mainstand

Feature

10 เรื่องโกหกสุดอะจ๊ากที่เกือบเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกกีฬา



April Fool's Day คือวันโกหกสากลที่ไม่รู้ว่าเริ่มมาจากที่ไหนและดังขึ้นเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อถึงวันที่ 1 เมษายน จะเป็นธรรมเนียมของชาวตะวันตกที่จะใช้หัวสมองของตนเองคิดเรื่องโกหกที่คิดว่าครีเอทที่สุดออกมา 


 

และในเมื่อวันนี้คือวัน April Fool's Day ... Main Stand ขอนำเสนอเรื่องโกหกที่เป็นตำนานของโลกกีฬา ที่บางเรื่องได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ไปเลยทีเดียว

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ 

 

1. เมสซี่ กับไมตรีในยามยากของ โรนัลดินโญ่ 

จะมีอะไรขายดียิ่งกว่าดราม่าของอาจารย์ผู้สร้างลูกศิษย์ที่กลายเป็นเบอร์ 1 ของโลก อย่างที่ โรนัลดินโญ่ ปั้น ลิโอเนล เมสซี่ ให้ยิงประตูแรกในสีเสื้อ บาร์เซโลน่า และจากนั้นทั้งหมดคือตำนาน ที่สำคัญคือ ดราม่านี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2020 นี้เอง

เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อ โรนัลดินโญ่ โดนจับข้อหาใช้พาสปอร์ตปลอมในการเข้าประเทศปารากวัย เจ้าตัวก็ต้องติดคุกไปตามระเบียบ หนำซ้ำข่าวยังบอกอีกว่าอดีตนักเตะอย่าง โรนัลดินโญ่ เหลือเงินติดบัญชีแค่หลักร้อยบาท ดังนั้นเขาจะต้องนอนคุกอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

เมื่อนั้น ลิโอเนล เมสซี่ ต่อสายตรงมายังคุกแห่งนั้นและบอกว่า ค่าปรับทั้งหมด 4 ล้านยูโร (140 กว่าล้านบาท) เขาจะเป็นคนจ่ายเอง ได้โปรดปล่อยท่านอาจารย์ของของข้ากลับสู่โลกที่เป็นอิสระเถอะ และพร้อมจะจ้างทนายมือดีที่สุดในโลกเพื่อสู้คดี ... เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งโลกตื่มตูมและชื่นชมกับความรักระหว่างศิษย์อาจารย์ต่างสัญชาติคู่นี้ 

อย่างไรก็ตามข่าวโลกสวยออกมาอวยเมสซี่ได้เพียงวันเดียว เจ้าตัวก็ให้ตัวแทนออกมาบอก "เรื่องนี้เป็นเรื่องจ้อจี้" ชนิดได้ยินเสียงพี่ จิ้ม ชวนชื่น ลอยมาแต่ไกลว่า "ถ้าคุณคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงคุณคิด ... ผิดครับ" 

ไม่มีการจ้างทนาย และไม่มีการจ่ายเงิน 4 ล้านยูโรเป็นค่าปรับใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความรู้สึกเศร้าที่เห็นอดีตเพื่อนร่วมทีมต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์แสนยากลำบากในชีวิตหลังแขวนสตั๊ดก็เท่านั้นเอง ... ความซึ้งกับสตอรี่ที่มีก็หายวับไปกับตา 

สุดท้ายแล้วทุกคนก็ได้รู้ว่ามันคือเรื่องโกหก ยกเว้นเพียงอย่างเดียว โรนัลดินโญ่ ยอมติดคุกเป็นระยะเวลา 6 เดือนจริงๆ ซึ่งดูจากทีท่าอาการของเหยินน้อยแล้วก็ดูไม่ได้เดือดร้อนซักเท่าไหร่ ทุกวันนี้ยังเตะฟุตบอลบ้าง เล่นฟุตวอลเลย์อย่างสบายอุรา สมฉายา "เพชฌฆาตหน้าเปื้อนยิ้ม" อย่างแท้จริง

 

2. โรนัลโด้ กับเพื่อนรักผู้ให้ชีวิตใหม่ 

นี่คือเรื่องโกหกที่สุดคลาสสิกอีกเรื่อง เพราะมันคลาสสิกระดับตำนานราวกับหลุดมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น และเรื่องโกหกเรื่องนี้ทำให้เกิดนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วสมัยที่ CR7 ยังเป็นเด็กน้อยและเล่นฟุตบอลให้กับทีมท้องถิ่นพร้อมกับเพื่อนซี้ชื่อ อัลแบร์โต้ ฟานเทรา และจังหวะมันอย่างพอดีที่เป๊ะจิง เพราะตอนทั้งคู่อายุ 11 ขวบ สโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก็มาทดสอบฝีเท้านักเตะท้องถิ่นเพื่อหาคนเข้าอคาเดมี แต่มีเงื่อนไขคือ โควต้าที่มีให้นั้นเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น 

กฎก่อนคัดตัวมีอยู่ว่า ใครยิงประตูได้มากที่สุดคนนั้นจะได้เป็นสมาชิกของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ... แค่นี้ก็ชวนแหม่ง และไม่ต้องสงสัยว่า ผู้รักษาประตู กับกองหลังลืมไปได้เลย ชาตินี้ไม่ได้ลืมตาอ้าปากแน่หากทุกสโมสรคัดนักเตะเยาวชนกันแบบนี้ 

ในวันทดสอบฝีเท้า อัลแบร์โต้ และ โรนัลโด้ ลงเล่นทีมเดียวกันต่างโชว์ฟอร์มได้ดีทั้งคู่ โรนัลโด้ ยิงประตูขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ อัลแบร์โต้ จะมาโขกประตูสุดสวยนำห่างเป็น 2-0 ซึ่งระหว่างนั้นโค้ชทีมเยาวชน สปอร์ติ้ง ลิสบอน ออกมาตั้งกติกาว่าหากใครยิงประตูที่สองให้กับทีมได้จะกลายเป็นนักเตะทีมเยาวชน ของทีมทันที และนั่นก็เหมือนเชื้อเพลิงที่สำคัญ 

จังหวะถัดมา อัลแบร์โต้ ได้โอกาสหลุดเดียวเข้าเขตโทษชนิดล่อเป้ากับผู้รักษาประตู แต่ อัลแบร์โต้ เลือกที่จะจ่ายบอลให้ โรนัลโด้ ที่วิ่งเติมขึ้นมากระแทกบอลเข้าประตูไปไม่เหลือซาก และจบเกมทีมของ อัลแบร์โต และ โรนัลโด้ เอาชนะคู่แข่งไปได้ 3-0 พร้อมกับส่ง โรนัลโด้ ได้รับเลือกเข้าทีม

และที่ว่าคลาสสิกสุดๆ คือตอนจบ เมื่อโรนัลโด้ ได้คัดเลือกเขาเดินไปถาม อัลแบร์โต้ ว่า "ทำไมนายถึงส่งให้ฉัน?" ก่อนที่ อัลแบร์โต้ จะตอบประโยคสุดซึ้งกินใจทั้งโลกว่า  "นายเก่งกว่าเรา และนายควรได้โอกาสนั้น" ... ป๊าบเข้าให้! แค่นั้นเองตำนานของ CR7 ก็ได้ถือกำเนิด

ปูเรื่องมาเหมือนกับละครหลังข่าวแบบนี้ ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมากมายเพราะดูยังไงก็ปลอมและดูเป็นเรื่องที่ตั้งใจแต่งขึ้นสุดๆ และถ้าหากใครยังคับข้องสงสัยว่ามันอาจจะจริงก็ได้ ... มันก็อาจจะเป็นไปได้ ว่าแต่ไหนล่ะ อัลแบร์โต้ ฟานเทรา ผู้ไม่เคยเผยตัวตนจริงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว? 

 

3. ลูกกอล์ฟที่แม่นยำที่สุดในโลก 

กอล์ฟเป็นกีฬาเฉพาะกลุ่มที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแม้ภายนอกจะดูง่ายแค่จับไม้แล้วหวดไปข้างหน้า จากนั้นเอาลูกให้ลงหลุมทุกอย่างก็จบ แต่ความจริงแล้วถ้ามันง่ายแบบนั้นเราคงไม่ได้เห็นรายการ กอล์ฟ ทิป หรือ ของฝากนักกอล์ฟ มาสอนเทคนิคต่างๆ ผ่านโทรทัศน์ทุกค่ำคืนต่อเนื่องมา 20 กว่าปีแบบนี้หรอก

เรื่องของการ "ไดรฟ์" นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญและยากสำหรับมือใหม่ที่จะทำให้แม่นยำได้ ดังนั้นในปี 1991 บริษัท Hoffman York & Compton ก็ได้เปิดตัวลูกกอล์ฟที่ชื่อว่า "Aero" และเคลมว่าปัญหาของเหล่ามือใหม่จะหมดไปเพราะนี่คือลูกกอล์ฟที่แม่นยำที่สุดในโลก

Photo : hoaxes.org

คำโฆษณาของพวกเขาบรรยายเจ้า Aero ราวกับเป็นลูกบอลวิเศษ ที่บอกว่าหากโดนเต็มไม้ลูกจะพุ่งแรงเหมือนกระสุนปืน ปฎิกิริยาแรงลมจะไม่เป็นปัญหาเหมือนกับลูกกอล์ฟชนิดอื่นๆ ด้วยเทคนิคพิเศษ อีกทั้งยังสามารถควบคุมการสปินแบบสั้นยาว ท็อปสปินหรือแบ็คสปินได้ตามใจชอบราวกับหลุดมาจากเกมออนไลน์ยุค 2000's อย่าง PangYa ยังไงก็ไม่ปาน 

ภาพโปรโมตสินค้าที่ทางบริษัทใช้ คือภาพการตีลูกกอล์ฟที่พุ่งตรงเป็นลูกธนู ยิงทะลุลูกแอปเปิ้ลเหมือนกับ โรบินฮู้ด ซึ่งแน่นอนว่ามันมีจริงเสียที่ไหน ... เจ้าลูกกอล์ฟ Aero นั้นมีวางขายจริง แต่ด้วยสรรพคุณสุดเว่อร์แบบนี้จึงมีกูรูที่ชื่อว่า Iron Byron ไปลองทดสอบตีดู ซึ่งมื่อหลังจากทดสอบเสร็จเขาก็ได้แต่ส่ายหัวบอกว่า "ก็ไม่เห็นมันจะต่างกับลูกกอล์ฟยี่ห้ออื่นตรงไหนเลยนี่หว่า" 

สวรรค์ของนักกอล์ฟหน้าใหม่ก็จบลงตรงนั้น แต่ที่น่าสงสัยคือ Hoffman York & Compton ตั้งใจจะทำมันออกมาขายจริงๆ แบบไม่นึกถึงเรื่อง April Fool's Day หรือเปล่า เพราะท้ายที่สุดก็ไม่มีคำปฎิเสธแต่อย่างใด และถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องถือว่า Hoffman York & Compton ใช้แผนซ้อนแผนได้อย่างแยบยล

"ลูกกอล์ฟสุดแม่นจอมโกหก ในวันโกหกที่ไม่กะจะโกหกใคร" ... นี่มันคอนเซ็ปต์เพลงของวง Getsunova ชัดๆ 

 

4. หมาน้ำแข็ง

นอกจาก ไซบีเรียน ฮัสกี้ และสายพันธุ์ใกล้เคียงแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีสุนัขพันธุ์ไหนที่ชอบอากาศหนาวจัดเย็นยะเยือกเป็นน้ำแข็งแน่ๆ และ April Fool's Day ปี 2008 สำนักข่าว The Daily Mirror ก็เล่นมุกได้เรียกแขกเป็นอย่างมาก

เนื่องจากคนอังกฤษชอบแทงพนันกันแทบทุกอย่าง นอกจากฟุตบอลแล้วก็ยังมีม้าแข่ง รวมถึงหมาแข่งที่ใช้พันธุ์ เกรย์ฮาวด์ ด้วย ดังนั้น The Daily Mirror จึงนึกสนุกและพาดหัวข่าวว่า 


Photo : hoaxes.org

"เว็บพนันออนไลน์เตรียมเปิดให้แทงสุนัขแข่งวิ่งแบบใส่สเก็ตน้ำแข็ง" โดยใช้ชื่อรายการว่า "Dogs on Ice" แค่ชื่อก็ชวนให้คิดถึงการแสดงขวัญใจของเด็กๆ อย่าง Disney On Ice แล้ว 

ที่พีกยิ่งกว่านั้น คือการตัดต่อรูปน้องหมาวิ่งบนน้ำแข็งพร้อมรองเท้าสเก็ตด้วยหน้าตาแบบว่า อิหยังวะ ยิ่งพาลให้ฮากันไปใหญ่ และอธิบายว่าพวกมันชอบมากที่จะใส่สเก็ตแบบนี้ 

"มีความกังวลว่า 'Dogs on Ice' จะดูโหดร้าย แต่จริงๆ พวกหมาชอบมันนะ ตอนนี้เรากำลังคุยกับนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิของสัตว์อยู่ ถ้าผ่านรับรองได้ว่าเตรียมเปิดตัวการแข่งขันครั้งนี้ได้เลย" หนังสือพิมพ์เจ้าดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่าหมาที่ไหนจะใส่รองเท้าสเก็ตได้ แต่สุดท้ายข่าวก็หลอกให้คนอ่านจนจบได้ ... พลังแห่งความเพี้ยนนี่ช่างรุนแรงเสียจริงๆ

 

5. เบ็คแฮม กระดูกก้นกบหักพักยาว

มันจะสร้างสรรค์เกินไปแล้ว เมื่อ April Fool's Day ในปี 2013 มีหนังสือพิมพ์จากประเทศเบลเยียมพยายามสร้างกระแส ด้วยการพูดถึง เดวิด เบ็คแฮม เรื่องอาการบาดเจ็บสุดจี๊ดที่โลกฟุตบอลไม่น่าจะเคยมี 


Photo : GQ

พวกเขาเขียนกันเป็นตุเป็นตะว่าในเทศกาลอีสเตอร์ เบ็คแฮม ในฐานะแฟมิลี่แมนได้ช่วยลูกๆ ของเขาเก็บไข่อีสเตอร์ แต่ด้วยความที่หญ้ามันลื่น เขาจึงดริฟต์หลุดโค้งก้นกระแทกดินเต็มๆ จนกระดูกก้นกบหัก (ห๊ะ!) 

"เห็นได้ชัดว่า เดวิด เบ็คแฮม เก็บไข่อีสเตอร์ไม่คล่องแคล่วเหมือนกับตอนเตะฟุตบอล แพทย์ได้เข้าตรวจสอบก้นกบของเขา และคาดว่าเขาจะต้องพัก 6 สัปดาห์ ลงเล่นให้กับ เปแอสเช ไม่ได้แน่นอน" พวกเขาบอกแบบนั้น 

เอาจริงๆ เป็นการเลือกเหตุผลแต่ละอย่างได้สร้างสรรค์มาก ทั้งลื่นพื้นหญ้า, ช่วยลูกเก็บไข่อีสเตอร์, ล้มก้นกบหัก แถมยังมีคุณหมอตามเช็คก้นกบเป็นระยะๆ อีกต่างหาก ... ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเบ็คแฮมจริง นอกจาความรู้สึกเป็นห่วง ก็คงต้องบอกว่ารู้สึกฮานี่แหละถึงจะถูกต้องที่สุด

 

6. ผมแปลผิด! 

เรื่องนี้คือตำนานสุดคลาสสิกของแท้แม่ให้มาเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะหลอกได้แนบเนียนแล้วยังกลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้ ลอนดอน มาราธอน กลายเป็นตำนานของวงการวิ่งอีกด้วย 

เรื่องเริ่มต้นจากสื่ออย่าง เดลี่ เมล์ ที่เขียนข่าวช่วง ลอนดอน มาราธอน 1981 ซึ่งเป็นปีแรกที่จัดการแข่งขัน โดยพระเอกของเรื่องคือ คิโมะ นาคานิจิ นักวิ่งทางไกลชาวญี่ปุ่นที่สร้างตำนานท่ามกลางนักวิ่งกว่า 35,000 คนในวันนั้น 

เดลี่ เมล์ เล่นใหญ่ด้วยการลงรูปของ นาคานิจิ และบอกว่านี่คือนักวิ่งที่วิ่งช้าที่สุด แต่ก็พยายามจะไปให้ถึงเส้นชัยที่สุด อารมณ์ประมาณว่าทำให้โลกเห็นภาพจิตวิญญาณซามูไรที่ไม่ถึงจุดหมาย ไม่มีทางยอมแพ้ 


Photo : Daily mail

พวกเขาปล่อยรูปนั้นได้ 1 วัน มันกลายเป็นกระแสเล็กๆ จากนั้น เดลี่ เมล์ ก็ขยี้ต่อในอีก 26 วันต่อมาว่า นาคานิจิ ยังไม่เข้าเส้นชัยเลย เขาหายตัวไปไหนกันแน่? มาถึงข่าวนี้ทุกคนแตกตื่นว่าคนทั้งคนจะหายไปกลางกรุงลอนดอนง่ายๆ แบบนี้เชียวหรือ 

จากนั้นการขยี้ดอก 3 ที่ได้ใจคนอ่านไปเต็มๆ นั่นคือการสืบค้นมาว่าที่ นาคานิจิ วิ่งไม่หยุด 26 วัน เพราะว่าเขาฟังคำสั่งจากล่ามผิด จริงๆ ล่ามภาษาญี่ปุ่นต้องบอกว่า วิ่งระยะทาง "26 ไมล์" แต่เขาแปลให้ นาคานิจิ ฟังว่าต้องวิ่งเป็นระยะเวลา "26 วัน" ซึ่งการฟังผิดครั้งนี้ทำให้ นาคานิจิ วิ่งไม่หยุดตลอด 26 วันแบบไม่ได้หลับได้นอน ซึ่งแน่นอนว่าความโอละพ่อนี้ทำให้ ลอนดอน มาราธอน ดังเป็นพลุแตก พร้อมภาพ 1 ใบที่อิมแพ็คต์สุดๆ มันคือรูปของนักวิ่งที่พวกเขาบอกว่าคือ นาคานิจิ "นักวิ่งชาวญี่ปุ่นโชคร้าย วิ่งบนถนนอยู่คนเดียว"

เมื่อเลี้ยงข่าวได้จนสุกงอมจนทุกคนอยากจะถามหา นาคานิจิ ตัวจริง อยากรู้จัก อยากจะสัมภาษณ์เรื่องราวทั้งหมด สุดท้าย เดลี่ เมล์ ก็ตอบกลับง่ายๆ ว่า "เราหลอกคุณ 'April Fool's Day!' (สุขสันต์วันโกหก)"  เท่านั้นเป็นอันจบเรื่อง

การหลอกทั้งโลกครั้งนี้สร้างตำนานให้ ลอนดอน มาราธอน ตั้งแต่ครั้งแรกที่จัดแข่ง และถูกสานต่อจนกลายเป็นสนามมาราธอนระดับเวิลด์คลาส ที่นักวิ่งทั่วโลกต่างอยากจะมาแข่งขันสักครั้งในชีวิตจนถึงทุกวันนี้ 

 

7. โมราต้า กับความรักสุดโรแมนติกของเขา 

วกกลับมาที่ความหวานจับใจในโลกฟุตบอลอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นอีกหนที่เรื่องของความรักของนักฟุตบอลขายดิบขายดีล่อตาล่อใจแฟนบอลอีกตามเคย

เรื่องดังกล่าวเกิดจากการเล่นข่าวมั่วของสำนักข่าวที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร แต่กลับสามารถปั่นกระแสจนกลายเป็นไวรัลได้ ณ เวลานั้น คือในช่วงปี 2016 อัลบาโร่ โมราต้า กำลังดังเป็นพลุแตกจากบทบาทดาวยิงตัวเก่งของ ยูเวนตุส จน เรอัล มาดริด สโมสรที่เคยชุบเลี้ยงเขามาต้องซื้อตัวกลับไปร่วมทีมอีกครั้ง


Photo : The mirror

เมื่อนักเตะอยู่ในกระแสเรื่องของเขาก็ถูกใส่ไข่ จากภาพมีภาพเดียวที่มีแฟนบอลสาวของ ยูเวนตุส หน้าตาดีเอาเสื้อมาให้เขาเซ็น โดยสำนักข่าวดังกล่าวอ้างว่า "นี่คือความรักสุดโรแมนติก จากแฟนคลับ สู่ว่าที่ภรรยาของ โมราต้า และทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกัน" 

เพียงเท่านั้นก็พาให้คอข่าวเลเวล 1 ผิวปากวิ้ดวิ้วกันด้วยความฟิน แต่ความจริงคือไม่มีอะไรเลย ไม่มีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนหรือดราม่าใดๆ เพราะรูปนั้นก็แค่รูปแฟนบอลมาขอลายเซ็นธรรมดา ส่วน โมราต้า นั้นก็มีหวานใจอยู่แล้ว โดยสาวเจ้าที่กลายเป็นเจ้าสาวตัวจริงในเวลาต่อมามีชื่อว่า อาลิเซ่ คัมเปโญ่ ... เรื่องจริงไม่กี่อย่างที่พอจะโยงกับข่าวมั่วนี้ได้คือ ภรรยาของโมราต้าเป็นชาวอิตาลี และพบรักในช่วงที่ฝ่ายชายเล่นให้ ยูเวนตุส นี่แหละ

 

8. ปากท้องต้องมาก่อน 

ฟุตบอลนั้นคือศาสตร์และศิลป์ ไม่ใช่การเล่นเก่งอย่างเดียวแล้วทุกอย่างจะจบได้ง่ายๆ ต้องมีทั้งพระเดชพระคุณ มีความสามารถในการเข้าสังคมและปรับตัวมากมาย และนี่คือเรื่องที่อดีตนักเตะของ ลิเวอร์พูล อย่าง มักซี่ โรดริเกซ เคยโกหกได้เนียนจนเขาได้กลายเป็นนักเตะในสังกัดหงส์แดงเลยทีเดียว

เรื่องมันมีอยู่ว่าหลังจากจบฟุตบอลโลก 2010 ลิเวอร์พูล ที่มี ราฟา เบนิเตซ เป็นกุนซือกำลังมองหานักเตะดีๆ สักคน และแน่นอน มักซี่ โรดริเกซ คือคนนั้น ปีกตัวเก่งดีกรีทีมชาติอาร์เจนติน่าของ แอตเลติโก มาดริด โชว์ลีลาลากเลื้อยในฟุตบอลโลกครั้งนั้นจนเข้าตากรรมการอย่างจัง

Photo : This is Anfield 

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการตกลงซื้อตัว ราฟา ตามสอบประวัติของมักซี่อย่างละเอียด เพื่อความชัวร์ เขาต้องถาม มักซี่ อีกครั้งว่า "คุณพูดภาษาอังกฤษเป็นไหม?" และมักซี่ ก็ตอบว่า "แน่นอนอยู่แล้ว" คำๆ นั้นทำให้ทุกอย่างจบ ลิเวอร์พูล เช็กบิล มักซี่ ร่วมทัพ ทว่าความลับอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน งานเปิดตัวนักเตะใหม่มาถึง หายนะก็มาเยือน ...

"ในงานแถลงข่าว ราฟา บอกผมว่า เขาจะพูดคนแรก แล้วจากนั้นก็เป็นผม" มักซี่ เล่าเอง 

"ผมจับมือเขาแล้วพูดว่า 'ฟังนะ ราฟา ผมบอกตรงนี้เลย ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย คือได้แค่คำว่า Hello คำเดียวเท่านั้น' ... ราฟา ตาถลึงตอบผมทันทีว่า 'เอากูแล้วไง ... เวรตะไลแล้วไอ้บัดซบ (Hijo de puta)'" มักซี่เล่าด้วยสีหน้าสุดฮา แต่หลังจากนั้นเขาก็ไปเรียนภาษาอังกฤษจริงๆ 

 

9. แย่งกันนักใช่ไหม? 

เดอะ ซัน ชื่อนี้การันตีความแสบอยู่แล้ว สำนักข่าวนี้พร้อมจะเล่นงานทุกคนไม่ใช่เฉพาะกับนักกีฬาเท่านั้น แม้แต่คนอ่านก็ไม่รอด 

มีครั้งหนึ่งในเกมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก ระหว่าง อังกฤษ กับ ยูเครน ที่ นิว เวมบลี่ย์ มียอดจองตั๋วกระหน่ำจากแฟนบอลสิงโตคำราม เหตุผลก็เพราะว่าพวกเขาคิดว่าอังกฤษจะถล่มแน่ และเกมแบบนี้จะต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

Photo : The miror

เดอะ ซัน เห็นเช่นนั้นจึงเกิดนึกสนุกขึ้นมา เพราะเช้าวันก่อนแข่งพวกเขาพาดหัวข่าวลงหน้าหนึ่งว่า "วันนี้ ยูเครน ได้ขอให้ฝ่ายจัดได้เปิดเพลงชาติเวอร์ชั่นต้นฉบับ ที่จะมีความยาวที่สุดในเพลงชาติของทุกชาติทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 6 นาทีครึ่ง หากแฟนอังกฤษคนใดทนรอไม่ไหวจนส่งเสียงโห่ เขาคนนั้นจะถูกไล่ออกจากสนามทันที" 

แฟนบอลอังกฤษเริ่มผวาว่ามันจริงหรือไม่ แต่เมื่อเข้าสนามแข่งจริงๆ ณ วันแข่งขันซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน ของปี 2009 พอดิบพอดี ในขณะที่พวกเขากลั้นใจรอฟังเพลงชาติ 6 นาทีครึ่งของ ยูเครน ทุกอย่างก็เฉลย เพราะเพลงชาติยูเครนที่เปิดจริงก็มาสั้นๆ ไม่ถึง 1 นาทีแล้วก็จบ ... ปล่อยให้พวกแฟนๆ ที่ง้างรอได้แต่คิดในใจ "เดอะ ซัน มึงเล่นกูอีกแล้ว" 

 

10. นักเตะปริศนา 

ปี 2003 กลาสโกว์ เรนเจอร์ส อยู่ในสถานะที่ต้องไล่บี้ไล่ถล่มกับกับ กลาสโกว์ เซลติก เพื่อชิงความเป็นที่ 1 ของฟุตบอลสก็อตแลนด์ และศึกนี้มันเหมือนกับสงคราม เพราะ เรนเจอร์ส ตัดสินใจเล่นสงครามจิตวิทยา ที่จะทำให้ เซลติก ต้องขวัญผวา 


Photo : The Guardian

เรนเจอร์ส ลงข่าวในเว็บไซต์หลักของสโมสรว่า ได้คว้าตัว Yardis Alpolfo ดาวยิงจากสโมสร กาลาตาซาราย เจ้าของฉายา นิว ฮาคาน ซูเคอร์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ ซึ่ง 10 ล้านปอนด์ ณ เวลานั้นถือว่าสูงมากสำหรับทีมลีกสก็อตแลนด์ เพราะแม้แต่ เธียร์รี่ อองรี ที่ย้ายไป อาร์เซน่อล เมื่อปี 1999 ยังมีราคาแค่ 11 ล้านปอนด์เท่านั้นเอง 

แฟนบอลของ เรนเจอร์ส ได้ยินดีกรีแล้วก็คึกถึงคีดสุด คิดในใจว่าดาวยิงคนใหม่จะเข้ามาและยิงคู่อริร่วมเมืองให้ยับในปีหน้า ...

เรียกได้ว่า เรนเจอร์ส ไม่ได้ได้หลอกแค่ เซลติก แล้ว พวกเขาหลอกแฟนบอลตัวเองเสียสนิท หนำซ้ำยังมาขยี้ตอนจบด้วยการเฉลยว่า พวกเอ็งไม่เอะใจกันเลยหรือไง ชื่อ Yardis "Alpolfo" มันก็ย่อมาจาก April Fool's Day นั่นแหละว้อย 

"จะหลอกเขาแท้ๆ ดันหลอกพวกเดียวกันเองซะได้" ... ทีมมีเดียของ เรนเจอร์ส ไม่ได้กล่าวไว้

 

แหล่งอ้างอิง

http://en.espn.co.uk/espn/sport/story/143335.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง