mainstand

Feature

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ : บทพิสูจน์ว่าบางอย่างยังซื้อไม่ได้ในฟุตบอลยุคทุนนิยม



เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สำคัญกับ ลิเวอร์พูล ชุดทวงคืนความยิ่งใหญ่มากแค่ไหนคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ ในวัย 21 ปี เขาถูกยกย่องว่าเป็นแบ็คขวาระดับโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 


 

จากนักเตะสเกาเซอร์พันธุ์แท้ที่เติบโตในฐานะแฟนบอล สู่นักเตะจากระบบอคาเดมีของสโมสรอย่างเขา กำลังจะท้าทายโลกฟุตบอลแบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ เทรนท์ กำลังเป็นตัวอย่างที่ทำให้รู้ว่า "เงินซื้อบางสิ่งไม่ได้" และทำไม "การสร้างนักเตะที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสโมสรจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีวันตกยุค" 

มองโลกฟุตบอลยุคปัจจุบันกับการเติบโตที่ยั่งยืนโดยระบบอคาเดมี ผ่านเส้นทางความสำเร็จของ "เทรนท์" พร้อมกันที่นี่ 

 

คุณภาพสามารถซื้อได้ แต่สายเลือดนั้นต้องสร้างเอง 

ฟุตบอลยุคนี้หลุดกรอบคำว่ากีฬาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันหมุนไปตามโลกทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากเรื่องชัยชนะและความสำเร็จ ทุกสโมสรยังต้องคำนึงถึงรายรับ-รายจ่าย การวางแผนทางการเงิน การสร้างและขยายฐานแฟนคลับ รวมถึงอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้สโมสรเติบโตทางภาพลักษณ์ให้ดีที่สุดนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องที่สำคัญที่สุด นั่นคือการสร้างผลงานให้ดี เพื่อให้สิ่งอื่นๆ ตามหลังเข้ามาตามกระบวนการ และแน่นอน ผลงานจะดีได้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพนักเตะเป็นสิ่งสำคัญ 


Photo : fr.hespress.com

ดังนั้นไม่มีสโมสรระดับโลกสโมสรใดกล้าปฏิเสธได้ว่า พวกเขาใช้เงินเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือราคาค่างวดของนักเตะระดับโลกทุกวันนี้ โจนทะยานไปไกลถึงขั้นที่ว่าสามารถซื้อทีมเล็กถึงทีมระดับกลางๆ ได้สบายๆ และผลงานของพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่สามารถใช้คำว่า "ทำได้ตามเป้าหมาย" พาทีมสู่ความสำเร็จ หรือไม่ก็กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น สมกับค่าตัวที่จ่ายไป 

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายจากเรอัล มาดริด ไป ยูเวนตุส ในปี 2018 ด้วยค่าตัว 80 ล้านยูโร แต่สิ่งที่ยูเวนตุสได้ นอกจากการรักษาแชมป์ลีกแล้ว พวกเขายังได้เงินจากค่าตั๋ว, การขายเสื้อแข่งที่ยอดพุ่งสูงไปกว่า 5 แสนตัวภายในคืนเดียว รวมไปถึงการดึงดูดผู้สนับสนุนได้มากขึ้นถึง 60% นี่คือตัวอย่างชัดเจนที่สุดที่สามารถบอกสิ่งที่เป็นไปของฟุตบอลยุคนี้ และยืนยันว่า "คุณภาพสามารถใช้เงินซื้อได้" 

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีความเสี่ยง นักเตะระดับสตาร์มักจะมาพร้อมกับอีโก้ พวกเขามีความคิดเป็นของตัวเองโดยธรรมชาติจากการที่เขาได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาจากการมีสตาร์ในทีมมากๆ หลายรายคือ มักจะมีการกระด้างกระเดื่อง วางตัวใหญ่คับทีมเกิดขึ้น หากไม่สามารถคุมพวกเขาให้อยู่ในกรอบได้ 

เมื่อเป็นเช่นนั้น มันจึงมีนักเตะอีกประเภทหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามกับเหล่าสตาร์ที่ควบคุมยาก พวกเขาไม่ใช่นักเตะสำเร็จรูปที่สามารถลงสนาม และคุณสามารถการันตีได้ว่าพวกเขาจะเก่งกาจเกินใคร แต่พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นนักเตะที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อสโมสร เพื่อผู้จัดการทีม และเพื่อทุกๆ คนที่ให้โอกาสเขา นักเตะกลุ่มนี้เราเรียกว่า "ลูกหม้อ" หรือนักเตะท้องถิ่นที่เติบโตมากับการเป็นนักเตะในอคาเดมีของสโมสรนั่นเอง 

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นักเตะลูกหม้อนั้นเปรียบเหมือนสายเลือดของสโมสร พวกเขาเติบโตจากการเป็นแฟนบอลของทีม เข้าสู่ทีมอคาเดมีจากรุ่นสู่รุ่น และในช่วงเวลาแห่งการบ่มเพาะตั้งแต่เด็กจนโต จึงเหมือนการถูกปลูกฝังด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น การสั่งสอนในแบบที่ตรงเป๊ะตามปรัชญาของสโมสร พวกเขาจะทำในสิ่งที่สตาร์ไม่สามารถให้ได้ นั่นคือการพยายามและมุ่งมั่นแบบไร้ขีดจำกัด เพื่อทำให้สโมสรที่ดูแลพวกเขามาทั้งชีวิตกลายเป็นทีมที่ประสบความเร็จ เพราะนั่นคือความฝันของพวกเขาอย่างแท้จริง


Photo : www.lagalaxy.com

"ผมดูเกมของลิเวอร์พูลทุกเกมตอนอยู่ที่นี่ (สหรัฐอเมริกา) ผมคิดเสมอว่าผมจะย้อนเวลากลับไปตอนอายุ 25 เป็นกัปตันทีมเดินนำลูกทีมลงสนามท่ามกลางแฟนบอลของเรา คุณเป็นผมคุณก็ต้องคิดอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณใช้เวลาทั้งชีวิตกับสโมสรที่เปรียบเสมือนกับบ้านของคุณ" สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานกัปตันทีมของ ลิเวอร์พูล และขวัญใจอันดับ 1 ของแฟนๆ เดอะ ค็อป พูดถึงเรื่องดังกล่าวตอนที่เขาเล่นให้ แอลเอ แกแล็กซี่ ในวัย 35 ปี ... ความฝันของเขายังเหมือนกับตอนที่เขาเป็นเด็ก 

"ลิเวอร์พูล คือบ้าน" นั่นคือสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้สำหรับเจอร์ราร์ด และนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด ว่าคุณจะได้อะไรบ้างหากให้โอกาสนักเตะเยาวชนและสายเลือดของสโมสร ... ไม่ใช่แค่กับ ลิเวอร์พูล เท่านั้น แทบทุกทีมที่มีความสำเร็จยิ่งใหญ่จนสามารถสร้างยุคสมัยของตัวเองได้ ล้วนให้ความสำคัญกับนักเตะลูกหม้อแทบทั้งสิ้น แมนฯ ยูไนเต็ด กับ คลาส ออฟ '92, บาร์เซโลน่า กับ ลา มาเซีย, บาเยิร์น มิวนิค กับนโยบายผลักดันดาวรุ่งขึ้นสู่ชุดใหญ่ทุกปี คือคำยืนยันคำกล่าวที่ว่า "คุณภาพสามารถซื้อได้ แต่สายเลือดนั้นต้องสร้าง" 

เมื่อหมดยุคของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ความภูมิใจของเหล่าสเกาเซอร์ ลิเวอร์พูล พยายามจะผลักดันสายเลือดในทีมมามากมายหลายคนทั้ง เจย์ สเปียริ่ง, จอน ฟลานาแกน จนกระทั่งสุดท้ายพวกเขาได้พบเพชรเม็ดงามที่สุดอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็คขวาชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกล่าสุด ที่สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างนักเตะท้องถิ่นไม่มีวันตกยุค แม้ฟุตบอลเข้าสู่โลกทุนนิยมแบบเต็มตัวแล้วก็ตาม และนี่คือสิ่งที่ เทรนท์ ในวัย 20 ปี แสดงให้ทั้งโลกเห็นโดยที่เขาไม่รู้ตัว 

 

ความหลงใหลตลอดช่วงชีวิต

อคาเดมี เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของนักเตะเยาวชน ที่แห่งนี้นอกจากจะสอนวิชาฟุตบอลแล้ว พวกเขาไม่ลืมที่จะทำให้เด็กๆ ของตัวเองเรียนรู้วัฒนธรรมของสโมสร เรียนรู้ความเป็นคนที่มีคุณภาพ เพราะทุกสิ่งนั้นล้วนสัมพันธ์กันหมด ปรัชญาสโมสรเป็นเช่นไร นักเตะเยาวชนพวกเขาก็จะเป็นเช่นนั้น และแน่นอน เทรนท์ เข้าระบบ อคาเดมีของ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ 7 ขวบ ... นั่นหมายว่าความสนุกเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขาอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเท่านั้น ส่วนที่เหลือมันคือเรื่องของความฝัน และความหลงใหลที่เขาพยายามจะไปให้ถึงอย่างจริงจัง ขณะที่ระหว่างทางมีเด็กที่ยอมแพ้ไปมากมายเมื่อเจอกับแพงของระดับอายุที่สูงขึ้น


Photo : @trentaa98

"แน่นอน ครอบครัวของผมเน้นไปที่การเรียนเป็นอันดับแรก เพราะความเป็นไปได้ในการจะโตขึ้นมาและเป็นนักฟุตบอลอาชีพมันมีโอกาสที่ไม่มากนักหรอก แต่ผมมันไม่เคยสน นั่นมันแค่สถิติ ผมฝันถึงฟุตบอลเสมอ และผมเชื่อว่าฟุตบอลคือตัวเลือกที่เป็นไปได้หากผมทำงานหนักพอ ... ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจเกินไปหรอกนะ แต่ผมไม่เคยคิดสักครั้งว่ามันคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผมแค่รู้สึกว่าผมต้องกลับไปทำงานหนักต่อมันคือวิธีที่จะทำให้ผมได้เข้าใกล้ความฝัน และจินตนาการที่หล่อเลี้ยงความฝันของผมคือ 'การนึกภาพว่าตัวเองได้เป็นนักเตะของ ลิเวอร์พูล ในวันหนึ่ง'" เทรนท์ ให้สัมภาษณ์กับ Red Bull 

การเป็นนักเตะท้องถิ่นและเข้าสู่ระบบเยาวชนของสโมสรมายาวนาน ทำให้ เทรนท์ ได้เห็นช่วงเวลาที่ทีมของเขาสมหวังและผิดหวัง ซึ่งย้อนกลับไปวันที่เขายังเด็ก ลิเวอร์พูล มักจะเป็นฝ่ายผิดหวังอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อคนเราเกิดขายวิญญาณให้กับสิ่งไหนแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกจะรักทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ความรักต่อสิ่งนั้นไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าจะผิดหวังแค่ไหนก็ตาม 

การทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกวันเพื่อพัฒนาตัวเองโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ตั้งเป้าไว้แค่ไหนก็ใส่สุดแรงเกิดเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ เทรนท์ สามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทกับทีมตั้งแต่ในช่วงปี 2016 มันคือช่วงเวลาที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาทำทีมใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคุณเป็นกุนซือที่เชื่อมั่นเรื่องแรงขับและชอบคนที่ทุ่มเท เมื่อ คล็อปป์ ได้เห็นนักเตะอย่าง เทรนท์ เขาก็พบกับนักเตะที่มีแพชชั่นในแบบเดียวกัน กระหายความสำเร็จ และพร้อมจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เมื่อนั้น เทรนท์ ก็กลายเป็น 1 ในลูกรักของ คล็อปป์ ที่เขาพร้อมจะให้โอกาสเสมอ


Photo : www.liverpoolfc.com

"ผมรู้จัก เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ตั้งแต่เขาอายุ 17 ปี เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างยิ่ง แต่ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถขึ้นมาได้หรือเปล่า แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะ เขาเล่นราวกับมนุษย์จักรกล เขาคือคนที่ทำให้ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่สุดตั้งแต่ได้มาคุมทีม ลิเวอร์พูล" คล็อปป์ พูดถึงแบ็คขวาของเขาที่ทุกวันนี้สามารถทำในสิ่งที่ฝันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

นักสู้โดยธรรมชาติ 

หากย้อนกลับไปในวันที่ เทรนท์ โดนจับตามองและชื่อปรากฎต่อสื่อมากที่สุด คือ เกมแดงเดือดระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 2018 มันคือช่วงเวลาที่ เทรนท์ ได้โอกาสในตำแหน่งที่เขาต้องการ แต่ในวันนั้น ลิเวอร์พูล เป็นผู้แพ้


Photo : www.globaltimes.cn

เขาถูกนักเตะรุ่นพี่ที่เป็นลูกหม้อของทีมปีศาจแดงอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด เล่นงานจนหลักหัก หลอกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ แรชฟอร์ด ยิงได้ 2 ประตู และส่งให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะไป 2-0 หลังจบเกมนั้น เทรนท์ โดนประเมินว่าเป็นดาวรุ่งที่ยังอ่อนชั้นเกินไปสำหรับเกมใหญ่ และถูกตำหนิอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องเกมรับที่ไม่สามารถจับแรชฟอร์ดได้ 

สถานการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับนักเตะทุกคนที่ได้ลงเล่นในเกมใหญ่ การผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เกิดภาพจำและโดนโจมตีอย่างง่ายดาย ความกดดันจะถาโถม และมันคือช่วงเวลาที่พิสูจน์ความเป็นนักสู้ของนักเตะแต่ละคน บางคนตอบสนองด้วยอาการฝ่อ ถอดใจจนหายจากสารบบ และสำหรับบางคน พวกเขายืดอกยอมรับความผิดหวังนั้น และจดจำมันในฐานะบทเรียนที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก ... ซึ่ง เทรนท์ คือนักเตะในอย่างหลัง

"เกมนั้น มันเป็นการเรียนรู้ครั้งสำคัญของผมเลย ผมรู้สึกไม่ชอบเหตุการณ์นั้น ในฐานะนักเตะของลิเวอร์พูล ผมคิดว่ามันคือเกมที่เลวร้ายที่สุดของซีซั่นเลย แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้จากมัน"

"เหตุการณ์นั้นมันเป็นการปลุกให้เราตื่นขึ้น แน่นอนคุณเกลียดที่จะต้องเจอกับวันแบบนั้น คุณไม่อยากมีประสบการณ์แบบนั้นหรอก คุณจดจำว่ามันรู้สึกยังไง และนั่นทำให้คุณพยายามที่จะทำทุกอย่าง ที่จะแน่ใจว่า คุณจะไม่ต้องเจอกับความรู้สึกแบบนั้นอีก" เทรนท์ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น  

เราขอขีดเส้นใต้ในคำว่า "ฐานะนักเตะของลิเวอร์พูล" ของ เทรนท์ ที่ให้สัมภาษณ์ในวันนั้น ซึ่งคำนี้เองที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากลบล้างความผิดหวังที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากโค้ชที่ให้โอกาสเขาอย่าง คล็อปป์ หรือแม้แต่แฟนๆ ที่เอาใจช่วยเขาในฐานะนักเตะท้องถิ่น และสิ่งที่จะลบล้างฝันร้ายได้ คือการกลับไปทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม สู้เพื่อทวงโอกาสของตัวเองคืนมา 


Photo : liverpooloffside.sbnation.com

"ผมรู้ดีว่าผมยังห่างไกล และยังไม่สามารถทำได้ถึงขีดจำกัดของตัวเอง ดังนั้นผมจึงต้องกลับไปทำงานอย่างหนักในทุกเรื่อง ผมต้องแน่ใจว่าตัวเองได้กินอาหารที่ถูกต้อง และถ้าคุณมีเพื่อนและสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องอยู่รอบตัวคุณ คุณจะเข้าใจเองว่าทำไมคุณจึงต้องเสียสละตัวเอง เพราะมันคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ" เทรนท์ กล่าว 

สิ่งแวดล้อมรอบตัวหล่อหลอมให้เขาไม่ยอมแพ้ หลังจากความผิดพลาดครั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คล็อปป์ ยังคงไว้ใจและให้โอกาส เทรนท์ บ้าง จนกระทั่งเขาแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากวันที่น่าผิดหวังเมื่อซีซั่นก่อน ... ปรีซีซั่นฤดูกาล 2018-19 คือช่วงที่ทุกอย่างเริ่มชัดเจน เขาจะกลายเป็นแบ็คขวาตัวหลักของ ลิเวอร์พูล เขาเบียด โจ โกเมซ และ นาธาเนียล ไคลน์ ในตำแหน่งเดียวกัน ชนะใจ เยอร์เก้น คล็อปป์ และจากนั้นเขาก็ไม่เคยเสียตำแหน่งแบ็คขวาให้กับใครอีกเลย 

"ผมทำเรื่องผิดพลาดมากมาย แต่ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของเกม และตราบใดที่คุณเรียนรู้จากเรื่องเหล่านี้ หลังจากนั้นมันจะเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ดี ถ้าคุณไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด นั่นจะกลายเป็นเรื่องผิดพลาดที่เลวร้ายอย่างที่สุด" เทรนท์ ที่เบ่งบานในฐานะแบ็คขวาที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก กล่าวถึงแรงผลักดันจากความผิดพลาดที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ 

 

ส่งต่อความยิ่งใหญ่ 

การเป็นนักเตะท้องถิ่นที่ได้ลงเล่นและเป็นกำลังหลักของทีมชุดใหญ่นั้น มักจะมี "พลัง" แห่งการเชื่อมต่อกับแฟนๆ ที่ชัดเจนกว่านักเตะคนอื่นๆ ในทีม ... เพราะเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมาและทีมวิ่งชนความสำเร็จในฐานะเลือดเนื้อเชื้อไขของสโมสร พวกเขาเหล่านั้นจะส่งต่อแรงบันดาลใจไปถึงนักเตะเยาวชนรุ่นหลังที่กำลังมองเขาอยู่ในฐานะไอดอล ซึ่งเรื่องนี้ เทรนท์ เองก็เคยผ่านมาก่อน สายตาของเขาเคยจับจ้อง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะเดินตามรอยของกัปตันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ให้ได้ 


Photo : www.liverpoolfc.com

"ผมมองตัวเองย้อนกลับไปในช่วงที่ได้แต่เฝ้ามอง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นไอดอล ทุกสัปดาห์ผมจะดูเขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมและนึกภาพในหัวว่าสักวันผมจะเป็นแบบนั้น และหากวันใดมาถึง มันคงจะมีความหมายกับผมอย่างมากเลยล่ะ" เทรนท์ กล่าว 

ตอนนี้ เทรนท์ กำลังเดินตามรอยเท้าของ เจอร์ราร์ด อยู่ และเขารู้ดีว่าความรับผิดชอบของการเป็นตัวอย่างนักเตะท้องถิ่นนั้นเป็นเช่นไร ทำงานหนักเข้าไว้ อ่อนน้อมถ่อมตัวให้มาก เข้าถึงแฟนๆ ให้เหมือนกับตอนที่เขายังเป็นเด็กและเคยมีความรู้สึกนั้น 

"ทุกวันนี้ผมออกไปข้างนอกและได้รับการยอมรับจากหลายคน ทุกคนรู้ว่าผมเป็นใครเมื่อผมเดินเข้าไปในร้านอาหาร แต่ทั้งหมดไม่เคยเปลี่ยนผมไป ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่อะไรแบบนั้น ผมแค่ปล่อยทุกอย่างให้ผ่านหัวสมองไป อ่อนน้อมถ่อมตนให้มากเข้าไว้ เอาเท้าให้ติดพื้น นั่นคือแนวคิดที่สำคัญกับผมมาก ผู้คนรอบตัวพยายามทำให้ผมไม่เหลิงจนเกินไป พวกเขาพยายามจะบอกผมว่าคิดให้มากๆ เข้าก่อนจะทำอะไร" เทรนท์ กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อชื่อเสียงเข้ามา และสำหรับเขายืนยันว่า "เขายังเป็นคนเดิม" 


Photo : bleacherreport.com

"ผมเห็นเด็กๆ ในเมืองสวมเสื้อของผม ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นผมตกใจ ผมไม่เคยคิดว่าตัวของผมจะมีความหมายกับใครๆ หรอก ผมเป็นแค่เด็กหนุ่มจากเมืองลิเวอร์พูล ที่พยายามทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จ ได้เห็นชื่อตัวเองบนเสื้อของทีม และเมื่อผมโตขึ้น ผมเห็นคนอื่นๆ ในเสื้อที่มีชื่อของผม นั่นคือวินาทีที่ผมรู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันมีความหมายกับผมมากๆ"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักเตะคนอื่นๆ ที่เล่นในรุ่นเดียวกับ เทรนท์ หรือรุ่นน้องในทีมชุดอคาเดมีจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเห็นว่า "รุ่นพี่" ที่เคยเห็นๆ กันอยู่ได้ก้าวขึ้นไปเป็นส่วนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์ เจอร์ราร์ด เคยส่งแรงบันดาลใจให้ เทรนท์ อย่างไร ทุกวันนี้เขาก็กลายเป็นผู้ให้แรงบันดาลใจกับนักเตะรุ่นหลังๆ เช่นนั้น ... นี่คือความหมายและ DNA ที่ไม่สามารถซื้อหากันได้ที่ไหน 

ทุกเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ ล้วนก่อเกิดขึ้นได้จากการมีความหวังที่แน่วแน่ ความพยายามที่ไม่มีขีดจำกัด และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองแบบสุดกำลัง จากเด็กชายที่มีบ้านอยู่ข้างสนามแอนฟิลด์ ตอนนี้ เทรนท์ กลายเป็นขวัญใจของชาวสเกาเซอร์อย่างเต็มตัว ความสำเร็จของเขาจะสร้างประโยชน์ให้กับ ลิเวอร์พูล อีกมากมาย หากนักเตะรุ่นหลังจับตามองให้ดี และตั้งใจที่จะตามรอยเท้าที่เขาเคยทำ ลิเวอร์พูล จะมี เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หมายเลข 2 3 4 และอาจจะมากกว่านั้นในอนาคต 


Photo : lfcglobe.co.uk

นอกจากมันจะเป็นสัญญาณแห่งความสำเร็จของระบบอคาเดมีแล้ว มันจะส่งผลถึงโครงสร้างโดยรวมของสโมสร ... หากมันเกิดขึ้นจริง ลิเวอร์พูล จะเป็นสโมสรที่ไม่จำเป็นจะต้องซื้อนักเตะระดับโลกแบบทุบกระปุกในทุกๆ ซัมเมอร์ และในโลกที่ราคานักเตะระดับสตาร์ทะยานสูงเกิน 100 ล้านปอนด์ เทรนท์ คือข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้เขาถูกตีให้เป็นนักเตะมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกจาก องค์กรวิเคราะห์และสังเกตการณ์วงการฟุตบอล CIES จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยค่าตัว 154 ล้านปอนด์ 

เห็นได้ชัดว่าหากอคาเดมีสามารถผลิตนักเตะที่มีคุณภาพได้ ไม่ว่าสโมสรไหนก็สามารถสร้างนักเตะระดับโลกได้เอง หนำซ้ำพวกเขาจะได้นักเตะระดับโลกที่เพิ่มออปชั่นสู้ตายถวายหัวเพื่อสโมสร เหมือนกับที่ ลิเวอร์พูล สร้าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ขึ้นมานั่นเอง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.redbull.com/int-en/theredbulletin/trent-alexander-arnold-game-changer
https://www.joe.co.uk/sport/trent-alexander-arnold-liverpool-interview-124305
https://talksport.com/football/678464/liverpool-trent-alexander-arnold-premier-league-champion-future-ballon-dor-winner/
https://www.telegraph.co.uk/football/2018/05/20/trent-alexander-arnold-reason-chose-liverpool-facing-cristiano/https://www.theguardian.com/football/2015/sep/19/steven-gerrard-liverpool-football-interview-donald-mcrae



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง