mainstand

Feature

อูเว โบลล์ : ผู้กำกับหนังห่วยในตำนาน ที่ขอใช้กำปั้นเพื่อพิสูจน์ความเชื่อตัวเอง





"ถ้างานที่คุณตั้งใจทำโดนคนทั้งโลกรุมด่า รุมสับจนเละไม่มีชิ้นดี คุณจะรู้สึกยังไง?"

 

เชื่อว่าต่อให้เป็นคนที่จิตใจเข้มแข็งแค่ไหนก็คงไม่รู้สึกดีนัก และหนึ่งในคนที่จะอธิบายความรู้สึกนั้นได้ดีที่สุดก็คือ อูเว โบลล์ (Uwe Boll) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมัน ที่ไม่ว่าจะสร้างสรรค์ผลงานออกมากี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ผลงานของเขาก็มักจะตกเป็นกระสอบทรายให้ทุกคนเข้าไปรุมสับอยู่เสมอ 

เมื่อต้องเจอกับคำด่าสาปแช่งจากทุกสารทิศทั่วโลก คนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกเศร้า ท้อใจ หรือถึงขั้นล้มเลิกความพยายามที่มีไปเลย แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ อูเว โบลล์ เขาคือชายผู้แข็งแกร่ง และไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขาจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ เป็นกระสอบทรายทางอารมณ์ เรื่องแบบนี้มันต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ อูเว โบลล์ ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือการลบคำวิจารณ์ พิสูจน์ความเชื่อของตัวเองด้วยกำปั้น! 

เรื่องราวสุดวายป่วงนี้เป็นมาอย่างไร และบทสรุปไปจบลงที่ตรงไหน ติดตามได้ที่ Main Stand


ผู้กำกับหนังห่วยในตำนาน

"ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่คุณดูแล้วรู้สึกว่าห่วยเหลือเกินคือเรื่องอะไร?"

ถ้านึกไม่ออกก็ลองย้อนมองกลับไปดูลิสต์รายชื่อภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปี 2019 ก็จะพบกับ Hell Boy, X-Men: Dark Phoenix, Men in Black: International และอีกหลายเรื่อง ที่หลังจากดูจบแล้วเรารู้สึกผิดหวังกับมันมาก หลายคนก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เหล่านี้ต่อให้รู้สึกว่ามันแย่ หรือไม่สนุกขนาดไหน แต่เชื่อเถอะว่าคะแนนรีวิวจาก IMDb ก็ไม่ต่ำกว่า 5 คะแนน เมื่อนำมาเทียบกับผลงานของ อูเว โบลล์ ผู้กำกับที่เรานำเรื่องของเขามาเล่าในครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่ายังดูดีกว่าอยู่หลายช่วงตัว 

ฉายา "ผู้กำกับหนังห่วยในตำนาน" ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มันประจักษ์แจ้งผ่านผลงานการกำกับทั้ง 33 เรื่องของเขา ตลอดระยะเวลา 25 ปีในเส้นทางสายอาชีพนี้ โดยภาพยนตร์ของ โบลล์ นั้นมักจะได้คะแนนรีวิวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-4 คะแนนเท่านั้น บางเรื่องแย่ถึงขั้น 1-2 คะแนนเลยทีเดียว ส่วนเรื่องที่ได้คะแนนรีวิวเยอะที่สุดของเขาคือ Rampage ผลงานในปี 2009 แต่ก็ได้ไปเพียง 6.1 คะแนนเท่านั้น 

Photo : NEOPunks

"คะแนนรีวิวไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพเสมอไป"

ใช่ ... เราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องไหนโดยที่ยังไม่ได้ดู เราจึงตัดสินใจหยิบ House of the Dead ผลงานการดัดแปลงจากเกมชื่อดังของค่าย Sega ในปี 2003 ของ โบลล์ ที่ได้ 2.3 คะแนนมาพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง และก็ได้ค้นพบว่า "มันห่วยสมคำร่ำลือจริงๆ" ทั้งการเล่าเรื่อง บทสนทนา หรือแม้แต่วิธีการตัดต่อ ไม่เหมือนภาพยนตร์เรื่องไหนที่เราเคยได้ดูมาในชีวิตนี้เลย ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง เราอยากให้คุณลองพิสูจน์มันด้วยตัวเอง

ชื่อเสียงการทำหนังห่วยของ โบลล์ นั้นเลื่องลือถึงขั้นได้รับรางวัล Golden Raspberry Awards หรือที่คุ้นกันในชื่อ Razzie Awards (เป็นด้านตรงข้ามกับรางวัล Oscars ที่ในทุกๆ ปีจะมีการมอบรางวัลให้กับความห่วยสาขาต่างๆ ในโลกภาพยนตร์) สาขา Worst Career Achievement เลยทีเดียว นอกจากนั้นในการจัดอันดับ IMDb Bottom 100 (ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในวงกว้างและได้รับคะแนนวิจารณ์น้อยที่สุด 100 เรื่อง) ก็มีภาพยนตร์ของ โบลล์ เข้าไปติดอยู่ในนั้นนับ 10 เรื่องเลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องคำวิจารณ์เท่านั้น หลายคนอาจคิดว่าถึงหนังของ โบลล์ จะแย่ แต่ก็คงทำเงินสร้างกำไรได้ เขาถึงยังสามารถเข็นภาพยนตร์เรื่องใหม่ออกมาได้ตลอด ... บอกเลยว่าความคิดนี้ผิดถนัด


Photo : Independent 

ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของ โบลล์ นั้น นอกจากจะถูกนักวิจารณ์และผู้ชมสับละเอียดไม่มีชิ้นดีแล้ว ในเรื่องรายได้ก็ขาดทุนเละเทะไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น House of the Dead ที่ใช้ทุนสร้าง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กลับทำรายได้เพียง 5.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, Alone in the Dark ที่ใช้ทุนสร้าง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เก็บเงินไปได้ 5.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, และที่ขาดทุนหนักที่สุดคือ In the Name of the King ที่เก็บเงินได้เพียง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้างระดับบล็อกบัสเตอร์ที่ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

คำถามคือ ... ขาดทุนขนาดนี้ทำไมถึงยังสร้างออกมาได้เรื่อยๆ?

คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตัว อูเว โบลล์ เอง

"หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ที่ประเทศเยอรมันมีกองทุนเพื่อการจัดเก็บภาษี ซึ่งถ้าคุณลงทุนสร้างภาพยนตร์ที่นี่ โดยพื้นฐานแล้วคุณจะได้ 50% ของทุนที่ลงไปกลับมา โดยรัฐบาลจะเป็นคนจัดการให้" โบลล์ เผยกับ CBC

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจุดเริ่มต้นในการอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของ อูเว โบลล์ มาจากการที่เขาได้ดูภาพยนตร์ชั้นดีระดับตำนานที่นำแสดงโดย มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) อย่างเรื่อง Mutiny on the Bounty แต่ตอนนี้ชื่อของเขานั้นถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกันกับ เอ็ดเวิร์ด เดวิส วูด จูเนียร์ หรือ เอ็ด วูด (Ed Wood) ผู้กำกับภาพยนตร์คัลท์จากยุค 50s เจ้าของฉายา "ผู้กำกับหนังห่วยที่สุดตลอดกาล" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


Photo : IMDb

จากที่อ่านเรื่องราวการเป็นผู้กำกับหนังห่วยของ อูเว โบลล์ มาจนถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนมีความอดทนสูง ไม่สนใจคำวิจารณ์ มุ่งหน้าทำงานของตัวเองต่อไป ... เปล่าเลย โบลล์ ไม่ใช่คนประเภทนั้น เพียงแต่เขามีวิธีการแสดงออกในแบบฉบับของตัวเอง



มาวัดกันหน่อย

ในช่วงปี 2006 หลังจากที่ผลงานภาพยนตร์เรื่อง BloodRayne ของ โบลล์ เข้าฉาย ซึ่งปรากฏว่ามันถูกสาปส่งจากทั้งคนดูและนักวิจารณ์ทั่วโลก การันตีด้วยคะแนน 2.9 จาก IMDb 


Photo : AmazonUK

"ไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือภาพยนตร์ที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษย์ชาติ มันทำให้ภาพยนตร์อย่าง Zoolander 2 กลายเป็นผลงานศิลปะชั้นสูงไปเลย"

"เก็บเงินที่จะดูภาพยนตร์เรื่องนี้ใส่ไว้ในกระเป๋าเถอะ เพราะคุณจะรู้สึกว่าเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาทีที่หมดไปคือเวลาที่น่าเสียดายที่สุดในชีวิต" ส่วนหนึ่งของคำวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง BloodRayne จากนักวิจารณ์ใน IMDb

อูเว โบลล์ ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ถึงแม้เขาจะมีภูมิต้านทานต่อคำด่าขนาดไหน แต่ผลตอบรับของภาพยนตร์เรื่อง BloodRayne เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาไม่ขออดทนอีกต่อไป

"ผมเบื่อหน่ายที่ผู้คนมาด่าหนังของผมทั้งที่ยังไม่ได้ดูด้วยซ้ำ"

"เหล่านักวิจารณ์พยายามสร้างคุณค่า สร้างความนิยมในโลกอินเตอร์เน็ต ให้กับตัวเองด้วยการวิจารณ์หนังของผม และที่น่าเศร้าคือครึ่งหนึ่งของพวกเขาไม่แม้แต่จะดูมันจริงๆ ด้วยซ้ำ" โบลล์เผยกับ The Gurdian


Photo : Screen Rant

แนวทางการแก้ปัญหา (หรืออาจจะเรียกว่าการระบายความโมโหของตัวเอง) ของ โบลล์ คือการส่งสาสน์ประกาศกร้าวถึงนักวิจารณ์ทั่วโลกที่ด่าหนังเขา ว่าอย่าหลบอยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์ มาวัดกับเขาให้รู้เรื่องบนสังเวียนมวยดีกว่า ใครคิดว่าเจ๋งให้มาเจอกับเขาที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา โดยเขาจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

มันไม่ใช่การประกาศท้าแบบเลื่อนลอย เพราะหลังจากที่ส่งสาสน์ออกไป โบลล์ก็เริ่มงานทันทีโดยการหาสปอนเซอร์สนับสนุน ซึ่งปรากฏว่า Golden Palace เว็บไซต์การพนันถูกกฎหมายรู้สึกสนใจเรื่องราวนี้ ก่อนจะกระโดดเข้ามาร่วมหัวจมท้ายเป็นผู้สนับสนุนหลัก นอกจากนั้น โบลล์ ยังตั้งใจใช้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สร้างเป็นสารคดีในชื่อ Raging Boll (เลียนมาจากชื่อ Raging Bull หนึ่งในภาพยนตร์มวยที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของ มาร์ติน สกอร์เซซี่)

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคำประกาศท้าสุดหลุดโลกนี้จะมีนักวิจารณ์ที่บ้าจี้ตอบรับมากถึง 4 คน และเมื่อวันตัดสินมาถึง พวกเขาทั้งหมดก็เดินทางมาขึ้นสังเวียนกับ โบลล์ ถึงประเทศแคนาดา


Photo : The Palace 

นักวิจารณ์รายแรกที่ก้าวขึ้นสังเวียนคือ ริชาร์ด ยามาก้า (Richard Kyamaka) จากเว็บไซต์วิจารณ์ภาพยนตร์ Somethingawful.com ผลปรากฏว่าภาพบนสังเวียนที่ทุกคนได้เห็นนั้นไม่น่าจะเรียกว่าการต่อสู้ แต่เป็นการ "ยำใหญ่ข้างเดียว" ของ โบลล์ เสียมากกว่า เพราะไม่ทันระฆังครบยกจะดัง ริชาร์ด ก็ลงไปนอนกองกับพื้นเป็นที่เรียบร้อย

"ผมคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ สนุกๆ คิดว่าเป็นแคมเปญโฆษณา แต่ปรากฏว่าเขาต้องการฆ่าผมจริงๆ" ริชาร์ด เผยกับ 24 Hours

หลังจากนั้นเป็นคิวของ เจฟฟ์ ชไนเดอร์ (Jeff Sneider) จาก Aintitcoolnews.com ที่ก็พ่ายแพ้แบบ TKO ไปอย่างน่าอนาถ ต่อด้วย คริส อเล็กซานเดอร์ (Chris Alexander) จาก Rue Morgue Magazine ซึ่งก็พบจุดจบไม่ต่างกัน ก่อนที่ โบลล์ จะปิดท้ายด้วยการไล่ถลุงนักวิจารณ์วัยเพียง 17 อย่าง เนลสัน มิตเนอร์ (Nelson Chance Mintner) จนถึงขั้นอาเจียนออกมา 


Photo : Las Vegas Sun 

ผลสรุปของการต่อสู้ครั้งนี้คือ 
อูเว โบลล์ : 4 
นักวิจารณ์ : 0

เรียกได้ว่าฝ่ายนักวิจารณ์พ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูป ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ อูเว โบลล์ เคยเป็นนักมวยสมัครเล่นมาก่อนเมื่อครั้งยังหนุ่ม ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาของเขาเลยแม้แต่น้อยในการอัดเหล่านักวิจารณ์ที่เป็น "เนิร์ดหนัง" ตัวผอมแห้ง วันๆ นั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ลงไปนอนกองกับพื้นเวที ... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้านักวิจารณ์ทั้ง 4 รู้ความจริงข้อนี้ก่อน เขายังจะมาขึ้นเวทีกับ โบลล์ อยู่ไหม

เรื่องราวทั้งหมดจบลงเพียงเท่านี้ คำถามคือ ... แล้ว อูเว โบลล์ ได้อะไร?

นอกจากฟุตเทจที่ใช้ประกอบในสารคดี Raging Boll แล้ว โบลล์ ก็แทบไม่ได้อะไรตอบแทนเลยจากสิ่งที่เขาทำลงไป ... นอกจากความสะใจล้วนๆ ที่ได้บอกกับนักวิจารณ์ภาพยนตร์ทั่วทั้งโลกว่า อย่าปากดีให้มากนัก!

"พวกเขาปากดีเหลือเกินตอนอยู่หลังหน้าจอ แต่พอขึ้นเวทีพวกเขาคือคนขี้ขลาด"

"ตอนนี้สมองของพวกเขาน่าจะตายกันหมดแล้ว และน่าจะหันมาชอบผมได้สักที" โบลล์ กล่าวกับ 24 Hours หลังการต่อสู้จบลง



ผมพอแล้ว

หลังจากที่ศึก Raging Boll จบลง อูเว โบลล์ ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในวงการภาพยนตร์ต่อไปอีกประมาณ 10 ปี มีการผลิตภาพยนตร์เรื่องใหม่ออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2016 เขาก็ประกาศอำลาวงการ ปิดฉากตำนานผู้กำกับจอมห่วยลง

"ตลาดมันตายแล้ว"

"การมาถึงของบริการสตรีมมิ่งทำให้ยอดขายดีวีดีและบลูเรย์ทั่วโลกลดลงกว่า 80% นั่นคือเหตุผลที่แท้จริงของผม ผมไม่สามารถทำเงินจากมันได้อีกต่อไป" โบลล์ เผยเหตุผลกับ Toronto Metro


Photo : Giant Bomb

ถึงแม้ โบลล์ จะพยายามดิ้นรนด้วยการระดมทุนจาก Kickstarter แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เขาจำเป็นต้องถอนตัวออกจากโลกภาพยนตร์

"ผมมีเงินพอที่จะตีกอล์ฟและอยู่ได้ไปทั้งชีวิต" โบลล์ กล่าว

ฟังดูอาจจะน่าเรื่องเศร้า แต่ดูเหมือน โบลล์ จะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เพราะตอนนี้เขากำลังมีความสุขกับชีวิตใหม่ในฐานะเจ้าของร้านอาหารเยอรมัน Bauhaus ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา โดยเขาเริ่มกิจการมาตั้งแต่ปี 2018

"จากเรื่องหนึ่งสู่เรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์คือสิ่งชั่วคราว ส่วนอาหารคือสิ่งที่จะคงดำเนินต่อไปในทุกวัน ผมต้องคอยควบคุมอย่างใกล้ชิดในทุกวัน แต่มันสนุก ผมคือแฟนอาหารตัวยง เป็นสาวกเลยล่ะ" โบลล์ ในฐานะเจ้าของร้านอาหารกล่าวกับ Wired

จากอดีตกระสอบทรายของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ แต่ปัจจุบัน โบลล์ คือขวัญใจนักวิจารณ์อาหาร ถือเป็นอะไรที่พลิกความคาดหมายไม่ใช่น้อย แต่ชีวิตก็แบบนี้แหละ บางครั้งสิ่งที่คุณไล่ตามมาทั้งชีวิตก็อาจจะไม่ใช่ "สิ่งที่ใช่" สำหรับคุณ

ส่วน อูเว โบลล์ หลังจากที่ผ่านคำวิจารณ์นับร้อยนับพันมา ในที่สุดก็ดูเหมือนว่าเขาจะเจอเส้นทางที่ใช่ของตัวเองเสียที


แหล่งอ้างอิง:


https://www.theguardian.com/film/2006/sep/26/news

https://www.cbc.ca/news/canada/british-columbia/uwe-boll-movies-1.5117647

http://www.bbc.co.uk/newsbeat/article/37787337/uwe-boll-director-of-the-worst-film-ever-says-hes-retiring

https://www.indiewire.com/2018/04/uwe-boll-alex-jones-boxing-match-1201950862/

https://www.wired.com/2006/09/uwe_boll_wins_b/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง