mainstand

Feature

แนวทางปิศาจแดง : วันที่ลิเวอร์พูลยื่นมือมาช่วยเหลือแมนฯ ยูไนเต็ด



สำหรับชาวอังกฤษ ฟุตบอลเป็นยิ่งกว่าศาสนา ว่ากันว่าเมื่อได้ลองรักทีมไหนเข้าให้แล้วแฟนบอลคนนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ และในทางเดียวถ้าลองได้เกลียดทีมไหนขึ้นมาก็เกลียดกันจนวันตายเช่นกัน 


 

หากนึกถึงคู่กัดในโลกฟุตบอล สำหรับบ้านเราไม่มีทีมไหนจะเห็นภาพชัดเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล อีกแล้ว 

แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าครั้งหนึ่งที่ ยูไนเต็ด ลำบากถึงขีดสุด ลิเวอร์พูล คือทีมแรกที่พร้อมมอบความช่วยเหลือให้อย่างเต็มใจ ... ทว่ากลับถูก ยูไนเต็ด ปฎิเสธ

ทำไม ปีศาจแดง จึงไม่ขอรับความช่วยเหลือนั้นทั้งๆ ที่พวกเขาแทบสิ้นไร้ไม้ตอก ติดตามได้ที่นี่ 

 

ความเกลียดชังที่มาก่อนฟุตบอล 

ย้อนกลับไปในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 อังกฤษ คือ 1 ในประเทศมหาอำนาจที่กำลังจะผลักดันประเทศเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) 

อังกฤษ คือศูนย์กลางในการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ และหากถามว่าเมืองใดที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุด ก็คงต้องบอกว่าเป็น แมนเชสเตอร์ ศูนย์กลางของการผลิตผ้าฝ้าย สินค้าสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาล

อย่างไรก็ตามพวกเขามีจุดอ่อน 1 อย่าง คือการไม่มีท่าเรือที่เอาไว้ใช้ขนสินค้าไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งจากจุดนี้เองพวกเขาก็ได้เจอกับพ่อค้าคนกลางที่เข้ามาเสนอตัวนั่นคือ ลิเวอร์พูล เมืองที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก แต่มีท่าเรือขนาดใหญ่พร้อมนำสินค้าออกไปส่งและนำเงินออกมากองเป็นตั้งให้ แมนเชสเตอร์ นั่นเอง 

ทั้ง 2 เมืองช่วยเหลือเกื้อกูลทำธุรกิจแบบ วิน-วิน กันเสมอมา ทว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อเงินมากขึ้น ลิเวอร์พูล ก็เอาส่วนแบ่งจากการขายสินค้าของ แมนเชสเตอร์ มากขึ้น จึงเกิดความไม่พอใจ ซึ่ง ณ เวลานั้น แมนเชสเตอร์ เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ร่ำรวย ขี้เกียจจะต้องเถียงกับตัวแทนฝั่งเมือง ลิเวอร์พูล ที่ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นไม่ตรงกัน พวกเขาเลยจบปัญหาด้วยการใช้เงินที่มีทำในสิ่งที่เล่นใหญ่สุดๆ ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ด้วยการขุดคลองเดินเรือสมุทรของตัวเอง (Manchester Ship Canal) เสีย ... ต่อจากนี้ แมนเชสเตอร์ จะไม่พึ่ง ลิเวอร์พูล อีกต่อไป 

เมื่อแมนเชสเตอร์ มีคลองเดินเรือสมุทรเป็นของตนเอง เมืองลิเวอร์พูลก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะไม่มีลูกค้า อีกทั้งศึกน้ำลายที่เถียงกันว่าใครผิดใครถูก ใครโกงใครโปร่งใส ไม่ใช่แค่นำมาซึ่งคลองเดินเรือสมุทรเท่านั้น มันยังทำมาซึ่งความเป็นอริกันของชาว แมนคูเนี่ยน (แมนเชสเตอร์) และ สเกาเซอร์ (ลิเวอร์พูล) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

"ผมคิดว่าทั้งสองเมืองมีความคล้ายกันอยู่มาก ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มใจที่จะเกลียดชังซึ่งกันและกัน มันเป็นเรื่องของการแข่งขันระหว่างทั้งสองเมือง และความเกลียดชังนี้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น มันอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนทั้งสองเมืองไปแล้ว" สตีเวน สแกรก (Steven Scragg) นักเขียนชาวลิเวอร์พูล ให้นิยามความเกลียดชังของสองเมืองไว้อย่างเห็นภาพ 

 

ฟุตบอล กีฬาเพิ่มความเกลียดชัง 

การเขม่นกันระหว่างสองเมืองที่มีระยะห่างกัน 50 กิโลเมตร เดินทางเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ยุคที่ฟุตบอลบอลบูมขึ้นมาถึงขีดสุด ฝั่งแมนเชสเตอร์ ให้กำเนิด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟุตบอล คลับ ขึ้นมาในปี 1878 (เดิมใช้ชื่อว่า นิวตัน ฮีธ ฟุตบอล คลับ ก่อนเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็นเช่นปัจจุบันในปี 1902) ขณะที่ฝั่งลิเวอร์พูล ก็สร้าง ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ในปี 1892  

ฟุตบอลนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกว่า พวกเขามีพรรคพวกที่มีอุดมการณ์ตรงกัน นั่นคือเชียร์ทีมรักสุดใจ และเกลียดอริสุดชีวิตเหมือนกัน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้แม้จะหมดยุคการเกลียดชังกันเพราะการขุดคลองแล้ว แต่ความรู้สึกที่ส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น คำบอกเล่าต่างๆ ไม่เคยหายไป อีกทั้ง ทั้งสองเมืองก็ยังต้องกลับมาชิงความเป็น 1 ว่าใครจะเป็นเต้ยแห่งภาคเหนือด้วย

หลังจากเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งสองทีมก็ก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับแถวหน้าของประเทศ โดย ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายสร้างความยิ่งใหญ่ก่อนในช่วงแรก พวกเขากวาดแชมป์ลีกไป 5 สมัยในช่วงยุคปี 1900-1950 ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แม้จะสร้างสโมสรก่อน แต่เรื่องความสำเร็จยังเป็นรอง ในช่วงเวลาเดียวกันพวกเขายังได้แชมป์ลีกแค่ 2 สมัยเท่านั้น 

จนกระทั่งมาถึงการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชาวแมนคูเนี่ยนได้เดินบนท้องถนนอย่างสง่าผ่าเผย เมื่อ อเล็กซานเดอร์ แมทธิว บัสบี้ หรือ แม็ตต์ บัสบี้ อดีตนักเตะของ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ได้เข้ามาเป็นกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1945 ... ยูไนเต็ด ก็กลายเป็นเจ้าแห่งเกาะอังกฤษขึ้นมา 

บัสบี้ เข้ามาและสร้างอาณาจักรปีศาจแดงด้วยนักเตะว่ากันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ ยูไนเต็ด ดีเอ็นเอ กล่าวคือนอกจากจะเป็นนักเตะที่เติบโตมาจากอคาเดมีของสโมสรแล้ว ยังต้องใจสู้ มีความรับผิดชอบ และสามารถทุ่มเทพยายามเพื่อทีมมากกว่านักเตะทีมอื่นๆ จนนักเตะของ ปีศาจแดง ยุคนั้นถูกเรียกว่า "บัสบี้ เบ๊บส์" หรือเด็กๆ ของ บัสบี้  

เด็กๆของ บัสบี้ ทำให้ ยูไนเต็ด ผงาดด้วยการคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ในฤดูกาล 1951-52 ก่อนที่จากนั้นจะประกาศความเป็นอันดับ 1 ของประเทศด้วยการคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยติดต่อกันในปี 1955-56 และ 1956-57 

จริงๆ ณ ช่วงเวลานั้นพวกเขา ยูไนเต็ด ควรจะรักษาความยิ่งใหญ่เอาไว้ได้อีกนานเป็นทศวรรษ เพราะนักเตะส่วนใหญ่ยังหนุ่มยังแน่น อีกทั้งทีมก็เล่นกันมาได้นานพอจนลงตัว นาทีนี้พวกเขาแทบไม่ต้องสนคู่ปรับอย่าง ลิเวอร์พูล เลยด้วยซ้ำ ยูไนเต็ด มองไปที่การเป็นเจ้ายุโรปที่แท้จริง นั่นคือการเป็นแชมป์ ยูโรเปียน คัพ (ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปัจจุบัน) ได้สบายๆ แต่ทุกอย่างก็พังทลายภายในวันเดียวเดียวเท่านั้น

 

มิวนิค 1958  

เหตุการณ์ มิวนิค 1958 พลิกประวัติศาสตร์ของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง ... ย้อนกลับไปวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1958 ยูไนเต็ด มีคิวต้องเดินทางไปแข่งขันกับ เร้ดสตาร์ เบลเกรด ในเกม ยูโรเปียน คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เลกสอง ที่ประเทศยูโกสลาเวีย

แม้จะต้องเจอกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล จนเกมจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 แต่สกอร์จากนัดแรกที่ชนะใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มา 2-1 ก็เพียงพอที่จะทำให้ทัพปีศาจแดงเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ อย่างไรก็ตาม ประเด็นไม่ได้มีเพียงแค่เกมการแข่งขัน

สาเหตุก็มาจาก ยุคสมัยนั้นซึ่งถือเป็นยุคตั้งไข่ของฟุตบอลสโมสรยุโรป (ยูโรเปียน คัพ เพิ่งแข่งขันครั้งแรกในฤดูกาล 1955-56) ฟุตบอลลีกของอังกฤษ ไม่เห็นด้วยที่สโมสรของพวกเขาจะต้องไปแข่งในรายการนี้ แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมองในภาพอีกมุม เพราะหากทีมจากอังกฤษประสบความสำเร็จในถ้วยยุโรป ชื่อเสียงของฟุตบอลลีกอังกฤษก็จะโด่งดังยิ่งกว่านี้ด้วยเช่นกัน

ถึงกระนั้น ด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่อัดแน่น ฟุตบอลยุโรปมีขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ ฟุตบอลลีกแข่งช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องรีบเดินทางกลับบ้านโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับเกมในประเทศ ซึ่งพวกเขาเลือกที่จะเช่าเครื่องบินแบบเหมาลำมาตั้งแต่ก่อนเกม และหลังเกมจบ ก็รีบเดินทางกลับในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 ทันที

แต่ในขณะที่เดินทางกลับนั้นเอง ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ...

เครื่องบินมีกำหนดต้องลงจอดระหว่างทาง ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน เพื่อเติมน้ำมันก่อนเดินทางต่อ แต่พอเติมน้ำมันเสร็จแล้ว นักบินกลับไม่สามารถนำเครื่องขึ้นได้ตามปกติ เครื่องบินลื่นไถลออกนอกรันเวย์ชนรั้วสนามบินและบ้านข้างเคียง แล้วระเบิดในที่สุด 

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วปานลมพัดและรู้ตัวอีกที เหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 23 ราย โดยมีนักเตะ 8 คน ได้แก่ ได้แก่ โรเจอร์ ไบรน์, เจฟฟ์ เบนท์, เดวิด เพ็กก์, มาร์ก โจนส์, บิลลี่ วีแลน, เอ็ดดี้ โคลแมน, ทอมมี่ เทย์เลอร์, ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนของ ยูไนเต็ด ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 

1 ในนั้นคือ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ ดาวรุ่งที่ว่ากันว่าจะกลายเป็นคู่แข่งของ เปเล่ หากเขาไม่โชคร้าย เพราะบาดแผลที่เขาได้รับจากอุบัติเหตุนั้นสาหัสเกินเยียวยา จนเสียชีวิตในอีก 15 วันให้หลังจากการเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่ผู้รอดชีวิตที่ได้กลับมาเล่าเรื่องดังกล่าวให้ชนรุ่นหลัง มีบุคลากรของสโมสรทั้งสิ้น 10 คน นำโดย แม็ตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีม และนักเตะอย่าง บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่อายุแค่ 20 ปี ในเวลานั้น  

แม้ทุกฝ่ายจะเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แมนฯ ยูไนเต็ด ทว่าส่วนรวมต้องไปต่อ ฟุตบอลลีก รวมถึงเกมยุโรปจะต้องแข่งขันกันต่อไป แต่ปัญหาคือ ณ ตอนนี้ ยูไนเต็ด จะทำอย่างไรเมื่อนักเตะและทีมงานเสียชีวิตไปมากมาย อีกทั้งพวกที่เหลือก็เจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจเกินกว่าที่จะกลับมาลงเล่นฟุตบอลได้ในทันที เพราะแม้กระทั่งผู้สร้างปาฎิหาริย์อย่าง แม็ตต์ บัสบี้ เองก็ยังไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ 

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ยูไนเต็ด ได้รับธารน้ำใจจากหลากหลายสโมสารมากมายทั้ง เอฟเวอร์ตัน, แมนฯ ซิตี้, วูล์ฟแฮมป์ตัน ไปจนถึง เรอัล มาดริด แม้แต่ ลิเวอร์พูล คู่ปรับตลอดกาลของพวกเขา ที่พร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรก็ตามที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดหายไป 

โดยเฉพาะฝั่ง ลิเวอร์พูล นั้นแสดงน้ำใจด้วยการยื่นข้อเสนอมอบนักเตะถึง 5 คนให้กับ ยูไนเต็ด ยืมใช้งานไปก่อนในช่วงที่เหลือของฤดูกาล 1957-58 ขณะที่ฝั่ง มาดริด นั้นถือว่าใจใหญ่มาก เพราะประธานสโมสร ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว พร้อมจะมอบนักเตะสตาร์ประจำทีมอย่าง เฟเรนซ์ ปุสกัส หรือ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ให้ปีศาจแดงยืมไปใช้งานก่อนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามข้อเสนอจากฝั่ง เรอัล มาดริด ไม่อาจจะเป็นจริงได้ เพราะช่วงเวลานั้น เอฟเอ ออกกฎว่าไม่อนุญาตให้นักเตะที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ลงเล่นในลีก ดังนั้นทุกอย่างจึงพังลง เช่นเดียวกับการเสนอนักเตะของ ลิเวอร์พูล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ปฎิเสธไปเช่นกัน 

ไม่ใช่ว่าพวกเขาจงเกลียดจงชังอะไรลิเวอร์พูลจนไม่ยอมรับน้ำใจครั้งนี้ ทว่า "แนวทางของสโมสร" ที่เชื่อมั่นในความทรนง การเชื่อมั่น และสร้างทุกสิ่งขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ดังนั้น ยูไนเต็ด จึงเลือกปฎิเสธการรับความช่วยเหลือที่เปรียบเหมือนการยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาคิดจะสร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และนั่นคือ "ยูไนเต็ด ดีเอ็นเอ" พวกเขาไม่เคยยอมแพ้ 

 

หยิ่งผยองอย่างแมนเชสเตอร์ 

แม้ บัสบี้ จะไม่สามารถคุมทีมได้แต่มือขวาของเขาที่ชื่อ จิมมี่ เมอร์ฟี่ พร้อมจะรับช่วงต่อ ... ตัวของ จิมมี่ นั้นไม่ได้เดินทางไปที่เบลเกรดด้วยเพราะติดภารกิจคุมทีมชาติเวลส์พอดี  

"เชิดหน้าเข้าไว้ จิมมี่ ทำให้ธงของพวกเราปลิวไสวเหมือนที่เคย" นี่คือภารกิจที่ บัสบี้ มอบให้กับ จิม เมอร์ฟี่ ที่รับไม้ต่อและปฎิบัติตามอย่างเต็มใจ จิมมี่ ไปคว้าตัวนักเตะใหม่ได้เท่าที่เงินของสโมสรจะมี หลังจากนั้นพวกเขาใช้การดันนักเตะเยาวชนในทีมขึ้นชุดใหญ่ทั้งหมด รวมถึงการเอาอดีตนักเตะที่เคยแขวนสตั๊ดกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง

การผสมผสานระหว่างกุนซือใจสู้ นักเตะหน้าใหม่ แข้งเก่าที่ยังมีหัวใจเป็นยูไนเต็ดเต็มขั้น ทำให้ ยูไนเต็ด เดินหน้าต่อไปได้อย่างสง่าผ่าเผย แม้ว่าผลงานจะตกลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่การจบอันดับ 9 ของตารางคะแนนในปีนั้นก็ถือว่าเป็นถารกิจที่สุดยอดของ จิมมี่ เมอร์ฟี่ ที่ถือปรัชญาอันทรนงของทีมลงสนามและแสดงถึงความเป็น ยูไนเต็ด ที่แท้จริง 

"แม้เราจะโศกเศร้าเสียใจกับผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เราเชื่อว่าวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่จะกลับมาหาเราอีกครั้ง" จิมมี่ เมอร์ฟี่ กล่าวในวันนั้น และเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทีมกลับมาลงสนามครั้งแรกหลังเหตุเครื่องบินระเบิด ที่มีแฟนบอลเข้ามาเต็มความจุของ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเตะในทีม ซึ่งมันทำให้รู้ว่าเขาคิดไม่ผิดที่รับงานแทน บัสบี้ และเลือกสู้ต่อในวิถีทางที่ควรจะเป็น  

ความเป็น ยูนิตี้ (เป็นหนึ่งเดียวกัน) ของ ยูไนเต็ด ได้ทำให้ฝันร้ายทั้งหมดผ่านไป พวกเขาเริ่มสร้างทีมขึ้นมาใหม่ทีละนิดๆ จากนักเตะผู้รอดชีวิตในวันนั้น รวมถึง แม็ตต์ บัสบี้ ที่ชั่งใจอยู่นานว่าจะกลับมาทำงานที่ตัวเองรักอีกครั้งหรือไม่ ก่อนที่เขาจะหาคำตอบเจอว่า "ภารกิจที่นี่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์" 

เมื่อ บัสบี้ กลับมาก็เหมือนกับเครื่องจักรที่ได้ผู้ควบคุมที่รู้ทุกจุด สิ่งใดควรเสริม สิ่งใดควรสร้างใหม่ บัสบี้ ผนึกกำลังกับ จิมมี่ เมอร์ฟี่ ในการนำ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นเจ้าแห่งเกาะอังกฤษอีกครั้ง ทีมปีศาจแดง ปั้น บัสบี้ เบ๊บส์ เจเนเรชั่น 2 นำโดย จอร์จ เบสต์ ดาวเตะชาวไอร์แลนด์เหนือ รวมถึงการคว้าตัว เดนนิส ลอว์ ดาวยิงเลือดสก็อตต์มาร่วมทีม ประกอบกับการมี บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในวัยที่กำลังพีกถึงขึดสุด ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปได้ ราวกับว่าเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่สามารถทำลายสปิริตของ ยูไนเต็ด ลงได้เลย 

บัสบี้ เบ๊บส์ รุ่น 2 ใช้เวลาฟื้นคืนจากทีมกลางตารางสู่ทีมที่เป็นแชมป์ได้ภายในเวลา 7 ปีเท่านั้น ยูไนเต็ด กลับมาควบแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัยในปี 1964-65 และ 1966-67 ก่อนจะทำภารกิจที่ค้างคาไว้ได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรกของสโมสรในปี 1968 ด้วยการถล่ม เบนฟิก้า ไป 4-1 ในรอบชิงชนะเลิศที่ เวมบลี่ย์ และเมื่อถึงจุดที่คว้าทุกแชมป์ และวางรากฐานเอาไว้จนครบ บัสบี้ ก็ประกาศลาออกในอีก 1 ปีหลังจากนั้น ด้วยความสำเร็จแบบเต็มภาคภูมิ 

ย้อนกลับไปวันแรกหลังจากเหตุฝันร้ายที่ มิวนิค หากช่วงนั้น ยูไนเต็ด รับความช่วยเหลือจาก ลิเวอร์พูล หรือทีมอื่นๆ มันก็ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะไม่ต้องรอนานถึง 7 ปีเพื่อเป็นแชมป์ลีก หรือ 10 ปีเพื่อเป็นแชมป์ยุโรปที่เคยอยู่ใกล้แค่เอื้อม 

ทว่าระยะเวลา 1 ทศวรรษแห่งการสร้างใหม่ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เกิดสิ่งที่น่าจดจำมากมาย สุดท้ายแล้วแม้จะนานเกินไปในสายตาของใครบางคน แต่ ยูไนเต็ด ก็ทำได้ด้วยตนเอง การผสมผสานของ ความมุ่งมั่น, ความผยอง และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้พวกเขาได้ฉลองแชมป์โดยไม่รู้สึกติดค้างหรือติดหนี้ใคร

จากจุดเริ่มต้นที่ต่างคนต่างก็มีเครื่องหมายคำถามว่าพวกเขาผยองเกินไปหรือไม่ที่ปฎิเสธความช่วยเหลือที่ผู้อื่นเต็มใจมอบให้ กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่นำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นรากฐานและวัฒนธรรมของทีมมาจนถึงทุกวันนี้

เหมือนกับ CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ที่ผสมผสานลงตัวด้วยความชำนาญจนได้รสชาติระดับโลกที่ยากจะเลียนแบบ

CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ผู้สนับสนุนมิตรภาพ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.sports-nova.com/2016/02/07/6-february-1958-munich-disaster-busby-babes-beauty-football/
https://www.manutd.com/en/history/munich-remembered/from-sorrow-to-success
https://en.wikipedia.org/wiki/Matt_Busby
https://www.givemesport.com/1248238-how-jimmy-murphy-helped-rebuild-manchester-united-after-the-munich-disaster
http://www.bbc.co.uk/manchester/content/articles/2008/02/01/060208_munich_taylor_feature.shtml
https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-manchester-united-times-teams-12035393



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง