mainstand

Feature

ทำไมทีมบาสเกตบอล NBA จากฝั่งตะวันตกถึงเก่งกว่าฝั่งตะวันออก?



มีคำกล่าวไว้ว่า ในสหรัฐอเมริกา คนรวยที่สุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จะครองทรัพยากรเกือบทั้งหมดของประเทศ แต่หากเป็น NBA ทรัพยากรหรือความสำเร็จทั้งหมด ถูกจำกัดเอาไว้ในมือของทีมจากฝั่งตะวันตก (Western Conference)


 

เพราะช่วงเวลาหนึ่ง มีถึง 4 ฤดูกาลติดต่อกันที่ ตัวแทนจากฝั่งตะวันตก โกลเดนสเตท วอร์ริเออร์ส เจอกับทีมที่ดีที่สุดจากฝั่งตะวันออก (Eastern Conference) คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ในรอบชิงแชมป์ NBA

ผลปรากฎ กลายเป็นทีมสะพานทองชนะไปถึง 3 ครั้ง โดยเฉพาะสองครั้งหลัง ที่เล่นกันห่างชั้นราวกับทีมอาชีพพบกับทีมมัธยม ทั้งๆ ที่สองทีมนี้อยู่ในลีกเดียวกัน มีการกำหนดเพดานเงินเดือนเดียวกัน แต่ทำไมความแข็งแกร่งของทั้งสองฝั่ง ถึงห่างกันเช่นนี้

Main Stand พาคุณไปค้นหาเหตุผลว่า ทำไมทีมจากฝั่งตะวันตกถึงเหนือกว่าทีมจากฝั่งตะวันออก มานานกว่า 20 ปี? จุดเริ่มต้นมาจากอะไร? แล้วทีมจากฝั่งตะวันออกมีทีท่าจะแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่? เรามีคำตอบทั้งหมดมาให้คุณ

 

ดราฟต์ดี มีแชมป์

หากจะค้นหาว่าความยิ่งใหญ่ของทีมฝั่งตะวันตก เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด? คงต้องย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ NBA Draft ครั้งที่ 50 หรือการคัดเลือกตัวผู้เล่นเข้าสู่ลีก ประจำปี 1996 โดยการดราฟต์ครั้งดังกล่าว ถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในการดราฟต์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ NBA เนื่องจากผู้เล่นชื่อดังมากมาย พาเหรดเข้าสู่ NBA ในปีดังกล่าว


Photo : bleacherreport.com

โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) คือหนึ่งในผู้เล่นที่ก้าวสู่ NBA ในปี 1996 และเมื่อหันไปมองดูเส้นทางอาชีพของเขา เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทีมจากฝั่งตะวันตกถึงครองความยิ่งใหญ่ได้มากกว่า 

โคบีสร้างตำนานที่คนทั่วโลกต้องจดจำกับ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส (Los Angeles Lakers) ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ NBA 5 สมัย 

เมื่อวิเคราะห์ลงไปให้ลึกถึงการเข้าสู่ลีกของตำนานอย่าง โคบี ไบรอันท์ เขาไม่ควรจะมาเล่นให้ฝั่งตะวันตกด้วยซ้ำ แท้จริงแล้ว 

โคบี ไม่ได้ถูกดราฟต์โดย ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส แต่ถูกเทรดมาจาก ชาร์ล็อต ฮอร์เน็ตส์ (Charlotte Hornets) ซึ่งเป็นทีมจากฝั่งตะวันออกอีกต่อหนึ่ง

หนึ่งเดือนถัดมาหลังจาก โคบี ไบรอันท์ ย้ายข้ามฝั่งมาเป็นตำนานในรัฐแคลิฟอร์เนีย อีกหนึ่งผู้เล่นระดับตำนานอย่าง แชคิล โอนีล หรือ แชค (Shaquille O'Neal) ไม่ได้รับการต่อสัญญาจาก ออร์แลนโด แมจิก (Orlando Magic) ทีมจากฝั่งตะวันออกที่เพิ่งก้าวไปไกลถึงรอบชิงแชมป์สาย เนื่องจากได้รับอาการบาดเจ็บหนักจนพลาดถึง 28 เกม ในฤดูกาล 1995-96

เมื่อถูกทีมเก่ามองข้าม แชคีล โอนีล เลียแผลใจโผซบ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมจากสตาร์หน้าใหม่ เลเกอร์สยอมทุ่มสัญญามูลค่ารวม 121 ล้านเหรียญ เพื่อเซ็นสัญญาผู้เล่นที่สูงและหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA ด้วยความหวังว่าแชคจะนำความยิ่งใหญ่มาสู่แฟรนไชส์

การลงทุนของเลเกอร์สนั้นแสนคุ้มค่า โคบี และ แชค ระเบิดฟอร์มพาเลเกอร์ส คว้าแชมป์ NBA สามฤดูกาลติดต่อกัน (2000-2002) เลเกอร์สในช่วงเวลาดังกล่าว ถูกขนานนามว่าเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้ชิคาโก บูลส์ (Chicago Bulls) ของไมเคิล จอร์แดน (Michael Jordan) ประกาศการถือครองความยิ่งใหญ่ของทีมจากฝั่งตะวันตกตั้งแต่ตอนนั้น


Photo : people.com

กรณีของ โคบี ไม่ใช่ครั้งเดียวที่ทีมจากฝั่งตะวันออก ปล่อยของดีให้หลุดลอยจาาการดราฟต์ แต่มีอีกหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ ยกตัวอย่างกรณีของ ทิม ดันแคน (Tim Duncan) ดราฟต์อันดับหนึ่งของปี 1997 ที่ควรจะไปอยู่กับ บอสตัน เซลติกส์ (Boston Celtics) 

แต่ทีมดังจากฝั่งตะวันออก เลือกทิ้งโอกาสนี้ เทรดลำดับดราฟต์อันดับหนึ่งแก่ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส (San Antonio Spurs) และปล่อย ทิม ดันแคน หลุดมือไป

ไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ทิม ดันแคน ก้าวไปคว้าแชมป์ NBA 5 สมัย ตลอดทั้งอาชีพของเขากับ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ส่วน บอสตัน เซลติกส์ กว่าจะสร้างทีมให้ยิ่งใหญ่จนคว้าแชมป์ NBA ได้ ต้องรอถึง 11 ปี หลังจากนั้น

 

เลือกตัวผิด ชีวิตเปลี่ยน

การที่ผู้เล่นฝีมือดีหลั่งไหลเข้าสู่ทีมฝั่งตะวันตก ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมฝั่งตะวันตกแข็งแกร่งกว่า แต่ความจริงแล้ว หากวิเคราะห์กันให้ละเอียด ความแข็งแกร่งที่ห่างกันทั้งสองฝั่งที่มากขนาดนี้ เกิดขึ้นจากการกระทำของฝั่งตะวันออกเองมากกว่า


Photo : www.lakersnation.com

ทีมจากฝั่งตะวันออกส่วนใหญ่ มักมีนโยบายการทำทีมคล้ายกันคือ สร้างทีมจากซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว และมักจะละเลยการสร้างทีมจากการดราฟต์ ด้วยการยอมเทรดเสียสิทธิอันดับดราฟต์ หรือละเลยการเลือกผู้เล่นฝีมือดี 

เพื่อเปิดโอกาสคว้าตัวฝีมือดีที่โลดแล่นอยู่ในลีก รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่ที่ชื่อเสียงดังกว่า กรณีนี้เห็นได้บ่อยครั้งจากทีมฝั่งตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่ มันทำให้พวกเขาพลาดของดีไป

ตัวอย่างทีมที่ล่มสลายจากแนวคิดแบบนี้ คือ มิลวอกี บักส์ (Milwaukee Bucks) ที่ควรจะสร้างความยิ่งใหญ่ได้ตั้งแต่ปี 1996 หลังจากเทรด เรย์ อัลเลน (Ray Allen) เข้าสู่ทีมในการดราฟต์ 1996 รวมถึงคว้าสิทธิดราฟต์อันดับ 9 ในปี 1998 ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาคว้า เดิร์ก โนวิทซกี (Dirk Nowitzki) ฟอร์เวิร์ดฝีมือดีที่จะก้าวเป็นตำนานของ NBA ในเวลาต่อมา

สุดท้าย บักส์ปล่อยทุกอย่างที่มีให้หลุดมือ พวกเขาเทรด เดิร์ก โนวิทซกี ที่ดราฟต์มาให้แก่ ดัลลัส แมฟเวอริกส์ (Dallas Mavericks) เพื่อคว้าตัว โรเบิร์ต เทยเลอร์ (Robert Taylor) ดราฟต์อันดับหนึ่งของปีดังกล่าว ทันทีในวันดราฟต์ 1998 

ส่วน เรย์ อัลเลน บักส์ตัดสินใจเทรดเขาออกจากทีมในปี 2003 เพื่อคว้าตัว แกรี เพย์ตัน (Gary Payton) และ เดสมอนด์ เมสัน (Desmond Mason) สองผู้เล่นชื่อดังที่ผ่านช่วงพีคไปแล้ว จาก ซีแอตเทิล ซูเปอร์โซนิคส์ (Seattle SuperSonics) เข้าสู่ทีม

การแลกตัวผู้เล่นของบักส์ คือความผิดพลาดที่แฟนไม่ควรให้อภัย โรเบิร์ต เทยเลอร์ ที่พวกเขาคว้าตัวมา ไม่เคยประสบความสำเร็จใน NBA เช่นเดียวกับ เพย์ตัน และ เมสัน ที่ไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ NBA ขณะที่ เดิร์ก และ เรย์ อัลเลน ต่างออกไปประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ NBA ทั้งคู่


Photo : bleacherreport.com

มาถึงจุดนี้ บางคนอาจยกมือบอกว่า เรย์ อัลเลน สามารถก้าวไปคว้าแชมป์ NBA กับ บอสตัน เซลติกส์ ซึ่งเป็นทีมฝั่งตะวันออกได้เช่นกัน แต่มันเป็นเพียงความสำเร็จภายในฤดูกาลเดียวเท่านั้น 

เซลติกส์ยุค “Big 3” ประกอบด้วย เรย์ อัลเลน, เควิน การ์เน็ตต์ (Kevin Garnett) และ พอล เพียร์ซ (Paul Pierce) มีเพียงเพียร์ซเท่านั้นที่อยู่กับทีมมาอย่างยาวนาน ที่เหลือถูกเซ็นสัญญามาก่อนหน้าคว้าแชมป์ในปี 2008 แค่ไม่กี่ปี

การคว้าผู้เล่นที่อีกไม่นานจะเข้าสู่ช่วงโรยรา จึงเป็นเหตุผลที่ความยิ่งใหญ่ของเซลติกส์อยู่ได้ไม่นาน ปี 2013 เควิน การ์เน็ตต์ และ พอล เพียร์ซ ที่เริ่มจะฟอร์มตก ถูกเทรดออกจากทีมในปี 2013 ไปอยู่กับ บรูคลิน เน็ตส์ (Brooklyn Nets) ซึ่งก็หนีไม่พ้นเป็นทีมจากฝั่งตะวันออกอีกเช่นเคย

เหมือนวงเวียนที่หมุนไปไม่จบสิ้น บรูคลิน เน็ตส์ นำดราฟต์รอบแรกสามปี (2014, 2016, และ 2018) ไปแลกกับผู้เล่นสามคนที่เซลติกส์พยายามจะเขี่ยทิ้ง จึงไม่ต้องแปลกใจหากผลงานที่ออกมาของ เน็ตส์จะไม่เอาไหน พวกเขาพลาดการไปเพลย์ออฟสามปีติด เนื่องจากไม่มีสิทธิดราฟต์หาตัวผู้เล่นมาซ่อมแซมทีม

ในทางกลับกัน เมื่อหันไปดูทีมจากฝั่งตะวันตก พวกเขาสร้างทีมจากผู้เล่นหน้าใหม่ และตัวดราฟต์ของแฟรนไชส์เอง นอกจากกรณีของ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ที่กล่าวไป ดัลลัส แมฟเวอริกส์ คืออีกทีมที่บริหารการเลือกผู้เล่นได้ดี 

ในปี 1998 ที่พวกเขาคว้า เดิร์ก โนวิทซกี มาสู่ทีม แมฟเวอริกส์ เทรดตัวคว้า สตีฟ แนช (Steve Nash) ที่ยังไม่มีชื่อเสียงในเวลานั้นเข้าสู่ทีม ก่อนเปลี่ยนผู้เล่นรายนี้สู่ตำแหน่งพอยท์ การ์ด และก้าวสู่การเป็น MVP ร่วมกับทีม ฟีนิกซ์ ซันส์ (Phoenix Suns) ในเวลาต่อมา

 

ชายที่ชื่อเลบรอน

การเลือกตัวผู้เล่นและบริหารทีมอันผิดพลาด ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายยุค 90’s ถึง 2000’s กว่าจะรู้ตัวอีกที ทีมจากฝั่งตะวันออกได้ตามหลังทีมจากฝั่งตะวันตกไปไกลโข แม้จะได้สิทธิดราฟต์อันดับหนึ่ง 7 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2008 เว้นเพียงปี 2002 และ 2007 แต่มันก็สายเกินแก้แล้ว สำหรับทีมจากฝั่งตะวันออก


Photo : www.businessinsider.com

อันที่จริง ใช่ว่าทีมจากฝั่งตะวันออกจะไม่สามารถหาผู้เล่นที่ดีจากการดราฟต์ได้เลย คงเป็นเรื่องผิดบาปหากเราไม่พูดถึงชื่อของ เลบรอน เจมส์ (LeBron James) นักบาสที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งถูกดราฟต์เข้าสู่ NBA ในปี 2003 โดย คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส (Cleveland Cavaliers)

เลบรอนคือความภาคภูมิใจของทีมจากฝั่งตะวันออก แชมป์ NBA สามสมัยของเขา ทั้งกับ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส และ ไมอามี ฮีต (Miami Heat) ล้วนเป็นทีมจากฝั่งตะวันออกทั้งสิ้น แต่การมาของ เลบรอน เจมส์ กลับยิ่งทำลายความแข็งแกร่งของทีมฝั่งตะวันออกเข้าไปอีก

หากถามว่ามันเกิดจากเหตุผลอะไร? คำตอบนั้นง่ายนิดเดียวคือ ไม่มีใครอยากเจอกับ เลบรอน เจมส์ เขาคือผู้เล่นคนแรกนับตั้งแต่ทีม บอสตัน เซลติกส์ ในยุค 60’s ที่พาทีมเข้ารอบชิงแชมป์ NBA ติดต่อกัน 7 ปีซ้อน เก่งขนาดนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ทีมเดียวกับเลบรอน คงไม่มีใครอยากอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาในสนาม

ด้วยเหตุนี้ ดาวดังที่สร้างชื่อในช่วงปลายยุค 2000’s จึงพาเหรดแห่กันโบกมือลาทีมจากฝั่งตะวันออก ทั้ง คาร์เมโล่ แอนโธนี (Carmelo Anthony) ที่เล่นให้ นิวยอร์ค นิคส์ 7 ปี แต่ไม่มีแชมป์ติดมือ, พอล จอร์จ (Paul George) ประสบชะตากรรมเดียวกันที่ อินเดียนา เพเซอร์ส (Indiana Pacers) พวกเขาเหล่านี้ตัดสินใจโบกมือลาฝั่งตะวันนออก เพราะเล่นดีอย่างไรก็ไม่ได้เข้าชิงแชมป์ NBA เนื่องจากมีเลบรอนขวางทางอยู่

ขณะเดียวกัน ความแข็งแกร่งของเลบรอน ทำลายสถิติของทีมฝั่งตะวันออกซะจนอ่อนปวกเปียก นับตั้งแต่ฤดูกาล 2000 ถึง 2017 มี 12 ทีมของสายตะวันออกที่เข้าสู่รอบเพลย์ออฟ โดยมีผลงานแพ้มากกว่าชนะ ส่วนทีมที่แพ้มากกว่าชนะ และได้เข้าสู่รอบเพลย์ออฟในช่วงเวลาเดียวกันของสายตะวันตก มีจำนวนทั้งหมด 0 ทีม

ความแข็งแกร่งของเลบรอน ทำให้หลายทีมในฝั่งตะวันออก เปลี่ยนวิธีการทำทีม มาเป็นการไม่เน้นซูเปอร์สตาร์ แต่เน้นระบบทีมที่แข็งแกร่ง ดั่งที่เห็นได้ชัดจาก วอชิงตัน วิซาร์ดส์ (Washington Wizards) และ โทรอนโต แร็ปเตอร์ส (Toronto Raptors) โดยทีมหลังนำแนวทางนี้ ประสบความสำเร็จเป็นถึงแชมป์ NBA ประจำปี 2019

เมื่อเห็นว่าแนวทางได้ผล ซูเปอร์สตาร์จึงต้องย้ายไปถมกันที่ฝั่งตะวันตก เพราะทุกทีมมีความแข็งแกร่งที่ใกล้เคียงกัน และยังคงเน้นการสร้างทีมด้วยความสามารถของผู้เล่นมากกว่าระบบทีม แม้ยุครุ่งเรืองของ โกลเดนสเตท วอร์ริเออร์ส จะเกิดขึ้นได้ด้วยระบบทีมของ สตีฟ เคอร์ (Steve Kerr) เป็นหลักก็ตาม

ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส คือหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน ทั้งในอดีต กับการคว้าตัว สตีฟ แนช และ ดไวท์ ฮาเวิร์ด (Dwight Howard) มาเสริมทีมที่นำโดย โคบี ไบรอันท์ ซึ่งผลลัพธ์กลับลงเอยด้วยความล้มเหลว รวมถึงปัจจุบัน กับการคว้าตัว เลบรอน เจมส์ สัญลักษณ์ของฝั่งตะวันออก และ แอนโธนี เดวิส (Anthony Davis) ซึ่งสุดท้ายแล้ว การที่ผู้เล่นฝีมือดีไปอยู่รวมกันในฝั่งตะวันตก ย่อมพัฒนาความแข็งแกร่งอย่างเลี่ยงไม่ได้


Photo : nba.com

ปัจจุบัน ความแข็งแกร่งของทีมฝั่งตะวันออกดีขึ้นมาก แม้จะเสียดาวดัง เลบรอน เจมส์ ไปยังฝั่งตะวันตกให้แก่ทีม ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส แต่สื่อหลายเจ้าเริ่มมองว่า ทีมฝั่งตะวันตกมีแต่ดาวดังอายุมาก และเริ่มจะโรยรา ส่วนฝั่งตะวันออกหันมาใช้ผู้เล่นดาวรุ่ง เป็นภาพสลับกับ 20 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

ไม่มีใครรู้ว่าการคาดเดาของสื่อถูกต้องหรือไม่ ฝั่งตะวันตกยังคงมีสุดยอดทีมอย่าง ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ที่กำลังกลับสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง ขณะที่ทีมจากฝั่งตะวันออกยังห่างไกลจากการก้าวขึ้นมาครองความสำเร็จในระยะยาว เหมือนกับที่ เลเกอร์ส, วอร์ริเออร์ส และ สเปอร์ส เคยทำได้เมื่อช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่คือ ทีมจากฝั่งตะวันออกเรียนรู้ถึงปัญหา และได้รับบทเรียนจากการกระทำในอดีตแล้ว แน่นอนพวกเขาต้องใช้เวลา แต่อีกไม่นานัก เราอาจได้เห็นทีมจากฝั่งตะวันออกกลับมาถือครองความยิ่งใหญ่อีกครั้ง เหมือนกับที่ บอสตัน เซลติกส์ และ ชิคาโก บูลส์ เคยทำได้มาแล้ว

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/sport/2018/oct/31/nba-western-conference-stronger-than-eastern-conference
https://www.vix.com/en/ovs/halftime/57966/why-is-the-nba-western-conference-better-than-the-east
https://www.sportskeeda.com/basketball/5-reasons-why-the-east-has-been-worse-than-the-west
https://sircharlesincharge.com/2017/07/09/nba-west-became-much-better-east/
https://www.sbnation.com/nba/2019/12/5/20996761/nba-playoffs-draft-order-east-vs-west-conference-imbalance



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง