mainstand

Feature

เมื่อฟุตบอลกลับมา : ความคลั่งไคล้ของชาวอัฟกันที่ต้องคัดคนเข้าสนามด้วยปืน AK-47



 

อัฟกานิสถาน พูดชื่อประเทศนี้ขึ้นมาเชื่อว่าคงไม่มีการนึกถึงีฬาฟุตบอลแน่นอน ประเทศเล็กๆ ที่มีอาณาเขตติดกับอิหร่าน, ปากีสถาน รวมถึงอีกหลายชาติอดีตสหภาพโซเวียตประเทศนี้ มักจะปรากฎบนหน้าจอโทรทัศน์บ่อยๆ ด้วยภาพทหารหรือกลุ่มก่อการร้ายสุดโฉดอย่าง "ตาลีบัน" ถือปืน AK-47 ขณะกำลังทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง

อย่างไรก็ตามใครจะรู้ว่านั่นเป็นแค่ภาพเล็กๆ ที่ถูกเหมาเป็รภาพรวมของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ พวกเขาไม่ได้อยากมีสงครามกับใคร และอยากใช้ชีวิตแบบธรรมดาเหมือนกับชาติอื่นๆ เพียงแต่สถานการณ์มันบังคับให้เป็นไปและพวกเขาก็ต้องไหลตามน้ำไปอย่างช่วยไม่ได้ 

และนี่คือเรื่องราวที่จะทำให้คุณรู้ว่าคนที่นี่ "รักฟุตบอล" ไม่แพ้ที่อื่น แม้การเข้าสนามจะต้องผ่านการถูกปืน AK-47 จ่อที่หน้าอกก็ตาม

ฟุตบอลและปืน มาเจอกันได้อย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

ฟุตบอลในอัฟกานิสถาน และลานประหารผู้กล้าลองดี

อันที่จริงแล้วฟุตบอลไม่ใช่กีฬาอันดับ 1 ของอัฟกานิสถาน เพราะพวกเขานิยมเล่นคริกเก็ตกันมากกว่า จากการที่ชาตินี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรในยุคล่าอาณานิคม แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า อังกฤษ คือชาติที่เป็นต้นกำเนิดของทั้ง 2 ชนิดกีฬา ดังนั้น อัฟกานิสถานจึงได้รับความหลงใหลในกีฬาฟุตบอลมาอยู่ไม่น้อย

ตามหน้าประวัติศาสตร์ในช่วงตั้งไข่ด้านฟุตบอลนั้น มีสโมสรแข่งกันเพียง 4 ทีมในครั้งแรกที่มีการแข่งขันฟุตบอล ณ ประเทศนี้เมื่อปี 1923 ได้แก่ Maktab Habibiyeh, Maktab Esteghlal, Tafrih Team และ Mohajer Team ซึ่งทั้งหมดเป็นทีมในระดับโรงเรียนทั้งสิ้น จากนั้นจึงมีสโมสรแห่งแรกเกิดขึ้นในปี 1934 ในชื่อ Mahmoudiyeh F.C.


Photo : www.livemint.com

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำใจคือ สถานการณ์บ้านเมืองของ อัฟกานิสถาน นั้นไม่นิ่งมาตั้งแต่ยุค 100 ปีก่อนแล้ว โดยเฉพาะเหมือนหลวงอย่างกรุง คาบูล อันเป็นเมืองที่มีทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในประเทศ ซึ่งมักจะเป็นพื้นที่ความรุนแรง มีทั้งการก่อปฏิวัติ, ถูกยึดโดยกบฏ และอะไรต่อมิอะไรมากมาย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลลีกในประเทศไม่ได้ไปไหนไกล 

ไม่ใช่แค่เกมระดับท้องถิ่นเท่านั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทีมชาติอัฟกานิสถาน ซึ่งถือกำเนิดในปี 1922 ไม่ได้ลงเล่นเกมระดับนานาชาติที่ FIFA รับรองถึงกว่า 20 ปี โดยประวัติศาสตร์ในยุคแรกของทีมชาติบันทึกไว้ว่า พวกเขาลงเล่นในเกมระดับนานาชาติเพียงครั้งเดียว คือการส่งทีมแข่งในโอลิมปิก 1948 ที่กรุงลอนดอน และแพ้ให้กับลักเซมเบิร์กถึง 0-6   

แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นไม่มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายยุค 80's เป็นต้นมา กลุ่มกบฏมุญาฮิดีน ประสบความสำเร็จในการปฏิวัติต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์โดยสหภาพโซเวียต แต่ก็ลุกลามบานปลายสู่สงครามกลางเมือง และหนักยิ่งกว่านั้นคือในปี 1996 กลุ่ม ตาลีบัน ก็สามารถยึดเมืองหลวงอย่างกรุง คาบูล ได้ จนทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก โดยเฉพาะ "ฟุตบอล" ที่นอกจากจะแข่งขันกันไม่ได้แล้ว ยังถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ตาลีบัน โดยตรงอีกด้วย 

Photo : medium.com

สนามกีฬาแห่งชาติอย่าง กาซี สเตเดี้ยม เคยเป็นสนามกีฬาที่มีผู้คนเนืองแน่นในการเข้ามาชมเกมฟุตบอลของประเทศ สนามแห่งนี้จุคนได้ 25,000 คน แม้ฟุตบอลของที่นี่จะไม่ได้เก่งกาจมาตรฐานสูง แต่ขึ้นชื่อว่าฟุตบอลแล้ว ทุกๆ การแข่งขันย่อมมีเสน่ห์ในแบบของมัน และสำหรับชาวอัฟกัน การมีกิจกรรมอะไรทำในภาวะที่ตึงเครียดก็ถือว่าฟุตบอลตอบโจทย์ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

ทว่าหลังจากกลุ่มตาลีบัน ที่เป็นกลุ่มซึ่งมีความเชื่อแบบหัวรุนแรงชนะสงครามกลางเมืองได้ เมื่อพวกเขาเป็นใหญ่จึงได้บังคับใช้การตีความกฎหมายชารีอะฮ์ หนึ่งในกฎหมายที่เข้มงวดที่สุดที่เคยมีมาในโลกมุสลิม

ด้วยการปกครองของตาลีบัน พวกเขาต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะควบคุมประชาชนไว้ในกำมือ การประหารกลางสาธารณะชนจึงถูกนำมาใช้นับตั้งแต่นั้น มันคือหลักจิตวิทยา "เชือดไก่ให้ลิงดู" และสถานที่ซึ่งพวกเขาเลือกใช้เป็นลานประหารอยู่บ่อยครั้งคือ "กาซี สเตเดี้ยม" นั่นเอง 

ศพแล้วศพเล่าถูกสังเวยท่ามกลางสนามแห่งนี้ จากสังเวียนหญ้าสู่ทุ่งสังหาร หมดแล้วซึ่งความฝัน ที่น่าเศร้าคือชาวอัฟกันต้องเห็นสิ่งนี้ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนสุดท้ายด้วยระยะเวลา 5 ปี เหตุการณ์แสนป่าเถื่อนนี้กลายเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่

ถูกยิง, เชือดสด และแขวนคอ เป็นภาพที่ไม่น่าดูชม แต่สุดท้ายความที่มันเกิดขึ้นทุกวันๆ ก็กลายเป็นความชินชา ถึงขนาดที่ว่าเลือดของผู้เสียชีวิตมันเยอะเกินไป จนหญ้าไม่อาจขึ้นได้นั่นเอง 


Photo : www.independent.co.uk

"บนพื้นสนามแห่งนี้มีเลือดผสมอยู่เยอะเกินไป เยอะจนมันซึมลงไปด้านล่างทำให้ไม่สามารถปลูกหญ้าใหม่ได้ เราต้องเพิ่มชั้นดินใหม่เพื่อให้สามารถปลูกหญ้าได้ และเพื่อไม่ให้ผู้เล่นในสนามต้องเหยียบเลือดของผู้คนมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือญาติของผมเอง" โมฮัมหมัด นาซิม ผู้ดูแล กาซี สเตเดี้ยม กล่าว

ตาลีบันล่มสลาย...และการคืนชีพของฟุตบอล

ช่วงที่กลุ่มมุญาฮิดีน และกลุ่มตาลีบัน ไล่ฟาดฟันกันกลางกรุงคาบูลตั้งแต่ปี 1989-1996 ถือเป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ... แต่ถามว่าสื่อทั่วโลกให้ความสนใจหรือไม่ คำตอบคือ "ไม่มากเท่าที่ควร" ซึ่งโลกทุนนิยมก็โหดร้ายแบบนี้ แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ตาลีบัน ล่มสลาย?

ทุกอย่างจะไม่กลายเป็นที่สนใจจากทั่วโลกเลย หากกลุ่มตาลีบันไม่ไปสร้างวินาศกรรมครั้งใหญ่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ... ใช่แล้ว เหตุการณ์ขับเครื่องบินชนตึก เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ และ เพนตากอน อาคารกระทรวงกลาโหม หรือที่เรียกกันติดปากว่า 9/11 (ไนน์วันวัน) ในวันที่ 11 กันยายน 2001 คือตัวจุดชนวนที่ทำให้กองทัพสหรัฐฯ แสดงแสนยานุภาพทันที หลังจากมองข้ามอัฟกานิสถานมาตลอด


Photo : BBC 

แรกเริ่มสหรัฐอเมริกาใช้ไม้อ่อนด้วยการยื่นข้อเสนอว่ากลุ่มตาลีบันจะต้องส่งตัวผู้ก่อเหตุ คือกลุ่มก่อการร้าย อัลกออิดะฮ์ ซึ่งตาลีบันให้การสนับสนุน รวมถึงผู้นำอย่าง อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ให้กับอเมริกา ตลอดจนยุติการล้างสมองกละปิดค่ายฝึกฝนผู้ก่อการร้ายในประเทศให้หมด นี่คือทางออกที่ง่ายที่สุดเท่าที่ ตาลีบัน จะทำได้ในเวลานั้น แต่พวกเขา "ปฎิเสธมัน" ด้วยเหตุผลประมาณว่า "ถ้าอเมริกาคิดว่า บิน ลาดิน ผิดจริง ก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ได้"

เมื่อข้อเสนอที่ดีที่สุดเท่าที่จะให้ได้ถูกปฎิเสธ อเมริกาจึงยุติการต่อรองทั้งหมด และเริ่มใช้ไม้แข็งด้วยการรวมทัพกับแคนาดา, อังกฤษ และชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO รวมถึงกลุ่มต่อต้านตาลิบัน อย่าง พันธมิตรฝ่ายเหนือ (Northern Alliance) เข้าโจมตีกรุงคาบูล และจุดอื่นๆ ที่เป็นที่ซ่องสุมของ ตาลีบัน รวมถึงเพื่อค้นหาที่ซ่อนตัวของ บิน ลาดิน 


Photo : Wikipedia

แม้ ตาลีบัน ไม่คิดจะยอมแพ้ แต่ก็เหมือนการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แสนยานุภาพของของทัพสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรที่กล่าวมาทั้งหมด แข็งแกร่งเกินกว่ากลุ่มกบฏที่ยังต้องรอเงินสนับสนุนและน้ำเลี้ยงจากที่อื่นจะต่อต้านได้ ... ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นทุกอย่างจบสิ้น กรุงคาบูลเป็นอิสระ และ ตาลีบัน หนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปอยู่ตามหุบเขา รวมถึง บิน ลาดิน ก็ถูกปลิดชีพเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2011

อย่างไรก็ตามแม้จะแพ้หมดท่า แต่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่แน่วแน่แม้แต่ตายก็ไม่กลัว เพราะทุกวันนี้ กลุ่มตาลีบัน ยังไม่เคยประกาศยอมแพ้แม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงยังคงมีการโจมตีเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขายังไม่ล่มสลายอยู่เป็นระยะ ... ไม่แน่มันอาจจะหมายถึงการรอล้างแค้นในอนาคตก็เป็นได้ 

อิสรภาพกลับคืนสู่ประชาชน รอยยิ้มเกิดขึ้นภายใต้คราบน้ำหลังต้องทนทุกข์ทรมานจากการโดนกดขี่ ชีวิตใหม่ของสิ่งต่างๆ ในอัฟกานิสถานได้เริ่มขึ้น และแน่นอน ฟุตบอลก็เช่นกัน  

ครอบครัวฟุตบอล 

อังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติที่สนับสนุนสหรัฐอเมริกาและส่งกองทัพมาจัดการกลุ่มตาลีบัน ได้เห็นสภาพเมืองที่แทบจะเป็นเหมือนซากปรักหักพัง และความสิ้นหวังของประชากรอัฟกานิสถานที่ทนทุกข์มาโดยตลอด พวกเขารู้ดีกว่ามันยากที่จะพลิกฟื้นกลับมาได้ในเร็ววัน 


Photo : the miror

จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ จะมีเหตุผลเบื้องหลังซ่อนอยู่หรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ แต่อังกฤษเหลือบมองสถานการณ์ทั้งหมด และพวกเขาคิดว่ามีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาช่วยได้ ซึ่งนั่นคือฟุตบอลนั่นเอง อังกฤษพบว่า วงการฟุตบอลอัฟกานิสถานหยุดชะงัก ไม่ได้เล่นเกมระดับนานาชาติมาหลายสิบปี ไม่มีสโมสรฟุตบอลเหลืออยู่ มีแต่สนามเปล่าๆ ที่เคยใช้เป็นลานประหาร  

ดังนั้นการช่วยเหลือในเรื่องสภาพจิตใจที่จะทำได้ ก็คือการมอบความสุขผ่านเกมฟุตบอล ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีคนประเทศไหนจะรู้ดีไปกว่าอังกฤษอีกแล้ว ... 

รัฐบาลอังกฤษจึงจับมือกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA เดินหน้าลุยภายใต้วิสัยทัศน์ "ใช้พลังของฟุตบอลสร้างอนาคตที่ดีกว่า" (using the power of football to build a better future) จากนั้น FA ก็ติดต่อไปยังสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน หรือ เดเอฟเบ และสหพันธ์ฟุตบอลของอัฟกานิสถาน หรือ AFF เพื่อขอจัดการแข่งขันเกมนัดพิเศษที่ กาซี สเตเดี้ยม พวกเขาต้องการให้ความสุขที่เกิดขึ้นในเกมนั้น กลับมาลบล้างภาพความโหดร้ายที่เคยทำให้สนามฟุตบอลแห่งนี้ต้องแปดเปื้อน 


Photo : www.independent.co.uk

โดยเกมดังกล่าวเป็นการพบกันระหว่างทีม กองกำลังช่วยเหลือด้านความปลอดภัยระหว่างประเทศ หรือ ISAF (International Security Assistance Force) ที่รวมกำลังทหารจากนานาประเทศซึ่งถูกส่งมาช่วยรักษาความสงบ กับทีม Kabul United ที่เป็นตัวแทนจากฝั่งเจ้าภาพอัฟกานิสถาน มีอดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษอย่าง แกรี่ แมบบัตต์ และโค้ชที่เคยคุมทีม เซาธ์แฮมป์ตัน อย่าง ลอว์รี่ แม็คเมเนมี่ เป็นกุนซือของทั้งสองทีม

แม้จะเป็นเกมที่ไม่ได้รับรองโดยฟีฟ่า แต่แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้ชาวอัฟกันพร้อมใจเดินเท้าเข้ามารอคิวเข้าสู่ กาซี สเตเดี้ยม แล้ว ภาพข่าวจาก iwm.org.uk ยืนยันว่า เสียงตอบรับจากคนอัฟกันเยอะกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก และมีภาพถ่ายถึงความเนืองแน่นของคนดูให้เห็นอย่างชัดเจน 

กาซี สเตเดี้ยม จุดคนดูได้ทั้งหมด 25,000 คน แต่ในวันนั้นผู้คนมาเข้าสนามกว่า 30,000 คน และยังไม่รวมกับอีกหลายพันคนที่เข้าสนามไม่ได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหมายของเกมฟุตบอลเกมนี้ มันไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือสัญญาณที่บอกว่าชาวอัฟกานิสถาน จะสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกันประชากรประเทศอื่นขึ้นมาบ้าง นี่คือความหวังที่กำลังเปล่งประกาย 


Photo : IWN

"เรากำลังจะเดินทางไปสนาม และได้เห็นถึงความโกลาหลแบบสุดๆ เกมนั้นตั๋วขายหมดในเวลาแค่ 1 ชั่วโมงเองมั้ง" แกรี่ แมบบัตต์ กล่าว "ผมได้รับคำแนะนำว่าถ้าได้ยินเสียงปืน ให้รีบก้มหัวหลบทันที และบอกว่าไม่ต้องห่วง ถ้ามีระเบิดพวกเขาจะส่งทหารมาอุ้มผมออกไปเอง"

"รถของเราแล่นผ่านฝูงชนมากมายนับไม่ถ้วน คาดว่าจะมีคนได้ดูเกมนี้ประมาณ 35,000 คน แต่ยิ่งเราเข้าใกล้สนาม เราก็พบว่ามีฝูงชนอีกหลากหลายคนที่หมดหวังในการหาตั๋วเข้าชม ต้องปีนกำแพงเพื่อแอบเข้าสนามด้วย จนแทบเป็นการจลาจลเลย" ผู้ผ่านเหตุการณ์ในเกมนั้นกล่าว 

ความโกลาหลทำเอากว่าเกมจะเตะได้ต้องเลื่อนจากเวลาการแข่งปกติไม่น้อย กองทัพอัฟกานิสถานต้องใช้กำลังทหารมาดูแลทุกจุด ตรวจอาวุธทุกคนที่คิดจะเข้าสนาม และใครที่ยึกยักพวกเขาก็พร้อมที่จะใช้กระบองหวด และแน่นอน ปืน AK-47 ที่อยู่ในมือพร้อมลั่นไกทุกขณะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลอันนำไปสู่ความวุ่นวาย 

แม้จะดูรุนแรง แต่ฟุตบอลคือเสรีภาพที่ทุกๆ คนอยากเข้าถึง ทุกชีวิตที่พยายามเข้าไปดูเกมๆ นั้น ไม่ได้อยากสนุกกับฟุตบอลอย่างเดียว พวกเขาอยากจะได้ความรู้สึกของการร้องเพลงเชียร์ และยังมีการแสดงมากมายที่กลุ่มผู้จัดการได้วางกำหนดไว้ อาทิ การเต้น และการแสดงดนตรี ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ได้ถูกห้ามมาตลอดในช่วงที่ตาลีบันปกครองประเทศ   


Photo : IWN

เรื่องของผลการแข่งขันในวันนั้น ISAF เป็นฝ่ายชนะไป 3-1 ผู้ทำประตูแรกของเกมคือ ซาอิด ทาเฮอร์ จากฝั่ง คาบูล ยูไนเต็ด ส่วนฝั่ง ISAF นั้นได้ประตูจากนักเตะที่มาจากกองทัพของอิตาลี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร มากไปกว่าหลังจากจบเกมนี้ลง ฟุตบอลที่ห่างหายจากสังคมอัฟกานิสถาน จะได้กลับสู่ถิ่นฐานเดิมอีกครั้ง 

กลับสู่สิ่งที่ควรเป็น

หลังจากเกมๆ นั้น การเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลในสังคมอัฟกานิสถานก็เกิดขึ้นมากมาย ทีมฟุตบอลของพวกเขากลับมาส่งนักเตะในนามทีมชาติลงแข่งขันในเกมที่ FIFA รับรองอีกครั้ง ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา  

นอกจากนี้ หลังจากใช้เวลาพัฒนาฟุตบอลจากการสนับสนุนของ ISAF สุดท้ายอัฟกานิสถานก็มีฟุตบอลลีกอาชีพเป็นของตัวเองในปี 2012 โดยใช้ชื่อว่า Afghan Premier League ที่ยังมีการแข่งขันจนถึงปัจจุบัน และทีมในลีกของพวกเขาก็ได้ลงแข่งขันในระดับ เอเอฟซี คัพ มาแล้ว  


Photo : www.hurriyetdailynews.com

สิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า คือการคืนชีพของสนามฟุตบอลหลายแห่งในประเทศ โดยปัจจุบันมีสนามฟุตบอลถึง 10 สนาม ที่มีทีมในลีกใช้สำหรับการแข่งขันฟุตบอลในประเทศ ขณะที่ความนิยมก็สูงขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มมีสตาร์ฟุตบอลเป็นของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี เรียลลิตี้ โชว์ ที่ชื่อว่า Maidan e sabz (The Green Pitch) ซึ่งมีนักฟุตบอลเป็นตัวเดินเรื่องตลอดรายการ ทำให้รายการนี้มีเรตติ้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศอีกด้วย

ลีกฟุตบอลลีกนี้ได้รับการยกย่องอย่างมาก และถูกเรียกว่า "โอกาสแห่งการดึงความสงบสุขกลับมา" ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬา แต่เป็นการเปิดโอกาสและทำให้ทุกชนชั้นเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในชนกลุ่มน้อยอย่างชาว ฮาซารา ที่ก่อนหน้านี้คือถูกปฎิบัติแบบคนชั้นต่ำ ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นเมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาที่เล่นทั้งในลีกและตัวแทนของประเทศ 

จะบอกว่าเกมฟุตบอลเกมเดียวเปลี่ยนทุกสิ่งในประเทศนี้มันก็คงเกินไป แต่มันคือการจุดประกายที่ดีและทรงพลังที่สุดต่างหาก แม้มีอุปสรรคมากมายและปัญหาด้านความปลอดภัยในการจัดการแข่งขันวันนั้นที่ไฟสงครามเพิ่งสงบ แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือการทำให้ประเทศแห่งนี้เดินหน้าไปต่อด้วยเรื่องง่ายๆ อย่าง ฟุตบอล นั่นเอง

"ประสบการณ์ในวันนั้นมันลำบากยิ่งกว่าที่ผมจะจิตนาการได้ ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต มันยากนะที่จะบอกว่าคนอัฟกานิสถานเขาใช้ชีวิตปกติกันได้อย่างไรในช่วงสงครามที่กินระยะเวลายาวนานถึง 23 ปี ... แต่อย่างน้อย สิ่งทีเกิดขึ้นที่ผมได้เห็นในวันนั้น ก็คือความหวังยังไงล่ะ" แมบบัตต์ ผู้อยู่ในเกมประวัติศาสตร์กล่าวทิ้งท้าย


แหล่งอ้างอิง :
https://www.iwm.org.uk/history/11-photos-from-the-day-international-football-returned-to-afghanistan
http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/world_football/3113946.stm
https://en.wikipedia.org/wiki/Football_in_Afghanistan
https://www.theguardian.com/football/2002/feb/20/sport.afghanistan
https://www.telegraph.co.uk/sport/2430743/No-escape-to-victory-for-war-torn-Kabul-United.html
https://thematter.co/thinkers/taliban-and-afghanistan-2/13268



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง