mainstand

Feature

เบื้องหลัง 'The Flu Game' วันที่ จอร์แดน เกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะไข้หวัด?



"สถานการณ์นั้นจะสร้างวีรบุรุษ และวีรบุรุษนั้นจะมาเป็นผู้กอบกู้" 


 

นี่คือประโยคอมตะที่หลายต่อหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะไม่ว่าจะในวงการใด หลายครั้งที่เหตุการณ์ตรงหน้าก็ได้ให้กำเนิดฮีโร่ขึ้นมาเสมอ และแน่นอนว่า บาสเกตบอล NBA ก็เช่นกัน

ว่ากันด้วยเรื่องดังกล่าว ไมเคิล จอร์แดน ตำนานยัดห่วงของโลกแห่งทีม ชิคาโก บูลส์ ถือว่าพบเจอมานักต่อนัก หนึ่งในนั้น ต้องย้อนไปในรอบชิงชนะเลิศ NBA ในฤดูกาล 1996-97 ทว่าการเป็นฮีโร่ของเขาในคราวนี้ กลับมีเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น ...

 

The Magic Trio vs Stockton/Malone

ในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นปีทองของ ชิคาโก บูลส์ และ ไมเคิล จอร์แดน รวมถึงอีก 2 กำลังสำคัญอย่าง สก๊อตตี้ พิพเพ่น และ เดนนิส ร็อดแมน ในนาม "The Magic Trio" หรือ "3 มหัศจรรย์" เลยก็ว่าได้ เมื่อพวกเขาจบฤดูกาลปกติ 82 นัดด้วยสถิติที่ดีที่สุดของลีก ชนะ 69 แพ้ 13 แม้ว่าจะไม่พีกเหมือนฤดูกาลก่อนหน้า ที่ทำสถิติชนะ 72 แพ้ 10 ก็ตาม แต่ด้วยมาตรฐานทีมและความต่อเนื่อง เกจิและแฟนๆ ต่างก็เชื่อว่า บูลส์น่าจะรักษาถ้วยแชมป์ไม่ให้หลุดมือได้


Photo : shoplioness.tumblr.com

แต่ในรอบชิงชนะเลิศนั้นถือว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายเลย เพราะคู่ต่อสู้คือ ยูท่าห์ แจ๊ส ที่นำทัพโดย คาร์ล มาโลน และ จอห์น สต็อกตัน สองคู่หูพิกแอนด์โรล (สไตล์การเล่นแบบสกรีนตัวคู่แข่งช่วยเพื่อนที่ครองบอล ก่อนจะพลิกตัวไปรับบอลทำคะแนนเอง) ซึ่งเลื่องชื่อว่าเข้าขากันดีที่สุด และทรงประสิทธิภาพที่สุด ... เพราะภาพที่มาโลนมาช่วยสกรีนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามให้สต็อกตัน ก่อนหาจังหวะพลิกตัวเพื่อรับบอลจากสต็อกตันทำแต้มแบบง่ายๆ นั้น คือสิ่งที่เห็นจนชินตาเหมือนภาพจำกับการเล่นสไตล์นี้โดยปริยายนั่นเอง

การโคจรมาพบกันของบูลส์และแจ๊สนั้นเป็นซีรี่ส์เกมรอบชิงที่น่าจับตามองมาก เพราะทั้งคู่นั้นต่างมีสตาร์ที่ต่างรู้บทบาท รวมถึงเล่นเกมรับดี เกมรุกเยี่ยม ขณะที่ผู้เล่นบนม้านั่งสำรองก็ไม่เป็นรองใคร รวมถึงกึ๋นของโค้ช ทั้ง ฟิล แจ็คสัน ของบูลส์ และ เจอร์รี่ สโลน ของแจ๊สนั้นต่างยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งคู่ 

4 เกมแรกของรอบชิงในฤดูกาล 1996-97 หากจะนิยามสั้นๆ คงหนีไม่พ้น "บ้านใครบ้านมัน" ... บูลส์ขึ้นนำไปก่อนในสองเกมแรกที่ ยูไนเต็ด เซนเตอร์ บ้านของพวกเขา ก่อนแจ๊สตีไข่แตกและได้มา 2 เกมรวดที่ เดลต้า เซนเตอร์ (วิวินท์ สมาร์ท โฮม อารีนา ในปัจจุบัน) รังเหย้าของตน ทำให้ซีรี่ส์นั้นเสมอกันอยู่ที่ 2-2 


Photo : nba.com

แน่นอนว่าด้วยความสูสีเช่นนี้ ในเกมที่ 5 หากใครชนะได้จะเป็นการชิงความได้เปรียบที่ค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ตาม ในสมัยนั้นซึ่งใช้การแข่งขันระบบ 2-3-2 ทำให้ทีมที่มีสถิติแย่กว่าจะได้เป็นเจ้าบ้าน 3 เกมติด ซึ่งในซีซั่นนั้น ยูท่าห์ แจ๊ส ได้เป็นเจ้าบ้านในเกมที่ 5 ซึ่งทำให้เกิดความได้เปรียบอยู่พอสมควรในสถานการณ์ดังกล่าว 

และก่อนหน้าที่เกม 5 ของรอบชิง ซึ่งมีกำหนดแข่งในวันที่ 11 มิถุนายน 1997 จะเริ่มขึ้น ก็มีเรื่องหนึ่งโผล่เข้ามาอย่างที่ทุกคนในทีม ชิคาโก บูลส์ ไม่ทันตั้งตัว ...

 

วันที่จอร์แดนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

1 วันก่อนการแข่งขัน ไมเคิล จอร์แดน ตื่นขึ้นมาราวๆ ช่วงบ่าย ก่อนจะเรียก ทิม โกรเวอร์ ผู้ฝึกสอนของตนเองในตอนนั้นเข้ามาหาในโรงแรมที่พักอยู่ และเมื่อโกรเวอร์ได้สังเกตเห็นอาการของจอร์แดน ก็รู้ได้ในทันทีว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว


Photo : thehoopdoctors.com

"มันน่าตกใจนะ เมื่อผมเข้ามาในห้องพักของไมเคิล เขานอนบิดและดูปวดท้องมาก เหงื่อไหลออกมาเต็มตัว และไมเคิลดูไม่มีกำลังเลยจริงๆ ผมเลยต้องเรียกทุกคนในทีมแพทย์มาดูอาการอย่างเร่งด่วน"

และนั่นเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที โกรเวอร์ได้เรียกทีมแพทย์ทุกคนมาประเมินอาการเบื้องต้น ปรากฎว่าไข้ของจอร์แดนขึ้นสูงถึง 38 องศาเซลเซียส ซึ่งด้วยอุณหภูมิขนาดนี้ ตามปกติและความเห็นของแพทย์นั้นต้องขอให้ไมเคิลได้พักร่างกายก่อน เพราะแม้แต่จะยืนยังไม่มีแรง แต่จอร์แดนนั้นกลับบอกว่า "ผมยังไหว เราต้องเล่นเกมที่ 5 เราต้องกุมความได้เปรียบให้ได้" 

ซึ่งแม้ว่าจอร์แดนจะบอกเช่นนั้นก็ตาม แต่ทีมแพทย์นั้นได้แต่ส่ายหัว และขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องสงสัยว่าเรื่องดังกล่าวได้เล็ดรอดเข้าไปยังหูของสื่อเมืองยูท่าห์ ซึ่งแน่นอนว่ามันกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ทันที 

"ไมเคิล จอร์แดน เป็นไข้หวัดใหญ่" "จอร์แดนไม่สบายไข้ขึ้น 38 องศา" ข่าวเหล่านี้โหมกระพือหนักก่อนการแข่งในเกมที่ 5 พร้อมกับข่าวลือที่ว่า "ไมเคิล จอร์แดน อาจจะไม่ได้ลงเล่นในนัดนี้"

อย่างไรก็ตามไมเคิลก็ยังคงเป็นไมเคิล ซึ่ง สก๊อตตี้ พิพเพ่น บอกเอาไว้ก่อนเกมว่า "คุณไม่สามารถห้ามไมเคิลได้หรอก ไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้ ไม่ว่าเขาจะป่วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อเขาจะทำอะไร เขาต้องทำให้มันสำเร็จ" แน่นอนว่าจอร์แดนตัดสินใจลงไปเล่นในเกมที่ 5 ด้วยอาการที่คล้าย "ไข้หวัดใหญ่" อุณหภูมิร่างกายสูงเหยียบๆ 38 องศาหรืออาจจะมากกว่า และความฟิตไม่สมบูรณ์ด้วย 

แต่ก็อย่างที่พิพเพ่นบอก "ไมเคิลก็คือไมเคิล" จอร์แดนพา ชิคาโก บูลส์ คว้าชัยชนะในเกมสุดสำคัญนี้ โดยเอาชนะ ยูท่าห์ แจ๊ส ไป 90-88 กับลงเล่นไป 44 นาทีทำไป 38 คะแนน 7 รีบาวด์ กับ 5 แอสซิสต์ โดยหลังจบเกม เป็นพิพเพ่นที่ไปประคองร่างของจอร์แดนออกจากสนาม พร้อมบอกกับสื่อหลังเกมว่า "ไมเคิลเขาคือนักสู้ตัวจริง"


Photo : fullbasket.es

"เอาจริงๆ นะ ผมเกือบจะเล่นไม่ได้ มันแย่มากๆ ผมเหมือนตัวเองขาดน้ำตลอดเวลา หายใจก็ไม่ออก ปากผมแห้ง ทีมงานให้เกเตอเรทผม แต่มันก็เหมือนไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ พลังของผมมันดูต่ำมากๆ แต่ผมต้องคิดว่า มันก็เป็นแค่เกมๆ นึง" จอร์แดนเปิดปากหลังเกมนั้น 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชัยชนะของบูลส์สร้างความเซ็งให้กับแฟนๆ ของแจ๊ส ที่แม้ว่าจะได้เล่นในบ้านตัวเอง และเอซของอีกฝ่ายไม่ฟิตสมบูรณ์ขนาดนี้ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ ก่อนที่เกมต่อมาซึ่งเป็นเกมที่ 6 ชิคาโก บูลส์ จะกลับมาเล่นใน ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ และเป็นฝ่ายเอาชนะ ยูท่าห์ แจ๊ส ไปได้ ปิดซีรี่ส์รอบชิงชนะเลิศที่ 4-2 เกม คว้าแชมป์ NBA ในปีนั้นไปครองเป็นสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

 

ทฤษฎีใหม่ของอาการป่วย

การแข่งขันในวันนั้น ซึ่ง ไมเคิล จอร์แดน ลงสนามทั้งๆ ที่ยังป่วย ถูกขนานนามว่า "The Flu Game" หรือแปลตรงตัวคือ "เกมไข้หวัดใหญ่" ซึ่งแม้ทุกๆ คนต่างเชื่อว่าเกมที่ 5 นั้นไมเคิลนั้นเป็นไข้หวัดใหญ่ก็ตาม แต่ให้หลังจากนั้น 15 ปี กลับมีสมมติฐานที่แตกต่างปรากฎขึ้น

Photo : solecollector.com

และผู้เปิดเผยเรื่องดังกล่าว ก็คือ ทิม โกรเวอร์ เทรนเนอร์คู่ใจของ ไมเคิล จอร์แดน ที่ได้ออกมาบอกว่า แท้จริงแล้วเกมในวันนั้นซึ่งหลายคนคิดว่าเป็นเกมที่จอร์แดนป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ จริงๆ จอร์แดนไม่ได้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว แต่เขาถูก "วางยา" จนทำให้ป่วยและไข้ขึ้น เพื่อที่จะตัดกำลังของไมเคิลในเกมสำคัญเกมนั้น แถมยังย้ำผ่านสื่อหลายเจ้าว่า เกมนั้นไมเคิลถูกวางยาจริงๆ จนเกิดอาการอาหารเป็นพิษ 

ถึงตรงนี้คงมีหลายคนตั้งคำถาม แต่เมื่อมีการประชุมเพื่อทบทวนว่าก่อนหน้าเกมการแข่งขันนั้นเกิดอะไรขึ้น ทิม โกรเวอร์ และทีมงานสตาฟฟ์นั้นเปิดเผยว่า ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อไมเคิลนั้นรู้สึกหิว จึงสั่งพิซซ่ามากิน 

"เราหิวกันมาก โดยเฉพาะไมเคิล ดังนั้นเราจึงตกลงกันว่าจะสั่งพิซซ่า และเมื่อมีเสียงกริ่งดัง ผมก็แค่ไปรับพิซซ่ามาและกิน แต่ในตอนนั้นไม่มีคนอื่นๆ กินเลย มีแต่ไมเคิลคนเดียว" 

โกรเวอร์ยังเสริมว่าโรงแรมที่ทีมเช่าพัก ณ ตอนนั้น อยู่ในย่าน พาร์ค ซิตี้ ซึ่งเป็นย่านชานเมืองแถบตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง เซาธ์เลค ซิตี้ ที่ตั้งของสนาม และแถวนั้นไม่ได้มีโรงแรมมากนัก นั่นทำให้แทบทุกคนรู้ว่าทีม ชิคาโก บูลส์ นั้นพักอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ เจ้าตัวยังบอกอีกด้วยว่า สถานการณ์ ณ ขณะนั้นว่ามันแปลกๆ เพราะ "คนส่งพิซซ่าในตอนนั้นมี 5 คน" โดยทิมบอกถึงกลิ่นความทะแม่งๆ นี้ว่า "ผมว่ามันแปลกจริงๆ มันมีกลิ่นที่ไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย"


Photo : bleacherreport.com

ไมเคิลเป็นคนเดียวที่กินพิซซ่าชุดนั้นโดยเด็กส่งพิซซ่า 5 คน และนั่นทำให้ในวันรุ่งขึ้น อาการของเขานั้นจึงเพียบอยู่คนเดียว เริ่มตอนเช้าด้วยอาการท้องเสียหนักมาก ไข้ขึ้น ก่อนจะหมดสภาพในช่วงบ่าย 

"ในตอนนั้น ผมบอกทุกๆ คนทันทีเลยว่า มันไมใช่ไข้หวัดใหญ่ แต่มันคือ อาการของอาหารเป็นพิษ" โกรเวอร์ยืนยันเรื่องนี้กับทีมสตาฟฟ์ในวันนั้น รวมถึงสื่อในภายหลังอย่างมั่นใจ ขณะที่สื่อก็ตามเรื่องต่อ ด้วยการสอบถาม ดร.ไทยีส เกนส์ แพทย์ในนิวเจอร์ซี่ย์ถึงเรื่องนี้ และ ดร.เกนส์ ได้ยืนยันว่า ถ้าอาการเป็นตามที่โกรเวอร์เล่ามา นั่นคืออาการของอาหารเป็นพิษหรือไวรัสในกระเพาะอาหาร 

"มันจะมีอาการอาเจียน ท้องร่วงหลายคร้ัง รวมถึงมีไข้หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งการอาเจียนกับท้องร่วงนี้แหละที่จะทำให้หมดแรง เพราะเสียของเหลวในร่างกายมากเกินไป และไมเคิลก็เป็นเช่นนั้น"

 

ความจริงคืออะไร?

แม้ว่า ทิม โกรเวอร์ และสตาฟฟ์ทีมแพทย์ทุกคนจะยืนยันว่าอาการป่วยของ ไมเคิล จอร์แดน นั้นเกิดจากการถูกวางยาจากในพิซซ่าที่จอร์แดนกวาดเรียบคนเดียวก็ตามที แต่สำหรับแฟนๆ ของ ยูท่าห์ แจ๊ส กลับเห็นต่างจากในเรื่องนี้ โดยมองว่ามันเป็นการกล่าวหา ทำให้เมืองเสื่อมชื่อเสียงอย่างมากมาย 


Photo : www.espn.co.uk

นอกจากนี้ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ออกมาบอกว่า ไมเคิลไม่ได้ป่วยจากอาหารเป็นพิษ แต่เกิดจากการที่ไมเคิลนั้น "เมาค้าง" จากปาร์ตี้เมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะหลายคนรู้ว่า นอกเหนือจากการเป็นยอดนักบาสที่เก่งที่สุดแล้ว ไมเคิล จอร์แดน ยังเป็นเจ้าพ่อปาร์ตี้ตัวยงอีกด้วย

แนวคิดและคำบอกเล่าจากชาวยูท่าห์นั้นบอกว่า จอร์แดนนั้นมีปาร์ตี้ตอนดึก และเมาหนักจริงๆ เนื่องจากการแข่งขันนั้นจะมีในวันถัดไป ไม่ใช่วันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีแนวคิดสนับสนุนว่า จอร์แดนนั้นเมามาก ดื่มไปเยอะ เลยทำให้เกิดการปวดท้องและอาเจียน จนร่างกายขาดน้ำ รวมถึงตัวของจอร์แดนเองยังเพิ่มการแสดงเข้าไปอีกด้วย 


Photo : www.101wkqx.com

"มันน่าแปลกนะที่เขาไม่ได้มีการรักษาใดๆ เลยก่อนเกม และมันน่าแปลกใจอีกว่าระหว่างเกมการแข่งขันนั้น เขาไม่ได้อาเจียนหรือวิ่งไปเข้าห้องน้ำเลย ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นแบบนั้น" นี่คือสิ่งที่แฟน ยูท่าห์ แจ๊ส บอกกับ ESPN หลังจาก ทิม โกรเวอร์ ออกมาแฉว่าจอร์แดนนั้นป่วยจากอาหารเป็นพิษเพราะถูกวางยา

อย่างไรก็ตาม กลับมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งกลายเป็นผลพลอยได้จากการที่ ทิม โกรเวอร์ เทรนเนอร์คู่ใจของจอร์แดนออกมาบอกเรื่องนี้ นั่นก็คือ รองเท้า Air Jordan XII "Flu Game" สีแดง-ดำ ที่ออกขายครั้งแรกในปี 1997 นั้นกลับมาขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนบรรดานักสะสมทุกคนต่างต้องเสาะหามีในครอบครองให้ได้ 

ด้วยความต้องการที่พุ่งสูง ทำให้รองเท้ารุ่นดังกล่าวต้องถูกนำมาผลิตใหม่อีกครั้ง ซึ่งในการนำกลับมาขายคร้ังนี้ ได้มีการเพิ่มใบหน้าที่ไม่สบายของจอร์แดนเข้าไปอีกด้วยต่างหาก ไม่ต้องสงสัยว่า คนที่ได้รับประโยชน์ตรงนี้ไปโดยปริยายนั่นก็คือ แอร์ จอร์แดน และ ไนกี้ แบรนด์รองเท้าของ ไมเคิล จอร์แดน เอง รวมถึงผู้ผลิต ที่รับทรัพย์จากยอดขายไปแบบเต็มๆ


Photo : www.giftofvision.org

แน่นอนว่าประเด็นนี้ จากการป่วยธรรมดาๆ กลายเป็นการงัดหาหลักฐานมาโต้แย้งกัน ของทีมจอร์แดนและทีมแฟนๆ ของแจ๊ส ซึ่งไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร และเรื่องราวต่อเนื่อง ผลพลอยได้จะมากขนาดไหน  แต่สิ่งที่ต้องยอมรับว่าเป็นความจริงแท้ก็คือ จอร์แดน นั้นป่วยจริง และไข้ขึ้น 38 องศาจริง 

ไม่ว่า "The Flu Game" จะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจากเกมดังกล่าวคือ ไมเคิล จอร์แดน คือยอดนักกีฬาตัวจริง ที่แม้ว่าสถานการณ์จะแย่ขนาดไหนก็ตาม หัวจิตหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของเขาได้ถูกนำมาใช้ในสนาม และพาทีม ชิคาโก บูลส์ คว้าชัยชนะในเกมนั้น ก่อนพาทีมคว้าแชมป์ NBA เป็นสมัยที่ 5 เหมือนกับที่ ฟิล แจ็คสัน เคยบอกหลังเกมดังกล่าวว่า 

"ไม่มีอะไรมาหยุด ไมเคิล จอร์แดน ได้หรอก เพราะไมเคิลยังคงเป็นคนเดิมเสมอ"



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง