mainstand

Feature

เมื่อคุณเป็นนายคน : เคล็ดลับและการบริหารคนแบบ "ลูกผู้ชาย" ในฉบับเจอร์เก้น คล็อปป์



การได้ก้าวขึ้นมาเป็นคนในตำแหน่งระดับ "ผู้บริหาร" นั้นคือโลกใบใหม่ที่คนเป็นพนักงานระดับปฎิบัติการยากจะเข้าใจ เพราะระบบการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยทำหน้าที่ตามที่ตัวเองรับมอบหมาย สั่งแบบไหน ทำแบบนั้น ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย "ผลงานดี ทุกอย่างจบ" นั่นคือเป้าหมายของพนักงานระดับปฎิบัติการ


 

อย่างไรก็ตามเมื่อเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้บริหารแล้ว สิ่งที่แตกต่างจะเริ่มขึ้นอย่างทันทีทันใด เพราะคุณมีหน้าที่ทำให้ "ลูกน้อง" ผลิตผลงานที่ดีมีคุณภาพออกมาให้ได้ผ่านการบริหารของคุณ มีการลงรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับเรื่อง ทัศนคติ, จุดมุ่งหมาย, กฎระเบียบ หรือแม้แต่การบริหารความสัมพันธ์ในองค์กร ที่อย่างน้อยที่สุดคือ "ไม่ต้องรักกันก็ได้ แต่ขอให้งานส่วนรวมสามารถก้าวไปข้างหน้า"

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เขียนคิดขึ้นมาเอง แต่มันคือการถอดแบบจำลองของการเป็นเจ้านายของ "เจอร์เก้น คล็อปป์" กุนซือของ ลิเวอร์พูล ที่เปลี่ยนโฉมให้หงส์แดงกลายร่างจากทีมจอมผิดหวัง กลายเป็นทีมนักสู้ที่ทุกคนรู้สึกว่าเมื่อพวกเขาลงสนาม เทพีแห่งชัยชนะมักจะเลือกอยู่ข้างพวกเขาเสมอ ... ติดตามเคล็ดลับการบริหารคนของ "คล็อปป์" ชายผู้สร้างมาตรฐานแบบใหม่ในงานบริหารคนได้ที่นี่

 

หนทางหมื่นลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรก

ก่อนจะเริ่มต้นถึงเรื่องราวการเป็นยอดนักบริหารคนของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เราคงต้องบอกกันก่อนว่าเขาเคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรนัก คล็อปป์ เล่นในตำแหน่งกองหลังของทีม ไมนซ์ ในช่วงยุค 90's ซึ่งยุคนั้น ไมนซ์ ยังเป็นแค่ทีมเล็กๆ และไม่ค่อยปรากฎบนหน้าสื่อบ้านเราเลยแม้แต่น้อย โดยรวมแล้ว คล็อปป์ นั้นเป็นนักเตะประเภท "คัลท์ ฮีโร่" หรือขวัญใจแฟนบอลท้องถิ่น มากกว่านักฟุตบอลที่รู้จักกันในวงกว้าง  


Photo : www.thisisanfield.com

หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 2001 คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนสายมาเป็นกุนซือทันที เขารับงานครั้งแรกกับทีมเก่าอย่าง ไมนซ์ แบบไม่ต้องพักหรือปรับตัวอะไร และหลังจากนั้นก็อย่างที่เรารู้ "ที่เหลือคือประวัติศาสตร์" คล็อปป์ พาไมนซ์เลื่อนชั้นด้วยการใช้เวลาแค่ 2 ปี จากนั้นก็สร้างชื่อกับการคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และมาลงเอยกับ ลิเวอร์พูล ในปัจจุบัน

หากถามว่าอะไรทำให้การเดินทางของอดีตนักเตะระดับลีกรอง ที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านโค้ชชิ่งกับโค้ชเก่งๆ เลย สามารถนำตัวเองขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของโลกได้ แม้จะไม่ใช่การพุ่งทะยานที่พรวดพราด แต่เส้นทางพัฒนาการของคล็อปป์ในสาขาการเป็น "เจ้านายคน" ก็เกิดขึ้นจากความสม่ำเสมอ ที่ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว และสิ่งสำคัญคือเขาตั้งใจทำมันตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุดนั่นคือ "หาจุดอ่อนให้เจอและกำจัดมันเสีย"

คล็อปป์ เล่าถึงตอนที่เขาเข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล ใหม่ๆ และพบว่ามีหลายสิ่งผิดแปลกไปจากที่เขาเคยเจอตอนเป็นเจ้านายที่ ไมนซ์ และ ดอร์ทมุนด์ สิ่งแรกที่เขาคัดกรองคนที่จะทำงานด้วย คือคนๆ นั้นจะต้องเป็นคนที่ต้องมีเป้าหมายเดียวกันทั้งหมด ทุกคนต้องมองเป้าหมายให้เหมือนกัน อาทิ "จบเกมนี้ต้องชนะ" ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้ออ้างว่าเหตุใดจึงทำไม่ได้ และการที่จะทำให้ลูกทีมของเขาเป็น "มิสเตอร์ วินเนอร์" เขาจะต้องเปลี่ยนทัศนคติของแต่ละคนเสียใหม่ นั่นคือ "เลิกแอ็คท่าว่าเหนือชั้น และเล่นให้เหมือนกันทุกๆ เกม"

"องค์ประกอบทางจิตวิทยาของเราไม่มั่นคง และมันคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมตกต่ำในรอบหลายปีหลัง" คล็อปป์ ว่าเอาไว้เช่นนั้่น

ย้อนกลับไปตอนที่เขาเข้ามาทำงานในเดือนตุลาคมปี 2015 เขาพบว่านักเตะลิเวอร์พูล ณ เวลานั้นมีสภาพจิตใจที่ไม่คงที่ นั่นทำให้ถึงแม้เขาจะพยายามทำให้ทุกคนในทีมเห็นว่า "เป้าหมาย" คือการไปถึงชัยชนะด้วยกัน แต่ความจริงแล้วมันไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้ เนื่องจากคำว่า "ทัศนคติที่ขึ้นๆ ลงๆ" เมื่อเล่นกับทีมระดับหัวแถว ลิเวอร์พูลจะกลายเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมสู้ไม่ถอย แต่เมื่อเจอกับทีมระดับต่ำกว่า พวกเขากลายเป็นทีมที่ไม่สามารถเล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง


Photo : www.itv.com

"ผมเข้ามาและจำได้ว่าทีมมีความมั่นใจทะยานเต็มที่มาก เราเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ ในเดือนธันวาคมและเราสามารถเอาชนะเกมนั้นได้ ทั้งสองทีมเล่นได้ดีแต่เราคือผู้ที่ได้รับชัยชนะอย่างสมควร และนั่นคือการเรียกคืนความมั่นใจที่ขาดหายไปของทีมนี้ไปถึง 50 ปี ... เราคิดว่าจะมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นหลังจากนี้"

"แต่อีก 2 วันให้หลัง เราเล่นกับซันเดอร์แลนด์ด้วยรูปแบบที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง และจบด้วยการทำได้แค่เสมอ เกมนั้นพวกเขาตั้งรับลึกและได้ประตูจาก 2 จุดโทษ ขณะที่ลูกทีมของผมเริ่มออกอาการแบบว่า 'โอ้! ไม่นะ หรือจริงๆ แล้วเป็นพวกเรานี่แหละที่ไม่ดีพอ' สิ่งที่ผมทำคือต้องจัดการกับสถานการณ์แบบนี้ให้ได้เพื่อความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน" คล็อปป์ กล่าว

วิธีแก้ ... คล็อปป์ ตอบคำถามนั้นด้วยคำตอบง่ายๆ แต่ปฎิบัติตามยาก นั่นคือ "แน่วแน่กับสิ่งที่จะทำ" และใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้น แม้ระหว่างทางจะโดนโจมตี หรือเจออุปสรรคอะไร ก็จงแน่วแน่กับเส้นทางที่ตัดสินใจเลือกตั้งแต่ต้น ... ห้ามลังเลเด็ดขาด

หากทุกคนยังจำกันได้ คล็อปป์ เป็นโค้ชที่โดนวิจารณ์หนักมากในช่วงการคุมทีม ลิเวอร์พูล ซีซั่นแรก เพราะทุกคนเห็นว่าเขาเป็นโค้ชมิติเดียว มีแต่สั่งนักเตะให้วิ่งไล่เข้าไปจนสุดทาง และเล่นเกมรุกให้รวดเร็ว โดยไม่สนใจเกมรับอันเป็นจุดที่ทำให้ทีมต้องพลาดเกมสำคัญๆ ประจำ ช่วงนั้นมีวลีที่ ลิเวอร์พูล มักจะโดนล้อเลียนว่า "แชมป์วิ่งเยอะ" อันเกิดจากสถิติการวิ่งเฉลี่ยของนักเตะในทีมในแต่ละเกม แต่ผลลัพธ์คือหลายเกมกลับเอาชนะไม่ได้ แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น สำหรับเขา งานที่ลิเวอร์พูลคืองานระยะยาว และเขาจะไม่เปลี่ยนเป้าหมายที่เขาบอกตัวเองและลูกน้องในทีมเด็ดขาด มั่นคง ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเหมือนไม้หลักปักขี้เลน


Photo : www.essentiallysports.com

"เมื่อผมได้อ่านและได้ยินเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้น ผมบอกได้เลยว่าผมไม่สนใจมันเลย 100% เราต้องปิดกั้นคำพูดพวกนี้ให้หมด และมุ่งเน้นไปที่ตัวเองและวิธีการที่เราเลือก"

"การพูดถึงแผนสำรอง สำหรับผมหมายถึงว่าคุณกำลังขาดความเข้าใจอะไรบางอย่างไป เพราะว่าเมื่อคุณขาดความมั่นใจแล้ว คุณจะกลัวจนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากมาย และสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาจากการลงมือแบบลังเลคือ ... ความไม่มั่นคง" คล็อปป์ เล่าให้กับ Goal.com

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นทีมเดิม (ในแง่ของวิธีการ) เหมือนกับตอนที่ คล็อปป์ เข้ามาในปี 2015 ... วิ่งให้มากกว่า, พยายามให้มากกว่า, สร้างสรรค์ให้มากกว่า และมั่นคงแนวทางให้มากกว่าที่เคย ทั้งหมดนี้ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่ทีม "เจอทีมเก่งเก่งตาม เจอทีมอ่อนก็อ่อนตาม" อีกต่อไป พวกเขาการันตีด้วยวิธีการเล่นที่ดุดันเหมือนเก่า (แต่เฉียบขาดกว่าเก่า) ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยน Mindset ให้กับทุกคนในทีม และเมื่อทุกคนเข้าใจ "หงส์แดง" ก็ติดปีกอย่างที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้  ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนลิเวอร์พูลหรือไม่คุณย่อมรู้สึกได้ ณ ปัจจุบัน หากพวกเขาโดนขึ้นนำไปก่อน สิ่งแรกที่คุณคิดคือ "เดี๋ยวก็แซงได้" และหลายครั้งมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

จุดนี้ไม่ใช่ความฟลุก แต่มันคือศาสตร์การบริหารคนข้อต่อไปของคล็อปป์ ที่เราจะพูดถึง เมื่อทุกคนมีเป้าหมายชัดเจนแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อไปคือการสร้างทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะที่ทำให้บรรยากาศของทีมสมบูรณ์แบบนั่นเอง

 

"เพื่อน"...ร่วมทีม

เจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นมีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ เขาเป็นนักบริหารคนที่ใช้รอยยิ้มและคำชื่มชมได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ทุกครั้งที่เขาพูดต่อหน้าสื่อ ประโยคที่เรามักจะได้ยินจากเขา คือ การสร้างพลังบวกให้กับนักเตะในทีม ดังนั้นไม่แปลกที่เราจะได้ยินคำเหล่านี้จากปากคล็อปป์บ่อย ๆ นั่นคือคำว่า "เรียบง่าย", "ยอดเยี่ยม" และ "ประทับใจ"  เพราะเขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้สามารถดึงเอาบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกทีมของเขาได้


Photo : www.liverpoolfc.com

"ความสัมพันธ์กับโค้ชของเรายอดเยี่ยมมาก เขาเป็นคนที่รู้จักวิธีการพูดกับผู้เล่นแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป เขาเข้าใจสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งที่แต่ละคนควรปรับปรุง และบอกคุณว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณควรทำเมื่ออยู่ในสนาม" ฟาบินโญ่ นักเตะชาวบราซิลที่เพิ่งย้ายเข้ามาร่วมทีมในปี 2018 กล่าวถึงกุนซือของเขา

คล็อปป์ ต้องการลูกน้องที่เขาไว้ใจได้เสมอ ทุกคนจะต้องมีความเป็นทีมสูง เขาไม่ค่อยโทษใครเป็นรายบุคคลหากเกิดความผิดพลาดในการแข่ง อาทิ การที่ ลอริส คาริอุส พลาดในเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศฤดูกาล 2017-18 คล็อปป์ ไม่เคยเอ่ยถึงเหตุการณ์นั้นในแง่ลบเลยแม้แต่น้อย เขาพยายามสร้างทีมที่ทุกคนเชื่อใจกันและกัน ร่วมกันรับผิดและรับชอบในวันที่ดีและร้าย

"สำหรับผมการมีนักเตะที่ 11 คนในทีมที่เล่นพลาดเหมือนกัน ยังดีกว่าการมีนักเตะในทีม 11 คนที่พยายามลงเล่นและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ" คล็อปป์ ว่าไว้ และสิ่งที่เขาจะบอกคือคำว่า "ทีม" มีอะไรมากกว่าการแพ้ และชนะ ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้คือเขาต้องรู้จักตัวตนจริงๆ ของนักเตะแต่ละคน ไม่ใช่แค่เรื่องของฟอร์มการเล่น แต่ต้องรู้จักถึงชีวิตส่วนตัว

คล็อปป์ เล่าว่าสิ่งที่เขาพยายามทำให้คำว่า "ทีม" เป็น "ทีม" คือการทำให้นักเตะรู้จักกันและกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การมาซ้อมแล้วก็กลับบ้าน แต่ทุกคนควรมีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน กล่าวคือเขาต้องการทำให้นักเตะทุกคนสามารถเชื่อใจกัน และเรียกเพื่อนๆ คนอื่นๆ ในทีมได้ว่า "เพื่อนร่วมทีม" เช่นเดียวกับการที่ลูกน้องของเขาเชื่อใจและมั่นใจในการตัดสินใจของเขา และพร้อมจะทำตามสิ่งที่เขาบอกอย่างแข็งขัน

ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เขาซื้อ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เข้ามาร่วมทีม นักเตะแบ็คซ้ายจาก ฮัลล์ ถือว่าโนเนมมากในเวลานั้น แต่ คล็อปป์ ทำให้ทุกในทีมรู้จักโรเบิร์ตสัน และทำให้ทุกคนเห็นเขาเป็นเพื่อนร่วมทีม ไม่ใช่แค่คนทำงานร่วมกัน ที่เมื่องานเสร็จก็แยกย้ายกลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


Photo : www.liverpoolfc.com

"ผมงงมากเลยรู้ไหม ... ตอนแรกที่ผมเซ็นสัญญา โรเบิร์ตสัน เข้ามาในทีม เขากำลังจะกลายเป็นพ่อคน ผมถามทีมสตาฟฟ์ของผมว่า มีใครรู้เรื่องนี้บ้างไหม? คำตอบคือทุกคนส่ายหัว" คล็อปป์ เล่าย้อนไป

สิ่งที่เกิดขึ้นคือคล็อปป์ ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาต่อหน้าทุกคน เพราะเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ในทีมนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดๆ บางครั้งการแค่ร่วมแสดงความยินดี ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้บรรยากาศในทีมดีขึ้นได้ และสิ่งนี้ส่งผลถึงทุกๆ อย่าง

"ผมต้องเอ่ยถึงทุกคนในทีม ผมบอกว่าพวกคุณไม่รู้ได้ยังไง? นั่นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเขานะ ... ไม่เอาน่าอย่าทำแบบนี้"

คล็อปป์ พยายามเป็นผู้เริ่มสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นครอบครัวให้มากสุดเป็นคนแรก เขาทำให้ลูกน้องของเขาเห็นว่าการใส่ใจกันและกันนำมาซึ่งพลังซ่อนอยู่ อาทิ เมื่อเขาเข้ามาคุมทีม เขาคือคนที่สร้างกลุ่มแชทของสมาชิกในทีมขึ้นมาผ่าน WhatsApp จุดประสงค์คือการติดต่อกับลูกน้องที่ทำได้โดยตรงและรวดเร็วที่สุด

ช่วงแรกๆ นักเตะลิเวอร์พูล พยายามส่งรูปภาพของการฟิตซ้อมร่างกาย การวิ่งบนลู่วิ่ง เพื่อเตรียมความพร้อมรายงานให้คล็อปป์ เป็นระยะๆ แต่เจ้าตัวกลับบอกว่า "ไม่ถูก" เขายืนยันว่าไม่ต้องการสร้างลูกทีมให้เป็นเครื่องจักร เขาอยากเห็นภาพของนักเตะออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ ชายหาด เพื่อซึมซับสิ่งรอบตัวมากกว่าการหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องร่างกาย หลอดเลือด และ อ็อกซิเจน แค่เพียงอย่างเดียว  

สิ่งดังกล่าวสะท้อนออกมาจากสิ่งที่เราเห็นผ่านคาแร็คเตอร์ของนักเตะลิเวอร์พูลในเวลานี้ พวกเขาเหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรเมื่ออยู่ในสนาม และที่สำคัญเป็นทีมที่พลังใจล้นเหลือ ยืนยันได้จากการคัมแบ็คช่วงท้ายเกมหลายต่อหลายครั้ง  

ส่วนสาเหตุที่คล็อปป์ สามารถมัดรวมเอานักเตะทุกคนเป็นหนึ่งเดียวได้แบบไม่ต้องฝืนธรรมชาติของใคร มันมีจุดเริ่มต้นจากตัวของเขาเอง คล็อปป์ คือคนที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พยายามทำตัวเป็นนักเรียนตลอดเวลา เขากระหายที่จะเรียนรู้และมีความหลงใหลในสิ่งที่ตัวเองทำ เข้าหาทุกคนด้วยความหวังดีที่ไม่ได้เสแสร้ง ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่สำคัญที่คล็อปป์สร้างทีมให้เป็นทีมได้จนกลายเป็นคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจน ณ เวลานี้

 

ให้ความสำคัญกับบุคลากร 

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงเห็นภาพของ คล็อปป์ ในฐานะผู้จัดการทีมสไตล์ "โค้ชชิ่ง" และ "ทีชชิ่ง" เขาไม่ได้แค่แนะนำแนวทางที่ดีในการทำงานให้ทุกคนในทีม แต่ยังสอนให้แต่ละคนมีแนวคิดทัศนคติที่ดีในทุกๆ เรื่องอีกด้วย


Photo : www.90min.com

สาเหตุที่เขาเป็นเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าถ้าลูกน้องได้รับการแนะนำแนวทางที่ถูกต้อง รวมถึงได้รับโอกาสที่เหมาะสม ทุกคนจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ ... นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมนักเตะลิเวอร์พูลหลายคนกลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้นเมื่อเขาอยู่ภายใต้การดูแลของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ... เขาชอบที่จะสร้างและพัฒนาคนให้เต็มที่ก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว นักเตะคนนั้นจะสามารถไปได้ถึงจุดไหนกันแน่?

คล็อปป์ เข้าใจธรรมชาติของนักเตะของเขา (รวมถึงคนทั่วไป) นั่นคือเมื่อได้รับคำวิจารณ์และแรงโจมตีจากคนรอบข้างจะมีผลกับการทำงานและวิธีคิดของคนๆ นั้นจริงๆ หากสภาพจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ และหมดความมั่นใจ ทุกอย่างก็จบ และนั่นคือสิ่งที่เขาพยายามจะทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจและเห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมี ซึ่งบางครั้งนักเตะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเป็นคุณสมบัติที่หาคนเลียนแบบไม่ได้

"ผมยกตัวอย่างนักเตะอย่าง อาร์เยน ร็อบเบน นะ เวลาเขาเลี้ยงบอลเข้าไปและยิงประตูพลาดง่ายๆ หลายคนจะบอกว่า 'ทำไมเขาใจแคบขนาดนี้ แค่ส่งให้เพื่อนง่ายๆ ก็จบ' แต่หลังจากนั้นเขาจะทำเหมือนเดิม และ โป้ง! เป็นประตู จากนั้นคำครหาทุกอย่างก็หมดไป ร็อบเบน ไม่เคยสนใจเสียงวิจารณ์จากคนภายนอก แต่ในทางตรงกันข้ามเขารู้ดีว่า ทีมของเขาต้องการอะไรจากเขากันแน่" คล็อปป์ ยกตัวอย่างก่อนจะพูดถึงนักเตะในทีมของเขาบ้าง

"โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ โดนวิจารณ์ในตอนแรกว่าเป็นกองหน้าที่ยิงประตูไม่เป็น แต่สำหรับผม เขาคือสุดยอดนักเตะ แม้ไม่มีประตู แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวของเขาคือการอ่านเกมและสร้างประโยชน์ให้กับผู้เล่นคนอื่นๆ ผมอยากให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ผมไม่ต้องการให้เขามานั่งคิดว่า 'โอ้พระเจ้า ฉันจะต้องยิงประตูให้ได้มากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ตัวเองสิ' เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้น เขาคงจะยิงประตูจากทุกมุมของสนาม แทนที่เขาจะเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในการวิ่งเปิดพื้นที่"  

"คุณจำเป็นจะต้องมีแนวทางของตัวเอง 1 เสียงที่ดังในหัว 1 ความเชื่อที่แข็งแกร่ง และจงจำไว้ว่า สิ่งที่คุณมี ไม่มีทางที่มันจะเป็นสิ่งที่เพอร์เฟ็กต์ไร้จุดอ่อน เพราะความเพอร์เฟ็กต์ไม่มีจริง แต่สิ่งนั้นแหละจะทำให้คุณใช้สิ่งที่ตัวเองมีได้ดีที่สุด" คล็อปป์ ยกตัวอย่างได้อย่างเห็นภาพ


Photo : www.empireofthekop.com

แม้การพูดจะดูเหมือนง่าย แต่อย่างที่คุณรู้ คล็อปป์ ใช้ความพยามอย่างมากที่จะศึกษาลูกทีมของเขา เขาจะไม่ขายใครทิ้งหากไม่มีเหตุผลที่ดีพอ เขาพยายามที่จะพัฒนาลูกทีมแต่ละคนให้เก่งขึ้นในแบบของตัวเอง เขาไม่เคยสอนให้ ฟิร์มิโน่ ยิงประตูมากขึ้น เขาไม่เคยต้องการให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ลดความพยายามในการเล่นเกมบุกแม้จะโดนวิจารณ์เรื่องเกมรับ เพราะเขารู้ว่า "ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองถนัด" การเสริมจุดอ่อนเป็นสิ่งที่ดี แต่การเหลาจุดแข็งของลูกน้องแต่ละคนให้คมกริบ คือ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด

มันคือหน้าที่ของผู้นำที่ต้องหยิบจับความสามารถของลูกน้องแต่ละคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพราะเมื่อทุกอย่างเรียบง่ายไม่ฝืนใจ ผลงานก็จะออกมาดีเป็นเงาตามตัว "อย่าฝืนให้นกดำน้ำ อย่าพยายามให้ปลาขึ้นมาบนบก"  คือคำที่เราสามารถอธิบายถึงการทำงานของคล็อปป์ที่ใช้ดึงศักยภาพลูกน้องแต่ละคนได้ดีที่สุดแล้ว

"ตามความจริง คือผมเป็นคนที่มีข้อมูลและรูปแบบการเล่นมากมายที่จะมอบให้พวกเขา แต่ผมไม่ทำ ผมเก็บสิ่งที่ผมมีไว้ ด้วยเหตุผลข้อเดียว คือพวกเขาต้องได้เล่นเกมของตัวเอง และพวกเขาต้องได้รับอิสระในการทำงาน" คล็อปป์ อธิบายถึงปรัชญาของเขา

 

มองภาพรวมให้ออก

แม้สิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมด คล็อปป์ จะให้ความสำคัญในการเข้าหาลูกน้องแบบรายคนอย่างละเอียด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นคือเขาทำแบบนั้นเพื่อรักษาภาพรวมที่ดีที่สุดให้กับทีม

คล็อปป์ คือกุนซือที่มีสิทธิ์ขาดในการทำงานมากที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก ไม่มีใครก้าวก่ายงานของเขาได้ ถ้าเขาอยากได้นักเตะคนไหนมาเสริมทีม เขาจะพยายามทุกทางเพื่อให้ทีมบริหารปิดดีลให้ได้ อาทิ กรณีของ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ที่จีบกันข้ามปีจนสำเร็จผลิดอกออกผลอย่างที่เห็น และสำหรับใครบางที่ไม่อยากอยู่และมีเป้าหมายที่ไม่ตรงกับทีม เขาก็พร้อมจะปล่อย เพื่อให้ระบบทีมที่เขามีทำงานของมันต่อไป และรักษาสภาพความเป็นทีมให้ได้มากที่สุด และตัวอย่างทีดีที่สุดคือการขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ในราคา 120 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินก้อนดังกล่าวแปรสภาพออกมาเป็น ฟาน ไดจ์ค และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ปิดจุดอ่อนของทีมได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ  


Photo : www.bbc.com

ไม่ใช่แค่การบริหารคน แต่มันคือการบริหารทีมในแนวทางที่ชัดเจน ที่บางครั้งอาจจะทำให้เขาโดนวิจารณ์ในแง่ลบไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้วตอนจบมักจะทำให้เสียงวิจารณ์เหล่านั้นหายไปเอง

ตัวอย่างล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือ ดีลของ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมันของ แอร์เบ ไลป์ซิก ที่นักข่าวสำนักไหนก็ให้น้ำหนักว่า ลิเวอร์พูล จะได้ตัวเขาไปร่วมทีมแน่ในราคา 50-60 ล้านปอนด์ ทว่าหลังจากเหตุการณ์ COVID-19 ระบาด ทุกอย่างก็หยุดชะงักลง และเปิดตัวมาอีกครั้งคือพาดหัวข่าวที่ว่า ลิเวอร์พูลอกหัก แวร์เนอร์ เลือกย้ายไปเชลซี ... แน่นอนว่าหลายคนมองว่า หงส์แดง เสียหน้าอย่างแรงจากการพลาดคว้าตัว 1 ในนักเตะที่ดีที่สุดในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้

แต่เมื่อ คล็อปป์ ได้โอกาสพูดถึงการพลาดดีลนี้ เขาก็อธิบายด้วยเหตุและผล จนสุดท้ายแล้วคนฟังก็หลงพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว (หากเรามองจากมุมของลิเวอร์พูล)

คล็อปป์ ยืนยันว่า แวร์เนอร์ เป็นนักเตะที่ดีที่ทีมไหนได้มาร่วมทีมก็ย่อมถือว่าเป็นการติดอาวุธให้กับทีมได้แน่นอน แต่สิ่งที่ทำให้ ลิเวอร์พูล พลาด คือการมองภาพรวมทั้งหมดของสโมสร ซึ่งคล็อปป์ คิดว่า ณ นาทีนี้ มันเหมือนกับการที่เขาพาทีมเดินผ่านหมอกที่หนาทึบจนยากจะคาดเดาทางข้างหน้า และหมอกนี้มีชื่อว่า "COVID-19" ที่ไม่รู้ว่าโลกฟุตบอลหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหนกันแน่

"เราทำเหมือนทุกอย่างมันกลับมาเป็นปกติเรียบร้อย ทั้งๆ ที่มันยังไม่ได้รับการจัดการ เราแค่ใช้ช่องว่างเล็กๆ นี้เพื่อกลับมาลงแข่งฟุตบอลอีกครั้ง ทุกอย่างนั้นเราต้องดูกันในช่วงที่มันเกิดขึ้น เราไม่สามารถที่จะทำเสมือนว่าทุกอย่างมันจะกลับมาดีเหมือนเดิมได้ในอนาคต"

"ในเวลานี้ทุกสโมสรต่างสูญเสียรายได้ การไม่มีผู้ชมทำให้เราต้องจ่ายเงินค่าตั๋วปีคืน และมีความเป็นไปได้ที่อาจจะขายตั๋วไม่ได้เลยสักใบในฤดูกาลหน้า อย่างน้อยก็อาจจะมีอย่างน้อย 10-15 เกม ที่บริเวณ VIP จะไม่เต็ม และตั๋วเข้าชมจะไม่ถูกจำหน่าย เรื่องพวกนี้ยังกระทบต่อพาร์ทเนอร์ต่างๆ ของสโมสร และทุกอย่างก็ดูจะแตกต่างออกไปจากเดิม" คล็อปป์ ร่ายยาวก่อนตบเข้าประเด็นที่ว่าทำไม ลิเวอร์พูล จึงไม่ได้ แวร์เนอร์  

ลิเวอร์พูล ต้องรัดเข็มขัดกับสถานการณ์ดังกล่าว พวกเขาสูญเสียรายได้มากมายในช่วงเวลาที่กำลังทำรายได้ดีถึงขีดสุด นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พวกเขาสูญเสียโอกาสโกยเงิน และในทางตรงกันข้ามคือเกิดภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว จนทีมต้องขอความร่วมมือลดค่าจ้างกับนักเตะในทีม ... ซึ่งนั่นหมายความว่า หากคล็อปป์ ยืนยันให้ ลิเวอร์พูล เดินล่าหน้าล่า แวร์เนอร์ อย่างเต็มรูปแบบ ที่จะต้องใช้เงินประมาณครึ่งร้อยล้านปอนด์ ภาพรวมของทีมจะต้องเกิดเครื่องหมายคำถาม นักเตะในทีมอาจจะสงสัยว่า "ในเมื่อพวกเขาเสียสละลดค่าเหนื่อยเพื่อทีมแล้ว ทำไมทีมยังสามารถจับจ่ายและปิดดีลยักษ์ใหญ่นี้ได้ ในสถานการณ์ที่ทุกคนได้รับผลกระทบกันหมดเช่นนี้"  


Photo : theathletic.co.uk

คล็อปป์ เห็นจุดนี้เป็นอันดับแรก เขาแคร์ลูกน้องของเขาเป็นอันดับ 1 การรักษาสิ่งที่เขาสร้างมาทั้งหมดย่อมสำคัญกว่าการหาสิ่งใหม่ที่ยังไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ ... ทั้งหมดคือเหตุผลที่เขาไม่รู้สึกว่าการพลาด แวร์เนอร์ คือเรื่องใหญ่โตเกินกว่าความจริงที่เกิดขึ้นกับลูกทีมของเขาและโลกฟุตบอล ณ ปัจจุบัน

"เราพูดคุยกับผู้เล่นเกี่ยวกับเรื่องของการลดการจ่ายเงิน แต่ในอีกด้านกลับไปซื้อผู้เล่นในราคา 50-60 ล้านปอนด์ ถ้าจะทำแบบนั้นมันต้องอธิบายทุกอย่างให้ได้" คล็อปป์ ยืนยันว่าสิ่งที่มี คือ สิ่งที่เขาใส่ใจเป็นอันดับ 1 เสมอไม่เปลี่ยนแปลง  

เพราะภาพรวมนั้นหมายถึงรากฐาน และรากฐานที่แข็งแกร่งนำมาซึ่งโอกาสอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การผิดพลาดและผิดหวังเพียง 1 ครั้งไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตราบใดที่ยังรักษาภาพรวมที่เหลือให้แข็งแกร่ง และไปต่อได้อย่างมั่นคง

ทั้งหมดนี้แสดงให้เราเห็นอีกครั้งว่า ทักษะการบริหารคนของ คล็อปป์ มีปรัชญาที่ชัดเจน ไม่อ่อนไหวไปกับสิ่งเร้ารอบข้างที่เกิดขึ้น ... ส่วนการเลือกตัดสินใจครั้งล่าสุดของเขา คือการตัดสินใจที่ถูกหรือผิดนั้น ... มีแค่เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

 

แหล่งอ้างอิง :

https://www.goal.com/story/inside-the-managerial-mind-of-liverpools-jurgen-klopp/index.html
https://www.recruitment-software.co.uk/7-lessons-recruitment-managers-can-learn-from-jurgen-klopp/
https://medium.com/the-sports-niche/is-jurgen-klopps-approach-the-future-of-management-and-leadership-ab915f87f268
https://www.fourfourtwo.com/news/fabinho-enjoying-klopps-management-style
https://www.liverpoolfc.com/news/first-team/325476-alexander-arnold-jurgen-klopp-liverpool



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง