mainstand

Feature

คริส แม็คแคนด์เลส : ลูกเศรษฐี ผู้เดินทางขึ้นเขาเพื่อตามหาความหมายของชีวิตจนสิ้นลมหายใจ



“เงิน” คือสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ตามหา หลายคนเชื่อว่าการมีเงิน มีฐานะร่ำรวย จะทำให้พบเจอชีวิตที่มีความสุข เพียบพร้อมด้วยสิ่งที่ต้องการ ขอแค่มีเงิน


 

แต่ไม่ใช่กับชายที่ชื่อ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนด์เลส หนุ่มชาวสหรัฐอเมริกา ผู้เติบโตในครอบครัวเศรษฐี มีพร้อมทุกอย่างรอบกาย แต่เขากลับทิ้งทุกอย่างที่มี เพื่อกลายเป็นคนเร่ร่อน ไปปีนภูเขา ที่อลาสกา เดินทางตามหาความหมายของชีวิต

นี่คือเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอยู่บนภูเขา ยาวนานเกือบ 4 เดือน ท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อหาชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ จนถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง

 

ลูกไม้หล่นไกลต้น

คริสโตเฟอร์ แม็คแคนด์เลส เกิดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกคนที่ 7 ของวอลเตอร์ แม็คแคนด์เลส เศรษฐีนักธุรกิจที่สร้างตัวจากการพัฒนาเทคโนโลยีเรดาร์ จนได้รับโอกาสเข้าร่วมงานกับองค์การ NASA


Photo : www.outsideonline.com

คริสโตเฟอร์ เกิดในครอบครัวที่ มีฐานะมั่งคั่ง แม้จะเพียบพร้อมด้วยปัจจัยรอบกาย แต่ชีวิตของคริสโตเฟอร์ ไม่ได้มีความสุขอย่างที่คนภายนอกคิด

เพราะคุณพ่อของคริสโตเฟอร์ มีภรรยา 2 คน และคุณแม่ของคริสโตเฟอร์ คือคนที่มาทีหลัง โดยที่พ่อของเขา ไม่ได้ทำการหย่าร้าง ก่อนจะมาคบหากับคุณแม่...ปัญหาทางครอบครัวกลายเป็นปมในใจ และทำให้รู้สึกอยากหลีกหนี จากชีวิตแบบที่เป็นอยู่

ในขณะที่พ่อของเขาเป็นทั้งนักธุรกิจ และนักวิทยาศาสตร์...คริสโตเฟอร์ต้องการจะใช้ชีวิต ที่แตกต่างออกไป เขาสนใจเรื่องราวน่ารู้ที่อยู่บนโลกใบนี้ หลงใหลในการศึกษาวัฒนธรรม วิถีชีวิต ที่แตกต่างออกไปจากที่เขาพบเจอในชีวิต ทำให้เขามีเป้าหมาย อยากเดินทางรอบโลก เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่สนใจที่จะเล่าเรียนหนังสือ คลุกอยู่กับการอ่านตำรา ดังที่คนรอบข้างต้องการ แต่คริสโตเฟอร์ มักใช้เวลาอยู่คนเดียว เดินทางไปยังที่ต่างๆ ลองทำสิ่งใหม่ ที่ปกติลูกคนรวย ไม่นิยมกระทำ

หนึ่งในกิจกรรม ที่คริสโตเฟอร์ชื่นชอบ คือการวิ่งครอสคันทรี (Cross Country) กิจกรรมวิ่งทางไกล บุกป่า ฝ่าดง ซึ่งเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย คริสโตเฟอร์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานชมรมของกีฬาชนิดนี้


Photo : pinimg.com

เพื่อนของคริสโตเฟอร์ ได้เล่าวว่า ครั้งหนึ่งคริสโตเฟอร์ เคยบอกความหมายของการวิ่งครอสคันทรี่ว่า เป็นการวิ่งเพื่อต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย ต่อสู้กับปีศาจที่ดำมืด ต่อสู้กับความเกลียดชังทั้งปวง

เห็นได้ชัดว่า คริสโตเฟอร์มีปมบาดแผลในใจ และเขาพยายามที่จะลบมันออกไป ด้วยการทำตัวแตกต่าง ไม่เหมือนพ่อของเขา เขาไม่ต้องการเป็นนักธุรกิจ ทำตัวเป็นชนชั้นนำ อยู่ภายใต้ความคาดหวังของใคร สิ่งที่เขาต้องการ เพียงแค่หาความหมายของชีวิต

เมื่อเข้าในระดับมหาวิทยาลัย คริสโตเฟอร์ ผันตัวมาเป็นสายหนอนหนังสือ เขาเขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน และเรียนในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ พร้อมกับมานุษยวิทยา และได้ปริญญามาทั้ง 2 ใบ

คริสโตเฟอร์ ฉายแสงความเป็นนักคิดชั้นเยี่ยม แต่สิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น คือการบริจาคเงินเก็บทั้งหมดที่เขามี ให้กับองค์กรการกุศล และตัดขาดกับทางบ้าน เพื่อหันไปใช้ชีวิตแบบคนเร่ร่อน เดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกา ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำงานรับจ้างในร้านอาหาร หรือไม่ก็เป็นลูกจ้างในไร่เกษตรกรรม

 

ผจญภัยในอลาสกา

คริสโตเฟอร์ ใช้ชีวิตเป็นคนเร่ร่อน อยู่ประมาณ 2 ปี ในสหรัฐอเมริกา เขาเริ่มรู้สึกเบื่อและต้องการหาความท้าทายใหม่ ให้กับตัวเอง นั่นคือการเดินทางไปในสถานที่ ที่ตัวเขาไม่เคยได้ไปสัมผัสมาก่อน 


Photo : esea.net

เป้าหมายของคริสโตเฟอร์ คือ อลาสกา ดินแดนทุ่งน้ำแข็งอันไกลโพ้น ของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ตอนนั้น เขาอาศัยอยู่ในรัฐเซาธ์ ดาโกตา (South Dakota) เป็นเพียงคนงานในไร่ ถ้าจะไปอลาสกา เขาต้องเดินทางไปไกล อีกประมาณ 3,700 กิโลเมตร

แม้จะแทบไม่มีเงินติดตัว แต่คนอย่างคริสโตเฟอร์ ไม่เคยมองว่าความจน จะกลายเป็นปัญหา เขาเปลี่ยนชื่อตัวเองใหม่ (อย่างไม่เป็นทางการ) เป็น อเล็กซานเดอร์ ซูเปอร์แทรมป์ (Alexander Supertramp) และเริ่มเดินทางไปอลาสกา ด้วยการโบกรถข้างทาง ทีละต่อๆ จนไปถึงอลาสกาในที่สุด 

เป้าหมายที่แท้จริงของคริสโตเฟอร์ เขาต้องการไปให้ถึงทะเลเบอร์ริง (Bering Sea) และไปปีนเขาที่นั่น เพื่อไปหาความหมายของทะเลกับภูเขา ที่ขวางกั้นแผ่นดินยูเรเชีย (พื้นที่ยุโรปและเอเชีย) กับแผ่นดินอเมริกา ซึ่งอยู่ปลายสุดทางตะวันตกของอลาสกา

อย่างไรก็ตาม คริสโตเฟอร์ เดินทางมาได้เพียงแค่ตอนกลางของอลาสกา เขาถูกปล่อยทิ้งไว้ที่ สแตมพีด เทรล (Stampede Trail) หลังจากทะเลาะ กับผู้ที่อาสาพาเขาเดินทางในอลาสกา


Photo : www.kinyradio.com

สแตมพีด เทรล คือ ถนนที่ถูกใช้เพื่อเดินทางข้ามภูเขาในอลาสกา ซึ่งเต็มไปด้วยความอันตราย เพราะสแตมพีด เทรล เป็นถนนลูกรัง บนพื้นที่ภูเขาอันรกร้าง ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยการจะเดินทางข้ามภูเขาได้ ต้องใช้รถยนต์เท่านั้น 

แต่ไม่เคยมีสิ่งใดหยุดคริสโตเฟอร์ได้ เขาเดินทางขึ้นปืนเขา ผ่านเส้นทางสแตมพีด เทรล ขึ้นไปเป็นระยะทางร่วม 30 กิโลเมตร จนกระทั่งเขาได้เจอรถบัสคนหนึ่งที่ถูกทิ้งร้างไว้ (ภายหลังถูกเรียกว่า เมจิค บัส) คริสโตเฟอร์จึงใช้รถบัสคนนี้ เป็นที่อยู่อาศัย


Photo : www.goodreads.com


Photo : www.mensjournal.com

คริสโตเฟอร์เลือกที่จะหยุดพัก การเดินทางของเขาไว้สักพัก เพื่อจะสัมผัสกับชีวิตธรรมชาติ เขาอาศัยอยู่บนสแตมพีด เทรล เดินทางล่าสัตว์บนภูเขา เช่น นก, กระรอก, เม่น เพื่อเป็นอาหารประทังชีวิต

ภูเขากลายเป็นบ้านของเขา เขาเดินทางอยู่บนเขาวันแล้ววันเล่า ได้อยู่กับตัวเองตามที่ต้องการ ใช้ชีวิตท่ามกลางสรรพสัตว์ ผู้เป็นทั้งเพื่อนและอาหารเลี้ยงชีวิต จดบันทึกเรื่องราวที่เขาพบเจอ ลงในไดอารี่ส่วนตัว

 

สู่ความตาย และมรดกที่ทิ้งไว้

การใช้ชีวิตบนภูเขา ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับมือสมัครเล่นอย่างคริสโตเฟอร์ เขามีหัวใจที่อยากจะเดินทาง แต่สิ่งที่เขาพกติดตัวมาขึ้นเขา มีเพียงข้าว, หนังสือกองโต กับปืนหนึ่งกระบอก

จิม แกลเลียน ชายผู้พาคริสโตเฟอร์ มาส่งที่สแตมพีด เทรล ได้เปิดเผยว่า เขากังวลไม่น้อย เมื่อเห็นเครื่องมือเดินทาง ที่ไม่มีความพร้อมของคริสโตเฟอร์ เขาต้องการให้คริสโตเฟอร์ ยุติการเดินทาง จนนำมาสู่การทะเลาะกันของชายสองคน และยุติเส้นทางของคริสโตเฟอร์ไว้ที่นี่


Photo : www.outsideonline.com

คริสโตเฟอร์ อาศัยอยู่บนสแตมพีด เทรล ยาวนานกว่า 100 วัน เขาได้อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ จนเขารู้สึกว่า ถึงเวลาที่เขาพร้อม จะกลับไปใช้ชีวิตปกติในสังคมอีกครั้ง 

น่าเสียดายที่คริสโตเฟอร์ต้องพบว่า เส้นทางเดินทางกลับจากภูเขา ถูกกีดขว้างด้วยภาวะน้ำท่วม...แม่น้ำเทคลานิกา (Teklanika River) หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ กับการเดินทางบนสแตมพีด เทรล ได้ท่วมเส้นทางนี้ ตั้งแต่ 2 เดือนก่อนหน้านั้น โดยที่คริสโตเฟอร์ไม่รู้มาก่อน 

ระยะเวลาที่ผ่านไป เกือบ 4 เดือน ได้เปลี่ยนทุกอย่างไปจนหมดสิ้น จากฤดูใบผลิ ในช่วงเดือนเมษายน ที่คริสโตเฟอร์มาถึง ตอนนี้กลายเป็นฤดูหนาว หิมะเริ่มหล่นลงมาสร้างความหนาว ให้กับคริสโตเฟอร์


Photo : backtothewildbook.com

ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงเรื่อยๆ คริสโตเฟอร์ไม่มีทางเลือก นอกจากเดินทางกลับไปที่รถบัส และทำในสิ่งที่เขาพอจะทำได้ คือ เขียนป้ายขอความช่วเหลือ

“ใครก็ตามที่มาเยือนที่นี้ โปรดให้ความสนใจ นี่คือสัญญาณขอความช่วยเหลือ ผมกำลังบาดเจ็บ ใกล้จะตาย อ่อนแอจากการปีนเขา ผมอยู่ตัวคนเดียว และนี่ไม่ใช่เรื่องตลก...คริส แม็คแคนด์เลส”

คริสโตเฟอร์ เขียนกระดาษนี้ แปะไว้ที่รถตู้ เขาบันทึกเรื่องราวของการเขียนข้อความนี้ เป็นวันที่ 107 ที่เขาอยู่บนสแตมพีด เทรล เขาขีดสัญลักษณ์ หลังจากนั้นอีก 5 วัน...เมื่อถึงวันที่ 113 ไม่มีข้อความใดๆ ลงในบันทึกของเขาอีกต่อไป


Photo : www.wivb.com


Photo : kiwi-panamericana.weebly.com

วันที่ 6 กันยายน 1992 มีกลุ่มพรานเดินทางผ่านรถบัสคันนี้ พวกเขาได้กลิ่นเหม็นออกมาจากรถ จึงรีบเข้าไปดู ก่อนจะพบร่างไร้วิญญาณของคริสโตเฟอร์ อยู่ในถุงนอนของเขา

ร่างกายของคริสโตเฟอร์ ในขณะที่กลุ่มนายพรานพบศพ มีน้ำหนักตัวเพียง 30 กิโลกรัมเท่านั้น เขาถูกชันสูตรศพ ว่าเสียชีวิตมาก่อนหน้านี้ ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

เรื่องราวของคริสโตเฟอร์ กลายเป็นปริศนาที่ถูกทิ้งไว้ ไม่มีการสรุปสาเหตุการตายที่แท้จริงของเขา ขณะที่ครอบครัวแม็คแคนด์เลส ปฏิเสธที่จะให้ไดอารี่บันทึกการเดินทางของคริสโตเฟอร์ เผยแพร่สู่สื่อสาธารณะ


Photo : allthatsinteresting.com

คริสโตเฟอร์ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อยากตามหาความหมายของชีวิต เรื่องราวของเขา ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือ และสร้างเป็นภาพยนตร์

ขณะที่สแตมพีด เทรล และการข้ามแม่น้ำเทคลานิกา กลายเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของนักปีนเขา โดยเฉพาะรถตู้ที่คริสโตเฟอร์เคยอาศัย คือ แหล่งเช็คอิน ที่นักปีนเขาตั้งเป้าต้องไปเยือนให้ได้

แม้จะไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม แต่ชีวิตของคริสโตเฟอร์ แม็คเคนด์เลส คือเรื่องราวที่บอกว่า เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการชีวิตที่ร่ำรวย ความสุขสบาย...สำหรับบางคนหาก ที่อยากหาความหมายของชีวิต แค่เดินทางขึ้นเขาเข้าป่า คุณอาจได้รับคำตอบว่า ชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงต้องการสิ่งใด

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.cliffsnotes.com/literature/i/into-the-wild/character-list
https://www.britannica.com/biography/Christopher-McCandless
https://www.theoutbound.com/alaska/hiking/hike-the-stampede-trail-to-the-magic-bus
https://www.newyorker.com/books/page-turner/how-chris-mccandless-died
https://allthatsinteresting.com/chris-mccandless



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง