mainstand

Feature

โศกนาฏกรรมตระกูล วอน อีริช : เมื่อทางเดียวสู่ความสุขให้ชีวิต คือเดินหน้าสู่ความตาย



ชื่อของตระกูล วอน อีริช (Von Erich) ไม่เป็นที่คุ้นหูนัก สำหรับแฟนมวยปล้ำยุคหลัง แต่ย้อนไปช่วงต้นยุค 80’s ไม่มีนักมวยปล้ำกลุ่มไหน ในสหรัฐอเมริกา จะเป็นที่รู้จักไปกว่า ตระกูล วอน อีริช

ในช่วงเวลานั้น ตระกูล วอน อีริช ถูกยกย่องว่าเป็นปรากฎการณ์ เป็นอนาคตของวงการมวยปล้ำ ใครต่อใครต่างมองว่า นักมวยปล้ำจากตระกูลนี้ จะทิ้งมรดกมากมาย ให้กับวงการมวยปล้ำ ไปอีกนานเท่านาน

ทุกวันนี้ วงการมวยปล้ำมวยปล้ำ ยังคงจดจำชื่อของตระกูล วอน อีริช ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ในฐานะตระกูลมวยปล้ำที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นโศกนาฏกรรม ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา เมื่อพี่น้อง วอน อีริช 4 จาก 5 คน จบชีวิตลงตั้งแต่วัยหนุ่ม และ 3 คนในนี้ เสียชีวิต จากการปลิดชีพของตัวเอง

นี่คือเรื่องราวของตระกูล วอน อีริช ตั้งแต่วันที่พวกเขาโด่งดังสุดขีด, กลายเป็นแชมป์โลก, เสียพี่น้องไปทีละคน และการรอดชีวิตของ วอน อีริช คนสุดท้าย ท่ามกลางครอบครัวที่แตกสลาย

ปรากฎการณ์ของ วอน อีริช

ตระกูล วอน อีริช เริ่มต้นจาก ฟริตซ์ วอน อีริช (Fritz Von Erich) นักมวยปล้ำระดับตำนาน ในช่วงยุค 60’s เขาเป็นอดีตแชมป์โลกของสมาคม AWA และ NWA สองสมาคมใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึงยังมีส่วนสำคัญ ช่วยปูรากฐานให้กับวงการมวยปล้ำ ในประเทศญี่ปุ่น

ฟริตซ์ ไม่ได้เป็นแค่สุดยอดนักมวยปล้ำเท่านั้น เขายังเป็นสุดยอดโปรโมเตอร์มวยปล้ำ มีสมาคมของตัวเอง ชื่อ WCCW (World Class Championship Wrestling) ค่ายมวยปล้ำที่ใหญ่ที่สุด ในรัฐเท็กซัส อีกทั้งตั้งอยู่ที่เมืองดัลลัส ศูนย์กลางของรัฐอีกด้วย


Photo : rasslinblogs.wordpress.co

ฟริตซ์ มีลูกชายทั้งสิ้น 6 คน แม้ว่าพี่คนโต จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตั้งแต่วัยเด็ก แต่น้องอีก 5 คนที่เหลือ คือลูกชายที่ฟริตซ์หมายมั่นปั้นมือ จะสร้างให้พวกเขาเป็นสุดยอดนักมวยปล้ำ และเด็กทั้ง 5 คนล้วนมีความฝันเดียวกัน คือเป็นนักมวยปล้ำที่โด่งดังแบบพ่อของตัวเอง

“พ่อของผมคือสุดยอดนักมวยปล้ำ ... แม้เขาจะรับบทเป็นฝ่ายอธรรม แต่พวกเราเชียร์เขาตลอด เราทุกคนนั่งอยู่ข้างสนาม บางครั้งก็ปิดตา ไม่กล้าดูพ่อปล้ำ แต่พอพ่อชนะ เราดีใจกันมาก เราอินสุดๆ ในตอนนั้น (หัวเราะ)” เควิน วอน อีริช (Kevin Von Erich) หนึ่งในพี่น้องตระกูล วอน อีริช กล่าวถึงวัยเด็ก

ฟริตซ์มีทุกอย่าง ที่จะปูทางให้กับลูกชายของเขา ... เขาสั่งสอนวิชามวยปล้ำ ให้กับลูกชาย และยังมีสมาคม WCCW เป็นสถานที่ปล้ำ เพื่อสร้างความนิยมให้กับลูกชายของเขา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ลูกชายคนโต 3 คน ของตระกูล วอน อีริช มีทุกอย่างที่เพียบพร้อม ที่จะก้าวเป็นสตาร์ชื่อดัง

เควิน, เดวิด (David Von Erich) และ เคอร์รี (Kerry Von Erich) คือ 3 นักมวยปล้ำที่เรากล่าวถึง พวกเขาตัวใหญ่สูงกว่า 190 เซนติเมตร, รูปร่างใหญ่กำยำ สมกับเป็นนักมวยปล้ำเฮฟวี่เวต, ผมสีทองยาวสวย ที่มาพร้อมกับหน้าตาหล่อเหลา เหมือนเป็น เดอะ บีตเทิลส์ แห่งวงการมวยปล้ำ


Photo : townsquare.media

นอกจากนี้ทั้ง 3 คน ยังมีสไตล์การปล้ำ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่แตกต่างกันออกไป ... เควิน พี่คนโต มีทักษะในการเป็นนักกีฬาที่ครบเครื่อง เขาตัวใหญ่ แต่รวดเร็วว่องไว สามารถใช้ท่าเหินหาวสไตล์มวยปล้ำเม็กซิโก ได้อย่างเนียนตา ถูกคาดหมายว่า จะเป็นนักมวยปล้ำที่ไปได้ไกลที่สุดคนหนึ่ง

เดวิด คือนักมวยปล้ำที่ดังที่สุด และเก่งที่สุดในทั้ง 3 คน เขาเป็นนักมวยปล้ำสายเทคนิค ที่มาพร้อมกับออราซูเปอร์สตาร์ การเปิดตัวเดินออกมา พร้อมกับคาบดอกกุหลาบสีเหลือง ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “กุหลาบเหลืองแห่งเท็กซัส”

ขณะที่ เคอร์รี คือนักมวยปล้ำสายพลัง ที่มีร่างกายสุดแข็งแกร่ง เป็นนักมวยปล้ำสายลุย ไม่สำอางค์ บวกกับหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึง กับนักแสดงชื่อดัง อาร์โนล ชวาร์ซเซเนกเกอร์ (Arnold Schwarzenegger) ทำให้เขาได้รับความนิยมอย่างมาก ในหมู่สาวๆ

ความเร็ว, เทคนิค และพลัง คือ 3 คุณสมบัติที่นักมวยปล้ำควรจะมี ... แต่ละสมาชิกของทีม วอน อีริช มีคนละสกิล และพวกเขารวมตัวกันเป็นแท็กทีม 3 คน ต่อสู้กับนักมวยปล้ำทั่วสหรัฐอเมริกา ความสมบูรณ์แบบของสามพี่น้อง วอน อีริช ทำให้พวกเขาเป็นต้นแบบ ของการปล้ำแท็กทีมแบบ 6 คน (ทีมละ 3) จนถึงทุกวันนี้

“พวกเราดังมากตอนนั้น เราได้ปรากฎตัวในหนังสือการ์ตูน เป็นเรื่องราวของปีศาจร้ายบุกโลก และพี่น้องตระกูล วอน อีริช คือฮีโร่ที่มาปราบวายร้าย”

“ยามเราออกไปปล้ำ มันบ้ามากๆ ผู้หญิงพยายามเข้ามารุมเรา จนไม่มีที่จะเดิน พยามยามที่จะขีดข่วน ร่างกายของเรา บรรยากาศมันสุดยอดมาก ชนิดที่เรียกว่าผมกลับบ้านไป แต่เสียงกรี๊ด เสียงเชียร์ ยังก้องอยู่ในหัวของเรา” เควิน วอน อีริช กล่าว


Photo : i.pinimg.com

“พวกเขาไม่ได้เป็นแค่นักมวยปล้ำนะ พวกเขาเป็นดารา เป็นซูเปอร์สตาร์ เป็นฮีโร่ เอาเข้าจริงที่เท็กซัส พวกเขาดังกว่าดาราภาพยนตร์อีก ... พวกเขาเป็นขาประจำของนิตยสาร และช่องโทรทัศน์” จิม คอร์เน็ตต์ (Jim Cornette) โปรโมเตอร์มวยปล้ำ และแฟนมวยปล้ำพันธุ์แท้ เล่าถึงความโด่งดังของพี่น้องวอน อีริช

สามพี่น้อง วอน อีริช ปล้ำประจำอยู่ภายในรัฐเท็กซัส แต่ชื่อเสียงของพวกเขาดังไปทั่วสหรัฐฯ ... อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ มาจากท่าไม้ตายของพวกเขา อย่าง Iron Claw (ไอออน คลอว์) ซึ่งเป็นท่าไม้ตายของพ่อ ที่ลูกทั้งสามคนรับต่อมา แล้วใช้เล่นงานคู่ต่อสู้

บทบาทของนักมวยปล้ำรุ่นใหม่ 3 คน ที่เติบโตมาจากครอบครัวนักมวยปล้ำ สืบทอดเกียรติยศของครอบครัว และกำลังไต่เต่า เพื่อเป็นแชมป์โลกตามรอยพ่อตัวเอง ทำให้ตระกูล วอน อีริช ได้รับความรักจากแฟนมวยปล้ำอย่างมาก ส่งผลให้ธุรกิจของสมาคม WCCW เติบโตอย่างรวดเร็ว 

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม

แม้นักมวยปล้ำทั้งสามคน จะเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่เป็นเรื่องปกติของวงการมวยปล้ำ ที่ในกลุ่มมวยปล้ำแท็กทีม จะต้องมีหนึ่งคน ที่โดดเด่นกว่าคนอื่น คนนั้นคือ เดวิด วอน อีริช ในฐานะนักมวยปล้ำที่เก่งที่สุด จากทั้ง 3 คน หลายคนบอกว่า เขาเก่งกว่า ฟริตซ์ ผู้เป็นพ่อเสียด้วยซ้ำ

คนในวงการมวยปล้ำ ล้วนคาดหมายว่า เดวิดจะเป็นแชมป์โลกในอนาคตอันใกล้ รวมถึงเป็นนักมวยปล้ำเบอร์ 1 ของสมาคม NWA สมาคมอันดับหนึ่งของโลกในเวลานั้น เป็นนักมวยปล้ำที่จะมายืนต่อสู้กับ ริค แฟลร์ (Ric Flair) สุดยอดอธรรมแห่งยุค 


Photo : rasslinblogs.wordpress.co

การคาดการณ์ไม่ผิดพลาด เดวิดถูกวางตัวให้คว้าแชมป์โลก NWA จาก ริค แฟลร์ ... แมตช์ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว รอแค่เวลามาถึง ตระกูล วอน อีริช จะได้แชมป์โลกคนใหม่ แต่กว่าจะไปถึงวันนั้น เดวิด ต้องบินไปปล้ำที่ประเทศญี่ปุ่นเสียก่อน

10 กุมภาพันธ์ 1984 ระหว่างที่เดวิดกำลังอยู่ที่ญี่ปุ่น ... เสียงโทรศัพท์ในบ้าน วอน อีริช ดังขึ้น เควิน รับสายเพื่อพบว่า สายต้นทางมาจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งจะแนะนำว่า เขามาจากสมาคมมวยปล้ำ ที่ เดวิด ไปร่วมปล้ำ และ เดวิด เสียชีวิตแล้ว

ตระกูล วอน อีริช อยู่ในภาวะช็อคครั้งใหญ่ พวกเขาพยายามเช็คข่าวให้เร็วที่สุด ว่านี่คือเรื่องจริงหรือไม่ ก่อนจะได้รับการยืนยันจากเพื่อนมวยปล้ำ ที่ร่วมเดินทางไปปล้ำด้วยกันว่า เดวิด วอน อีริช เสียชีวิตแล้วจริงๆ

“ทุกคนเจ็บปวดมาก เหมือนตกนรกทั้งเป็น ... มันแค่เจ็บปวด เราทุกคนแค่เจ็บปวด” เควิน วอน อีริช กล่าวถึงการสูญเสียน้องชายสุดที่รัก 


Photo : townsquare.media

สถานฑูตสหรัฐอเมริกา ในประเทศญี่ปุ่น แถลงการณ์ว่า เดวิด วอน อีริช เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากโรคลำไส้อักเสบ อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่ได้เชื่อแบบนั้น

“ถ้าคุณเป็นนักมวยปล้ำ และคุณเสียชีวิตในห้องพัก นั่นมีอยู่ความหมายเดียว คือคุณเสียชีวิต จากการเสพยาเกินขนาด” จิม คอร์เน็ตต์ กล่าว

นักมวยปล้ำหลายคนในยุคนั้น ยืนยันว่าเดวิดเสียชีวิตจากการเสพยา ส่วนผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเพียงแค่การจัดฉากเท่านั้น ด้านครอบครัว วอน อีริช ปฏิเสธที่จะเชื่อว่า เดวิด เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า เดวิด จะเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด เขาได้จากโลกนี้ไป แบบไม่มีวันกลับ

การตายของเดวิดสั่นสะเทือนโลกมวยปล้ำ งานศพของเขามีการจัดขบวนเชิญศพอย่างยิ่งใหญ่ มีแฟนมวยปล้ำมากกว่า 4,000 คนเข้าร่วมงาน เป็นการเสียชีวิตที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ ของนักมวยปล้ำคนหนึ่ง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การตัดสินใจที่ผิดพลาด

ทุกครั้งที่มีการเสียชีวิตของนักมวยปล้ำ คือเรื่องเศร้าที่สุดของวงการนี้ ... อย่างไรก็ตาม เรื่องที่แย่ยิ่งกว่า คือการใช้ความตายของนักมวยปล้ำ มาเป็นเรื่องราวเพื่อใช้สร้างความนิยม ให้กับสมาคมมวยปล้ำ

ฟริตซ์ วอน อีริช ที่สูญเสียลูกชาย เลือกใช้ความตายของ เดวิด ในการปูบทของสมาคม ผลักดันตัวแทนคนใหม่ นั่นคือ เคอร์รี เพื่อไปท้าชิงแชมป์โลก NWA กับ ริค แฟลร์ แทนที่ของ เดวิด


Photo : rasslinblogs.wordpress.co

ขณะเดียวกัน NWA กำลังเจอการท้าชิงตำแหน่ง สมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก จาก WWE (WWF ในขณะนั้น) ทำให้ทั้ง NWA และ WCCW จับมือกันโดยใช้เรื่องความตายของ เดวิด มาชูโรง ดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อตั๋วมวยปล้ำ 

แมตช์การปล้ำชิงแชมป์ระหว่าง เคอร์รี กับ ริค แฟลร์ ถูกจัดขึ้นต่อหน้าผู้ชม 45,000 คน ในรัฐเท็กซัส กับอีเวนต์มวยปล้ำที่เชื่อกันว่า มีคนดูมากที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยมีมา (นับถึงช่วงเวลาปี 1984 ที่แมตช์นี้เกิดขึ้น)

เคอร์รี ชนะแมตช์นี้ เขากลายเป็นแชมป์ NWA คนใหม่ เนื้อเรื่องการคว้าแชมป์แทนที่พี่ชาย ของตระกูล วอน อีริช สร้างกระแสอย่างมากให้กับตระกูล วอน อีริช เป็นเนื้อเรื่องที่ยิ่งใหญ่เหมือนฝัน ... ในยุคที่ผู้ชมยังไม่รู้ว่า มวยปล้ำมีการกำหนดผลไว้ล่วงหน้า นี่คือแมตช์การปล้ำที่ยิ่งใหญ่ และสร้างปรากฎการณ์อย่างแท้จริง

“มันเป็นช่วงเวลาที่หวานชื่น มีแต่ความสุข เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่ถ้ามองย้อนไปตอนนี้ ผมมองว่ามันเป็นรสชาติที่หวานขมมากกว่า” เควิน วอน อีริช ย้อนถึงเหตุการณ์ครั้งเดียว ที่พี่น้องตระกูล วอน อีริช กลายเป็นแชมป์โลก


Photo :assets.dmagstatic.com
 

ผลลัพธ์จากแมตช์นั้น สร้างความนิยมอย่างมหาศาล ให้กับสมาคม WCCW และตระกูล วอน อีริช ... ด้านหนึ่งคือผลประโยชน์มหาศาล ธุรกิจที่เติบโต เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาไม่หยุด แต่อีกด้านคือความกดดันมหาศาล ของตระกูล วอน อีริช ที่ต้องทำทุกทาง เพื่อรักษากระแสความโด่งดัง ของตัวเองเอาไว้ให้ได้ 

การจากไปของ เดวิด ทำให้พี่น้อง วอน อีริช ลดจาก 3 เหลือแค่ 2 ... ฟริตซ์ ผู้เป็นพ่อ มองว่า วอน อีริช ต้องมี 3 คน เพื่อทำให้ทีมสมบูรณ์แบบ เพื่อรักษาความนิยมของทีม และสมาคมของเขา ฟริตซ์ จึงผลักดันลูกชายคนที่ 4 ขึ้นมาร่วมกลุ่มพี่ชาย เขาคือ ไมค์ วอน อีริช (Mike Von Erich)

“ไมค์ไม่ใช่นักมวยปล้ำที่ดี เขาขาดสกิลหลายอย่าง เขาไม่ควรจะขึ้นไปรับบทตรงนั้น เพราะชายที่อายุแค่ 19-20 ปี ที่ขาดคุณสมบัติ ต้องขึ้นไปรับ หน้าที่แทนเดวิด ต้องขึ้นไปเป็นนักมวยปล้ำซูเปอร์สตาร์ แทนที่พี่ชายตัวเอง มันยากนะ” 

“สิ่งที่ทำให้เขาได้มายืนอยู่บนเวที เพราะเขามีนามสกุล วอน อีริช มันน่าเศร้ามาก ตอนผมดูเขาปล้ำกับ ริค แฟลร์ เขาไม่ใช่นักมวยปล้ำที่จะมายืนบนเวทีเดียวกับ แฟลร์ รูปร่างแย่กว่า สกิลแย่กว่า แถมต้องให้ ริค แฟลร์ ประคองเขาไว้ตลอดแมตช์การปล้ำ” เดฟ เมลท์เซอร์ (Dave Meltzer) กูรูมวยปล้ำชื่อดัง ผู้ก่อตั้งนิตยสาร WON กล่าวถึง ไมค์ วอน อีริช

วอน อีริช คือทีมที่สมบูรณ์แบบ นักมวยปล้ำทั้ง 3 คน เควิน, เดวิด และ เคอร์รี คือนักมวยปล้ำที่สมบูรณ์แบบ แต่ ไมค์ ไม่ใช่ เขาเป็นนักมวยปล้ำรูปร่างเล็ก เขาไม่ได้ตัวสูงใหญ่เหมือนพี่ตัวเอง น้ำหนักอยู่ในรุ่นครุยเซอร์เวต ไม่ใช่เฮฟวี่เวต ซึ่งบริบทของมวยปล้ำในยุค 80’s ไม่มีทางที่คนตัวเล็ก จะก้าวขึ้นไปเป็นนักมวยปล้ำแถวหน้าของวงการ


Photo : assets.dmagstatic.com

ภาระที่ ไมค์ ต้องแบก คือการก้าวขึ้นไปแทน เดวิด วอน อีริช ชายผู้ถูกคาดหมายให้เป็นแชมป์โลก เป็นหมายเลข 1 ของวงการมวยปล้ำ จากเป้าหมายที่ ฟริตซ์ วางไว้ให้กับ ไมค์ มันห่างไกลอย่างมาก จากจุดความเป็นจริงที่ ไมค์ ยืนอยู่

ไมค์ รู้ดี ถึงเสียงตอบรับของคนในวงการ ต่อการผลักดันที่เกินจริง ทำให้เขาต้องการพิสูจน์ตัวเอง ด้วยการฝึกให้หนักมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เขาคือของจริง และเขามีดีไม่แพ้พี่ชายตนเอง

การทำอะไรเกิดขีดจำกัด ไม่เคยก่อให้เกิดผลดี ไมค์ ได้รับบาดเจ็บที่ไหล่ และต้องเข้ารับการผ่าตัด ระหว่างที่เขาเข้ารับการรักษา เขาเกิดติดเชื้อแบคทีเรีย จนเกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

หมอที่ทำการรักษา ไมค์ ยืนยันว่าเขาจะไม่รอด แต่ ไมค์ กลับรอดจากอาการหัวใจล้มเหลว ได้อย่างเหลือเชื่อ หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ไมค์ ออกจากโรงพยาบาล

แต่แทนที่ ไมค์ จะได้พักรักษาตัวอย่างมีความสุข ไมค์ กลับถูกพ่อตัวเอง จับมานั่งสัมภาษณ์ผ่านสื่อออกโทรทัศน์ว่า เขาพร้อมที่จะกลับคืนสังเวียน และเขาจะกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

“ผมนั่งดูตอน ไมค์ สัมภาษณ์อยู่ทางทีวี ไมค์ บอกว่าเขาจะกลับมา ผมรู้เลยว่า พวกเขาจับ ไมค์ มาพูด เพราะต้องการให้สมาคม ได้รับความสนใจ แต่สำหรับผม นี่คือไอเดียที่โคตรแย่ ผมไม่เห็นเลยว่า มันจะให้ผลดีอะไรกลับมาบ้าง” 


Photo : rasslinblogs.wordpress.co

 

“ผมเข้าใจการทำธุรกิจของ WCCW พวกเขาต้องการสร้างเรื่องราวด้านบวก ตอนจบที่ทรงพลัง ให้แรงบันดาลใจ แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าชีวิตจริง คนที่รับบทบาท ไม่ได้เป็นแบบนั้น มันไม่มีทางดีหรอก” จิม คอร์เน็ตต์ กล่าว

ไมค์ ต้องแบกรับความกดดันมหาศาล เขาต้องกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ตามที่พ่อของเขาต้องการ เหมือนตอนที่เคอร์รี คว้าแชมป์โลกแทนพี่ชาย ฟริตซ์ ต้องการเรื่องราวแบบนั้นอีกครั้ง ให้เกิดขึ้นกับ ไมค์ ... หากแต่สภาพร่างกายและจิตใจ ของลูกชายคนนี้กำลังบอบช้ำอย่างหนัก

ความเครียดที่สะสม ทำให้ ไมค์ ต้องหาทางออก เขาหันมาดื่มเหล้า สูบกัญชา และทำลายข้าวของ ... ท้ายที่สุดเขาถูกตำรวจจับในข้อหาเมาแล้วขับ พร้อมกับพกกัญชา หลังจากครอบครัวมาประกันตัวเขาออกไป เขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ

ทั้งตำรวจ ครอบครัว บุคลากรในสมาคม WCCW ตามหาตัว ไมค์ ทั่วเท็กซัส ไม่กี่วันหลังจากนั้น พวกเขาพบเจอ ไมค์ อยู่ที่ทะเลสาบ ทางตอนเหนือของเท็กซัส แต่ ไมค์ ที่ทุกคนพบเจอ คือร่างไร้วิญญาณ

ไมค์ ฆ่าตัวตาย ด้วยการเสพยาเกินขนาด หลายฝ่ายเชื่อว่า ความเครียดที่สะสมในตัวเขา ซึ่งมาจากความกดดันที่ต้องแบกรับภาระ กับการก้าวไปเป็นนักมวยปล้ำชั้นนำ ตามที่พ่อของเขาต้องการ ทำให้เขาเลือกจบชีวิต 

บทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้

ไมค์ วอน อีริช จบชีวิตลง ในเดือนเมษายน ปี 1987 ด้วยวัยเพียง 23 ปี ... ความตายของ ไมค์ ส่งผลมหาศาลต่อตระกูล วอน อีริช จากครอบครัวมวยปล้ำที่โด่งดังที่สุดในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นครอบครัวที่แฟนมวยปล้ำเชื่อว่า พวกเขากำลังถูกคำสาป ให้ต้องพบเจอกับหายนะร้ายแรงในครอบครัว


Photo : tjrwrestling.net

อย่างไรก็ตาม ฟริตซ์ วอน อีริช ยังคงเชื่อสุดหัวใจว่า ตระกูล วอน อีริช คือกลุ่มคนที่จะเป็นนักมวยปล้ำอันดับหนึ่ง ของสหรัฐฯ แม้ว่าความนิยมของตระกูล กำลังร่วงหล่นลง แต่ ฟริตซ์ เชื่อว่า เขาสามารถพาความนิยมของครอบครัวกลับมาได้ ด้วยการผลักดันลูกชายคนเล็ก คริส วอน อีริช ขึ้นมาเป็นนักมวยปล้ำ แทนที่ ไมค์

“จากเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวของ คริส คือสิ่งที่น่าเศร้าที่สุด เพราะเขาเกิดมา พร้อมกับร่างกายที่ผิดไปจากคนอื่น” จิม คอร์เน็ตต์ กล่าว

คริส เกิดมา พร้อมกับความสูงเพียงแค่ 165 เซนติเมตร สำหรับคนอเมริกัน คือขนาดตัวที่เล็กอย่างมาก ไม่ต้องพูดถึงการเป็นนักมวยปล้ำ เขาไม่มีทางที่จะมายืนเคียงข้างพี่ชายของเขา

“คริส อยากเป็นนักมวยปล้ำใจจะขาด แต่เราทุกคนรู้ดีว่า เขาไม่มีทางเป็นได้” เควิน กล่าวถึงน้องชายสุดที่รัก

ท้ายที่สุด คริส ได้เป็นนักมวยปล้ำอย่างที่เขาฝันมาทั้งชีวิต เพราะพ่อของเขามองว่า คริส คือความหวังสุดท้ายที่จะกู้ความนิยม ของสมาคม WCCW กลับมาอีกครั้ง ... นับจากการเสียชีวิตของไมค์ ความนิยมของสมาคมลดลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติ ที่จะได้เห็นที่นั่งว่างจำนวนมาก ในโชว์ของสมาคม WCCW


Photo : tjrwrestling.net

คริส จึงต้องเข้ามาแทนที่ การจากไปของพี่ชาย เพื่อทดแทนที่ว่างที่หายไป นำพาสมาคมแห่งนี้กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง และทุกคนรู้ดีว่า หากการเดิมพัน กับการผลักดัน คริส ไม่สำเร็จผล สมาคมแห่งนี้จะสูญเสียยุครุ่งเรืองไปตลอดกาล

“คริส ต้องการ และพยายามอย่างมาก ที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่หายไป ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่คนตัวขนาด คริส จะก้าวขึ้นมาเป็นนักมวยปล้ำแถวหน้า ผมว่าความรู้สึกนี้ ทำให้ คริส รู้สึกแย่กับตัวเอง” เดวิด แมนนิง (David Manning) อดีตกรรมการของสมาคม WCCW กล่าวถึง คริส

WCCW พยายามใช้ขนาดตัวเล็กของ คริส ในการสร้างจุดขายให้คนเข้ามาเชียร์ เข้ามาติดตาม ... แต่ถึงเนื้อเรื่อง จะพยายามเรียกดรามา ให้คนเข้ามาเชียร์ ขนาดไหน แต่สุดท้าย ไม่มีอะไรสำคัญในมวยปล้ำ มากไปกว่าการปล้ำบนเวที 

ยิ่งเวลาผ่านไป แฟนมวยปล้ำยิ่งรู้ว่า คริส ไม่ใช่คนที่จะมาเป็นนักมวยปล้ำ ด้วยขนาดตัวที่เล็ก กับโลกมวยปล้ำยุคนั้น เขาคือนักมวยปล้ำ ที่ทำอะไรไม่ได้ บนเวทีสี่เหลี่ยม เขาไม่ได้เกิดมาเป็นซูเปอร์สตาร์ และเขาไม่มีทางจะพา WCCW กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

เรื่องราวของ คริส ไม่ต่างจากกรณีของ ไมค์ คริสพยายามจะลบคำสบประมาทของทุกคน เขาฝึกหนักเกินขีดจำกัด จนนำมาสู่อาการบาดเจ็บที่แขน ทำให้เขาต้องพักการปล้ำ ... เมื่อเขากลับไปรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ความรู้สึกผิดหวังในตัวเอง ความเครียด ความกดดัน ยิ่งถาโถมเข้าใส่ คริส 


Photo : rasslinblogs.wordpress.co

คริส กำลังจะเดินตามรอย ไมค์ แต่เหมือนไม่มีใครในตระกูล วอน อีริช รู้ถึงความจริงข้อนี้ ... คริส ต้องยืนยัดสู้กับความรู้สึกแย่ๆ ภายในตัวเอง อย่างเดียวดาย กว่าที่ทุกคนจะรู้ ทุกอย่างก็สายเกินไป

12 กันยายน 1991 คริส ฆ่าตัวตาย ด้วยการยิงปืนเข้าที่ศีรษะของตนเอง ในกระท่อมบ้านพัก ... แม้ เควิน วอน อีริช จะเห็นจดหมายลาตายของคริส แต่เขาก็ขับรถไปช่วยคริสไว้ไม่ทัน เขาเสียชีวิตด้วยวัย 21 ปีเท่านั้น

วอน อีริช ที่เหลือรอด

ความตายของ คริส ปิดฉากยุคทองของตระกูล วอน อีริช อย่างสมบูรณ์ ไม่มีสมาคม WCCW อีกต่อไป ... หากแต่สิ่งที่ยังไม่จบ คือโศกนาฏกรรมของตระกูล วอน อีริช

เควิน กลายเป็นนักมวยปล้ำกึ่งรีไทร์ หลังการตายของ คริส แต่ไม่ใช่กับ เคอร์รี ด้วยชื่อเสียงในฐานะอดีตแชมป์โลกของ NWA เคอร์รี ยังคงต้องการเป็นนักมวยปล้ำ ที่ประสบความสำเร็จ พาชื่อของตระกูล วอน อีริช กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

เคอร์รี ได้รับโอกาสจาก WWE เขาได้ร่วมงานกับสมาคมแห่งนี้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 1990 และภายในเวลาไม่นานหลังจากนั้น เขากลายเป็นแชมป์ Intercontinental ของสมาคม


Photo : rasslinblogs.wordpress.co

ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของเขากำลังจะกลับมาอีกครั้ง หากแต่ เคอร์รี มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ในตัวเขา ความลับที่กลายเป็นแผลร้าย รอวันลุกลาม ทำร้ายตัวเอง

ย้อนไปในปี 1986 เคอร์รี ได้รับบาดเจ็บครั้งใหญ่ จากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้ม สิ่งที่ตามมาคือ เคอร์รี ต้องตัดขาขวาของเขาทิ้ง ... แต่ด้วยความที่เขาไม่ต้องการยอมแพ้กับความฝัน เขาจึงขึ้นปล้ำด้วยการใส่ขาเทียม และแทบไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ยกเว้นคนในครอบครัว

“ผมภูมิใจกับเขามากนะ การที่กลับมาได้ แล้วปล้ำได้เหมือนคนปกติ ไม่ใช่แค่นั้น เขายังกลายเป็นที่รักของแฟนมวยปล้ำ ... แต่ผมรู้ว่าในใจเขาคิดอย่างไร เขาเจ็บปวด กับการที่ต้องบอกใครต่อใคร ว่าเขาเป็นเหมือนคนปกติ เขารู้สึกว่าตัวเขาเป็นของปลอม” เควิน เล่าถึงน้องชายของเขา

ความผิดหวังเรื่องขาของเขา บวกกับเวลาที่ผ่านไป บทบาทของ เคอร์รี ใน WWE เริ่มลดน้อยถอยลง ช่วงปลายปี 1991 จากอดีตแชมป์ เขากลายเป็นนักมวยปล้ำระดับล่าง หรือจ็อบเบอร์ ได้แต่ถูกจับกดนับสาม คืนแล้วคืนเล่า สร้างความปวดใจให้ เคอร์รี อย่างมาก


Photo : WWE 

เบรท ฮาร์ท (Bret Hart) เพื่อนสนิทของ เคอร์รี เปิดเผยว่า ในช่วงปี 1992 บ่อยครั้งที่ เคอร์รี พูดถึงการฆ่าตัวตายให้เขาฟัง เพราะ เคอร์รี รู้สึกว่า เขาอยากกลับไปใช้ชีวิตที่มีความสุข ร่วมกับพี่น้องของเขาที่จากไปบนสวรรค์ ... แม้ว่าหลังจากนั้น เคอร์รี จะบอกกับ เบรท ว่า เขาไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายอีกต่อไป แต่ เบรท รู้สึกว่า ความคิดที่ลาจากโลกของ เคอร์รี ยังไม่ได้หายไปไหน

สิงหาคม 1992 เคอร์รี ถูกปล่อยตัวจาก WWE เขากลายเป็นคนติดยา และติดคุกอยู่บ่อยครั้ง ด้วยข้อหาเล็กๆน้อยๆ อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่า การที่เขาบอกกับคนรอบข้างหลายคน ว่าเขาอยากจะฆ่าตัวตาย

“เขาเดินมาบอกผมว่า ‘เขาอยากฆ่าตัวตาย’ ผมบอกเขาว่า ‘นายจะทำอย่างนั้นไม่ได้นะ ผมบอกเขาว่า เราไปอลาสกากันไหม ไปอยู่ด้วยกันแค่สองคน หนีจากสังคมตรงนี้’ เขาพูดว่า ‘เราจะทำอะไรได้’ สีหน้าของเขาเหมือนคนที่กำลังจะตาย” เควิน เปิดเผยถึงความเจ็บปวดของ เคอร์รี

แม้ครอบครัวจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเขา แต่ทุกอย่างก็สายเกินแก้ ... เคอร์รี เสียชีวิต ในเดือนกุมภาพันธ์ 1993 ด้วยการยิงปืนลูกซองเข้าที่หัวใจของตัวเอง

ตอนที่พ่อเดินทางไปรับศพของ เคอร์รี เขากลับมาบอกผมว่า เขาไม่เคยเห็นหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขของ เคอร์รี มากขนาดนี้มาก่อน” เควิน วอน อีริช บุตรชายคนเดียวของ ฟริตซ์ วอน อีริช ที่ยังคงมีชีวิตอยู่กล่าว

“ผมไม่ได้สูญเสียพี่ชาย หรือน้องชาย แต่ผมสูญเสียทุกคน มีคนมากมายพยายามจะบอกว่า ครอบครัวเราต้องคำสาป แต่เชื่อเถอะ ไม่มีคำสาปอะไรทั้งนั้น ... ทั้งหมดมันเป็นเเค่ เรื่องราวแย่ๆ ทุกสิ่งที่คุณคิดว่ามันแย่ มันเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา”


Photo : The Ringer 

เควิน วอน อีริช ที่ยังมีคงมีชีวิตอยู่หลังการจากไปของพี่น้อง ต้องทนดูพ่อกับแม่เขาแยกทางกัน ขณะที่เขาโดนพ่อของตัวเอง เอาปืนจ่อหัว เนื่องจาก ฟริตซ์ เริ่มเชื่อว่า ลูกของเขาทุกคน ถูกคำสาปให้เสียชีวิต และหวังจะส่งเควิน ตามพี่น้องคนอื่นไป

วอน อีริช ผู้เหลือรอด ตั้งเป้าหมายไว้ในใจ ว่าต่อให้จะเกิดเรื่องแย่ หรือทนทุกข์มากแค่ไหน เขาจะไม่ยอมปลิดชีพตัวเองเด็ดขาด ... แต่แม้เขาจะพยายามแข็งแกร่งแค่ไหน สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว เควินเดินเข้าร้านขายปืนแห่งหนึ่งในเท็กซัส และทำการขโมยปืนลูกซองออกมาหนึ่งกระบอก เพราะหวังใช้ปืนกระบอกนั้น พาเขาเดินทางไปหาพี่น้องทุกคน

“ตอนผมจะเดินออกจากร้าน มีชายแก่ๆ สองสามคนยืนอยู่ เขาถามว่า ‘นายมีอะไรจะบอกพวกเราไหม’ ผมไม่ได้ตอบ พวกเขาพูดขึ้นมาว่า ‘เควิน พวกเรารักนายนะ’”

“ผมขึ้นไปนั่งบนรถ คิดถึงเรื่องราวต่างๆ สุดท้ายผมกลับเข้าไปในร้าน เอาปืนไปคืน พวกเขาเข้ามากอดผม ... ผมอยากจะบอกว่า นั่นคือวันที่ดีที่สุด ผมรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ผมต้องการมาตลอดชีวิต” 

“ผมรู้สึกว่า ในที่สุดเรื่องเลวร้ายที่ผมต้องเผชิญมาในชีวิต สิ้นสุดลงเสียที เหตุการณ์ครั้งนั้นช่วยชีวิตผมไว้” 

เควิน ไม่เคยคิดถึงการจบชีวิตตัวเองอีกเลย เขาหันหลังให้กับอดีต ด้วยการย้ายออกจากเท็กซัส ไปอยู่ที่ฮาวาย ใช้ชีวิตฝึกฝนลูกชาย และหลานชาย จนกลายเป็นนักมวยปล้ำ สืบสานเรื่องราวบนสังเวียน ของตระกูล วอน อีริช ต่อไป 


Photo : The Ringer 

ชื่อของตระกูล วอน อีริช ยังคงเป็นที่จดจำในวงการมวยปล้ำ ในฐานะตระกูลต้องสาป ... แต่หากเรามองเรื่องราวของตระกูล วอน อีริช มีหลายอย่างช่วยให้เราได้จดจำ

นักมวยปล้ำ หากพูดถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย คงไม่มีใครปฏิเสธ แต่เรื่องจิตใจ พวกเขาบอบบาง ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป ภายนอกที่แข็งแกร่ง ไม่ได้หมายถึงจิตใจจะต้องแข็งแกร่งตาม

เราได้เห็นหลายคน ต้องทนเจ็บปวดกับความเครียด ความผิดหวัง ที่เขาต้องแบกรับ ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ไม่มีคนรอบข้างเข้าใจ และคอยเหลียวแล สุดท้ายพวกเขาเลือกอำลาจากโลกไป เพราะนี่คือทางเดียว ที่พวกเขาจะพบเจอกับความสุข ไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป

ขณะเดียวกัน หากมีคนที่คอยอยู่เคียงข้าง มอบความรักอย่างจริงใจ เหมือนอย่างที่ เควิน ได้รับ เขาก็สามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก พบเจอกับความสุขที่แท้จริง ในชีวิตของตนเอง

แหล่งอ้างอิง

หนังสือ Death Of The Territories: Expansion, Betrayal and the War That Changed Pro Wrestling Forever

หนังสือ The Pro Wrestling Hall of Fame: The Tag Teams

สารคดี Dark side of the ring

https://www.liveabout.com/von-erich-family-success-and-tragedy-2787410

https://bleacherreport.com/articles/202380-world-class-tradgey-the-von-erich-story

https://prowrestling.fandom.com/wiki/Mike_Von_Erich



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง