mainstand

Feature

ไปเลยมังกรฟ้า! : ย้อนความทรงจำยุค 2000s กับ "เบลย์เบลด" ที่อนิเมะก็ดัง ของเล่นก็ฮิตระเบิด



ถ้าถามเด็กยุค 2000s ว่าของเล่นในความทรงจำเมื่อตอนเป็นเด็กคืออะไร เชื่อขนมกินได้เลยว่านอกจากรถทามิย่า และ ดิจิไวซ์ อีกหนึ่งคำตอบที่น่าจะได้รับความนิยมไม่แพ้กันคงหนีไม่พ้นเจ้าลูกข่างที่ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อ "เบลย์เบลด"


 

บางคนอาจจะรู้จัก เบลย์เบลด จากอนิเมะที่ทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์การ์ตูนนำมาฉายในเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ หรือสำหรับใครที่คลั่งไคล้ยิ่งกว่านั้น การดูผ่านจอโทรทัศน์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ต้องไปซื้อ เบลย์เบลด จริงๆ มาเล่นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย จนเกิดเป็นภาพที่นักเรียนมาหมุนลูกข่างแข่งกันในตอนพักเที่ยงที่เห็นกันจนชินตา 

ความดังของเบลย์เบลดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเรียกได้ว่าเข้าขั้น "ปรากฏการณ์" อย่างไรก็ตามในตอนนี้กระแสของมันก็ได้เลือนหายไปตามเวลา จนหลายคนแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีของเล่นชนิดนี้อยู่บนโลก

บทความนี้เราจึงจะพาทุกคนย้อนความทรงจำกลับสู่วันวาน ไปดูกันว่าจุดเริ่มต้นของเบลย์เบลดมาจากไหน ทักทายกับ ทาคาโอะ, ไค, และเพื่อนๆ รวมถึงคำถามที่ว่าทุกวันนี้เบลย์เบลดหายสาบสูญไปหรือยัง ติดตามได้ที่ Main Stand

 

3..2...1… Go…Shoot!!

จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า "เบลย์เบลด" เกิดขึ้นในช่วงปี 1999 เมื่อ Takara Tomy บริษัทผลิตของเล่นชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น เกิดไอเดียอยากจะช่วงชิงพื้นที่ตลาดของเล่น ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็น "ยุคทอง" มีของเล่นแปลกใหม่ (สำหรับเด็กยุคนั้น) ยกขบวนกันออกมาสูบเงินในกระเป๋าเด็กๆ และผู้ปกครองมากมายเต็มไปหมด


Photo : www.collectors.com

เมื่อเป็นเช่นนี้ Takara Tomy ที่ถือว่าเป็น "ยักษ์ใหญ่" ในวงการนี้อยู่แล้วก็ไม่รอช้า หยิบจับของเล่นที่มีมาตั้งแต่โบราณดั้งเดิมอย่าง "ลูกข่าง" มาปัดฝุ่นใหม่ ทำดีไซน์ให้น่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น 

ไอเดียสำคัญที่ถูกจับมาใส่ในของเล่นลูกข่าง เพื่อให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า เบลย์เบลด คือ "การถอดประกอบ" และ "กฎ กติกาการแข่งที่ชัดเจน" ให้เข้ากับวัฒนธรรมของเล่นในยุคสมัยใหม่ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ เบลย์เบลดประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ทำยอดขายไปมากกว่า 150 ล้านอันทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยเองก็เช่นกัน

ใครที่เติบโตมากับเบลย์เบลด คงจดจำความฮิตระดับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีก่อนได้เป็นอย่างดี ที่เด็กแทบทุกคนจะต้องมีเบลย์เบลดอย่างน้อย 1 ชิ้นเป็นของตัวเอง และเมื่อกริ่งประกาศเวลาพักเที่ยงดังขึ้น ห้องเรียนก็จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสมรภูมิดวลเดือดลูกข่างในทันที 

อีกหนึ่งสิ่งที่ยืนยันความฮิตของของเล่นชนิดนี้ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี คือการที่ไม่ว่าจะร้านขายของเล่น ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ร้านขายของชำของอาแปะหน้าปากซอย ก็มีเบลย์เบลดวางจำหน่าย มีทั้งของแท้ลิขสิทธิ์, ของก๊อปปี้ส่งตรงจากประเทศจีนในราคาไม่ถึง 100 บาท หรือแม้แต่ "เบลย์เบลดไทยประดิษฐ์" ที่ดูอันตรายในการนำมาเล่นไม่น้อย จากการใช้วัสดุเหล็กหรือโลหะเป็นหลัก ก็มีเช่นกัน


Photo : www.collectors.com

โดยเบลย์เบลด 1 อัน ประกอบไปด้วย

Bit Chip: ส่วนประกอบตกแต่งบริเวณด้านบน อ้างอิงจากสัตว์ในตำนานตามท้องเรื่องอนิเมะ ซึ่งจะอยู่ในเบลย์เบลดยุคแรก ในปัจจุบัน Bit Chip ได้กลายเป็น "Clear Bit" ชิ้นส่วนใสครอบตัวเลเยอร์ไปแล้ว

Attack Ring: คือส่วนที่ใช้ในการปะทะกับเบลย์เบลดคู่ต่อสู้เป็นหลัก โดยในเบลย์เบลดแต่ละอันจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าต้องการสไตล์ไหน บ้างก็เน้นการโจมตีที่รุนแรง บ้างก็เน้นป้องกันการโจมตีเป็นหลัก 

Weight Disk: มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะ ใช้ในการถ่วงน้ำหนักของเบลย์เบลดให้สมดุล และขับเคลื่อนการหมุนได้อย่างลื่นไหล

Blade Base: คือฐานของเบย์เบลด เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการควบคุมความสมดุลของเบลย์เบลด ในยุคแรกเบย์เบลดมีฐานหมุนเป็นพลาสติก มีแกนยื่นออกมาจากตัวเบย์เบลดเพื่อค้ำโครงเท่านั้น โดยวัสดุที่ใช้ทำแกนหมุนก็จะต่างกันออกไปเช่น การใช้ยางเพิ่มแรงเหวี่ยง แกนพลาสติกเพื่อเพิ่มแรงหมุน หรือแกกนเหล็กเพิ่มความเร็วในการปะทะ

ต่อมา Blade Base ได้รับการอัปเกรดจนสามารถใส่ "Spin Gear" อุปกรณ์ที่ช่วยรักษาสมดุลบริเวณฐาน และทำงานสอดประสานกับ Weight Disk ก่อนที่ Blade Base จะได้อัปเกรดอีกครั้งเป็น "Driver" ที่สามารถใส่ "ระบบเบิร์ส" ที่เป็นเกลียวล๊อก และดีดชิ้นส่วนออกจากกันเมื่อได้รับความเสียหายหนักๆ ได้ ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน


Photo : www.aliexpress.com

เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาประกอบกันเป็นรูปร่าง ก็จะได้ออกมาเป็นเบลย์เบลด 1 อัน และเบลย์เบลด 1 อันก็สามารถแบ่งออกไปได้อีกเป็น 4 สาย ได้แก่

Attack: หรือเรียกให้เข้าใจง่ายคือ "สายโจมตี" จุดเด่นคือการโจมตีที่หนักหน่วง ถ้าเป็นการต่อสู้ที่เน้นการปะทะ สายนี้จะค่อนข้างได้เปรียบ อย่างไรก็ตามข้อเสียของสายนี้ก็คือระยะเวลาการหมุนที่สั้นมาก ไม่เหมาะแก่การใช้แข่งขันในศึกที่วัดความอึด

Defense: เป็นเบย์เบลดประเภทที่มุ่งเน้นการป้องกันการถูกเคาะจนออกจากสนาม  ทำให้เบลย์เบลดสายนี้จะมีน้ำหนักถ่วงที่ค่อนข้างมาก และวงแหวนถ่วงรอบตัวจะมีความลาดชันเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อเริ่มหมุน เบลย์เบลดสายนี้จะไม่มีการเหวี่ยงไปมา แต่จะปักหลักอยู่กลางสนามเสมอ

Stamina: แคชื่อก็บอกแล้วว่าสายนี้เน้นความอึด ด้วยการออกแบบมาให้มีน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา ทำให้สามารถหมุนได้นานกว่าสายอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันน้ำหนักที่เบาก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้พลังการโจมตีนั้นเบาตามไปด้วย

Balance: เบลย์เบลดสายนี้จะไม่เน้นอะไรเป็นพิเศษ ออกแบบมาให้ทุกอย่างสมดุล จะป้องกันก็ได้ ตั้งรับก็ดี แต่แน่นอนว่าก็ไม่จะไม่มีอะไรโดดเด่นเหมือนประเภทอื่นๆ 

แล้วเบลย์เบลดของคุณล่ะเป็นแบบไหน อยู่สายอะไร? ถึงตรงนี้ทุกคนน่าจะจดจำของเล่นชนิดนี้ได้ชัดเจนขึ้นแล้ว และจากนี้ก็คงต้องพูดถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้เบลย์เบลดโด่งดังเป็นระดับปรากฏการณ์ ซึ่งจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากมังงะและอนิเมะในชื่อเดียวกันกับของเล่นนั่นเอง

 

ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า

การทำการ์ตูนออกมาเพื่อกระตุ้นยอดขายของเล่นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ทุกคนคงเคยเห็นมาแล้วจากเรื่อง Let's & GO นักซิ่งสายฟ้า ที่ทำออกมาเพื่อขายรถทามิย่าโดยเฉพาะ และสำหรับเบลย์เบลดก็ไม่ต่างกันมากนัก เรียกได้ว่าเดินตามเส้นทางเดียวกันเลยก็ว่าได้


Photo : www.ebookcartoonpdf.com

การ์ตูนที่ว่าด้วยเบลย์เบลดนั้น ใช้ชื่อเดียวกันกับของเล่นแบบตรงตัว เป็นผลงานของอาจารย์ ทาคาโอะ อาโอกิ ที่หยิบจับของเล่นของเบลย์เบลดของบริษัท Takara Tomy มาดัดแปลงให้กลายเป็นเรื่องราวลายเส้นบนกระดาษ โดยเริ่มตีพิมพ์ในปี 1999 สิ้นสุดลงในปี 2002 รวมทั้งหมด 14 เล่มจบ ส่วนฉบับอนิเมะนั้นได้ Mad House สตูดิโอฝีมือดีมารังสรรค์เรื่องราวให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว โดยเนื้อเรื่องจากมังงะ 14 เล่ม ออกมาเป็นอนิเมะ 51 ตอน 

การ์ตูนเรื่องเบลย์เบลดว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของเด็กหนุ่ม คิโนมิยะ ทาคาโอะ ผู้ถือครองเบลย์เบลด "ดรากูน" หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อมังกรฟ้า บ้านของ ทาคาโอะ นั้นเปิดเป็นโรงฝึกดาบ เขาจึงต้องฝึกการฟันดาบมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะใช้เทคนิคดังกล่าวมาประยุกต์เข้ากับการปล่อยเบลย์เบลดออกจากมือ 

ด้วยโชคชะตาทำให้ ทาคาโอะ ได้พบกับมิตรสหายมากมายเช่น ฮิวาตาริ ไค ลูกชายตระกูลมหาเศรษฐีผู้มีนิสัยสุขุม พูดน้อย เย็นชา เรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับ ทาคาโอะ โดยสิ้นเชิง ไค มีเบลย์เบลดประจำตัวคือ แดรนเซอร์ ที่มีวิญญาณหงส์แดงในตำนานสถิตอยู่ 


Photo : World Beyblade Organization

มิซึฮาร่า แม็กซ์ เด็กหนุ่ม ลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น นิสัยนร่าเริง ยิ้มแย้มเสมอ ที่บ้านเป็นร้านรับซ่อม-ขายเบย์เบลด ส่วนเบลย์เบลดประจำตัวของ แม็กซ์ คือ ดราเชล ซึ่งมีสัตว์ในตำนานอย่างเต่าคะนองสถิตอยู่ ถือเป็นหนึ่งในเบลย์เบลดสายป้องกันที่ดีที่สุดในเรื่อง

อีกหนึ่งคนที่ต้องพูดถึงคือ คอน เรย์ เด็กหนุ่มชาวจีนจากหมู่บ้านพยัคฆ์ขาว ด้วยความสามารถของเขา ทำให้เขาได้รับให้เป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป แต่เพราะความที่อยากจะเห็นโลกกว้างเพื่อจะได้แกร่งขึ้น เขาจึงออกจากหมู่บ้านเพื่อฝึกฝนตนเองและฝีมือการเล่นเบย์เบลด เรย์ มีเบลย์เบลดชื่อว่า ไดรเกอร์ และแน่นอนว่าวิญญาณที่สถิตอยู่คือวิญญาณแห่งพยัคฆ์ขาว

หลังจากได้เจอกับมิตรสหายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางการผจญภัย ทาคาโอะ กับเพื่อนก็ร่วมกลุ่มกันเป็นทีม BBA (Beyblade Battle Association) เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันศึกชิงแชมป์เบลย์เบลดระดับโลก

นี่คือเรื่องราวที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องจากนี่คือภาคเดียวที่โมเดิร์นไนน์ ช่อง 9 การ์ตูนนำเข้ามาฉายในบ้านเรา โดยหลังจากนั้นถ้าไม่ใช่แฟนของการ์ตูนเรื่องนี้จริงๆ ก็อาจจะไม่รู้เลยว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เนื่องจากหลังจากนั้นยังมีอนิเมะเบลย์เบลดออกมาอีกหลายภาค แต่ไม่ได้นำเข้ามาฉายในบ้่านเรา 


Photo : metalfusionfights

Beyblade V-Force ภาคต่อที่เข้าฉายในปี 2002, Beyblade G-Revolution เข้าฉายในปี 2003 และนอกจากนั้นยังมีอนิเมะเรื่องอื่นๆ ที่หยิบจับเบลย์เบลดไปเป็นกิมมคสำคัญในการดำเนินเรื่องด้วยเหมือนกันเช่น Metal Fight Beyblade และ Beyblade Burst ที่ก็มีการแบ่งรายะลเอียดปลีกย่อยออกไปเป็นอีกหลายภาคต่อเรื่อง 

ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้หรืออาจลืมเลือนเบลย์เบลดไปแล้ว แต่สำหรับบางคนเบลย์เบลดก็ยังคงมีบทบาทในชีวิต ยืนยันได้จากการที่ยังคงมีอนิเมะเกี่ยวกับเบลย์เบลดเรื่องต่างๆ เข้าฉายติดต่อกันมาเรื่อยๆ อย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน (Beyblade Burst Sparking ภาคล่าสุดเพิ่งเข้าฉายไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) 

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ว่าเจตนาของการสร้างการ์ตูนเบลย์เบลดขึ้นมานั้นค่อนข้างชัดเจนว่าคือการขายของเล่น ดังนั้นในเมื่อส่วนของการ์ตูนยังคงมีออกมาเรื่อยๆ ส่วนของของเล่นเองก็ไม่ต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้น ถึงขั้นมีการแข่งขันจริงจังระดับโลกเลยทีเดียว 

 

ไม่ใช่แค่กระแสแต่คงอยู่ตลอดไป

ถึงแม้กระแสของเบลย์เบลดในตอนแรกจะถูกปลุกขึ้นมาด้วยความโด่งดังของการ์ตูน แต่การที่ยังมีผู้คนเล่นมันจนถึงปัจจุบันนั้น คงต้องบอกว่าเบลย์เบลดได้ก้าวข้ามการเป็น "ของเล่นตามกระแส" ไปแล้ว ตอนนี้มันได้กลายเป็นของเล่นที่มีคนนิยมชื่นชอบมันจริงๆ หลงใหลอย่างจริงจัง ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากเหมือนในช่วงแรกก็ตาม

เช่นเดียวกับของเล่นรุ่นพี่อย่างรถทามิย่า ที่ในปัจจุบันถึงแม้จะไม่มีการ์ตูนมาปลุกกระแสเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนเล่นมันอย่างจริงจัง ถึงขั้นมีรายการแข่งขันระดับโลกเลยทีเดียว 

เบลย์เบลดเองก็มีรายการแข่งขันระดับโลกเช่นกัน โดยรายการที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคือ Beyblade Burst World Championship ที่เป็นการจัดร่วมมือกันจัดขึ้นระหว่าง WBBA (บริษัทย่อยของ Takara Tomy) และ Hasbro บริษัทของเล่นที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

Beyblade Burst World Championship คือทัวร์นาเมนต์ที่รวมรวบนักเล่นเบลย์เบลดยอดฝีมือจากทั่วทุกมุมโลกมาแข่งขันกันในระบบทีม โดยจัดมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ในปี 2004, 2012, และ 2018 โดยในปี 2018 นั้นมี 24 ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน และหนึ่งในนั้นมีทีมจากไทยด้วยในชื่อทีม Take แต่ก็ตกรอบแบ่งกลุมไปอย่างน่าเสียดาย (ชนะ 3 ครั้งจากการแข่งขัน 5 ครั้ง ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบ)

จากเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมดคงพอสรุปได้ว่า สำหรับบางคนเบลย์เบลดอาจจะเป็นเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่หลงเหลือมาจากยุค 2000s ที่ไม่ว่าจะกลับไปนึกย้อนเมื่อไรก็มีความสุขเสมอ แต่สำหรับบางคน เบลย์เบลดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ในฐานะของเล่นชนิดหนึ่ง ที่ไม่ต้องอาศัยการ์ตูนหรือเรื่องราวใดๆ มาเป็นตัวจุดกระแสอีกต่อไป และมันก็คงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ตาบใดที่คนเหล่านี้ยังมีแรงมากพอที่จะหมุนส่งพลังไปให้กับมัน

 

แหล่งอ้างอิง:

beyblade.fandom.com/wiki/
https://www.metalbridges.com/beyblade-type/
https://www.metalbridges.com/beyblade/
https://www.nytimes.com/2012/03/22/garden/beyblades-a-japanese-phenomenon-invade-american-homes.html
https://www.npr.org/2011/12/12/143569391/beyblades-a-new-spin-puts-an-old-toy-back-on-top



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง