mainstand

Feature

ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง : ขุนนางชั้นสูงที่ทำให้โลกสามัคคีกันจากแพชชั่นของตัวเอง



โอลิมปิกคือกีฬาของมนุษยชาติที่ทุกคนตั้งตารอ ทว่าหากย้อนไปเป็นร้อยๆปีก่อนหน้านี้ล่ะ? เคยมีใครคิดไหมใครเป็นผู้ริเริ่มในงานที่ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา


 

นี่คือเรื่องราวของตำนานการก่อตั้งโอลิมปิก ในยุคที่โลกนี้ทุกคนรู้จักแต่สงครามและยากจะญาติดีกัน ทว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความเชื่อของขุนนางชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า ปิแอร์ เดอ กูเบอร์เเตง

การรวมตัวของหลายชาติ หลายทวีป เพื่อชิงความเป็นเลิศในด้านกีฬา เกิดขึ้นได้อย่างไร ปิแอร์ เดอ กูเบอร์เเตง ต้องเสียสละตัวเองและเด็ดเดี่ยวแค่ไหนจึงใช้กีฬาเปลี่ยนโลกได้ 

ติดตามได้ที่นี่

 

เรียนรู้เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ 

ต้นตระกูลของ 'เดอ กูเบอร์แตง' นั้นถือว่าเป็นชนชั้นสูงของประเทศฝรั่งเศส และประดับฐานันดรระดับ บารอน ซึ่งได้มาจากต้นตระกูลที่เป็นศิลปินและนักวาดภาพ จนได้กลายเป็นคนโปรดของสำนักราชวัง และด้วยยศดังกล่าวทำให้ครอบครัวของเขาสามารถเข้าร่วมสภาขุนนางของประเทศได้  

เส้นทางประวัติศาสตร์ของตระกูล บารอน เดอะ กูเบอร์แตง เดินทางมาจนถึงปลายศตวรรษที่ 18 พวกเขาก็ได้กำเนิดบุตรชายที่ชื่อว่า ปิแอร์ ซึ่งชื่อดังกล่าวได้ตั้งชื่อตามพระเจ้าหลุยส์ที่ 11 

จนกระทั่ง ในปี 1871 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับประเทศฝรั่งเศสเมื่อพวกเขาต้องทำสงครามกับ ปรัสเซีย (ราชอาณาจักรอันเป็นหนึ่งในหลายแคว้นของชนชาติเยอรมัน) ในสงครามที่ชื่อว่า Franco-Prussian (ฟรังโก้-ปรัสเซี่ยน) ซึ่งในสงครามนี้ฝ่าย ปรัสเซี่ยน เป็นผู้ชนะอย่างรวดเร็ว และสามารถยึดกรุงปารีสได้ 

การพ่ายแพ้สงครามและต้องเสียเมืองหลวงทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและส่งผลกระทบต่อตระกูล กูเบอร์แตง โดยตรง จึงทำให้ในช่วงปี 1874 พ่อและแม่ของปิแอร์ ได้ส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียน Jesuit school ซึ่งถือเป็นโรงเรียนที่เข้มงวดมากมาย เพื่อหวังให้ ปิแอร์ เติบโตเป็นคนที่มีความรู้ เป็นกระดูกสันหลังของชาติ   

อย่างไรก็ตามคนเราสอนได้แต่ตัว ทว่าหัวใจนั้นยากที่จะบังคับกัน ภายใต้โรงเรียนที่เข้มงวดเรื่องการศึกษากลับกลายเป็นว่า ปิแอร์ ค้นพบตัวเองในอีกแบบหนึ่ง เขาชื่นชอบการเล่นกีฬา ที่โรงเรียนมีสอนทุกชนิดตั้งแต่ ชกมวย, ฟันดาบ และ ขี่ม้า 

สิ่งที่เขาค้นพบจากการเล่นกีฬา คือ การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ควรจะอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น แนวคิดดังกล่าวเกิดจากที่เขาเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์มนุษย์โดยเฉพาะช่วงยุคที่กรีก ที่ใช้ ยิมเนเซียม เป็นเหมือนที่ฝึกอบรมด้านร่างกายและผสมผสานเข้ากับการฝึกฝนด้านสติปัญญา และผลที่ตามมาชาว กรีก มีบุคลากรที่เป็นทั้งนักปราชญ์และนักรบที่มีชื่อเสียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อาครีลิส, อริสโตเติล ฯลฯ

ยิ่งนานวัน ยิ่งได้ศึกษาลึกซึ้งมากเท่าไหร่ กรอบความคิดของ ปิแอร์ ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นอกจากเขาจะมั่นใจว่ากีฬาสามารถเปลี่ยนคนให้ดีขึ้นได้เเล้ว เขายังเชื่อมั่นว่ากีฬา คือ สิ่งที่สามารถสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าข้อจำกัดบางอย่างที่อยู่รอบตัวของเขา คืออุปสรรคสำคัญที่ ปิแอร์ คิดว่าอาจจะทำให้สิ่งที่วางแผนไว้ไม่สำเร็จก็เป็นได้ 

เมื่อ ปิแอร์ เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มเต็มตัวความทะเยอทะยานของเขาก็มากขึ้น และเขาจะต้องออกไปยังโลกกว้างเพื่อหาในสิ่งที่เขาเชื่อมาตั้งแต่เด็ก เขาอยากให้ฝรั่งเศส เป็นสังคมอุดมปัญญาผ่านการพัฒนาด้านกีฬา และสิ่งที่เขาเตรียมไว้รออยู่ข้างหน้าไม่ใกล้ไม่ไกล

ณ เวลานั้นประเทศฝรั่งเศสไม่ได้เป็นชาติที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของกีฬามากมายนัก เนื่องจากเพิ่งพ้นภาวะสงครามและอยู่ในช่วงฟื้นฟูศิลปะ ปิแอร์ จึงต้องออกเดินทางไปยังประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่เล่นกีฬาแทบทุกชนิดอย่าง อังกฤษ... สถานที่ที่สร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา 

 

มือที่มอบให้กับประชาชน 

ปิแอร์ อายุได้ 20 ปี ตัดสินใจเดินทางไปอังกฤษ เพื่อศึกษาด้านกีฬาโดยตรง เขาไปที่ศูนย์พลศึกษาที่ก่อตั้งโดย โธมัส อาร์โนลด์ ผู้ดำรงตำแหน่งโรงเรียนสอนรักบี้ในเวลานั้น จุดมุ่งหมายของ ปิแอร์ คือ ต้องการองค์ความรู้ด้านกีฬาของคนอังกฤษ ทั้งเรื่องการจัดการและการฝึกฝนควบคู่กันไป

ในดินแดนแห่งความแปลกใหม่ ปิแอร์ เหมือนกับเป็นเด็กน้อยที่ตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่ง เขาเข้าหาคนที่มีความรู้อย่างไม่กลัวเสียเชิงบารอนแห่งฝรั่งเศส โดยเฉพาะในรายของ ดร. วิลเลี่ยม เพนนี บรู้กส์ นั้นคือผู้ที่ชี้ทางสว่างให้กับเขาโดยแท้จริง

สิ่งที่ทำให้ ปิแอร์ ยอมรับและยกให้ ดร. บรู้กส์ มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา คือแนวคิดที่ว่า "กีฬาคือยาที่ดีที่สุดสำหรับอาการเจ็บป่วยทั้งปวง" และทุกอย่างที่เขาเห็นกับตาโดยเฉพาะการเล่นรักบี้ หรือฟุตบอลในสวนสาธารณะของเด็กๆที่อังกฤษยิ่งทำให้เขาเชื่อว่ากีฬาสร้างคนได้จริง

"การจัดการด้านกีฬาสามารถสร้างคาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่งให้สังคมได้ ไม่ใช่แค่เกม แต่มันคือการสร้างกรอบความคิด และทำให้ทั้งจิตใจและร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุล นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วย" หนึ่งในข้อความที่ ปิแอร์ บันทึกไว้ 

หลังจากนั้นอีก 1 ปี เขายังคงเดินทางไปยังแผ่นดินใหม่อย่าง อเมริกา เพื่อเข้าไปดูงานที่มหาวิทยาลัยเยล ซึ่ง ณ ตอนนั้นมีงานจัดแข่งกรีฑาอยู่ โดยจุดมุ่งหมายของเขายังคงเหมือนเดิม เพราะกรีฑานั้นเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์น้อยชิ้น หากเทียบกับกีฬาอื่นๆ ดังนั้นมันจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างสุขพลานามัยและสุขภาพจิตได้ดีเป็นที่สุด 

หากถามว่า ปิแอร์ เดินทางไปทั่วโลกเพื่ออะไร? คำตอบนั้นง่ายนิดเดียว เพราะเขาคิดเสมอว่าสิ่งที่เขาเรียนรู้ทั้งหมดจะไม่ได้จบแค่ในหัวสมองของเขาเท่านั้น แต่องค์ความรู้เหล่านี้จะถูกส่งต่อให้ชาวฝรั่งเศสทุกคนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

นี่คือมือของชนชั้นสูงที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีอำนาจใหญ่โตคับประเทศ แต่ ปิแอร์ ก็เสียสละตัวเองอย่างเต็มที่ หลังจากกลับจากอเมริกา ได้ก่อตั้งองค์กรกีฬาที่ชื่อว่า Union des Sociétés Française de Sports Athlétiques (USFSA) เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่เขาพบเจอ, แนวคิด และปรัชญาเพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง

 

คนเดียวเปลี่ยนทั้งโลก

USFSA ไม่ใช่องค์กรที่ตั้งขึ้นมา และปล่อยให้มันเป็นไปอย่างไร้แบบแผน ปิแอร์ ได้นำเสนอและถ่ายทอดกันมาจนป็นงานที่สำเร็จรูปภายในตัวของมันเอง ซึ่งได้ผ่านการกลั่นกรองและเชื่อมโยงกับสังคม วัฒนธรรม และความเป็นมนุษย์มาแล้วเป็นอย่างดี โดยใช้ชื่อว่า "โอลิมปิคศึกษา" และสิ่งแรกที่เขาจะทำคือการฟื้นฟูเอาโอลิมปิค โบราณ ที่ชาวกรีกเคยสร้างไว้กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง

หนนี้เขาต้องการการสนับสนุนจากชาติต่างๆ ทั่วโลก ซึ่ง ณ เวลานั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่มากที่ทุกประเทศจะเดินทางมาแข่งขันกีฬากัน เพราะมีทั้งเรื่องสงคราม, การแย่งชิง รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจและการเดินทางที่อาจจะทำให้การจัดตั้ง โอลิมปิก ฉบับโลกใหม่กำเนิดขึ้น 

อย่างไรก็ตามด้วยคอนเนคชั่นที่เคยสร้างไว้ในสมัยที่ไปศึกษาทั้งที่อังกฤษ และอเมริกา ทำให้ ปิแอร์ สามารถรวบรวมตัวแทน 79 คนจาก 9 ประเทศให้มาเข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และจัดแข่งขันกีฬาของมวลมนุษยชาติที่ชื่อว่าโอลิมปิกขึ้นมา ภายใต้คติพจน์ ”Citius, Altius, Fortius” (เร็วขึ้น, สูงขึ้น, และ แข็งแกร่งขึ้น) พร้อมด้วยการสร้างสัญลักษณ์วงแหวน 5 วงที่หมายถึงแต่ละทวีป

"ในนามของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดทุกชาติ ผมสัญญาว่าเราจะมีส่วนรวมในการโอลิมปิกครั้งนี้ด้วยความเคารพ ปฎิบัติตามกฎ และดูแลพวกเขาทุกคนด้วยจิตวิญญาณของนักกีฬา เพื่อความรุ่งโรจน์ของวงการกีฬาและเกียรติยศของผู้ก่อตั้งทุกคน" ข้อความดังกล่าวเขียนไว้ที่ Athlete’s Oath โดยผู้เขียนคือ ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง

แม้จะเป็นคำพูดที่เต็มเป็นด้วยเกียรติและความมุ่งมั่น ทว่าความจริงคือหลายประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันนั้นมีอริทางเชื้อชาติและเรื่องราวในอดีต โดยเฉพาะในช่วงปี 1900 ที่โอลิมปิกจัดขึ้นใน ปารีส นั้นกลุ่มลัทธินิยมชาวฝรั่งเศสยังคงโกรธแค้นเยอรมันจากสงคราม ฟรังโก้-ปรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีคู่ของอังกฤษ กับ อเมริกา ที่เขม่นกันตั้งแต่อดีต จึงทำให้การจัดงานเป็นไปอย่างยากลำบาก

ทว่าความแน่วแน่ของปิแอร์ คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไป เขาเชื่อว่ายิ่งเอาคนที่ไม่ชอบกันมาแข่งกีฬากันยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น และถึงแม้จะยากลำบาก แต่ถ้าหากเริ่มต้นได้จะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และกีฬาจะเป็นสิ่งที่ช่วยลดการก่อสงครามในอนาคตอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ค่อยๆเบาลงไปเรื่อยๆ ตามที่ ปิแอร์ คิดจริงๆ

เป็นอีกครั้งที่การเสียสละของ ปิแอร์ ส่งต่อความเชื่อมั่นไปยังทั่วโลกและเปลี่ยนแนวคิดในระดับที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์" ได้โดยเต็มปาก เขาพยายามให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนไม่ใช่ชัยชนะแต่เป็นการต่อสู้ ซึ่งการต่อสู้ที่ถูกต้องที่สุดสำหรับมนุษย์นั้น คือการต่อสู้บนความมีน้ำใจนักกีฬานั่นเอง

 

ปณิธานที่ต้องสานต่อ

นับตั้งแต่วันที่ครอบครัวเผชิญภาวะสงครามต้องถูกส่งเข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่เข้มงวด ปิแอร์ ไม่เคยทิ้งสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว จุดเริ่มต้นจากการเล่นกีฬาและเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ ถูกต่อยอดไปจนกลายเป็นมหกรรมกีฬาของมนุษยชาติที่คนตั้งตารอคอย คือผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่าที่ ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง ได้ลงแรงมาตลอดชีวิต

แม้ปิแอร์ จะไม่ได้มีชีวิตถึงวันที่ โอลิมปิก ที่เขาสร้างขึ้นมากับมือประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่เรื่องราวของเขาก็กลายเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจและพูดถึงไปไม่รู้จบ มันเป็นเรื่องของคนตัวเล็กๆที่เชื่อว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้หากเราตั้งใจจริงและทำมันด้วยความรู้ความเข้าใจที่มากพอ

ในความสำเร็จของ ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง คือ การกล้าฝัน มองให้ไกลกว่าแค่ตัวเราเอง และจงกล้าลงมือทำมัน ซึ่งในที่สุดแม้จะต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในยุคสมัยที่การเดินทางแสนยากลำบาก ทว่าเขาก็สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้เสมอมา 

สิ่งที่แน่นอนที่สุดหลังจากนี้คือการนำสิ่งที่ ปิแอร์ ได้ทำไว้มาพัฒนาต่อยอดต่อไป ทุกอย่างล้วนต้องการผู้สานต่อ และอุดมการณ์ของ ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง ที่ต้องการจะพัฒนาชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น ผ่านการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ซึ่งมีคติพจน์ตั้งแต่แรกเริ่มว่า เร็วขึ้น, สูงขึ้น, และ แข็งแกร่งขึ้น ที่สะท้อนถึงความคิดในการพัฒนาศักยภาพที่มีในตัวเอง ก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายก็เช่นกัน

และหนึ่งในผู้สืบสานปณิธานดังกล่าวนั้นคือ บริดจสโตน ที่เห็นความสำคัญและเข้ามาเป็นมาเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียวครั้งนี้ และบริดจสโตน มีความเชื่อมั่นในพลังแห่งฝัน จึงได้สนับสนุนนักกีฬา มากมายจากทั่วโลกให้ไล่ล่าความฝันของพวกเขาในการประสบความสำเร็จในศึกโอลิมปิก ภายใต้แคมเปญ “Chase your dream”  

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามจุดยืน และวิสัยทัศน์ ของผู้ริเริ่ม จะคงอยู่ต่อไป ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง จะต้องภูมิใจกับคนรุ่นหลังที่มีแนวคิดเดียวกับเขาแน่นอน 

 

แหล่งอ้างอิง

https://bonjourparis.com/history/pierre-de-coubertin-father-of-the-modern-olympic-games/
https://en.wikipedia.org/wiki/Pierre_de_Coubertin
https://www.olympic.org/pierre-de-coubertin
https://www.cairn.info/revue-histoire-politique-2010-3-page-9.htm



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง