mainstand

Feature

ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ : ดาวยิงสารเลวผู้ถือสโลแกน "เงินมา งานเดิน เงินเกิน งานเนี้ยบ"



"คนอังกฤษมักจะมองผมเป็นคนชั่วคบไม่ได้ หรือไม่ก็ไอ้คนสารเลว แต่จริงๆ มันเป็นแบบนี้ ผมจะเล่าให้ฟัง ..." 


 

นี่คือคำพูดของนักเตะตำแหน่งกองหน้าที่มีสถิติการยิงประตูโหดร้ายทารุณแบบน่าเหลือเชื่อ ดาวยิงคนอื่นๆ อาจจะประสบปัญหาบ้างในการย้ายทีมและปรับตัวไม่ได้จนลั่นกระสุนไม่เฉียบคมเหมือนเก่า แต่ไม่ใช่สำหรับเขาคนนี้

ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ดาวยิงที่เล่นฟุตบอลลีกสูงสุด 6 ประเทศทั่วยุโรป และไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาคือเบอร์ 1 ของทีมเสมอ ... แต่ถึงอย่างนั้นทำไมแฟนๆ ถึงไม่รักเขาและกล่าวหาเขาว่าเป็นไอ้สารเลวกันล่ะ?

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

 

จากเด็กถูกคัดทิ้ง สู่กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ 

"คาแร็คเตอร์" หมายถึงตัวตนของคนๆ หนึ่ง ประกอบด้วยสิ่งที่อยู่ภายในทั้งลักษณะนิสัย และสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา นั่นคือการปฎิบัติตัวต่างๆ นานา สำหรับ ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ นั้น คาแร็คเตอร์ ที่เหมาะจะระบุตัวตนของเขาที่สุดก็คือ "ยอดคน" 


Photo : www.bndestem.nl

ในระบบฟุตบอลลีกอาชีพนั้นเป็นระบบที่คัดกรองนักเตะได้อย่างเข้มข้นมากที่สุด กว่าจะเติบโตกลายเป็นผู้เล่นที่มีชื่อเสียงได้ นักเตะดาวรุ่งจะต้องผ่านการแข่งขันกับเด็กๆ อีกหลายพันหลายหมื่นคนในประเทศ และในเมื่อมีผู้ชนะเพียงหยิบมือ มันก็ต้องมีผู้แพ้ที่ต้องยอมรับความจริง จากนั้นมันขึ้นอยู่กับว่า หนนี้พวกเขาแพ้ ... แล้วยังไงต่อดี? 

หลายคนเลิกเล่นไปเลยและหาอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่าทำ แต่สำหรับ ฟาน ฮอยดองค์ ที่เป็นชาวดัตช์เชื้อสายโมร็อกโก เกิดมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เพราะพ่อของเขาทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก กลับไม่ใช่เช่นนั้น ... มันก็เหมือนกับเรื่องราวของนักกีฬาดังอีกหลากหลายคน เมื่อคนเราได้เห็นความลำบาก ความทะเยอทะยานก็จะยิ่งสูงขึ้น เพื่อหลีกหนีฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็ก และ ฟาน ฮอยดองค์ เลือกที่จะเล่น "ฟุตบอล"

เนื่องจาก เวลเบิร์ก บ้านเกิดของเขาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เขาจึงเป็นเด็กที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน ในการเล่นระดับรุ่นอายุไม่เกิน 10 ขวบ ไม่มีใครเก่งกว่าเด็กคนนี้อีกแล้ว จนกระทั่งแมวมองของสโมสร เอ็นเอซี เบรด้า เห็นแววและมอบสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดให้ เส้นทางชีวิตเส้นใหม่ของเขาก็ได้เริ่มขึ้น ... ในทางที่ชวนบั่นทอนพลังใจยิ่งนัก

ในวัย 11 ปี กับเด็กที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ฟาน ฮอยดองค์ พยายามพัฒนาตัวเองตลอดมา แรกเริ่มโค้ชจับเขาไปเล่นกองกลางก่อน เขาเล่นในตำแหน่งนั้นจนอายุ 14 ปี และมีการประเมินผลงานประจำปีว่า "เด็กคนนี้พัฒนาการช้าเกินไป" นั่นทำให้เขาถูกตัดชื่อและถูกยกเลิกสัญญาจากทีมชุดเยาวชน ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆ คนผิดหวังเสียใจหนักหน่วง แต่ ฟาน ฮอยดองค์ ได้แต่คิดในใจว่า "เดี๋ยวก็รู้ว่าเขาจะพัฒนาได้แค่ไหน" 

"เขาจับผมเล่นกองกลางจนอายุ 14 ปี แล้วก็บอกว่าผมไม่ดีพอสำหรับทีม ถามว่ามันลำบากใจไหม? แน่นอน ตอนนั้นคุณอยู่ในช่วงวัยแห่งความฝัน และมีคนมาบอกว่าฝันของคุณจบลงแล้วแบบนี้ แต่ที่ผมรู้อย่างหนึ่ง คือพวกเขาพูดถึงผมว่าไม่ใช่มิดฟิลด์ที่ดีหรอกในตอนนั้น" ฟาน ฮอยดองค์ ตอบคำถามถึงเรื่องราวในวัยเด็ก

สิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น คือการไปทดสอบฝีเท้ากับ รูเซนดาล (Roosendaal) และเป็นช่วงเวลาที่เขาถูกเปลี่ยนมาเป็นกองหน้าซึ่งนั่นคือตำแหน่งที่เหมาะที่สุด ฟาน ฮอยดองค์ ได้โปรโมตสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1988 ก่อนจะใช้เวลาปีครึ่งกลายเป็นตัวหลักของทีมและจัดการถล่มประตูไปถึง 39 ลูก ... เขาไม่ใช่กองกลางที่ดี แต่เป็นกองหน้าที่โหดโคตรๆ นี่คือคำอธิบายที่เหมาะที่สุดในเวลานั้น  

หลังจากเห็นจำนวนประตูและฟอร์มการเล่นที่เป็นคนละคน เบรด้า กลับมาใหม่และคราวนี้พวกเขาต้องจ่ายเงินให้กับ รูเซนดาล 400,000 ยูโร เพื่อนำ ฟาน ฮอยดองค์ อดีตเด็กปั้นของตัวเองกลับมาเล่นให้กับสโมสรอีกครั้ง


Photo : myprivacy.dpgmedia.net

"พวกเขาเซ็นผมกลับมาเพราะเห็นผมยิงประตูได้มากมาย และตัวผมเองก็พร้อมอยู่แล้วการได้กลับไปเล่นให้กับทีมที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก จะมีอะไรดีกว่านั้นอีก" ฟาน ฮอยดองค์ เล่าผ่าน FourFourTwo 

การกลับมาเล่นให้ เบรด้า ครั้งนี้แม้จะทำให้ทีมรักของเขาเสียเงิน 400,000 ยูโร ซึ่งถือว่าเอาเรื่องสำหรับทีมเล็กๆ ในฮอลแลนด์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า เบรด้า ยอมจ่ายเสมอ ต่อให้มากกว่านี้ก็ย่อมได้คือสถิติการยิงประตูของ ฟาน ฮอยดองค์ และสไตล์การเล่นที่ยากจะหาใครก็อปปี้ รวดเร็ว, แข็งแกร่ง, เทคนิคดี และยิงได้อย่างเฉียบขาด 81 ประตูจาก 115 เกมในลีก มากพอที่จะทำให้นักเตะจากทีมเล็กๆ ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่ในปี 1994 ... จนถึงทุกวันนี้ ฟาน ฮอยดองค์ ยังเป็นนักเตะคนสุดท้ายของ เบรด้า ที่มีโอกาสได้ติดทีมชาติชุดใหญ่อีกด้วย

"ผมบอกตัวเองตอนติดทีมชาติว่า ต่อให้นี่เป็นการติดทีมชาติครั้งสุดท้ายผมก็ยินดี ผมได้แชร์ห้องแต่งตัวกับ เดนนิส เบิร์กแคมป์, พี่น้อง เดอ บัวร์ ไหนจะมี คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่พร้อมกันอีก มันเหมือนได้เห็นโลกอีกใบ ผมมองไปที่ เซดอร์ฟ ตอนเขาถอดเสื้อและเห็นถึงร่างกายอันเหลือเชื่อของเขา... ทั้งๆที่ตัวผมเองทำงานในร้านขายอุปกรณ์กีฬามาตั้งแต่เด็กๆ เข้าไปฝึกในฐานทัพอาทิตย์ละสามวัน แต่เทียบไม่ได้เลยกับร่างกายของ เซดอร์ฟ ผมถามเขาว่า 'นี่นายออกกำลังกายหรือเปล่าเนี่ย?' เขาตอบว่า 'ไม่เลยซักนิดเดียว' แต่ผมสาบานได้ว่าร่างกายของเขาตอนอายุ 17 มันสุดยอดมาก แม้ตัวเขาเองจะมองว่ามันธรรมดาๆ ก็ช่างเหอะ" ฟาน ฮอยดองค์ กล่าว

 

เส้นทางคนเข้ม 

หลังจากก้าวไปติดทีมชาติด้วยฟอร์มสุดโหด ทำให้หลายทีมในยุโรปให้ความสนใจ ฟาน ฮอยดองค์ ขึ้นมา และเป็น กลาสโกว์ เซลติก ที่ติดต่อมาเป็นทีมแรก ในส่วนการเจรจาค่าตัว เบรด้า เคาะราคาทันที 2.5 ล้านปอนด์ แต่เมื่อมาเจรจาเรื่องค่าเหนื่อย ฟาน ฮอยดองค์ ก็พบว่าค่าเหนื่อยที่ถูกเสนอให้ ดูถูกเขาเกินไป


Photo : www.dailymail.co.uk

ไม่มีใครเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงว่า ณ เวลานั้นเขาได้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อ ฟาน ฮอยดองค์ ประเมินสถานการณ์ แถมยังถูกทั้งเอเย่นต์และบอร์ดของ เซลติก เกลี้ยกล่อมว่าสิ่งดีๆ จะตามมา เขาจึงตัดสินใจลองสักตั้ง ด้วยค่าเหนื่อยที่อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะเกิน 4,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ 

การเจรจาเกลี้ยกล่อมดำเนินขึ้น ฝั่ง เซลติก ไม่เคยได้แชมป์ลีกมา 6 ปีก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องการ ฟาน ฮอยดองค์ จริงๆ แต่ค่าเหนื่อยที่สูงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะนักเตะซีเนียร์ของทีมอย่าง เปาโล ดิ คานิโอ และ จอร์จ คาเด็ต นั้นมีค่าเหนื่อยสูงอยู่แล้ว การเพิ่มให้ ฟาน ฮอยดองค์ อีกคนจะทำให้เพดานค่าเหนื่อยของทีมพัง ดังนั้นพวกเขาจึงให้สัญญาเอาไว้ว่าถ้าหากว่าย้ายมาแล้วผลงานดีทีมจะเบิ้ลค่าเหนื่อยให้เขาเอง ... และเขาก็ตกลง เงินมา งานเดิน อะไรประมาณนั้น 

เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นั้นเพื่อเงินที่รออยู่ ฟาน ฮอยดองค์ ก็แค่ลงไปเล่นและทำประตูให้ได้มากๆ เพื่อรอสัญญาจากบอร์ดบริหาร เขาลงเล่น 69 นัดและยิง 44 ลูก และพาเซลติกกลับมาคว้าแชมป์ สก็อตติช คัพ ได้สำเร็จ จนเริ่มกลายเป็นนักเตะที่แฟนๆ ถูกใจได้อย่างรวดเร็ว


Photo : www.theguardian.com

"จริงๆ เรื่องเงินมันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่หรอก ผมไปที่นั่นด้วยเรื่องความท้าทาย แต่หลังจากทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำผมก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะทำอะไรกับค่าเหนื่อยของผมเลย จนพวกเขาต้องย้ำอีกครั้งว่า 'ใช่ คุณจะได้รับเงินเยอะกว่านี้แน่ถ้าคุณต่อสัญญาฉบับใหม่กับเรา' ซึ่งบอกตรงๆ ผมไม่คิดว่ามันจะมากอย่างที่พวกเขาบอกหรอก เพราะถึงเซลติกจะเบิ้ลค่าเหนื่อยให้ผม 2 เท่า แต่พูดตรงๆ มันก็เป็นจำนวนแค่ครึ่งเดียวของนักเตะเบอร์ต้นๆ ในทีมอยู่ดี" ฟาน ฮอยดองค์ กล่าว

ช่วงเวลานั้นฟุตบอลโลกปี 1998 ใกล้เข้ามา ซึ่ง ฟาน ฮอยดองค์ เองก็เริ่มจะอยากไปทีมใหญ่กว่านี้และได้ลงเล่นมากกว่านี้โดยที่มีเขาเป็นศูนย์กลางของทีม เขาก็เลยไม่ต่อสัญญากับ เซลติก และย้ายไป น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ แทน 

"7,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ที่พวกเขาเสนอมามันก็ดูดีนะ ... ดูดีสำหรับคนไร้บ้านน่ะ แต่มันไม่คู่ควรกับกองหน้าที่ติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่อย่างผม" ฟาน ฮอยดองค์ ผยองสุดขีด ณ เวลานั้น ซึ่งมันทำให้คะแนนความนิยมของเขาตกลงไปมาก แฟนๆ ไม่พอใจที่ได้เห็นการพูดดูหมิ่นคนจรจัด และแสดงตัวว่าไม่ได้อยู่กับทีมด้วยความรัก แต่เป็นเพราะเงินมากกว่า


Photo : www.hitc.com

"การสัมภาษณ์ผมถูกเขียนลงคอลัมน์ และพาดหัวเรียกแขกว่า 'ฟาน ฮอยดองค์ เหยียดคนจรจัด' เมื่อเมียผมเห็นเธอตกใจมาก เธอถามผมว่านี่คุณพูดอะไรออกไปบ้าง? จากนั้นผมก็ไปถึงบางอ้อของการให้สัมภาษณ์กับสื่อแถวนี้อย่างไร และนั่นก็คือคอลัมน์สุดท้ายที่ผมจะพูดอะไรแบบนี้อีก" ฟาน ฮอยดองค์ ย้อนกลับไปถึงอดีต 

ไม่ว่าเขาจะพูดจริงหรือไม่ตอนนี้ไม่สำคัญ ภาพจำของเขากลายเป็นจอมโอหังที่ย้ายทีมเพราะอยากจะได้เงินที่มากกว่า แฟนๆ มองเขาเป็นพวกดังแล้วแยกวง แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ เพราะก้าวที่ใหญ่กว่า เซลติก รอเขาอยู่ นั่นคือการเล่นพรีเมียร์ลีกนั้นเอง 

 

ราชาแห่งเจ้าป่า

ฟาน ฮอยดองค์ ถูก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซื้อตัวตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวประมาณ 4.5 ล้านปอนด์ ในครึ่งหลังของฤดูกาล 1996-97 ที่ทีมกำลังหนีตกชั้น 


Photo : www.sport.net

หนนี้เขาพลาด ฟาน ฮอยดองค์ มีเวลาน้อยเกินไปที่จะปรับตัว เขายิงได้แค่ลูกเดียวจาก 8 เกม ขณะที่ ฟอเรสต์ ก็แพ้เอาๆ จนสุดท้ายต้องตกชั้นไป แม้แฟนๆ จะเริ่มสงสัยในตัวเขาจากวีรกรรมเก่าๆ แต่ ฟาน ฮอยดองค์ ก็ประกาศผ่านสื่อว่า "ผมจะพาทีมกลับขึ้นมาเอง" 

มหกรรมความโหดของ ฟาน ฮอยดองค์ เกิดขึ้นในช่วงดิวิชั่น 1 เขายิงประตูด้วยค่าเฉลี่ยที่สูงมาก แทบจะ 1 เกมต่อ 1 ลูก จนกระทั่ง ฟอเรสต์ เลื่อนชั้นกลับมาได้ในปีเดียว ... แต่แล้วก็เหมือนเคย เมื่อทุกอย่างกำลังดี ฟาน ฮอยดองค์ กลับทำการ "สไตรค์" หรือปฎิเสธการลงสนาม เพราะตัวเองได้ข้อเสนอที่ดีกว่าจากทีมนิรนาม และเขาไม่อยากจะเล่นให้ ฟอเรสต์ อีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแฟนบอลอังกฤษนี่คือเรื่องใหญ่ พวกแฟนๆ พร้อมจะรักนักเตะในทีมโดยไร้เงื่อนไข แต่ถ้าเขาคนนั้นได้ทำอะไรที่เป็นเหมือนการหักหลังความไว้ใจของพวกเขาแล้วล่ะก็ แน่นอนว่านักเตะคนนั้นจะโดนเกลียดอย่างเลี่ยงไม่ได้ และ ฟาน ฮอยดองค์ ที่เป็นเหมือนพระเจ้าตอนพาทีมเลื่อนชั้น ก็กลายเป็นไอ้สารเลวไปโดยปริยาย เพราะการ สไตรค์ ของเขานำมาซึ่งความเสียหายของทีม

กว่าที่ ฟาน ฮอยดองค์ จะกลับมาเล่นได้ก็สายเกินไป ประตูเขาไม่มากพอสำหรับความต้องการของทีม จนสุดท้าย ฟอเรสต์ ก็ขึ้นชั้นมาได้แค่ปีเดียว แต่ก็จบด้วยการเป็นบ๊วยของลีกในฤดูกาล 1998-99 ตกชั้นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาแค่ 3 ปี 


Photo : www.theguardian.com

ตอนนั้นนักเตะอังกฤษในทีมฟอเรสต์หลายคนไม่กลัวที่จะจ้วง ฟาน ฮอยดองค์ ออกสื่อ โดยเฉพาะ สตีฟ สโตน กองกลางจอมโหดที่เป็นซีเนียร์ของทีมที่บอกว่า "ต่อจากนี้ผมจะไม่สนห่าเหวอะไรทั้งสิ้นที่ไอ้ ปิแอร์ มันทำ มันจะทำอะไรก็เรื่องของมัน"   

สโตน พูดจริงทำจริง มีเกมหนึ่งที่ ฟาน ฮอยดองค์ ยิงประตูได้แต่ สโตน บอกให้ผู้เล่นทุกคนไม่ต้องไปดีใจร่วมด้วย การแสดงออกของสโตน มีอิทธิพลต่อแฟนๆ มาก จากเสียงเฮที่มีต่อ ฟาน ฮอยดองค์ ก็กลายเป็นเสียงโห่ และสุดท้ายเขาก็กลายเป็นนักเตะที่ไม่มีใครในทีมอยากจะเสวนาด้วย 

ไม่มีใครให้อภัย มีแต่ภาพจำที่ตอกย้ำตัวเองว่าเราไม่น่าเอาไอ้หน้าเงินคนนี้มาอยู่กับทีมเลย นั่นคือสิ่งที่นักเตะ บอร์ดบริหาร โค้ช และ แฟนของ ฟอเรสต์ คิดทบทวนตลอดทั้งปี จนกระทั่งสุดท้าย ฟาน ฮอยดองค์ ก็ได้ย้ายทีมสมใจหลังจาก ฟอเรสต์ ตกชั้น โดยการย้ายทีมครั้งนี้เขาเก็บความลับบางอย่างออกไปด้วย 

 

หิวเงินหรือทะเยอทะยาน 

การเวลาผ่านไปหลายปี มันนานพอที่ต่อให้ ฟาน ฮอยดองค์ จะพูดอะไรออกมาก็ไม่มีใครสามารถเกลียดเขาไปได้มากกว่านี้แล้ว ... อารมณ์ประมาณว่า "ตอบมาเถอะ ว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น" 

"คุณมีโอกาสที่จะเป็นตำนานของ ฟอเรสต์ แบบเห็นๆ ทำไมคุณถึงเลือกจะสไตรค์ล่ะ?" พอล บัตเตอร์รี่ ฝากถามมายัง FourFourTwo และ ฟาน ฮอยดองค์ ก็พร้อมจะนำเสนอในมุมมองขอเขาบ้างว่า


Photo : premierleague.com

"เดือนธันวาคมปี 1997 (ณ เวลานั้นฟอเรสต์เล่นใน ดิวิชั่น 1 และ ฟาน ฮอยดองค์ กำลังยิงกระจาย) ผมได้รับข้อเสนอจาก พีเอสวี จากนั้นผมก็เลยบอกกับ เดฟ บาสเซ็ตต์ โค้ชของทีมว่า ผมไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่นะ ผมอยากจะย้ายทีม" 

เนื่องจาก บาสเซ็ตต์ เป็นโค้ชยุคเก่าที่ไม่ได้สอนอะไรมาก ฟาน ฮอยดองค์ มองว่าด้วยศักยภาพของโค้ช และนักเตะที่มีในทีมมันยากที่เขาจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเขาต้องการจะย้ายไปสู่ทีมที่มีระบบที่ดีกว่านี้ และมีนักเตะที่พร้อมจะสู้เพื่อความสำเร็จแบบจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ ... หากจะพูดให้เห็นภาพคือความทะเยอทะยานที่ ฟาน ฮอยดองค์ มี สูงกว่าสิ่งที่ ฟอเรสต์ เป็นในเวลานั้น และนั่นทำให้เขาสไตรค์ จนนำมาซึ่งการถูกเข้าใจผิดว่า อยากย้ายทีมอัพค่าตัวจนตัวสั่น

"การซ้อมของ บาสเซ็ตต์ ไม่มีอะไรเลย เบสิกมาก เราแบ่งทีมเล่น Five A Side (ข้างละ 5 คน) จากนั้นก็ซ้อมยิงประตู ตัวของ บาสเซ็ตต์ แทบไม่ได้คุมซ้อมเลยด้วยซ้ำ เขาจะโผล่มาอีกทีก็วันศุกร์ก่อนแข่งโน่น แล้วคุณรู้อะไรไหม ก่อนแข่งเราไม่เคยถูกห้ามอะไรเหมือนกับนักเตะสโมสรอื่นโดนห้ามเลย" ฟาน ฮอยดองค์ เริ่มแฉ 

"ตรงข้ามกับสนามเหย้าของทีม นักเตะสามารถเดินไปหาอะไรกินได้ตามใจเลย ปีกไก่เหรอ? คาโบนาร่าอัดซอสเยอะๆ ดีไหมนะ? หรือจะเฟร้นช์ฟรายดี? เลือกไปเถอะ คุณกินได้ทั้งหมดโดยไม่มีใครว่า" นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากจะไป พีเอสวี ณ เวลานั้น 

"ผมบอกว่าจะย้าย แต่ เดฟ บอกผมว่า 'แกก็รู้ฉันปล่อยแกไปไม่ได้ ถ้าแกไปแล้วใครจะพาเรากลับไปพรีเมียร์ลีกล่ะ? เอางี้ไหมถ้าเราขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ ฉันพร้อมจะปล่อยแกไป' ... เขาพูดแบบนั้นแล้วผมก็บอกว่า 'โอเค จบซีซั่นนี้เท่านั้น'"  

ทุกอย่างเป็นไปตามเป้า แต่สัญญาไม่เป็นสัญญา ในขณะที่ ฟาน ฮอยดองค์ พาทีมเลื่อนชั้นและรอข้อเสนอจากทีมที่ใหญ่กว่าและมีอนาคตกว่า เขาก็ต้องเจอกับเรื่องหัวเสีย เพราะถึงแม้สโมสรจะพร้อมขายเขา แต่ก็ตั้งราคาไว้สูงเกินความเป็นจริงจนไม่มีทีมไหนอาจเอื้อมถึงได้นั่นเอง


Photo : www.zimbio.com

"ผมโคตรหงุดหงิดตอนที่ได้ยินข่าวว่า ฟอเรสต์ ปฎิเสธข้อเสนอของ นิวคาสเซิล ที่ยื่นมา 7 ล้านปอนด์ แต่ บาสเซ็ตต์ บอกว่าไว้ให้ถึง 10 ล้านปอนด์ แล้วค่อยมาคุยกัน ... คุณฟังดีๆ นะ 10 ล้านปอนด์ในปี 1997 มันไร้สาระไหมล่ะ? มันคือราคาที่เป็นไปไม่ได้เลย เหมือนกับตอนนี้มีคนมาขายกาแฟคาปูชิโน่ให้คุณแก้วละ 25 ปอนด์ (ราวๆ 1,000 บาท) คุณจะยอมซื้อไหมล่ะ?" นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ ฟาน ฮอยดองค์ ไม่พอใจ

แต่นั่นยังไม่จบ เขายังไม่ได้ร้ายสุดๆ และใช้ไม้แข็งอย่างการสไตรค์ในตอนนั้น เขาพยายามหาทางออกอย่างสุดความสามารถ ด้วยการไปคุยกับไดเร็คเตอร์ของสโมสรที่ชื่อ เออร์วิ่ง โชลาร์ ซึ่งเป็นคนที่เขาเคารพมาก ฟาน ฮอยดองค์ ไปบอกกับเขาตรงๆ ว่า "ที่เขาอยากย้ายทีมมันเป็นเรื่องความพอใจ ไม่ใช่เรื่องของเงินแบบที่ใครๆ พูดกัน"


Photo : www.fourfourtwo.com

"ฟังนะ ผมไม่ได้เห็นเงินเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้ว ผมไม่มีความสุข เพราะอะไรรู้ไหม? พวกเราแม่งโคตรห่วยแตก ซ้อมกันด้วยฟอร์มที่ห่าเหวสุดจะบรรยายได้ แล้วผู้คนก็พากันคิดว่าเราจะเป็นแชมป์ ... ถุยเถอะครับ คุณลองคิดนะคุณเอาแมวมาเป็นโค้ชทุกทีมในลีก และสุดท้ายจะมีแมว 1 ตัวที่ได้แชมป์ และมีแมว 3 ตัวที่ตกชั้น คุณคิดว่าแมวที่ได้แชมป์เป็นแมววิเศษ ขณะที่ตัวที่ตกชั้นเป็นแมวที่ไม่ได้เรื่องหรือเปล่า? ... ไม่หรอก มันเกี่ยวกับนักเตะในทีมนั่นแหละคุณรู้ไว้ด้วยนะ นี่คือสิ่งที่ผมคุยกับ โชลาร์ และเขาตอบว่า 'อืม แล้วเดี๋ยวเรามาดูกัน คุณไปฟุตบอลโลกก่อนเถอะ'" ฟาน ฮอยดองค์ อธิบายละเอียดยิบเหมือนกับคนที่อัดอั้นตันใจมานาน 

"ผมยื่นคำขาดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากจบฟุตบอลโลกนะ ถ้าคุณทำให้ผมต้องเจ็บปวดอีก ผมจะทำให้คุณต้องเจ็บปวดบ้าง" สุดท้าย ฟาน ฮอยดองค์ ก็ไม่ได้ย้ายทีมอยู่ดี และนั่นทำให้เขาตัดสินใจสไตรค์เพราะโดนผิดสัญญาถึง 2 หนในปีเดียว

"ผมไม่ได้อยากจะทำร้ายแฟนๆ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นคนเริ่มเรื่องนี้ แต่ผมต้องการแสดงออกให้ไอ้พวกหน้าด้านบางคนรู้เท่านั้นแหละว่าที่สุดแล้ว ผมจึงเลือกไม่ลงสนามดื้อๆ และตัดสินใจฝึกซ้อมอยู่ที่บ้านแทน" 

 

ทางออกสุดท้าย 

สิ่งที่ ฟาน ฮอยดองค์ เสียใจคือทางออกสุดท้ายของเขากลับไม่ได้ผล เพราะการสไตรค์ของเขาไม่ได้อยู่ในช่วงตลาดซื้อขายเปิด แต่ โชลาร์ ก็บอกกับเขาว่าหลังจบปีนี้ได้ย้ายแน่ชัวร์ๆ เขาจึงกลับมาลงเล่นอีกครั้ง โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เพราะสถานการณ์ในทีมมันพังไปหมดแล้ว


Photo : www.balls.ie

"นักเตะท้องถิ่นหลายคนให้สัมภาษณ์กับสื่อโจมตีผม บอกว่าผมเป็นไอ้สารเลวที่นำความอับอายมาสู่ทีม แต่รู้อะไรไหมเมื่อผมกลับมาเตะให้ทีมอีกครั้ง ผมเข้าไปในห้องแต่งแล้วบอกว่า 'เอาล่ะทุกคน ใครมีอะไรสงสัยในตัวของฉันไหม?' สิ่งที่ผมได้เจอคือความเงียบ มีเพียง เจฟฟ์ โธมัส คนเดียวที่ลุกขึ้นยืนและบอกว่า 'ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายทำ' นั่นล่ะผมต้องการแบบนั้น ผมบอกเขาว่า โอเค ฉันเข้าใจที่นายไม่เห็นด้วย แต่ฉันก็ต้องคิดถึงอาชีพของฉันเหมือนกันนะ ... แต่อย่าห่วงเลย เมื่อไหร่ที่ฉันได้กลับมาลงสนาม ฉันจะเต็มที่และทำมันอย่างตั้งใจแน่นอน แม้ว่าหัวใจของฉันไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว" 

เขาพยายามจะบอกว่าห้องแต่งตัวของ ฟอเรสต์ พังไม่เป็นท่า นอกจากทีมจะไม่มีศักยภาพในสนามแล้ว การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวก็ติดลบ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ฟาน ฮอยดองค์ เองที่เริ่ม แต่ความจริงก็คือเมื่อเขากลับมาลงเล่นเขาก็ยิงได้ 6 ประตู มากที่สุดในทีม ไม่มีนักเตะคนไหนทำได้เท่านั้น ซึ่งถามว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหมกับทีมที่พังยับทีมนี้? ... คำตอบคือมันเละจนกว่าจะแก้ไขแล้วจากน้ำมือของทุกๆ คนที่ร่วมกันทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า


Photo : www.sheffieldtelegraph.co.uk

"เดฟฟ์ บาสเซ็ตต์ นี่มันไอ้งูพิษชัดๆ เลย ตอนที่ผมกลับมาลงเล่นและยังยิงประตูไม่ค่อยได้ เขาก็พูดว่าให้ผมกลับไปรักษาสภาพจิตใจที่บ้าน โดยพักผมไว้สัก 2 เกม แต่พอผลงานแย่และโดนไล่ออกเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า 'ฟาน ฮอยดองค์ หนีกลับบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต' ผมบอกเลยว่าเขาคือมนุษย์ที่โหลยโท่ยที่สุดที่ผมเคยเจอ ผู้คนอาจจะชื่นชมเขาในการคุมวิมเบิลดัน แต่ความจริงคือนักเตะเก่งต่างหาก เขาไม่ใช่โค้ชที่ดีอะไรเลย คุณรู้ไหมก่อนจะลงสนามแต่ละเกมแท็คติกที่เขาสั่งเราคืออะไร? ... เราจะบุกแบบไหน เราจะตั้งรับยังไง ไม่เคยมีหรอก มีแต่การพูดก่อนลงสนามว่า 'สนุกกับมันนะเด็กๆ' แค่นั้นแหละ" ฟาน ฮอยดองค์ จัดให้อย่างสาสมส่งท้าย 

อย่างที่ได้กล่าวไป คำพูดทั้งหมดของ ฟาน ฮอยดองค์ คือการพูดเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 20 ปี ดังนั้นหากย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 1998-99 ที่เขามีปัญหากับ ฟอเรสต์ หมายความว่า ไม่มีใครรู้ความจริงจากมุมมองของเขาบ้าง และนั่นทำให้แฟนบอลเริ่มกดดันสโมสรให้ขาย ฟาน ฮอยดองค์ ออกไปพร้อมทั้งสาปแช่ง ทุกคนเชื่อว่าไอ้สารเลวคนนี้ไปอยู่ทีมไหนก็คงไม่รอดหรอก 

ข่าว "คาว" ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูแย่ และหลังจากจบฤดูกาล 1998-99 ทีมใหญ่ที่เคยติดต่อเขามาก็หายไปเพราะไม่กล้าเสี่ยง เหลือแต่ วิเทสส์ อาร์เนม ทีมเล็กๆ ในลีกสูงสุดของลีกฮอลแลนด์ ที่พร้อมจ่ายเงิน 3.5 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อ ฟาน ฮอยดองค์ ไป 


Photo : dpgmedia.net

แต่สิ่งทีเกิดขึ้นหลังจากนี้ต่างหากคือคำตอบที่แท้จริงว่า ฟาน ฮอยดองค์ เป็นตัวปัญหาระดับพระกาฬที่พร้อมพังทุกทีมที่เขาอยู่หรือไม่? 

คุณจะอธิบายอะไรได้ดีไปกว่าการยิง 25 ประตูจาก 29 เกมลีกให้ วิเทสส์ ได้อันดับ 3 ของลีก ตามด้วยการยิง 19 ประตูจาก 30 เกมเป็นดาวซัลโวสูงสุดหลังย้ายไปอยู่กับ เบนฟิก้า ในฤดูกาล 2000-01 และที่ร้ายกาจที่สุดคือการถูก เฟเยนูร์ด ซื้อตัวกลับมาสู่ลีกบ้านเกิด ก่อนพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ได้อย่างยิ่งใหญ่ และก้าวไปติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ ฟาน ฮอยดองค์ ย้ายออกจาก ฟอเรสต์ ไม่มีที่ไหนเลยที่เขายิงต่ำกว่า 20 ลูก เป็นเวลาถึง 5 ฤดูกาลติดต่อกัน ... มันค่อนข้างชัดว่าเขาไม่ใช่พวกทำทีมพัง แต่เป็นพวกแบกทีมให้ประสบความสำเร็จมากกว่า


Photo : dpgmedia.net

"คุณคิดว่า การที่ภาพจำของคุณคือนักเตะตัวพังแคมป์และพวกสร้างปัญหาไม่หยุด แฟร์กับคุณไหม?" นี่คือคำถามที่ เอ็ด แฟนบอลจาก น็อตติงแฮม ถาม ฟาน ฮอยดองค์ ผ่านทาง FourFourTwo เพื่อขอคำยืนยันอีกครั้ง ก่อน ฟาน ฮอยดองค์ จะตอบทิ้งท้ายว่า

"คนที่จะตอบคำถามนี้ไม่ใช่ผม แต่ควรเป็นเพื่อนนักเตะที่ใช้ห้องแต่งตัวร่วมกับผมมากกว่า ซึ่งแน่ล่ะ ส่วนใหญ่พวกเขาบอกผมว่าผมเป็นไอ้สารเลวครบสูตร แต่คุณจะไม่มีวันได้ยินพวกเขาพูดว่า 'ผมเป็นนักเตะที่ไร้ความเป็นมืออาชีพ' เพราะอะไรรู้ไหม? ผมตอบแทนทุกๆ ต้นสังกัดของผมอย่างคุ้มค่า ทีมไหนที่จ่ายเงินให้ผม พวกเขาจะได้ประตูถล่มทลายกลับไปและบอกว่า 'โอ้ว นี่เป็นค่าเฉลี่ยที่ร้ายไม่ใช่เล่น'" 

"ผมไม่ใช่กองหน้าที่ทำให้ต้นสังกัดต้องสงสัยในตัวเอง ว่าทำไมพวกเขาต้องจ่ายค่าเหนื่อยสูงๆ ให้ผม และถ้าคุณไปถามพวกเขาเหล่านั้นผม เชื่อเลยว่าไม่มีใครกล้าพูดว่า ผมเป็นนักเตะที่เลี้ยงเสียข้าวสุกหรอกนะจะบอกให้"

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/2019/oct/13/pierre-van-hooijdonk-nottingham-forest-celtic-netherlands-ron-atkinson
https://www.balls.ie/football/footballers-time-forgot-pierre-van-hooijdonk-149514
https://www.fourfourtwo.com/features/pierre-van-hooijdonk-one-one-i-shouldve-waited-going-strike-forest-dave-bassett-was-a-snake
https://www.transfermarkt.com/pierre-van-hooijdonk/profil/spieler/3520
https://en.wikipedia.org/wiki/Pierre_van_Hooijdonk



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง