mainstand

Feature

This Is It : สารคดีตีแผ่ ไมเคิล แจ็คสัน ชายวัย 50 ปี ที่ทุ่มเทสุดตัวจนวาระสุดท้ายของชีวิต



25 มิถุนายน 2009 คือวันที่ ไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป็อปผู้ยิ่งใหญ่สุดตลอดกาล ได้จากโลกนี้ไป ด้วยวัย 50 ปี ภายหลังจากงานแถลงข่าวทัวร์คอนเสิร์ต "This Is It" ไม่นานนัก


 

MJ มีความตั้งใจที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ แสดงโชว์ 50 รอบ ให้คนนับล้านได้รับชม (ในสนาม) ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2009 ถึง มี.ค. 2010 น่าเสียดายที่ ไมเคิล มาเสียชีวิตก่อนกำหนดการแสดงคอนเสิร์ตรอบแรก ที่จะเริ่มขึ้นในอีก 3 สัปดาห์หน้าข้างหน้า

วันเวลาผ่านไป 11 ปี ร่างกายของ ไมเคิล อาจเหลือเพียงแค่กระดูก แต่สิ่งที่เขาฝากไว้ก่อนสิ้นลมหายใจสุดท้าย ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน 

ในฐานะชายผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก และมาตรฐานอันสูงส่งของเพลงป๊อปยุคใหม่ รวมถึงศิลปินที่สร้างสรรค์โชว์สุดอลังการ ตื่นตาตื่นใจ ผู้ชม

Main Stand จะขอพา ผู้อ่าน ไปย้อนรำลึกถึงความยอดเยี่ยมของ เอกบุรุษวัฒนธรรมป๊อป "ไมเคิล แจ็คสัน" 

ผ่านสารคดี This Is It ที่บันทึกเรื่องราวช่วงชีวิตสุดท้ายของ MJ ที่เขายังคงมุ่งมั่น เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน และการทุ่มสุดกำลังลงไปในการฝึกซ้อม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโชว์คอนเสิร์ต 50 รอบ 

 

"นี่คือเหตุผลที่เราต้องซ้อม"

อิทธิพลของ ไมเคิล แจ็คสัน ที่มีต่อโลกดนตรี และวัฒนธรรมป๊อป คงไม่ต้องสาธยายกันให้มากความ เพราะผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนรับรู้ถึงสิ่งนี้อยู่แล้ว 


Photo : www.latimes.com

MJ สร้างปรากฏการณ์มากมายในยุคของเขา อาทิ ยอดจำหน่ายอัลบั้มชุด "Thrilller" ปี 1983 เป็นอัลบั้มที่ขายดีสุดตลอดกาล, การฉีกขนบมิวสิควิดีโอ เปลี่ยนมาเล่าเรื่องแบบยาว, ค่าเซ็นสัญญากับค่ายเพลง Sony ในปี 1991 ที่เป็นเงินสูงถึง 890 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

รวมถึงเจ้าของสถิติคอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จมากสุดในโลก เมื่อปี 1988 ครั้งนั้น ไมเคิล แจ็กสัน จัดแสดงโชว์ 7 วันติดต่อกัน บัตรถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยง มีผู้ชมรวมกันมากถึง 500,000 คน 

แต่น้อยคนนัก จะเห็นว่า เบื้องหลังของความอลังการงานสร้างในแต่ละโชว์ และตัวตนของ ไมเคิล แจ็คสัน ในสายตาของเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างไร ?

วิดีโอที่ถูกบันทึกในสารคดี "This Is It" เป็นภาพและเสียง เหตุการณ์จริงในช่วงบั้นปลายชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน ที่มีความปรารถนาต้องการแสดงโชว์ในคอนเสิร์ต ด้วยจำนวนรอบที่มากกว่า คอนเสิร์ตในปี 1988 แบบเทียบกันไม่ติด 

ขณะที่อายุอานามของ ไมเคิล ปาเข้าไป 50 ปีแล้ว ที่สำคัญ MJ ว่างเว้นจากการจัดคอนเสิร์ตสเกลใหญ่ระดับนี้มานานพอสมควร 

สิ่งที่เห็นตลอดความยาว 119 นาทีในสารคดี คือ คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพขั้นสูงสุด แต่ยังคงให้ความสำคัญอย่างมากกับการฝึกซ้อม 

ทั้งที่เขาผ่านประสบการณ์บนเวทีมาอย่างโชกโชน กว่า 40 ปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นกับวง Jackson 5 มาสู่การเป็น ป๊อปสตาร์เบอร์ 1 ของโลก


Photo : www.biography.com

ไมเคิล ใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ ของการฝึกซ้อม เขาต้อง Make Sure ว่า การฝึกซ้อมต้องเป๊ะมากพอ ดังนั้นภาพของ MJ ในช่วงการฝึกซ้อม ที่ตัดสลับของ ภาพคอนเสิร์ต จึงแทบไม่ต่างกันเลย  

และถ้าหากเขาต้องการให้ทีมแดนเซอร์ นักดนตรี ผู้ร่วมงาน แก้ไขข้อบกพร่องจุดไหน ไมเคิล มักจะปิดท้ายด้วยประโยคที่อยู่ในสารคดีว่า "นี่คือเหตุผลที่เราต้องซ้อม" 

มันจึงไม่ใช่แค่พรสวรรค์อย่างเดียวที่ทำให้ ไมเคิล แจ็คสัน ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ หากแต่ยังมีพรแสวง และความเชื่อมั่นว่า การฝึกซ้อมที่เป็นรากฐานสำคัญไปสู่การแสดงสดที่ดี ต่างหากที่เป็นเป้าหลอมให้ ไมเคิล แจ็คสัน เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ 

 

ลึกซึ้ง ถ่องแท้ 

"มันเจ๋งมากเลยสำหรับผม ในฐานะผู้กำกับด้านดนตรี เพราะผมต้องการนักร้องที่ลงมามีส่วนร่วมจริง ๆ แล้วไมเคิลลงมือเองกับทุกอย่างที่เขาทำ เขารู้จักทุกเพลงของตัวเอง รู้จังหวะทั้งหมด รู้ระดับเสียงทุกเพลงของเขา" 

ไมเคิล เบียร์เดน Musical Director ประจำคอนเสิร์ต This Is It กล่าวถึง ไมเคิล แจ็คสัน ในสารคดี นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงไป เพราะ MJ ไม่ได้เป็นศิลปินที่รอทำตามคำสั่งอย่างเดียว แต่จะต้องลงไปมีส่วนรวมในทุกกระบวนการที่เกียวข้องกับ โชว์ของเขา


Photo : fanpop.com

แจ็คสัน ลงไปกำกับการเต้นของเหล่าแดนเซอร์ เขาจะทำให้ดูเป็นแบบอย่าง สอนเรื่องการเคลื่อนไหวอย่างที่ ไมเคิล ต้องการ, ในภาคของโชว์ ไมเคิล เรียกร้องความอลังการ ตื่นตาตื่นใจ และอยากให้การแสดงออกมาแบบเป็นภาพที่เขาคิดไว้ในหัว 

ไปจนถึง ภาคดนตรี ไมเคิล มาคลุกคลีกับทีมนักดนตรี ฟังทีละท่อน มีช็อตที่ ไมเคิล สั่งให้หยุด สั่งแก้ ปรับลดเมโลดี้ เพื่อให้ได้ดนตรี ตามจังหวะ อารมณ์ ความรู้สึก ตรงตามสิ่งที่เขาอยากสื่อสารกับคนฟัง โดยจะใช้การ บีทบ็อกซ์ ฮัมเป็นเสียงของจากตัวเอง มากกว่าบอกให้นักดนตรีปรับลดกดคีย์ไหน 

เขาไม่สนด้วยซ้ำว่า เพลงนั้น ตอนมาสเตอร์ (บันทึกเสียงลงเป็นซิงเกิลและอัลบั้ม) ดนตรีเป็นอย่างไร เมื่อเป็นการแสดงสด ไมเคิล เรียกร้องในสิ่งที่ต้องการถ่ายทอดเสมอ

ที่น่าประหลาดใจคือ ทั้ง ผู้กำกับ, นักดนตรี, แดนเซอร์ ต่างยินดีที่จะปรับแก้ตามสั่งของ ไมเคิล เพราะทุกคนเชื่อว่า ไม่มีใครรู้จักเพลงของ ไมเคิล แจ็คสัน ได้อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งไปมากกว่าตัวเขาแล้ว 

"เขาเป็นสัญลักษณ์แห่งการแสดงสด ความสามารถของเขา มาจากความคิดสร้างสรรค์ เขาดึงอารมณ์ที่อยู่ในส่วนลึกออกมาได้มากกว่า ศิลปินทุกคนที่ผมเคยร่วมงานด้วย" โจนาธาน มอฟเฟต์ มือกลองประจำคอนเสิร์ต This Is It กล่าว 

 

สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ต้องการ 

King of Pop เป็นคำยกย่อง ไมเคิล แจ็คสัน ที่ไม่ได้เกินเลยไปจากสิ่งที่เขาทำ ไมเคิล เป็นศิลปินที่สมบูรณ์แบบทุกด้าน ทั้ง การร้องที่ยากจะหาใครเหมือน, เทคนิคการเต้นที่เหนือระดับ, การแสดงโชว์สุดตื่นตาตื่นใจ, การสรรสร้างสิ่งใหม่ให้กับวงการเพลง 


Photo : timesofmalta.com

นอกจากนี้ ไมเคิล ยังแต่งเพลง, ออกแบบท่าเต้น, มีส่วนร่วมในโปรดิวเซอร์ ด้วยตัวเองอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้องการใน คอนเสิร์ต 50 รอบของตัวเอง จึงเป็นความสมบูรณ์แบบในทุกกระเบียดนิ้ว เหมือนอย่างที่ MJ เคยบอกว่า "ผมไม่เคยพอใจกับอะไรทั้งนั้น เพราะผมคือ Perfectionist"

เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด และต้องการสิ่งที่ดีสุดเท่านั้น ไล่มาตั้งแต่ เปิดรับสมัครแดนเซอร์จากทั่วโลก มาออดิชั่น จนมีผู้สมัครล้นหลาม เพื่อเฟ้นนักเต้นที่มาร่วมงานกับเขา จนมาถึงเรื่องของโชว์, ดนตรี, การเต้น, ลูกเล่นต่าง ๆ บนเวที การถ่ายทำวิดีโอประกอบคอนเสิร์ต ที่เขาต้องการสิ่งที่ดีสุด  

ไมเคิล แจ็คสัน มองหาแต่ความสมบูรณ์แบบเท่าที่เขาจะคัดสรรและทำมัน ไม่เพียงเท่านั้น ไมเคิล ยังเรียกร้องความเฟอร์เฟค จากผู้ร่วมงานทุกคน ให้เหมือนอย่างที่เขาเป็น

"ไมเคิลเป็นคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบที่สุด คุณไม่มีทางได้เห็นคนแบบเขาที่เป็นนักดนตรี คุณหลอกอะไรเขาไม่ได้เลย เขาเข้ามาแบบรู้ทุกเรื่อง หลังจากนั้น คุณอาจจะหาจุดที่คุยกับเขาได้ เพื่อให้งานออกมาดี" อเล็กซ์ อัล มือเบสประจำคอนเสิร์ต พูดถึง ไมเคิล แจ็คสัน ผ่านสารคดี 

 

ส่งต่อพลังบวก 

การนั่งย้อนดูฟุตเทจของ ไมเคิล แจ็คสัน ในช่วงชีวิตสุดท้าย ที่ยังคงเปี่ยมด้วยพลังงาน ความทะเยอทะยาน ด้วยความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง 

ทำให้เราได้เห็นด้านของการเป็น ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ผ่านสิ่งที่เขาทำ และวิธีการปฏิบัติกับเพื่อนร่วมงาน


Photo : fanpop.com

ไมเคิล ให้ความเป็นกันเองกับเพื่อนร่วมงานทุกคน คอยพูดให้กำลังใจ และกระตุ้นให้ทุกคนเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง 

แม้จะเป็น ราชาเพลงป๊อปผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็มีความเป็นผู้นำที่คนเคารพรัก และความเข้าอกเข้าใจคนทำงานทั้งหมด เขามักจะส่งต่อพลังบวกให้กับเพื่อนร่วมงาน ทำให้ตลอดการฝึกซ้อมที่เข้มข้น เพื่อเตรียมแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ 50 รอบ ผ่านไปอย่างราบรื่น 

"เขาคืออัจฉริยะ เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ และเขาก็เป็นคนที่ดีมาก เขาถ่อมตัว แล้วเขาก็รู้จักเพลงตัวเองดีมากด้วย เราจะหาดีกว่านี้ได้จากไหน เพราะว่าเรากำลังหาอยู่เหมือนกัน" ทอมมี่ ออร์แกน มือกีต้าร์ประจำคอนเสิร์ตกล่าว


Photo : ibgnews.com

น่าเสียดายที่ การทุ่มเทอย่างหนักหน่วงตลอดการฝึกซ้อมของ ไมเคิล แจ็คสัน และทีมงาน ที่มีความตั้งใจอยากจารึกประวัติศาสตร์ทางดนตรี กับทัวร์คอนเสิร์ต This Is It ต้องยุติลงในวันที่ 25 มิถุนายน 2009

ไมเคิล เสียชีวิตในห้องพักของตัวเอง จากอาการหัวใจล้มเหลว ... สาเหตุการตายนั้น มีการเปิดเผย จาก ไบรอัน ออกซ์แมน ทนายความและโฆษกประจำครอบครัว แจ็คสัน ระบุว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการซ้อมอย่างหนัก เพื่อที่จะกลับมาไปแสดงคอนเสิร์ต This Is It ทำให้เขามีอาการบาดเจ็บระหว่างการฝึกซ้อม และจำเป็นต้องกินยาแก้ปวดจำนวนมากเพื่อบรรเทาอาการ จนกลายเป็นการรับยาเกินขนาด

การจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของ ไมเคิล แจ็คสัน เป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมบันเทิงของโลก นำความเศร้าโศก และสะเทือนความรู้สึกของคนทั่วโลก 

สารคดี This Is It เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ว่า ไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป๊อปผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพของเขา มีความมุ่งมั่น ทุ่มเทกับสิ่งเขาทำมากเพียงไหน 

แม้ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่แสดงคอนเสิร์ต เพื่อมอบความสุข และส่งต่อพลังรักแก่ผู้ชม 


Photo : fansshare.com

"ทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก มันคือการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ เราเดินหน้ากันด้วยความเชื่อ ความศรัทธา ความทุ่มเท และความพยายายาม" ไมเคิล แจ็คสัน กล่าวเริ่มกับ ทีมงานในการฝึกซ้อม

"ไม่มีอะไรต้องรู้สึกประหม่า ผู้ชมต้องการประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม พวกเขาอยากหนีออกมาจากความจริง เราต้องพาพวกเขาไปในที่ที่เขาไม่เคยไปมาก่อน เราต้องแสดงความสามารถให้พวกเขาได้เห็นในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมา ทุ่มเททั้งหมดลงไป"

"ผมรักทุกคนเลย รู้ไว้นะ พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน เราจะต้องใส่ความรักลงไปในงาน เพื่อย้ำเตือนโลกใบนี้ว่า ความรักเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรักกัน รวมเป็นหนึ่งเดียว นี่คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยดูแลโลกใบนี้"



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง