mainstand

Feature

ไม่เสียอย่าซ่อม : เหตุผลสุดลึกล้ำที่ทำให้ชนเผ่า Piraha นอนหลับแค่วันละ 15 นาที



ว่ากันว่าคนเราต้องให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-9 ชั่วโมงจึงจะดีต่อสุขภาพ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เราสามารถรับรู้ได้เลยว่าการนอนน้อยกว่าปกตินั้นส่งผลด้านลบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร 
 

แต่ถึงอย่างนั้น มีแนวคิดที่ลึกล้ำของชนเผ่าแห่งหนึ่งในป่าแอมะซอน พวกเขาขอเวลางีบสั้นๆ เพียงวันละ 15 นาทีเท่านั้น แค่นี้ก็เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสบายๆ และมันยืนยันได้ด้วยการที่พวกเขาถูกเรียกว่า นักเอาตัวรอดอันดับ 1 แห่งป่าแอมะซอน เลยทีเดียว

ติดตามเรื่องราวของเผ่า Piraha กับเหตุผลในการนอนน้อยของพวกเขาได้ที่นี่ 


ทำไมต้องสนใจเผ่า Piraha 

เผ่า Piraha เป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในป่าแอมะซอนของทวีปอเมริกาใต้ อยู่อาศัยกันแบบกึ่งเร่ร่อน สร้างที่พักชั่วคราวและอพยพราว 2 ครั้งต่อ 1 ปี ว่ากันว่านี่คือชนเผ่าที่มีอายุมายาวนาน และนั่นหมายความว่าเมื่ออยู่ในป่าแห่งนี้ พวกเขาคือสุดยอดแห่งการเอาตัวรอดอย่างแท้จริง 


Photo : AP News 

"Piraha มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมรอบด้านสำหรับการมีชีวิตรอดในป่า พวกเขารู้แทบทุกจุดทุกที่ตั้งที่อยู่รอบตัว รู้ประโยชน์และรู้โทษของพืชผักและสัตว์ทุกสายพันธุ์ที่พวกเขาต้องเกี่ยวข้อง พืชชนิดใดมีพิษ สัตว์ร้ายตัวนี้มีวิธีจับและหลีกเลี่ยงอย่างไร ... เมื่อพวกเขาเดินเข้าป่า ชาว Piraha ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือหรือแม้กระทั่งอาวุธก็ย่อมได้ เพราะอีก 3 วันต่อมาพวกเขาจะกลับบ้านพร้อมกับผักผลไม้เต็มตะกร้า" แดเนียล เอเวอร์เร็ตต์ นักมนุษย์วิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับชนเผ่าต่างๆ ในแอมะซอนกล่าว 

อย่างไรก็ตาม สิ่งแปลกประหลาดที่มีการค้นพบในชนเผ่า Piraha กลับไม่ใช่แค่เรื่องศักยภาพทางร่างกายหรือพรสวรรค์ในการเอาตัวรอด เพราะพวกเขามีสิ่งที่ไม่เหมือนใครหรือเผ่าไหนบนโลก นั่นคือภาษาเฉพาะ และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นการท้าทายความรู้ของนักภาษาศาสตร์เลยทีเดียว

ภาษาที่ว่านั้นถูกบรรยายโดยนิตยสาร The New Yorker ว่า ชาว Piraha มีการสื่อสารด้วยเสียงที่เหมือนกับนก คุยกันด้วยการใช้ท่วงทำนองของเสียงมากกว่าการพูดออกมาเป็นคำๆ เหมือนคนหรือเผ่าอื่นๆ ที่อยู่ในป่าแอมะซอน ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้ เอเวอร์เร็ตต์ ที่เป็นนักมานุษยวิทยา ถึงกับคาใจในภาษาที่แปลกที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ เพราะจากการไปทั่วแอมะซอน เขาพบว่าเผ่าอื่นๆ ยังมีการใช้ "คำ" ที่ใกล้เคียงกันบ้าง แต่สำหรับชาว Piraha กลับมีแต่ท่วงทำนองที่เขาไม่อาจจะแกะความหมายได้เลย


Photo : Dan Everette 
 

ความคาใจจากเรื่องของภาษา ทำให้ เอเวอร์เร็ตต์ ตัดสินใจทำในสิ่งที่ท้าทายที่สุด ด้วยการตั้งใจจะศึกษาภาษาและชีวิตการเป็นอยู่ของชาว Piraha แบบไม่ใช่การสำรวจเช้าไปเย็นกลับ เขาจะอยู่ร่วมกันกับเผ่านี้ กินเหมือนกัน นอนเหมือนกัน ที่สำคัญเขาจะเอาภรรยาและลูกๆ ของเขามาอยู่ด้วย เพื่อไขข้อสงสัยเรื่องภาษาและอีกหลายสิ่งที่เขาเชื่อว่าซ่อนอยู่ภายในชนเผ่านี้  
 

ความสุขไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก

เรื่องที่จะเล่าต่อจากนี้คือการถอดความจากสิ่งที่ เอเวอร์เร็ตต์ ผู้เข้าไปอยู่กับชนเผ่า Piraha เป็นเวลานานถึง 30 ปี เขียนผ่านบันทึกของเขา ซึ่งหลังจากมีการตีพิมพ์ในวงกว้าง เผ่า Piraha ก็ได้ถูกเรียกว่า เผ่าที่มีความสุขที่สุดในโลก

เริ่มต้นจากภาษานั้น การพูดจาแบบเสียงทำทำนองมากกว่าเอ่ยออกมาเป็นคำนั้นมีที่มา เหตุผลข้อสำคัญเป็นเพราะว่าชาว Piraha มีความสัมพันธ์ในเผ่าที่สบายๆ ไม่มีการบังคับกัน ไม่มีชนชั้นทางสังคม ไม่มีผู้นำอย่างเป็นทางการ พวกเขาจะรวมกลุ่มและปฎิบัติในสิ่งที่เหมือนกันเพียงเวลาเดียว นั่นคือการ "ออกล่า" ที่ต้องอาศัยทีมเวิร์กนั่นเอง 


Photo : Daniel Shroyer 

นอกจากภาษาที่เข้าใจกันโดยเฉพาะกลุ่มแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่แปลกประหลาด นั่นคือชาว Piraha เป็นพวกยึดมั่นในปัจจุบันอย่างที่สุด ในภาษาของพวกเขาไม่มีการกล่าวอ้างถึงอดีต ไม่มีความคาดหวังถึงอนาคต พวกเขาไม่นับเลข ไม่บอกจำนวน อาทิ "วันนี้ฉันหาผลไม้ได้ 12 ผล" พวกเขาจะไม่พูดแบบนั้นแต่พวกเขาจะอธิบายว่า "วันนี้ได้ผลไม้เยอะ" พวกเขาเลือกจะใช้คำให้น้อยที่สุดไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดๆ แม้แต่คำว่า ขอโทษ และ ขอบคุณ ก็ไม่มีในพจนานุกรมของชาว Piraha ซึ่ง เอเวอร์เร็ตต์ ก็เฉลยถึงเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าพวกเขาจะไม่พูด แต่ใช้การกระทำเพื่อการตอบแทนและขอโทษมากกว่า 

หนังสือ Don't Sleep, There Are Snakes บอกเล่าความแปลกประหลาดด้านการสื่อสารถึงกันและกัน รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาว Piraha ว่า ผู้คนในเผ่าเชื่อว่าการใช้ชีวิตในแบบที่อยากทำ พูดให้น้อย ทำให้เยอะ มองข้ามอดีตและอนาคต อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด นั่นคือความสุขที่แท้จริง ... ทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ทำให้ชาว Piraha ไม่เคยมีเรื่องเครียด และมักจะหัวเราะได้ในทุกสถานการณ์  

"ชาว Piraha หัวเราะกับทุกสิ่งที่เข้ามาไม่ว่าจะร้ายหรือดี เมื่อเรื่องโชคร้ายอย่างกระท่อมของใครสักคนพัง ผู้คนจะพากันหัวเราะจนเสียงดังลั่น เมื่อพวกเขาจับปลาได้มากๆ พวกเขาก็จะหัวเราะสุดเสียง หรือแม้กระทั่งไม่ได้ปลา พวกเขาก็ยังคงหัวเราะอยู่ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้อยู่ในที่ที่เป็นของพวกเขาจริงๆ ชาว Piraha ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาเชื่อว่าสามารถจัดการกับทุกอย่างได้ มันไม่ใช่ว่าทุกอย่างในชีวิตมันง่ายไปหมดหรอกนะ แต่พวกเขาน่ะเก่งทุกสิ่งไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร" หนึ่งในเนื้อหาจากหนังสือของ เอเวอร์เร็ตต์ ว่าไว้


Photo : New Yorker 

ด้วยทุกสิ่งที่กล่าวมาทั้งภาษา การใช้ชีวิต และแนวคิดที่เรียบง่าย ทำให้เกิดความประหลาดเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาว Piraha อีกหนึ่งสิ่ง นั่นคือ "การนอน" 

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ เอเวอร์เร็ตต์ อยู่กับ ชาว Piraha เขาสังเกตได้ว่าผู้คนในเผ่าใช้เวลานอนหลับน้อยมาก โดยปกติแล้วพวกเขาไม่นอนในตอนกลางคืน แต่จะนอนในช่วงตอนกลางวันแทน อีกทั้งยังใช้เวลาน้อยจนแทบเรียกว่าเป็นการ "นอน" ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เรียกว่า "งีบ" จะถูกต้องที่สุด เพราะพวกเขาใช้เวลางีบไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และสำหรับชาว Piraha บางคน พวกเขาใช้เวลางีบเพียงแค่วันละ 15 นาทีเท่านั้น

ไม่มีเหตุผลมาอธิบายได้ว่าทำไมพวกเขาจึงนอนน้อยมาก หากเปรียบเทียบสิ่งที่เคยได้ยินมาโดยตลอดว่าคนเราควรจะนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-9 ชั่วโมง เอเวอร์เร็ตต์ เองก็ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่ที่แน่ๆ จากสิ่งที่เขาบรรยามา คือชาว Piraha ไม่มีความเครียดเกิดขึ้นในหัวสมองเลย ชีวิตของพวกเขาดำเนินไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ นั่นอาจจะเป็นคำอธิบายแบบข้างๆ คูๆ ได้ว่า เมื่อทุกอิริยาบถของชีวิตคือการพักผ่อน การนอนก็ไม่จำเป็นต้องมากมายเท่ากับคนเมืองก็เป็นได้ 


Photo : New Yorker 

พวกเขาไม่กลัวฝันร้าย และไม่คาดหวังกับฝันดี ทุกครั้งก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายไปนอน ชาว Piraha จะไม่พูดว่า "ราตรีสวัสดิ์" แต่พวกเขาจะพูดว่า "อย่าไปนอนในที่ที่มีงูล่ะ" ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อหนังสือ Don't Sleep, There Are Snakes นั่นเอง
 

ยึดมั่นไม่ไหวติง 
 

อีกแง่มุมหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าชีวิตของชาว Piraha ปกติสุขจนสมควรถูกเรียกว่า "ชนเผ่าที่มีความสุขในโลก" คือ เอเวอร์เร็ตต์ กลายเป็นคนที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน หากเทียบกับตอนที่เขาเข้ามา และตอนที่เขากลับสู่โลกของคนเมือง

นอกจากจะเป็นนักมานุษยวิทยาในตอนที่เขาเข้ามาในเผ่า Piraha แล้ว ตัวของ เอเวอร์เร็ตต์ เปิดเผยว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์อีกด้วย แต่เขาต้องปกปิดสถานะดังกล่าวไว้เนื่องจากรัฐบาลบราซิล (ที่ตั้งของป่าที่ชนเผ่าอยู่) ไม่อนุญาตให้มีการเผยแพร่ศาสนากับชาวเผ่า นอกจากจะมาศึกษาเขายังตั้งใจจะทำให้คนป่าอย่างชาว Piraha ได้รับรู้ถึงความสุขภายใต้การนับถือคำสอนของศาสนาคริสต์และพระเยซู


Photo : New Yorker

อย่างไรก็ตาม เหมือนกับที่ได้กล่าวไปทั้งหมด ชนเผ่า Piraha มีธงในชีวิตที่ปักเอาไว้อย่างแข็งแกร่ง พวกเขาไม่จำเป็นต้องหาที่ยึดเหนี่ยวอื่นเพราะเขามีความสุขดีอยู่แล้ว และความสุขที่ว่านั้นคือการอยู่กับปัจจุบันและยอมรับความจริงให้ได้นั่นเอง 

แม้สุดท้ายแล้วชาว Piraha จะไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่พวกเขาก็พร้อมจะรับฟังสิ่งที่ เอเวอร์เร็ตต์ อยากจะเล่า และยินดีต้อนรับเขาในฐานะแขกคนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับเผ่าอื่นๆ ที่เขาเคยเจอ เพราะเผ่าอื่นๆ มักจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์เมื่อได้รับการเผยแพร่จากเขา หรือไม่ก็ทำการขับไล่เขาออกจากพื้นที่ไปเลย 

"กลุ่มอื่นๆ ในแอมะซอนเปลี่ยนความเชื่อใหม่ เพราะพวกเขาโหยหาสิ่งที่สำคัญเหมือนกับเรา แต่ชาว Piraha ตรงข้าม พวกเขาไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว ตอนแรกผมคิดว่าพวกเขาเป็นชนเผ่าที่ดื้อรั้นมากที่สุดในป่าแห่งนี้เลย" เอเวอร์เร็ตต์ เล่าให้กับสื่อจากออสเตรียอย่าง Profil ได้ฟัง 

ที่เขาคิดเช่นนั้นในทีแรกนั่นก็เพราะว่า ถึงแม้ชาว Piraha จะต้อนรับและฟังสิ่งที่ เอเวอร์เร็ตต์ เล่า แต่ชาวเผ่านี้มีข้อสงสัยและถามเขากลับมาตลอดเวลา มันไม่ใช่การถามเพราะความตั้งใจที่จะก่อกวน แต่มันคือคำถามที่พวกเขาอยากจะรู้จริงๆ

"คุณเคยเห็นพระเยซูมาก่อนหรือไม่? ถ้าคุณไม่เคย ทำไมคุณถึงมาบอกเล่าสิ่งที่คุณไม่เคยได้สัมผัสกับเราล่ะ" ชาว Piraha ถามกลับ ซึ่งทำเอา เอเวอร์เร็ตต์ ต้องกลับมาทบทวนในสิ่งที่ตัวเองทำเลยทีเดียว


Photo : New Yorker

"เรารู้ว่าคุณทำไมมาอยู่ที่นี่ เราชอบคุณแน่นอน แต่เราไม่ต้องการได้ยินเรื่องของพระเยซูอีกแล้ว เราไม่ใช่อเมริกัน เราจะอยู่ของเราแบบนี้ ... พวกเขาพูดแบบนั้นเสมอ และผมเข้าใจดีว่าทำไม เพราะการที่พวกเขาจะเชื่ออะไรและยึดมั่นกับสิ่งไหนสักสิ่ง คุณจำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นก่อน" 

"พวกเขาไม่เชื่อเรื่องโชคลางและปาฏิหาริย์ ไม่ได้นับถือผีหรืออะไรทั้งสิ้น พวกเขาบอกกับผมว่าชีวิตของพวกเขามีความสุขดีอยู่แล้ว ... เท่านั้นเองผมก็ไม่มีอะไรจะมอบให้พวกเขาอีกต่อไป" เอเวอร์เร็ตต์ ยอมรับถึงความพ่ายแพ้ให้กับความยึดมั่นในความจริงของเผ่า Piraha 

ทั้งๆ ที่การเผยแพร่ล้มเหลวตั้งแต่เริ่ม เอเวอร์เร็ตต์ ควรจะยกเลิกโปรเจ็กต์นี้และกลับบ้านกลับเมืองที่เขาเคยอยู่แท้ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกชาว Piraha สอนเสียเอง การใช้ชีวิตโดยยึดมั่นกับปัจจุบัน มีความสุขกับทุกเรื่อง รักตัวเองและคนรอบข้าง คือสิ่งที่ชาว Piraha ทำให้เขาเห็น และสิ่งเหล่านี้นี่คือสิ่งที่ทุกศาสนาพยายามจะสอน ... แม้ว่าชาว Piraha จะไม่มีศาสนา แต่ปลายทางนั้นไม่ต่างจากศาสนาอื่นๆ เลย  สุดท้ายควา่มเรียบง่ายของชีวิตที่เเท้จริงก็เปลี่ยนให้ เอเวอร์เร็ตต์ กลายเป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาเสียเอง... 

เขาได้สัมผัสเหมือนกับการย้อนกลับไปตอนที่เขาอายุ 17 ปี เอเวอร์เร็ตต์ เคยเป็นนักดนตรีที่ติดยาเสพติด ก่อนจะหันเข้าสู่ศาสนา และพบว่าชีวิตของเขาดีขึ้น จึงนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด และเป็นผู้นำสารของพระเจ้ามาโดยตลอด กระทั่งเมื่อเจอชาว Piraha และการใช้ชีวิตอยู่ในเผ่านี้เป็นเวลา 30 ปี เขาก็กลายเป็นชาว Piraha เต็มตัว การไม่ยึดมั่นกับศรัทธาที่ไม่มองไม่เห็น และอยู่กับปัจจุบัน ก็สร้างความสุขได้ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย 


Photo : NY Times 

ทุกวันนี้ แดเนี่ยล เอเวอร์เร็ตต์ ออกมาจากป่าแอมะซอนแล้ว พร้อมกับความเชื่อที่เปลี่ยนไป เมื่อเจ้าตัวกลายเป็นคนที่ไม่นับถือศาสนา และเขาใช้ชีวิตด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิชามานุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง การเข้าป่าในครั้งนั้นเปลี่ยนแปลงเขาไปมาก เมื่อเข้าไป เขาเชื่อมั่นในพระเจ้าและนับถือศาสนาคริสต์อย่างเต็มหัวใจ แต่เมื่ออกมาชาว Piraha เปลี่ยนความคิดของเขาใหม่ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นคือการอยู่กับปัจจุบันให้ได้ เครื่องยึดเหนี่ยวที่แท้จริงคือปัจจุบัน เพราะมันจะทำให้คุณเลิกกังวลถึงอนาคตและเลิกคิดถึงอดีต ... นั่นคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากจะสัมผัส

"ผมได้เรียนรู้บทเรียนของชีวิต ชาว Piraha พึ่งพาตนเอง ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต พวกเขาไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำ ผมได้เห็นอะไรมากมายในแต่ละวัน เลิกกังวลกับปัญหาที่ไม่จำเป็น ความทรงจำที่ดีที่สุดคือการนั่งมองพระอาทิตย์ตก และพร้อมสำหรับวันใหม่เท่านั้นเอง"

คิดอะไรมาก พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว ... นี่คือเรื่องที่คนป่าอย่าง Piraha มอบบทเรียนให้กับคนเมืองอย่าง แดเนี่ยล เอเวอร์เร็ตต์ อย่างแท้จริง 


https://en.wikipedia.org/wiki/Pirah%C3%A3_people
http://content.time.com/time/arts/article/0,8599,1859528,00.html
https://indiancountrytoday.com/archive/the-amazon-s-pirah%C3%A3-people-s-secret-to-happiness-never-talk-of-past-or-future-PSfSjawlF0WO2GAbA8YIsQ
https://kidspiritonline.com/magazine/the-nature-of-truth/dont-sleep-there-are-snakes/
https://www.profil.at/wissenschaft/interview-daniel-everett-9623433
https://www.posttoday.com/world/486096

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง