mainstand

Feature

เหล่านักกีฬาระดับโลกนำ "ความเป็นผู้ชนะ" ในสนามแข่งขันมาปรับใช้อย่างไรในเกมธุรกิจ?



ถ้ามองอย่างผิวเผิน คุณอาจจะรู้สึกว่า "นักกีฬา" กับ "นักธุรกิจ" เป็นสองอาชีพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรียกว่าเป็นขั้วตรงข้ามกันเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามถ้าลองพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า แท้จริงแล้วสองอาชีพนี้มีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว นั่นคือไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือนักธุรกิจ พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่ต้องการเป็นผู้ชนะในสนามที่ลงแข่งขันด้วยกันทั้งนั้น


 

ด้วยเหตุนี้จึงอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงมีนักกีฬาชื่อดังระดับโลกจำนวนไม่น้อย ที่หลังจากอำลาสนามไปแล้วกลับประสบความสำเร็จในบทบาทการเป็นนักธุรกิจ บางคนก็ออกมายอมรับเลยว่าเขาใช้แนวคิดแบบเดียวกับสมัยที่เป็นนักกีฬามาปรับใช้ในเกมธุรกิจ และผลลัพธ์ของมันก็ออกมาดีอีกด้วย 

นี่คืออดีต 5 นักกีฬาระดับโลกที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักธุรกิจและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม พวกเขานำแนวคิดแบบนักกีฬามาปรับใช้อย่างไร? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand

 

เดเร็ค เจเตอร์

ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูนักในบ้านเราที่กีฬาเบสบอลไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่สำหรับในสหรัฐอเมริกา เดเร็ค เจเตอร์ คือซูเปอร์สตาร์ระดับตำนาน เขาคืออดีตนักเบสบอลตำแหน่ง ชอร์ทสตอป (Short Stop) แห่งทีม New York Yankees การันตีความยอดเยี่ยมด้วยการติดทีม All-Star ถึง 14 สมัย และสามารถพาทีมคว้าแชมป์เวิลด์ซีรีส์ได้มากถึง 5 สมัย ยังไม่นับรวมรางวัลอื่นๆ อีกมากมายที่คงไม่สามารถหยิบยกมาพูดถึงได้หมด


Photo : www.bostonglobe.com

หลังจากรีไทร์จากสนามแข่งขันไปเมื่อปี 2014 เจเตอร์ใช้เวลาเพียงไม่นานในพาตัวเองขึ้นสู่แนวหน้าในวงการธุรกิจ โดยปัจจุบันเขาคือผู้บริหารสูงสุดแห่ง Miami Marlins ทีมเบสบอลในลีก MLB นอกจากนั้นยังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสื่ออีกสองบริษัทคือ Jeter Publishing และ The Players' Tribune รวมแล้วเขามีทรัพย์สินมากถึง 185 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6 พันล้านบาท เรียกได้ว่าด้วยวัยเพียง 45 เขาคือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

ซึ่ง เจเตอร์ บอกว่าเคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเป็นนักธุรกิจ ส่วนหนึ่งก็มาจากการนำประสบการณ์สมัยเป็นนักเบสบอลมาปรับใช้ โดยเขาเผยเรื่องนี้ผ่านสื่อ Fast Company มีเนื้อหาสำคัญดังนี้

ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา : ถึงแม้เบสบอลจะเป็นกีฬาที่มีรูปแบบการเล่นค่อนข้างตายตัว แต่ เจเตอร์ บอกว่ามันก็พร้อมเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวทำการบ้านและมีสมาธิกับเกมอยู่เสมอ 

"ถ้าคุณรู้สึกว่าเกมนั้นง่ายสำหรับคุณแปลว่าคุณเตรียมตัวมาดี กลับกันถ้าคุณรู้สึกว่าคุณตามความเร็วของเกมนั้นไม่ทัน แปลว่าการเตรียมตัวของคุณนั้นยังไม่ดีพอ" เจเตอร์กล่าว

เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ เจเตอร์ บอกว่าการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ คือสิ่งสำคัญ เพราะในโลกแห่งผลประโยชน์นี้ ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ

ผู้เล่นแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว : ในเกมเบสบอล ผู้เล่นแต่ละคนมีสไตล์การเล่นรวมถึงเทคนิค แตกต่างกันไป จำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงจะรู้ว่าควรรับมือกับพวกเขาแต่ละคนอย่างไร เช่นเดียวกับในวงการธุรกิจ เจเตอร์ บอกว่าเราไม่สามารถปฏิบัติตัวแบบเดียวกับทุกคนได้ ต้องเข้าใจตัวตนของเขาก่อน


Photo : www.businessinsider.com

"ผมไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่าจงปฏิบัติตัวกับทุกคนให้เหมือนกัน ผมคิดว่าที่ถูกต้องคือจงปฏิบัติตัวกับทุกคนอย่างเป็นธรรม แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตัวเหมือนกัน เพราะแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว"

จงเคารพคนอื่น : ในการแข่งขันกีฬา แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเคยเจอเพื่อนร่วมทีมทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือที่ไม่เห็นด้วย แต่ทุกครั้ง เจเตอร์ บอกว่าเขาจะพยายามคิดว่ายังไงเสียเพื่อนร่วมทีมคนนั้นก็ทำไปด้วยเจตนาที่ดี หวังอยากให้ทีมชนะ แล้วอารมณ์ก็จะดีขึ้น ในการทำธุรกิจก็เช่นกัน เจเตอร์ จะพยายามคิดว่าสิ่งที่ทุกคนทำก็เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท ถึงแม้บางครั้งเขาจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ผลลัพธ์คือความเป็นทีมเวิร์กที่เหนียวแน่นขึ้น

 

โทนี ฮอว์ก

เชื่อว่าถ้าใครเล่นสเก็ตบอร์ดคงรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดีแน่นอน เพราะ โทนี ฮอว์ก คือหนึ่งในนักสเก็ตบอร์ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ถ้าจะเรียกว่าเขาเป็นพระเจ้าของกีฬาชนิดนี้ก็คงไม่ผิดนัก โดย ฮอว์ก รุ่งเรืองสุดขีดในยุค 80's-90's แต่ด้วยวัยที่ร่วงโรย ทำให้เขาตัดสินใจรีไทร์ไปในปี 2003


Photo : www.digitaltrends.com

ลีลาในสนามของ ฮอว์ก ว่าเด็ดแล้ว ลีลาในการทำธุรกิจของเขาก็เด็ดไม่แพ้กัน ปัจจุบันเขามีมูลค่าทรัพย์สินรวมถึง 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 5,200 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ก็มาจากธุรกิจ Birdhouse แบรนด์สเก็ตบอร์ดของเขาเอง รวมถึง Tony Hawk's เกมสเก็ตบอร์ดที่มีเขาเป็นคาแรกเตอร์หลัก โดยวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1999-2015 มีด้วยกันมากมายหลายภาคจนไม่อาจพูดถึงได้หมด นอกจากนั้นยังมี 900 Films ธุรกิจโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่เขาเป็นเจ้าของอีกด้วย 

และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ากีฬาที่ดูผาดโผนเสี่ยงอันตรายอย่างสเก็ตบอร์ด ก็สามารถนำแนวคิดมาปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจได้เช่นกัน

เชื่อในสัญชาติญาณ : กีฬาสเก็ตบอร์ดคือกีฬาที่ต้องใช้สัญชาตญาณเป็นอย่างมาก คุณไม่มีทางรู้เลยว่าการกระโดดครั้งนี้หรือออกท่าทางแบบนี้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร เพราะโอกาสผิดพลาดจนเกิดอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นได้เสมอ มีทางเดียวคือคุณต้องเชื่อในสัญชาตญาณเท่านั้น


Photo : economy.okezone.com

"ในการทำธุรกิจก็เช่นกัน ผมเลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณเป็นหลัก ผมมองหาธุรกิจที่ผมรู้ได้ทันทีว่าผมจะทำมันได้ดี"

"สำหรับผม การวิเคราะห์ที่มากเกินไปจะทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมามีกรอบบังคับ ดังนั้นผมจึงเชื่อในสัญชาตญาณมากกว่า" โทนี ฮอว์ก กล่าวกับ CNBC

เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่ : ในช่วงที่ยังเป็นนักสเก็ตบอร์ดหน้าใหม่ ฮอว์ก เล่าว่า

"ผมพยายามเรียนรู้การเล่นสเก็ตบอร์ดมากมายหลายสไตล์ บางสไตล์ผมก็ไม่ได้สนใจมันเลยด้วยซ้ำ"

"แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือการฝึกฝนในสิ่งที่ไม่ชอบ ทำให้ผมได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ มากมาย และมันสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ หรือสไตล์ของตัวผมเองได้"

"ในเรื่องของธุรกิจก็เช่นกัน พยายามเรียนรู้ให้มากที่สุด ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันอาจจะดูไม่จำเป็นในตอนนี้ แต่สักวันมันจะมีประโยชน์กับคุณแน่นอน"

 

แมจิก จอห์นสัน

ตำนานนักบาสเกตบอลแห่ง NBA และทีม Los Angeles Lakers การันตีด้วยแหวนแชมป์ 5 วง รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล (MVP) 3 สมัย และติดทีม All-Star ประจำฤดูกาลอีก 12 สมัย ถือเป็นหนึ่งในนักบาสเกตบอลที่ดีที่สุดตลอดกาลก็ว่าได้ เช่นเดียวกับในสนามธุรกิจ ที่แมจิกก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยปัจจุบันเขามีทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท 


Photo : www.sbs.com.au

แมจิก คือผู้ก่อตั้ง Magic Johnson Enterprises บริษัทสินเชื่อการลงทุนที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 30 ปี นอกจากนั้นยังนั่งแท่นผู้บริหาร Los Angeles Dodgers ทีมเบสบอลชื่อดังในลีก MLB รวมถึงเคยนั่งแท่นผู้บริหารของ Los Angeles Lakers อดีตทีมที่สร้างชื่อเขาขึ้นมา

โดยส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้ แมจิกบอกว่าเขาได้รับมาจากสนามบาสที่เขาเติบโตมานั่นแหละ 

การเตรียมความพร้อม : เมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ก่อนจะเล่นบาสเกตบอลแต่ละครั้ง แมจิกจะมีการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เริ่มตั้งแต่การเดินทางไปที่สนาม ขาไปแมจิกจะเดาะลูกบาสด้วยมือขวา ส่วนขากลับจะเดาะลูกด้วยมือซ้าย เพื่อให้สามารถใช้ทั้งสองมือได้อย่างคล่องแคล่ว 

ตอนที่เขาเข้ามาเป็นรุกกี้ที่ Los Angeles Lakers ก็เช่นกัน เขาจะมาที่สนามซ้อมเร็วกว่าคนอื่น 2-3 ชั่วโมงเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อม และเมื่อถึงเวลาทำธุรกิจ แมจิก ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เขาเลือกที่จะเตรียมความพร้อมด้วยการปรึกษา ไมเคิล โอวิตซ์ นักธุรกิจมากประสบการณ์ เพราะตัวแมจิกรู้ดีว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ การเตรียมความพร้อม รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญย่อมเป็นประโยชน์

ใส่ใจทุกรายละเอียด : ด้วยตำแหน่งการเล่นพอยต์การ์ดหรือการ์ดจ่าย ทำให้ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการจ่ายบอลยามอยู่ในสนาม แมจิก ต้องละเอียดรอบคอบ เพราะนี่คือตำแหน่งที่เป็นเหมือนผู้บัญชาการเกมรุกของทีม 


Photo : health.wusf.usf.edu

โดยความละเอียดรอบคอบนี้ แมจิก เล่าว่าเขาซึมซับมันมาจากพ่อของเขา พ่อของเขาทำอาชีพเป็นพนักงานขับรถเก็บขยะ และเขาในวัยเด็กก็มักจะออกไปช่วยพ่อของเขาเสมอ โดยวันหนึ่งในฤดูหนาว แมจิก เก็บขยะจากถังขยะข้างทางขึ้นรถ โดยไม่ได้ใส่ใจความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากนัก ตามพื้นยังมีเศษขยะหล่นเกลื่อนกลาดอยู่รายทาง แต่ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้เด็กชายจอห์นสันปล่อยมันทิ้งไว้ แล้วรีบเข้าไปซุกไออุ่นจากฮีทเตอร์ในรถ เมื่อพ่อของเขาเห็นแบบนั้น ก็ยื่นที่โกยขยะให้ แมจิก ก่อนจะพูดว่า

"ถ้าแกเป็นคนครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ โตไปแกก็จะเป็นนักบาสเกตบอลที่ครึ่งๆ กลางๆ ใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ ไปตลอด"

คำพูดในวันนั้นประทับในความทรงจำของ แมจิก มาโดยตลอด แม้กระทั่งในวันที่เขากลายเป็นนักธุรกิจ

"การใส่ใจรายละเอียดคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคำติชมที่ลูกค้ามีต่อเรา เราต้องรับฟังและทำความเข้าใจมันให้ดีที่สุด"

 

วีนัส วิลเลี่ยมส์

หนึ่งในนักเทนนิสหญิงที่ดีที่สุดตลอดกาล อดีตมือ 1 ของโลก ยืนยันด้วยรางวัลชนะเลิศแกรนด์สแลมประเภทเดี่ยว 7 รายการ เหรียญทองโอลิมปิกประเภทหญิงเดี่ยวในปี 2000 และปัจจุบันด้วยวัย 39 ปี เธอก็ยังไม่แขวนแร็กเก็ต ถึงแม้จะลงแข่งขันน้อยลงมาก็ตาม 


Photo : www.tennis.com

วีนัส วิลเลี่ยมส์ คือราชินีแห่งคอร์ตเทนนิส อย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าในสนามธุรกิจเธอก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะเธอคือผู้ก่อตั้ง V Starr Interiors บริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในชื่อดัง รวมถึง EleVen แบรนด์เสื้อผ้ากีฬา ส่งผลให้ตอนนี้เธอมีทรัพย์สินรวมมากถึง 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3 พันล้านบาท 


Photo : inspiration.arteriorshome.com

"การจะประสบความสำเร็จทั้งในคอร์ทและนอกคอร์ทเทนนิส สิ่งที่สำคัญต้องไม่ให้อะไรมารบกวนจิตใจคุณได้ ดังนั้นแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดฉันก็ค่อนข้างสงบได้" 

"นอกจากนั้นไม่ว่าจะในเกมเทนนิสหรือธุรกิจ คุณจะต้องทุ่มเทให้กับมัน รู้สึกเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกับมัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ และถ้าคุณรับมือมันไม่ได้จริงๆ ก็แค่ปล่อยมันไป คุณไม่มีทางทำทุกอย่างสำเร็จใน 24 ชั่วโมงหรอก"

"ในเกมเทนนิสก็เช่นกัน แพ้ก็คือแพ้ แต่สิ่งสำคัญคือการปล่อยวาง และลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง" วีนัส กล่าวกับ CNBC

 

ไมเคิล จอร์แดน

ปิดท้ายด้วยผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลแห่งบาสเกตบอล NBA นอกจากนั้นเขายังเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่รวยที่สุดในปัจจุบัน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท 


Photo : yahoo.com

ดังนั้นนอกจากจะเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งแล้ว ในแง่ของธุรกิจเขาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน แน่นอนว่ารายได้ส่วนใหญ่ของเขามาจากแบรนด์รองเท้า Jordan ในเครือของ Nike ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้าสนีกเกอร์ที่มียอดขายสูงที่สุด นอกจากนั้นที่ใครหลายคนอาจจะยังไม่รู้คือ จอร์แดน ยังมีธุรกิจอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือบริษัทดีลเลอร์จำหน่ายรถยนต์

"ไม่ว่าจะเป็นในสนามแข่งขันกีฬาหรือสนามธุรกิจ จอร์แดนมักจะมองไปที่จุดสูงสุดเสมอ ถ้าคุณอยู่ใกล้ชิดกับเขาคุณจะรู้เลยว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จอร์แดนเป็นคนประเภทนี้แหละ" แอนดรูว์ วอลเตอร์ เพื่อสนิทและที่ปรึกษาการลงทุนของ ไมเคิล จอร์แดน กล่าวกับ Life Hack 

นอกจากนั้นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไม่ว่าจะวงการไหนที่ จอร์แดน ย่างกรายไปก็จะมีความสำเร็จรอเขาอยู่เสมอก็คือ ความยอดเยี่ยมในการทำงานเป็นทีม


Photo : www.forbes.com

"ความสามารถพิเศษชนะเกม แต่การทำงานเป็นทีมและความฉลาดชนะการแข่งขัน" ส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์ของ จอร์แดน หลังจากที่เขาพา Chicago Bulls คว้าแชมป์ NBA ในปี 1992 

ซึ่งทัศนคติแบบนี้ก็สามารถพบเห็นได้เช่นกันเมื่อเขาทำธุรกิจ นั่นก็คือการที่เขา กับ ทิงเกอร์ ฮาตฟิลด์ ดีไซเนอร์คู่บุญผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างแบรนด์ Air Jordan ขึ้นมา สนิทสนมกันราวกับพี่น้องหรือญาติในครอบครัว 

และสุดท้ายอีกหนึ่งวิชาที่ จอร์แดน นำมาจากสนามบาสเกตบอล และประยุกต์ให้เข้ากับการทำธุรกิจ คือ อย่างที่ทราบกันดีว่า จอร์แดน เป็นผู้เล่นที่ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ พร้อมปะทะได้เสมอเมื่อไม่ได้รับความยุติธรรม เช่นเดียวกับในสนามธุรกิจ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีร้านซูเปอร์มาร์เก็ตนำชื่อของจอร์แดนไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้ามองในอีกมุมมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ จอร์แดน ไม่คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าตัวเขาคือแบรนด์ และเขาจะไม่ยอมให้ใครมาลดคุณค่าแบรนด์นี้ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจฟ้อง ก่อนจะชนะคดี ได้รับค่าชดเชยมาถึง 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 270 ล้านบาท 

 

จากเรื่องราวของนักกีฬาระดับโลกทั้ง 5 คนนี้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามในสนามธุรกิจ เท่านี้ก็น่าจะยืนยันได้แล้วว่าแก่นแท้ของกีฬากับธุรกิจนั้นแท้จริงแล้วมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่ก็ไม่การันตีเสมอไปว่านักกีฬาชื่อดังจะสามารถกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ทุกคน เพราะสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้ ว่ากลยุทธ์ในสนามกีฬาแบบไหนจะเหมาะสมและเข้ากับธุรกิจที่กำลังทำอยู่

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.cnbc.com/2016/05/27/tony-hawk-tips-for-business-success.html
https://www.fastcompany.com/40508991/3-ways-derek-jeter-manages-his-business-like-a-baseball-legend
https://www.entrepreneur.com/slideshow/305571#5
https://www.inc.com/ken-sterling/nba-champion-magic-johnsons-brilliantly-practical-mindset-for-success-in-business.html
https://breakfreefromcorporate.com/michael-jordan/
https://www.cnbc.com/2019/10/31/mindset-that-has-made-venus-williams-successful-in-tennis-and-business.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง