mainstand

Feature

El Gran Derbi : เรอัล เบติส ปะทะ เซบีย่า...ดาร์บี้แมตช์ “ของจริง” ของบอลสเปน



สำหรับคอบอลบ้านเราหากพูดถึงฟุตบอลสเปนคงหนีไม่พ้น บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด ที่นำมาก่อนในแง่ของความผูกพันและความชื่นชอบ ทุกคนตั้งตารอดูการปะทะกันทั้งคู่ในเกมที่เรียกว่า "เอล กลาซิโก้" หรือที่แปลว่า "แมตช์สุดคลาสสิก" กันอย่างใจจดใจจ่อ


 

อย่างไรก็ตามที่สเปนไม่ได้มีแค่ เอล กลาซิโก้ เท่านั้น เยื้องลงมาทางตอนใต้ที่แคว้นอันดาลูเซีย มีเกมที่เรียกว่า "El Gran Derbi" หรือที่แปลเป็นไทยว่า "ดาร์บี้แมตช์ที่ยิ่งใหญ่" แต่กลับเป็นการเจอกันของ เรอัล เบติส และ เซบีย่า 2 ทีมที่คนไทยยังไม่ได้ทำความรู้จัก กับพวกเขาจริงๆจังๆ 

ทำไมการเจอกันของ 2 ทีมที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่คับฟ้า จึงถูกเรียกว่าเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด... มีอะไรเป็นจุดเริ่มต้น และเหตุใดมันจึงมีรสชาติที่ดิบกว่า เอล กลาสิโก้ เสียด้วยซ้ำ?  

ติดตามได้ที่นี่ 

 

การเเข่งขันข้ามศตวรรษ 

ในยุคของโลกศิวิไลซ์ การทำสงครามกันแบบโต้งๆถือปืนไล่ยิง เอารถวิ่งไล่ถล่มกันคงเป็นเรื่องที่ไม่มีให้เห็นง่าย ๆ กันอีกต่อไป ดังนั้นในช่วงเวลากว่า 100 ปี ที่ผ่านมา หากไม่นับสงครามที่ใหญ่ระดับสงครามโลก, สงครามแบ่งฝักฝ่ายศาสนา แล้วมนุษย์เรามีการประนีประนอมกันมากขึ้น โดยใช้สิ่งอื่นๆเข้ามาทดแทนสงคราม 


Photo : yeswecrann.co.za

ฟุตบอลก็เหมือนสงครามที่ย่อขนาด, ความเข้มข้น และลดความรุนแรงลงมา มันคือการแข่งขันที่จบด้วยการมีผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ดีใจ ผู้แพ้ก็คับแค้นใจ และเตรียมมาล้างแค้นกันใหม่ในโอกาสหน้า...นี่คือสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีรสชาติที่สุด

เรื่องราวของ EL Gran Derbi ซึ่งเป็นการเจอกันของ 2 สโมสรในแคว้นอันดาลูเซียอย่าง เซบีย่า และ เรอัล เบติส ก็ไม่ต่างกัน ทั้งสองทีมอยู่เมือง ๆ เดียวกัน แต่จุดยืนในการก่อตั้งสโมสรนั้น แสนแตกต่าง …และเรื่องมันก็เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีที่เเล้ว 

เซบีย่า คือ สโมสรประจำเมืองเซบีย่า ที่เกิดขึ้นก่อน เรอัล เบติส แน่นอนว่าในฐานะผู้มาก่อน เซบีย่า เคยเป็นทีมฟุตบอลทีมเดียวของเมือง ดังนั้นมันจึงเป็นศูนย์รวมของผู้คน ซึ่งเมื่อมีแฟน ๆ เชียร์เยอะขึ้นมาก ๆ เข้า ปัญหาที่ตามมาคือการเซอร์วิสแฟน ๆ ที่ไม่ทั่วถึง อีกทั้งวิสัยทัศน์ต่าง ๆ ของกลุ่มผู้ก่อตั้งกับคนในท้องถิ่นก็ไม่ได้ตรงกันเสียทั้งหมด จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความไม่พอใจเกิดขึ้นในกลุ่มแฟนบอลท้องถิ่น 

สโมสรแห่งนี้ถูกก่อตั้งโดยนักธุรกิจและวิศวกรชาวอังกฤษเป็นหัวเรือใหญ่   มีการบันทึกเหตุการณ์ว่าคนหนุ่มจากอังกฤษ 6 คนที่เข้ามาทำงานในเมือง นัดแนะ และรวมพลกันที่คาเฟ่แห่งหนึ่งเพื่อสร้างสโมสรแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อแสวงหาความรู้, เป็นสังคมที่ใช้พบปะพูดคุย และดื่มกินสังสรรค์ จากนั้นพวกเขาก็เลือกตั้งประธานสโสมสร และมีกฎที่ตั้งกันขึ้นมาเอง หนึ่งในนั้นคือการจำกัดความของสโมสรเซบีย่าว่า เป็นทีมลูกครึ่งอังกฤษ-สเปน 

การต้องง้อชาวต่างชาติจึงทำให้มีชาวเมือง เซบีย่า อีกกลุ่มต้องสร้างอีก 1 สโมสรมาเพื่อคานอำนาจ และการผูกมัด หลังจากนั้น 27 ปี ต่อมา เรอัล เบติส ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ "คิง อัลฟองโซ่ ที่ 13" 


Photo : www.vavel.com

ว่ากันว่าสาเหตุที่เรอัล เบติส นั้นใส่ชุดสีขาวและสีเขียวเป็นสีหลักมีอยู่ 2 เหตุผลใหญ่ ๆ คือ สีขาวนั้นง่ายต่อการสรรหาผ้ามาทำชุดเเข่ง ขณะที่สีเขียวนั้นเกิดจากความสัมพันธ์ของหนึ่งในผู้ก่อตั้งสโมสรที่ชื่อว่า รามอส อเซนซิโอ ชาวท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับชาวสก็อตแลนด์เป็นอย่างดี ซึ่งสีเขียวนั้นมาจากความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อสโมสรกลาสโกว์ เซลติก 

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่บังเอิญที่ส่งผ่านให้ EL Gran Derbi ดุเดือดเสมอเมื่อทั้ง 2 ทีมลงสนามเจอกัน เพราะเซบีย่า สนิทกับฝั่งอังกฤษ ส่วนเบติส นั้นก็สนิทกับฝั่งสก็อตแลนด์ ซึ่งหากให้ลองจับคู่แท็คทีมกันแล้ว ก็ดูจะเป็นอะไรที่เข้าแก๊บกันเป็นอย่างดี เพราะเดิมทีชาวสก็อตติชและชาวอังกฤษก็เป็นไม้เบื่อไม้เมามากันตั้งแต่ยุคที่ยังใช้ดาบชิงอำนาจกันเลยด้วยซ้ำ 

 

ศึกชิงความเป็นหนึ่งที่เข้มข้น 

ช่วงเวลาหลังจากเรอัล เบติส ถูกสร้างขึ้นเพื่อมาคานอำนาจ ความเป็นดาร์บี้แมตช์ก็ถือกำเนิดตั้งแต่ในตอนนั้น... และเสน่ห์ของ EL Gran Derbi ทั้งสองทีมพยายามแข่งขันและชิงความเป็นอันดับ 1 ของเมืองอย่างจริงจังต่างกับที่อื่น...

ที่กรุงมาดริด แม้ แอตเลติโก มาดริด จะยิ่งใหญ่ขึ้นมาในระยะหลัง แต่หากวัดศักยภาพโดยรวมพวกเขาก็ยังตาม เรอัล มาดริด หลายขุม... 

ที่กาตาลัน มีเพียงบาร์เซโลน่า ที่ผงาดเหนือทีมอื่นใดแบบไร้ข้อโต้แย้ง ขณะที่ฝั่งบาเลนเซีย ก็มี บาเลนเซีย ยืนพื้น ขณะที่ทีมอย่าง เลบันเต้ ที่เป็นคู่แข่งร่วมเมืองกลับตามหลังแทบไม่เห็นฝุ่น

แต่ที่เซบีย่า การแข่งขันกันแบบจริงจังทำให้ทั้งเซบีย่า และ เรอัล เบติส เป็นสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ในแต่ละยุคๆ ในยุค '30s เบติส คว้าเเชมป์ลีกได้ก่อน จากนั้นอีก 10 ปี เซบีย่า ก็ทำได้ หลังจากนั้น เบติส ก็ตกต่ำปล่อยให้ เซบีย่า นำหน้าในยุค '50s แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลับมาในยุคของประธานสโมสรที่ชื่อว่า เบนิโต้ บิญามาริน (ใช้เป็นชื่อสนามเหย้าของทีม ณ ปัจจุบัน) และแซงหน้า เซบีย่า ได้อีก 

ทั้งสองทีมผลัดกันใส่คนละหมัด จัดเต็มคนละยุค แม้ในยุคหลังๆ เซบีย่า จะมีความสำเร็จระดับทวีปและทำให้พวกเขาข่มเพื่อนร่วมเมืองได้บ้าง แต่เบติส ก็ไม่ได้ตกต่ำลงไปจนสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ปีหลังที่มีการซื้อนักเตะฝีเท้าดีและทำอันดับไล่จี้ เซบีย่า ไม่ให้ขาดลอยเมืองช่วงยุค '90s -2000 อีกเเล้ว 

"ดาร์บี้ แมตช์ ที่นี่มีควาหมายมากกว่าแค่ 90 นาที  แฟนบอลทั้งสองเหมือนมีทีมฟุตบอลเป็นศาสนา ทุกคนต้องเลือกว่าจะอยู่ฝั่งสีเขียวหรือว่าสีเเดง ความเข้มข้มและตึงเครียดพีกสุดๆในช่วงปี 90s เพราะมีเหตุการณ์ปะทะของแฟนบอล ผู้บริหารของทั้งสองทีมก็ต้องทำงานหนักเพื่อสนองความต้องการของคนดู"

"ก่อนเกมดาร์บี้แมตช์นั้น แฟน ๆ ตื่นตัว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกมสำคัญของพวกเขาเป็นสัปดาห์ๆ โดยเฉพาะในยุคเก่าๆนั้นมีกลเม็ดเคล็ดลับ รวมถึงวิชามารที่ซ่อนอยู่เลยก็มี... ซึ่งโดยการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนแข่งจริงยังสามารถดึงดูดให้แฟน ๆ เข้ามาเชียร์ในสนามซ้อมได้เป็นหมื่นๆคน"

"เมื่อคุณมาที่นี่คุณจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ต่อให้คุณไม่ได้อยู่ในสนาม แต่ถ้าวันแข่งมาถึงเสียงเชียงจะกระหึ่มไปทั่วทั้งเมือง แฟนจะล้อมนักเตะฝั่งของพวกเขา แล้วตะโกนปลุกใจตั้งแต่ออกจากโรงแรมจนกระทั่งเดินทางถึงสนาม"  Paul Reidy คอลัมนิสต์ของ AS สื่อดังจากสเปนพยายามจะอธิบายถึงความเข้มข้นของ El Gran Derbi ให้ทุกคนเห็นภาพ 

 

สนิทกันได้...แต่ห้ามแพ้ 

ความรุนแรงในการพบกันของแฟนบอลสองสโมสรถูกลดทอนลงไปในช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างได้เจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก.... น่าแปลกที่พวกเขาชิงชังกันมานานเเสนนาน แต่พอมีเรื่องที่เดือดร้อนและต้องการกำลังใจ กลับกลายเป็นว่าคู่แข่งของพวกเขาเองนั่นแหละที่ยื่นมือเข้าช่วย


Photo : www.sportskeeda.com

ในช่วง '90s เกมดาร์บี้ แมตช์ ที่ เซบีย่า เป็นเกมที่มีมลทินมากมาย มีเรื่องนอกสนามมาบดบังมุมมองเรื่องของกีฬาไป อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณเหล่าผู้ใหญ่ของทั้งสองทีมที่พยายามลดทอนความเร่าร้อนของแฟน ๆ ลงมาได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์เสียชีวิตของ อันโตนิโอ ปูเอร์ต้า (กัปตันของ เซบีย่า) ในปี 2007 นั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความเห็นอกเห็นใจและเป็นปัจจัยสำคัญมากที่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของดาร์บี้ของทั้งสองทีม มันทำให้ทั้งสโมสรใกล้ชิดกันมากขึ้น และเกิดความสัมพันธ์เชิงบวกที่ทำให้สุดท้ายภาพลักษณ์และความรุนแรงหลังฉากหายไป 

เรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นนอกสนามแล้ว... การที่พวกเขาเข้าไปเชียร์กันในฐานะของเกมกีฬา ไม่มีความรุนแรง ไม่มีรบราฆ่าฟัน ส่งผลบวกไปในหลายทิศทาง อย่างน้อยๆการชิงชัยและแพชชั่นของการอยากเป็นหมายเลข 1 ของเมืองจะถูกส่งไปยังเกม 90 นาทีแบบเต็มพิกัด  

ซึ่งมันทำให้ EL Gran Derbi หนักหน่วง ร้อนแรง และเข้มข้มแบบเต็มพิกัด โดยไม่จำเป็นต้องให้เรื่องการจราจลและความรุนแรงนอกสนามมาเกี่ยวข้องเลย เพราะพวกเขานำมันมาใส่ในเกมทั้งหมดเเล้ว 

เฟเดริก กานูเต้ ดาวยิงระดับตำนานของ เซบีย่า ที่เคยผ่านเกม ลอนดอน ดาร์บี้ ที่เร่าร้อนอย่างเกม สเปอร์ส-อาร์เซน่อล ก็ยังยอมรับว่าบรรยากาศที่เกม El Gran Derbi เป็นอะไรที่ยิ่งกว่านั้น 


Photo : www.lacolinadenervion.com

"ผมเล่นเกม ลอนดอน ดาร์บี้ มาก็ไม่น้อยไม่ว่าจะกับ เวสต์แฮม และ สเปอร์ส แต่ไม่มีที่ไหนเดือดเท่ากับที่ เซวิลล์ อีกแล้ว" กานูเต้ ดาวยิงทีมชาติมาลี กล่าว

"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวของคุณมันเป็นอะไรที่บ้าและดูคลุ้มคลั่งมาก ก่อนเกมลงเเข่ง 1 วัน คุณสามารถสัมผัสถึงบรรยากาศในเมืองที่ร้อนแรงผิดแปลกไปจากการที่เราเจอกับทีมอื่นๆ"

"ก่อนเกมนี้สโมสรต้องจับนักฟุตบอลเข้าเเคมป์ฝึกซ้อมนาน 5 วัน (เกมอื่นไม่ทำ) ซึ่งมันผิดปกติมาก ระหว่างเดินเข้าสนามแฟน ๆ จะหยุดคุณ พวกเขาจะรวมตัวกัน และส่งพลังมาให้คุณรับรู้ว่า พวกเขาอยากจะเป็นผู้ชนะแค่ไหน"  

ขณะที่ตัวแทนของฝั่งเบติส อย่าง ฆัวกิน ซานเชซ กัปตันทีมชุดปัจจุบัน ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะที่เขาเป็นเด็กที่เกิดและโตที่เมืองนี้ เขาคิดว่านี่คือเกมที่เขารู้สึกว่าตัวเองมีพลังพิเศษออกมาโดยไม่รู้ตัว


Photo : bleacherreport.com

"สำหรับชาวเซวิลล์ นี่คือกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปีของพวกเรา ผมไม่ได้โกรธและเกลียดฝั่งตรงข้ามแต่มันคือเรื่องของอารมณ์ร่วม ในฐาะกัปตันและชาว เบติโก (แฟนเดนตายของ เบติส) มันคืออะไรทีพิเศษที่สุดเเล้ว” 

ทุกวันนี้บรรยากาศเกม El Gran Derbi ยังมีความหมายสำหรับชาวเมืองทั้ง 700,000 คนไม่เปลี่ยนแปลง แฟนๆยังคงเตรียมตัวเป็นสัปดาห์ๆก่อนเกมจะมาถึง ถนนหนทางว่างเปล่า ผู้โชคดีจะได้รับสิทธิ์เข้าไปดูในสนาม สำหรับใครที่เงินไม่ถึงหรือมือไม่ไวพอพวกเขาจะประจำการอยู่หน้าโทรทัศน์ 

ว่ากันว่าไม่มีแม้กระทั่งวิญญาณแม้แต่วิญญาณเดียวใน เซวิลล์ ที่จะพลาดเกมนี้... และทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เบติส ปะทะ เซบีย่า จึงถูกเรียกว่า El Gran Derbi… 

 

หากแม้ไม่ใช่ดาร์บี้...ชาวเซวิลล์ก็ยังคลั่งไคล้  

แม้จำนวนประชากรภายในเมืองไม่มากมายนัก แต่วัฒนธรรมความหลงใหลในเกมฟุตบอลของชาวเมืองเซวิลล์ ก็ยังคงร้อนแรง และนี่ คือ เหตุผลที่ beIN ร่วมกับ La Liga พากลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ และผู้สื่อข่าวจากเอเชีย รวมถึง Main Stand มาสัมผัสบรรยากาศในโปรเจคต์ The New La Liga Experience ที่เมืองเซบียา แคว้นอันดาลูเซีย ระหว่างวันที่ 6 - 10 กุมภาพันธ์ เพื่อให้เห็นว่าวัฒนธรรมฟุตบอลอันสวยงามของสเปน ไม่ได้มีแค่เรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า พวกเขาต้องการชาวตะวันออกได้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าชาวเมืองที่นี่ รัก คลั่งไคล้ และมีวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอล ที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน โดยพาสัมผัสเกมการแข่งขันระหว่างเรอัล เบติส กับบาร์เซโลนา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ท่ามกลางแฟนบอลเกือบเต็มความจุของเอสตาดิโอ เบนิโต บิยามาริน ที่ 60,000 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม มีการแสดงโชว์พอสังเขปเพื่อเอนเตอร์เทนผู้ชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเกมเริ่ม พวกเขาไม่สนว่าคู่แข่งจะมีนักเตะพันล้าน หมื่นล้าน อย่างลิโอเนล เมสซี่ หรืออองตวน กรีซมันน์ พวกเขาสนแค่การส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจ และทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เรอัล เบติส ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวเมืองเซวิลล์ คว้าชัยชนะเหนือทุกทีมที่เดินทางมาเยือน 

ความคึกคัก และความสวยงามของฟุตบอลสเปน ไม่ได้กระจุกอยู่ที่เหล่าทีมดัง นั่น คือ วัตถุประสงค์ที่ beIN และ La Liga ต้องการตอกย้ำ และทำให้เราเห็นกับตา แม้วันนี้ Main Stand และกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์จากอีก 3 ชาติ ยังไม่ได้เห็นว่าดาร์บีแมตช์เมืองเซบียา เป็นอย่างไร แต่การได้สัมผัสเกมการแข่งขันนัดนี้ ก็พอทำให้เห็นภาพลาง ๆ แล้วว่า เมื่อ El Gran Derbi มาถึง ทั้งเมืองเซบีย่า จะเป็นอย่างไร   

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/sport/football/47678319
https://eldesmarque.com/sevilla/sevilla-futbol-club/1180213-joaquin-no-podemos-decir-que-el-sevilla-es-un-equipo-normalito
https://www.standard.co.uk/sport/football/la-liga-wrap-joaquin-s-night-to-remember-in-el-gran-derbi-plus-barcelona-real-madrid-and-more-a3927031.html
https://www.dtnext.in/News/Sports/2019/04/12235408/1114081/Seville-derby-the-best-I-played-in-Kanoute.vpf
https://en.wikipedia.org/wiki/Sevilla_FC#Foundation_to_Civil_War
https://en.wikipedia.org/wiki/Real_Betis
https://www.goal.com/en/news/el-gran-derbi-laligas-most-passionate-derby/1gg6q806jztrb1frkxqy6iy7nf
https://en.as.com/en/2019/11/08/football/1573234528_875077.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง