิม ดังเช่นอดีต 

โครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่ทันสมัย ยังทำให้เกิด สื่อออนไลน์หลายเจ้า ๆ ตัวอย่างหนึ่งที่เราขอหยิบมาเขียน นั่นคือ Goal.com เว็บไซต์ฟุตบอล ที่ไม่ได้มีรากฐานมาจากการเป็น สื่อแขนงเก่า แต่สามารถเติบโตขยาย Edition ไปได้มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย


Photo : www.goal.com

Goal เน้นผลิตเนื้อหาที่เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคออนไลน์ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ และเล่นกับกระแสได้ดี สำนวนภาษาที่ใช้ มีความร่วมสมัย แถมยังมีภาพกราฟิกให้ผู้คนร่วมสนุกอยู่เสมอ หรือหยิบประเด็นคนที่ผู้คนสนใจ มาขยายต่อในรูปแบบของตัวเอง ทำให้คนที่ใช้งาน Social Media ที่มีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอล จึงติดตาม Goal.com  

เมื่อสื่อออนไลน์หน้าใหม่ เติบโตสวนทางกับ สื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ที่มียอดจำหน่ายลดลง สื่อมวลชนแขนงเดิม จึงหลีกไม่ได้ที่จะต้องลงมาแข่งขันในสนาม Social Media ตามผู้คนจำนวนมากของโลก ที่หันมาบริโภคข่าวสาร เนื้อหา ผ่านทางออนไลน์มากขึ้น 

ไม่เพียงแค่แข่งขันกับ สื่อออนไลน์ที่เกิดภายหลังเท่านั้น “สื่อมวลชน” ดั้งเดิมยังต้องแข่งขัน แย่งชิงพื้นที่ความสนใจกับ สโมสรกีฬา

ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัด, กลุ่มเป้าหมาย, ข้อดี-ข้อเสีย ที่แตกต่างกัน ?

สโมสรกีฬา มีข้อดีกว่าสื่อกีฬา ตรงที่เป็นวงในของสโมสร สามารถเข้าถึงนักกีฬาได้ทุกคน, รู้ทุกความเคลื่อนไหวก่อนใคร, หยิบสิ่งที่มีอยู่ในทีม มาขยายเป็นคอนเทนต์ได้ไวกว่า กลุ่มเป้าหมายของการสื่อสาร เพื่อให้คนทั่วไปให้หันมาติดตามสโมสร และสื่อสารกับแฟนคลับตัวเอง (รวมถึงผู้สนับสนุน) ให้เกิดพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่สโมสรต้องการ หรือ ความรู้สึกเชิงบวกต่อแบรนด์ของทีม 

ส่วนสื่อกีฬาออนไลน์ เข้าถึงวงในของแต่ละสโมสรได้ยากกว่า, การสัมภาษณ์นักกีฬาได้ยากกว่า, แต่เลือกประเด็น และแหล่งข่าวที่จะไปสัมภาษณ์ ได้หลากหลายทีม มากกว่าสื่อสโมสร โดยสื่อกีฬาออนไลน์ จำเป็นต้องวางตัวเป็นกลาง, สร้างความน่าเชื่อถือ, มุ่งเน้นสื่อสารให้จำนวนมากได้รับทราบข่าวสารข้อมูล เพื่อให้หันมาติดตามสำนักข่าวของตนเอง

ดังนั้น สื่อกีฬาที่ลงอยู่ใน Digital Platform จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความแตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความน่าเชื่อถือ ความคิดสร้างสรรค์ รู้จักปรับตัวให้กับยุคสมัย และสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่รอเพียงแค่ข่าวสารที่สโมสรแจก

ข้อได้เปรียบของ สื่อกีฬาออนไลน์นั้นมีไม่น้อย เมื่อเทียบ สื่อประจำสโมสร หากสามารถนำเสนอเนื้อหาที่ลึก ดูสนุก และมีลูกเล่น 

เช่นเดียวกับ สื่อสโมสร ที่จำเป็นต้องผลิตเนื้อหาที่มีความสนใจ และคุณภาพไม่ให้น้อยหน้า สื่อกีฬาออนไลน์ เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน Social Media ให้มาติดตามทีมตามที่ต้องการ ไม่ใช่แค่รายงานว่า ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-เมื่อไหร่-กับใคร แต่ยังต้องเพิ่มความสนุก ความเพลิดเพลินบันเทิง หรือกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง กับสิ่งที่สโมสรนำเสนอ 

 

เครื่องมือเท่ากัน แต่พลังต่างกัน

ในแต่ละเดือน Shareablee บริษัทด้านข้อมูลเกี่ยวกับ Social Media วิเคราะห์ติดตามและจัดอันดับโพสต์แบรนด์ระดับโลกมากกว่า 500,000 แบรนด์ รวมถึงสโมสรฟุตบอลยุโรปทุกแห่ง 

ช่วงเดือน เมษายน 2020 อาแอส โรม่า ได้รับการระบุว่าเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพที่สุดใน Twitter ด้วยสไตล์การโพสต์ที่เนื้อหาอ่านสนุก ใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการมากนัก มีวิดีโอ ภาพตัดต่อ แคปชั่นบางอันที่ตลก เรียกรอยยิ้มจากคนดู  

โรม่า กลายเป็นสโมสรระดับโลก ที่ตีโจทย์แตกในเรื่องการสร้างมูลค่าทีม ผ่านการ Social Media โดยเบื้องหลังสำคัญของกระแสต่าง ๆ ที่ โรม่า ทำได้นั้นมีที่มาจากตอนปี 2015 โรม่า ลงทุนจ้าง พอล โรเจอร์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาการดิจิตอลฯ ประจำสโมสร ลิเวอร์พูล ให้มายกเครื่อง ฝ่ายสื่อฯ ของสโมสรเสียใหม่ 

วันเวลาผ่านไป โรม่า ยกระดับตัวเองเป็น ทีมที่มีความครบเครื่องมากสุด ในด้าน Social Media สร้างพลังด้านการสื่อสารอย่างไร้ขอบเขต ดังไกลไปทั่วโลก 

ข้ามมาที่ประเทศไทย กรณีของ อันเดรส ตูเญซ ทันทีที่ลงคลิปเปิดตัวกับสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในรูปแบบคลิปนักฟุตบอลปริศนา ? 

คลื่นมหาชนก็เข้ามาแสดงความคิดเห็น ในช่อง Comment ใต้ภาพ ถึงดีลสุดเซอร์ไพรส์นี้ รวมถึงแสดงความชื่นชมทีม Media Officer ของสโมสร บีจีพียู ทีผลิตคลิปเปิดตัว ออกมาได้อย่างน่าสนใจ จนกลายเป็นอีกหนึ่ง Viral บนโลกอินเตอร์เน็ต 

"สืบเนื่องจากนโยบายท่านประสโมสร (ปวิณ ภิรมย์ภักดี) ต้องการหาวิธี 'ทำอย่างไรให้คนไทย เวลานึกถึงบอลไทย ต้องคิดถึง บีจีพียู'" ปิยศักดิ์ ภูมิจิตร กรรมการผู้จัดการ ประจำสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กล่าวเริ่มผ่าน Main Stand 

"เราจึงเริ่มวางแผนงาน หนึ่งในนั้น คือการปรับปรุง Social Media ของสโมสร เพื่อพัฒนารูปแบบการนำเสนอ เนื้อหาของเรา ให้มีความทันสมัย เข้าถึงแฟนบอลบีจีเดิม และคนทั่วไป ที่มีโอกาสจะมาเป็นแฟนบอลหน้าใหม่ของเรา ในอนาคต" 

"ยิ่งเมื่อเกิด โควิด-19 ฟุตบอลหยุดแข่งขัน สโมสรจำเป็นที่ต้องมาโฟกัสเรื่องนอกสนาม เพื่อ Connect กับแฟนบอล ไม่ใช่รอให้ถึงวันที่มีการแข่งขันเท่านั้น" 

"สโมสรเราจึงลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ อัพเดตดีขึ้นกว่าเดิม เพิ่มบุคคลใหม่ พัฒนาบุคลากรเดิมให้มีประสิทธิภาพ ปรับเปลี่ยนมุมมองในการทำงาน เพื่อให้ฝ่าย Media เกิดความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาเนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัย" 

บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นตัวอย่างของสโมสรในในไทย ที่กล้าลงทุนกับฝ่ายการสื่อสารฯ เพราะมองเห็นว่าแผนกนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการเติบโตไปสู่จุดที่ทีมต้องการ นั่นคือ การเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงมากสุดในไทย ไม่ใช่แค่ผลงานในสนามเท่านั้น 

บีจีพียู เป็นสโมสรแรกในไทย ที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ใน "TikTok" เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ให้มาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร เนื่องจากฐานแฟนคลับหลักของทีม เป็นคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป 

ผลตอบรับระยะสั้นช่วง 3 เดือน ทื่ไม่มีฟุตบอลแข่ง "บีจี ปทุม ยูไนเต็ด" ได้รับ Feedback ที่ดีมาก ทั้งแง่ของ แบรนด์, ภาพลักษณ์สโมสร, ความพึงพอใจของแฟนคลับเดิม รวมถึงสร้างโอกาสให้ตัวเอง ในการขยายฐานไปสู่แฟนบอลหน้าใหม่ ล้วนเป็นมูลค่าที่ถูกสร้างและนำเสนอผ่าน ฝ่ายการสื่อสารของสโมสร 

นอกจากนี้ยังมีทีมอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มักสร้างสรรค์ และมีไอเดียแปลก ๆ มานำเสนออยู่ตลอด จนทำให้มียอดผู้ติดตามผ่านทางโซเชียล มีเดีย ของพวกเขาบนเฟซบุ๊กเกือบ 1.8 ล้านคน, มีคนกด Subscribe บน Youtube 7 แสนคน และเพิ่งเปิดตัว TikTok ตามบีจีพียูแบบติด ๆ 

หรืออย่างในกรณีของ ขอนแก่น ยูไนเต็ด สโมสรแห่งนี้คยตกชั้นไปอยู่ใน ลีกระดับ 4 ของประเทศ แต่ก็ใช้ Social Media ในการสร้างตัวตน นำเสนอเนื้อหาสไตล์บ้าน ๆ เข้าถึง แฟนบอลระดับท้องถิ่น ถูกจริตฐานแฟนคลับของตนเอง ส่งผลให้ในช่วงเวลาแค่ 3 ปี ยอดวิวคลิปบน Facebook ของเพจสโมสร ขอนแก่น ยูไนเต็ด รวมกันมากถึง 70.2 ล้านวิว เลยทีเดียว 

อาจบอกได้ว่า "Social Media" คือ เครื่องมือที่เข้ามาเปลี่ยนเกมแห่งสื่อสารอย่างแท้จริง ทำให้ สโมสรกีฬา สามารถเป็น สื่อ ได้ด้วยตัวเอง ผ่าน Platfrom ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Twitter, Instagram อันเป็นช่องทางที่สโมสรไหนก็สามารถเปิดใช้งานได้ฟรี 

ทุกทีม สามารถมีเครื่องมือเหมือนกัน ๆ นั่นคือ Social Media แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คงเป็น "เนื้อหา" และ "วิธีการนำเสนอ" ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า สโมสรไหนเดินหมากนอกสนามนี้ ได้ดีกว่ากัน ? ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และไม่รอรีผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน 

 

แหล่งอ้างอิง

https://bleacherreport.com/articles/2800896-as-roma-and-friends-the-clubs-who-are-crushing-social-media
https://www.goal.com/en/news/come-to-besiktas-the-story-of-a-turkish-social-phenomenon/ge5h3odg05dw1705x2i5ndzp0
https://www.theguardian.com/football/2019/jul/17/football-clubs-social-media-berwick-rangers-bayern-munich-roma-celtic-motherwell



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง