mainstand

Feature

ริโอ - วิดิช : การจับคู่ของ 2 เซนเตอร์ฮาล์ฟ ที่แกร่งสุดกลางยุคปี 2000's



ทุกครั้งที่มีการพูดถึงคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมี ชื่อของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันย่า วิดิช 2 กองหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงอยู่บ่อยๆ 


 

เหตุผลส่วนใหญ่มาจากความสำเร็จและการผสมผสานที่ทั้งคู่ทำร่วมกัน จนกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ ยูไนเต็ด ในยุคนั้นแข็งแกร่งจนยากจะปฎิเสธ 

แต่ใครจะรู้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ณ จุดแรก เกิดจากความสงสัยในกันและกันว่า "คนนี้หรือจะดีพอมาเล่นข้างเรา?" หลังจากความพ่ายแพ้ที่โดนยิงในเกมเดียวถึง 4 ลูก

อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน และนำมาสู่การสร้างกำแพงเหล็กที่ดีที่สุดเท่าที่ ยูไนเต็ด เคยมี ... 

 

เริ่มต้นด้วยความไม่มั่นใจ 

หลังจากหมดยุค ยาป สตัม ปราการหลังยุค 3 แชมป์ที่ออกจากทีมไปในปี 2001 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องปวดหัวกับการหาตัวแทนที่สามารถทำหน้าเป็นผู้นำในแผงเกมรับได้ดีพอ เขาคนนี้จะต้องเป็นผู้ที่กล้าสั่งการเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ คนที่มีความนิ่ง และคนที่พาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งให้ได้ 

หลังจากที่ ยูไนเต็ด ส่งแมวมองไปตามที่ต่างๆ มากมาย สุดท้ายพวกเขากลับมาพบกับเพชรแท้ที่อยู่ไม่ไกลมืออย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ทัพยูงทองเพิ่งซื้อมาจาก เวสต์แฮม ได้ไม่นานนัก 

อย่างไรก็ตามการได้ เฟอร์ดินานด์ มาร่วมทีมในปี 2002 ด้วยค่าตัวสถิติโลกในตำแหน่งกองหลัง 30 ล้านปอนด์ ทำให้เกิดเรื่องที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องคิดต่อ เพราะหลังจากจบฤดูกาล 2002-03 ซึ่งทีมกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ยูไนเต็ด ก็ยิ่งห่างไกลความสำเร็จออกไปเรื่อยๆ ฤดูกาล 2003-04, 2004-05 และ 2005-06 คือ 3 ซีซั่น ที่แนวรับของ ปีศาจแดง เปื่อยยุ่ยจนกลายเป็นเหตุผลสำคัญ ที่พวกเขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้เลย ... นี่คือครั้งที่ ยูไนเต็ด พลาดแชมป์ลีกยาวนานที่สุดในยุคของ เฟอร์กี้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นมันง่ายที่จะอธิบาย และ เฟอร์กี้ เองก็เข้าใจมันอย่างชัดเจน เหตุผลก็คือ "คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ" นั้นไม่มีความเสถียรและพร้อมจะพลาดง่ายๆ ตลอดเวลานั่นเอง

แม้จะมี ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นตัวยืน แต่นักเตะที่มาเล่นคู่กันอย่าง โลรองต์ บลองค์ ก็แก่เกินไป, เวส บราวน์, จอห์น โอเช, มิกาแอล ซิลแวสตร์ ต่างก็ยังไม่นิ่งพอจนไปเพิ่มภาระให้ผู้นำในเกมรับอย่างริโอ 

เมื่อมันเป็นเคมีที่ไม่ลงตัว หน้าที่ของคนเป็นผู้จัดการทีมอย่าง เฟอร์กี้ คือ ต้องออกตามหาส่วนผสม ที่มายืนเคียงข้าง ริโอ และต้องเป็นคู่ที่ต่างฝ่ายต่างยกระดับซึ่งกันและกัน  ไม่ใช่ให้ใครคนหนึ่ง มารับภาระแบกจนหลังหักหลังงอ 

เดือนธันวาคม ปี 2005 เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่ากองหลังที่มีอยู่ไม่มีแววจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะในแบบที่ตนเองต้องการ เฟอร์กี้ จึงรับข้อมูลจากทีมสเก๊าท์ของสโมสรมา และจิ้มไปที่ชื่อของ เนมันย่า วิดิช กองหลังจากเซอร์เบียของ สปาร์ตัก มอสโก ทีมในลีกรัสเซีย ก่อนที่การย้ายทีมจะเสร็จสิ้นในเดือนถัดมา ช่วงตลาดนักเตะฤดูหนาว ต้นปี 2006

ณ เวลานั้น ยูไนเต็ด ใช้เงินสำหรับ วิดิช อยู่ที่ 7 ล้านปอนด์ และมันไม่มีอะไรการันตีเลยว่าเขาจะประสบความสำเร็จในอังกฤษ เพราะตัวของ วิดิช เองยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติเซอร์เบียด้วยซ้ำ หนักยิ่งกว่านั้นคือแมวมองของ อาร์เซน่อล เคยตามดูฟอร์มของ วิดิช มาแล้ว และฟันธงว่า "ไม่น่าเล่นในพรีเมียร์ลีกได้" 

เรื่องดังกล่าวเกิดจากการเผยแพร่ของ โกรัน มิโลสลาฟเยวิช ที่เป็นเอเย่นต์และแมวมองของนักเตะฝั่งรัสเซีย โดยเขาบอกว่าได้นำเสนอ วิดิช กับ อาร์เซน่อล ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่งเพียงแต่ว่าอาร์เซน่อล ไม่ชอบกองหลังที่เข้าบอลโฉ่งฉางแบบนี้ 

"ผมวิ่งตรงจาก มอสโก ไป ลอนดอน เพราะไม่มีใครติดต่อเรื่อง วิดิช มาเลย ผมเลยไปคุยกับแมวมองของพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็มาในเกมที่ทีมชาติ เซอร์เบีย พบกับ บอสเนีย ถึงสนาม แต่โชคร้ายที่ วิดิช โดนไล่ออกจากการได้ใบเหลือง 2 ใบ และหลังจากนั้นแมวมองของ อาร์เซน่อล บอกว่า 'แค่นี้ยังไม่ดีพอ'" มิโลสลาฟเซวิช กล่าว 

ไม่ใช่แค่คนนอกเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ ในวันที่ วิดิช เปิดตัวกับทีมปีศาจแดง ริโอ เฟอร์ดินานด์ ก็เล่าว่า ณ นาทีแรกเขาไม่เคยคิดว่าปราการหลังจากแดนไกลคนนี้จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีได้ หนำซ้ำยังกลัวว่า จะทำให้งานของเขาหนักกว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำ 

เกมนัดแรก เฟอร์กี้ ส่ง วิดิช ลงสนามคู่กับ ริโอ คือเกมที่ ยูไนเต็ด พบกับ แบล็คเบิร์น ในเดือนกุมภาพันธ์ มี 2006 ในเกมนั้น ปีศาจแดง แพ้ แบล็คเบิร์น ด้วยการเสียประตูถึง 4 ลูก

"ผมเคยสงสัยว่าเขาดีพอสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด หรือไม่ ตอนที่เราร่วมงานกันครั้งแรก" ริโอ เฟอร์ดินานด์ ให้สัมภาษณ์กับ Goal ในภายหลัง 

 

เปิดใจ 

การจะเป็นคู่กองหลังที่สามารถสอดประสานกันได้อย่างลงตัว คนนึงชน อีกคนหนึ่งซ้อน ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความจริง คือ มันซับซ้อน ... บางครั้งนักเตะที่เก่งมากๆ 2 คนมาทำงานร่วมกัน ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสมบูรณ์แบบแต่อย่างใด กลับกันบางคนที่เคมีไม่ตรงกันจริงๆ ต่อให้จะพยายามซ้อมหนักแค่นั้น ก็ยากที่จะหาจุดกึ่งกลางของกันและกันได้

ดังนั้นการจะเข้ากันได้ก็ต้องเริ่มละลายพฤติกรรมกันก่อน เริ่มจากจุดเล็กๆ เรื่องราวนอกสนาม ชีวิตความเป็นอยู่การวางตัวใส่กัน และอยู่ร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ "ความสำเร็จของทีม"

แม้ ริโอ จะมอง วิดิช ผู้มาใหม่ว่า "ไม่น่ารอด" แต่สิ่งที่เขาทำนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี การตั้งข้อสงสัย ไม่ได้มาพร้อมกับการสร้างอคติในใจ อย่างน้อยๆ ริโอ ยังเปิดใจลองพยายามพูดคุยกับ วิดิช ที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงน้อยนิดในครั้งแรก และใช้เวลาร่วมกันให้มากขึ้น เผื่อว่าสิ่งที่เขาคิดในตอนแรกนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาผิดพลาดไปเอง

ครึ่งฤดูกาลหลังของซีซั่น 2005-06 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เองก็พบว่า วิดิช นั้นยังไม่พร้อมกับการเป็นตัวจริง เขาจึงค่อยๆส่งลงสนามในเกมเล็กๆ ที่ไม่กดดันมาก ค่อยๆ ให้เวลา วิดิช รู้จักปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษไปก่อน 

ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้การ "รับมือกับสถานการณ์จริง" นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะทั้ง ริโอ กับ วิดิช ไม่ได้ประสานงานกันในเกมแข่งขันจริงเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามปัญหาตรงนี้สามารถแก้ไขได้ เพราะเวลาเล่นด้วยกันในสนามมีเพียงแค่ 90 นาทีเท่านั้น แต่ถ้าทั้งคู่เปิดใจให้กันและกัน ยามอยู่นอกสนามล่ะ? พวกเขาจะมีเวลาให้ปรับเข้าหากันมากกว่าเกมการแข่งขันจริงหลายเท่านัก และจุดเริ่มต้นมันเริ่มจากจุดนั้น 

"ริโอ เปิดใจมากขึ้นตอนที่ผมย้ายมา, เขาช่วยผมไม่ใช่แค่ในสโมสร, นอกสนามก็เช่นกัน ในการใช้ชีวิตในเมือง" วิดิช กล่าวถึงรุ่นพี่ในวันที่เขายังเป็นเด็กใหม่ 

"ความสัมพันธ์ของเราผสมผสานกันในทุกการเซสซั่นการฝึก, เราสื่อสารกันตลอดเวลาแม้กระทั่งในยามซ้อม มากถึงขั้นบางครั้งตอนที่ เรเน่ (มิวเลนสตีน) อธิบายถึงการออกกำลังกายต่างๆ คุณก็จะได้เห็นผมกับ ริโอ คุยกันอยู่ นักเตะคนอื่นมักจะบอก 'เมื่อไหร่เอ็ง 2 คนจะเงียบวะ' ... ซึ่งความจริงที่เราคุยกันไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของเกมล่าสุดหรือระหว่างการซ้อมอะไรแบบนั้น"

อย่างที่ได้กล่าวไว้เพราะ "คู่เซ็นเตอร์" จำเป็นต้องมีความเข้าใจกันสูงมาก เพราะต้องทำงานร่วมกันตลอด 90 นาที ดังนั้นการเป็นเพื่อนกันจริงๆ ของ ริโอ กับ วิดิช จึงเริ่มทำให้หลายคนได้กลิ่นของการผสมผสานที่ชักจะลงตัวในมากขึ้นทุกๆ วัน 

"การยืนตำแหน่ง, มันขึ้นอยู่กับการสื่อสาร, กองหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่ซึ่งกันและกัน แต่สำหรับกองหลัง มันเป็นแบบนั้น" วิดิช ว่าไว้เช่นนั้น 

 

ความสัมพันธ์ที่สุกงอม

หลังให้เวลาทั้งคู่รู้จักกันประมาณ 8 เดือน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-07 ก็กลับมาเริ่มแข่งอีกครั้งหลังจากศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่มีควันหลงมาถึงถิ่นปีศาจแดง จากเหตุการณ์ที่หลายคนมองว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จงใจทำให้ เวย์น รูนี่ย์ ถูกไล่ออก ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส

ด้วยข่าวนี้ใครก็คิดว่า ยูไนเต็ด เละแน่ในฤดูกาล 2006-07 ไหนจะเรื่องของกองหลังอย่าง วิดิช ก็ยังไม่การันตีว่าเขาพร้อมเต็มที่สำหรับพรีเมียร์ลีกหรือยัง ... ในภาวะรุมเร้ามากมาย ยูไนเต็ด ตอบกลับด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2006-07 ซึ่งสามารถพูดได้เต็มว่านี่คือจุด "ทวงคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้ง" ของทีมปีศาจแดง

ในส่วนของแนวรุก เฟอร์กี้ ขาย รุด ฟาน นิสเตลรอย ทิ้ง และให้ โรนัลโด้ กับ รูนี่ย์ ฉายแววให้เต็มที่ ส่วนในแนวรับ เขาให้ความไว้วางใจ วิดิช อย่างเต็มที่และดัน วิดิช ขึ้นมาเป็นคู่หูเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับ ริโอ อย่างเต็มตัว

เมื่อได้ฝึกซ้อมด้วยกัน พูดคุยกันตลอด แถมยังสนิทกันนอกสนามอยู่แล้ว และบวกกับโอกาส "รับมือสถานการณ์จริง" ร่วมกันเข้าไปอีก ตอนนี้ วิดิช กับ เฟอร์ดินานด์ ก็ช่วยยกระดับแนวรับของ ยูไนเต็ด ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเรื่องที่หลายคนกังวลต้องหมดห่วงไปโดยปริยาย 

"เมื่อคุณต้องเล่นกับใครสักคนตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อนของเขา ดังนั้นการที่เรารู้จักกันดีทำให้เราสามารถปรับตัวกับทุกอย่างได้ เมื่อเราพูดกันในสนามซ้อมมากพอ เราแทบไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันในสนามแข่งขันจริง ระหว่างผมกับ ริโอ แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว เรารู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร นี่คือความสัมพันธ์ที่พิเศษ ทุกวันนี้คุณเชื่อไหมผมก็ยังคุยกับเขาเรื่อยๆ และเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่เปลี่ยนเลย" วิดิช ในวัยแขวนสตั๊ดเล่าย้อนกลับไปตอนที่เขายังเล่นอยู่ 

สิ่งที่ทุกคนกล้ายอมรับคือ ก่อนหน้านี้ ยูไนเต็ด ในยุคของ เฟอร์กี้ คือทีมที่เป็นเอ็นเตอร์เทนฟุตบอลจริงๆ เสียเท่าไหร่ ต้องยิงกลับไปให้มากกว่าเก่า ทว่าการผสมผสานของ ริโอ กับ วิดิช นั้นแม้จะไม่ได้เปลี่ยนทรงบอลทั้งทีมที่ยังเป็นบอลเอ็นเตอร์เทนยิงเยอะอยู่ แต่ที่แน่ๆ แนวรับของปีศาจแดง เสียประตูน้อยลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด 

ในฤดูกาล 2006-07 ยูไนเต็ด เสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก (เป็นรอง เชลซี ที่ใช้ จอห์น เทอร์รี่ และ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่) แต่ก็อย่างที่เคยได้เกริ่นไว้ 2006-07 คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากฤดูกาลดังกล่าว ยูไนเต็ด ไม่เคยเป็นรองทีมใดในลีกอีกเลย 

ฤดูกาล 2007-08 คือของจริงที่เรียกได้ว่า "พีกที่สุด" ยูไนเต็ด เสียประตูตลอดทั้งฤดูกาลแค่ 22 ลูกในเกมลีก (น้อยที่สุด) เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังใช้เกมรับเป็นสารตั้งต้นที่นำไปสู่เกมรุกที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรป จนกระทั่งกรุยทางผ่านเข้าไปคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 3 ของสโมสรดังกล่าวในปีนั้นด้วย 

ภาพที่ทุกคนเห็นเป็นประจำคือภาพการผสานงานที่คุ้นเคย นั่นคือ วิดิช ชนให้เป็นตัวแรก และ ริโอ ยืนอ่านทางช่วยเก็บในจังหวะที่สอง แม้ต่างคนจะต่างทำหน้าที่คนละแบบ แต่เป้าหมายของพวกเขาคือสิ่งเดียวกันนั่นคือ "ทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมไม่เสียประตู"  

คนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ เคราร์ด ปีเก้ ที่เคยเป็นแบ็คอัพให้ทั้ง วิดิช และ ริโอ ที่บอกว่าการทำงานร่วมกันของทั้งคู่ ไม่มีจุดอ่อน และทำให้ตัวของ ปีเก้ รู้ตัวดีว่าไม่มีทางที่จะแย่งตำแหน่งคนใดคนหนึ่งได้เลย

“แม้ว่าผมจะเป็นเงาของสองนักเตะผู้ยิ่งใหญ่แต่ผมก็ได้มีส่วนร่วมเหมือนกันนะ ในแชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2008 ผมได้ลงเล่นไป 3 เกมและทำประตูได้ 2 ประตู” ปีเก้ เล่าถึงตอนที่ตัวเองยังเป็นนักเตะ ยูไนเต็ด 

“เนมันย่า วิดิช มีอายุมากกว่าผม 5 ปี ส่วน ริโอ แก่กว่าผมเกือบๆ 9 ปีซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเขาสองคนคือคู่กองหลังที่ดีที่สุดในโลก พวกเขาไม่เคยมีเกมที่เล่นได้แย่เลย"

 

สองนักสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค 

การทำงานร่วมกันของ ริโอ และ วิดิช นำมาซึ่งความสำเร็จมากมาย ทั้งคู่ร่วมกันคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และ แชมเปี้ยนส์ลีกอีก 1 สมัย 

ทั้งคู่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการพยายามหาจุดอ่อนของตัวเองให้เจอ จากนั้นก็แก้ไขและพัฒนามันให้ดีขึ้น และถ้าหากยังไม่ดีพอ พวกเขาก็ยังสามารถมั่นใจได้ว่าคู่เซ็นเตอร์คนข้างๆ สามารถทำให้จุดอ่อนนั้นหายไปได้ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันย่า วิดิช ถูกโหวตให้เป็นหนึ่งในคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดแห่งยุค 

แม้เรื่องราวดังกล่าวจะผ่านไปนานมากกว่า 10 ปี แล้ว แต่อดีตก็สามารถชี้นำอนาคตได้หากรู้จักนำมาประยุกต์และปรับใช้อย่างเหมาะสม ... ณ ปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด (รวมถึงทุกๆ ทีม) ล้วนต้องสร้างคู่เซ็นเตอร์แบบที่ วิดิช กับ ริโอ เป็นให้ได้ เพื่อเป็นฐานที่แข็งแกร่ง และนำไปต่อยอดถึงแดนมิดฟิลด์ และเกมรุกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพียงแต่ว่าการจะลอกเลียนแบบหรือปฎิบัติตามนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆเพราะ ทั้ง ริโอ และ วิดิช ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม แต่พวกเขาคือเพื่อนกันจริงๆ จึงทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

บทสรุปจากความสำเร็จของ ริโอ และ วิดิช คือการทำงานหนัก, ลดทิฐิ, เปิดใจ และวางเป้าหมายร่วมกัน พวกเขาหยิบทุกอย่างใส่แก้ว จากนั้นจึงค่อยๆ ผสมผสานจนทั้งสองส่วน กลายเป็นเนื้อเดียวกันได้ในท้ายที่สุด

บางครั้งความสำเร็จก็ต้องใช้หลายอย่างเพื่อแลกมา จากจุดเริ่มต้นที่ต่างคนต่างก็มีเครื่องหมายคำถาม จากนิสัยใจคอที่ดูเหมือนจะแตกต่างจนไม่น่าเข้ากันได้ กลับนำมาสู่การผสมผสานของทั้งคู่  ที่นำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังไม่มีทีมใดนอังกฤษทาบสถิติได้ เหมือนกับ CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ที่ผสมผสานลงตัวด้วยความชำนาญจนได้รสชาติระดับโลกที่ยากจะเลียนแบบ

CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ผู้สนับสนุนมิตรภาพ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ 

 

แหล่งอ้างอิง : 

http://www.thefa.com/learning/interviews/nemanja-vidic/i-was-a-fighter-from-an-early-age
https://thesefootballtimes.co/2016/12/21/ferdinand-and-vidic-the-greatest-defensive-partnership-in-premier-league-history/
https://www.tribalfootball.com/articles/exclusive-ex-arsenal-scout-on-how-man-utd-hero-vidic-blew-london-move-4250394#popup-sso
https://www.firstpost.com/sports/nemanja-vidic-interview-ex-manchester-united-star-on-difficulties-of-being-a-defender-partnership-with-rio-ferdinand-and-more-4363645.html
https://www.goal.com/th/news/4256/%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9/2014/05/09/4804683/%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง