mainstand

Feature

ไฆเม่ มาต้า : นักเตะที่ไม่เคยเชื่อว่าฟุตบอลจะทำให้ชีวิตดีขึ้น...จนกระทั่งติดทีมชาติสเปน



ปัจจุบันนักเตะบนโลกนี้หลายคนสามารถรักษาระดับการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมแม้จะอายุมากกว่า 30 ปี พวกเขาได้รับการยอมรับในฐานะคนสำคัญของสโมสรหรือในระดับทีมชาติ ผ่านประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดตั้งแต่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่ง 

แต่สำหรับใครบางคนมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น และ ไฆเม่ มาต้า ดาวเตะของ เกตาเฟ่ ที่เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกตอนอายุ 25 ปี และได้เล่นลีกสูงสุดครั้งแรกในวัย 30 ปี จะเล่าว่าชีวิตของนักเตะไร้แต้มต่อนั้นเป็นเช่นไร

จากคนที่โดนเบี้ยวค่าเหนื่อย ลงเล่นในสนามที่เต็มไปด้วยโคลน และเคยคิดจะออกไปเรียนให้จบปริญญาตรีแทนที่จะเป็นนักเตะอาชีพ เขาก้าวขึ้นมาติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ได้อย่างไร 

พบเรื่องราวแข้งนักสู้ที่ไม่รู้จักคำว่าแก่เกินไปได้ที่นี่ 

ปลายทางช่างสวยงาม 

ทีมชาติสเปน กำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เหล่านักเตะชุดแชมป์โลกปี 2010 หลายคนเริ่มถึงช่วงเวลาปลดระวาง 

พวกเขาไม่ได้มีทีมที่แข็งแกร่งมากนักในปัจจุบันหากเทียบกับในช่วงทศวรรษก่อนหน้านี้ ดังนั้นการเปลี่ยนสายเลือดใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับ หลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือของทีมกระทิงดุชุดปัจจุบัน 

ในยุคของ เอ็นริเก้ (รวมถึงช่วงที่ โรเบิร์ต โมเรโน่ ขึ้นมาเป็นกุนซือรักษาการชั่วขณะหนึ่ง) จึงมีนักเตะใหม่ๆ เข้ามารับใช้ทีมชาติมากมาย รายชื่ออย่าง อดาม่า ตราโอเร่, ดานี่ เซบายอส, มิเกล โอยาร์ซาบัล, ดานี่ โอลโม่ และคนอื่นๆ อีกมากมายถูกเรียกเข้ามาทดลอง 


Photo : 
goal.com

ผู้เล่นเหล่านี้ถือเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ได้รับการยกย่องมาตั้งแต่ที่พวกเขายังเล่นในระดับเยาวชนแล้ว พวกเขาเติบโตมากับระบบอคาเดมีของทีมระดับลีกสูงสุดที่มีชื่อเสียง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง พวกเขาจึงได้โอกาสก้าวขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองในนามทีมชาติ

อย่างไรก็ตาม ในรายชื่อมากมายกลับมีนักเตะที่เป็นเหมือนแกะดำในทีมชุดนี้อยู่คนหนึ่ง นั่นคือ ไฆเม่ มาต้า ดาวยิงวัย 30 ปีของ เกตาเฟ่ ที่ได้รับโอกาสครั้งแรกพร้อมๆ กับรุ่นน้องที่กล่าวชื่อมาในข้างต้น

ไฆเม่ ไม่เคยฝึกฟุตบอลในอดาเดมีระดับมาตรฐานเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต เขาโตขึ้นมาพร้อมๆ กับการลงเล่นฟุตบอลกับทีมระดับท้องถิ่นตั้งแต่ยังวัยรุ่น ดังนั้นการติดทีมชาติจึงไม่ใช่สิ่งที่เขากล้าคาดหวัง จนกระทั่ง เอ็นริเก้ เรียกตัวเขามาในเดือน มีนาคม ปี 2019 เขาจึงได้รู้เป็นครั้งแรกว่า "ทีมชาติสเปนมันเป็นแบบนี้นี่เอง"

ในวันรายงานตัว เขาเดินทางเข้าสู่แคมป์ทีมชาติและร้อง "ว้าว" กับสิ่งที่ได้พบเห็น ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้นที่มันแตกต่างและทันสมัยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แต่มันยังรวมถึงสื่อต่างๆ มากมายที่รอการปรากฎตัวของเขา ... ทุกคนสนใจเรื่องราวของนักเตะโนเนมที่เล่นแต่ในลีกล่างมาแทบจะตลอดชีวิตค้าแข้ง ว่าที่สุดแล้วเขาเดินทางมายังจุดที่ได้ใส่เสื้อทีมชาติที่มีดาวในฐานะแชมป์โลกได้อย่างไร? 

"ในฐานะนักฟุตบอลที่เคยได้เล่นแต่กับทีมเล็กๆ เป็นส่วนใหญ่ คุณจะต้องแปลกใจแน่นอนเมื่อได้เห็นห้องนวดขนาดใหญ่และพนักงานนวดที่มากมาย ... และกว่าที่ผมจะมาอยู่จุดนี้ ถนนสายชีวิตของผมมันยาวมากจริงๆ" ไฆเม่ มาต้า เล่าความรู้สึกของตัวเองหลังถูกเรียกตัวติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ 

ไอ้ทางที่ว่ายาวและยากลำบากซึ่ง ไฆเม่ บอกนั้น ... จริงๆ แล้วมันยากลำบากขนาดไหนกันแน่? 

อีกฟากของโลกฟุตบอล 

ไฆ่เม่ มาต้า เป็นชาว มาดริด เต็มขั้น หนุ่มเมืองหลวงอย่างเขาเคยหวังว่าจะได้เป็นนักฟุตบอลในอคาเดมีของทีมฟุตบอลดังประจำเมืองอย่าง เรอัล มาดริด, แอตเลติโก มาดริด หรือแม้กระทั่ง เกตาเฟ่ ที่อยู่ในระดับรองลงมาก็ยังดี แต่ความจริงที่เขาต้องยอมรับคือในเมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันสูง โอกาสมีอยู่จริง ... แต่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน 

ในช่วงปี 2008-10 เป็นช่วงเวลาที่หลายประเทศในยุโรปพากันประกาศมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้วยภาวะเศรษฐกิจขาลง ทำให้สถานภาพเศรษฐกิจของชาติที่ใช้เงินสกุลยูโรหลายประเทศ อาทิ กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส อิตาลี สเปน และ ไซปรัส ซึ่งง่อนแง่นจากสภาพหนี้ที่มีอยู่แล้ว ยิ่งย่ำแย่หนักขึ้นไปอีก อัตราว่างงานพุ่งขึ้นไปอยู่ที่เกือบ 10% และส่งผลกระทบทุกด้านแม้แต่เรื่องของฟุตบอล 


Photo : 
talksport

ไฆเม่ มาต้า ไม่ได้เก่งพอที่จะเข้าระบบเยาวชนของทีมใหญ่ และทางเลือกเดียวที่มี คือการหาทีมใกล้บ้านในระดับท้องถิ่นลงเล่นเพื่อหาโอกาสให้ตัวเองได้พัฒนาขึ้น เผื่ออนาคตที่ไม่มีใครคาดเดาได้ เขาจึงได้เข้าไปเล่นให้กับทีม Tres Cantos ทีมระดับท้องถิ่นทางตอนเหนือของกรุงมาดริด ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การหวังลมๆ แล้งๆ ในการเป็นนักบอลอาชีพไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะคิด ไฆเม่ เชื่อว่าการเรียนและการศึกษาจะทำให้เขามีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ง่ายกว่า 

"ช่วงเวลานั้นมันยากลำบากมากเลยนะสำหรับชาวสเปน (ในปี 2009) ในลีกระดับท้องถิ่น เจ้าของทีมมักเป็นเจ้าของธุรกิจในละแวกที่ตั้งสโมสร พวกเขาจึงประสบปัญหาการเงินเพื่อทำทีมต่อไป" ไฆเม่ เล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าวที่เขาบอกตัวเองว่า ฟุตบอลควรเป็นแค่งานอดิเรกหรือกิจกรรมยามว่างก็พอแล้ว

ช่วงเวลาดังกล่าวเขาจึงไม่ได้คิดปวดหัวอะไรกับสภาวะของทีมที่แย่ลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นเขาก็ย้ายทีมไปอยู่กับทีมระดับท้องถิ่นที่ใหญ่กว่าเดิมอีกนิดที่ชื่อว่า Galáctico Pegaso ห้องล็อคเกอร์รูมที่ไม่มีคนคอยมาทำความสะอาด สนามที่ไร้การดูแลเป็นหลุมเป็นบ่อและเต็มไปด้วยโคลน แต่เมื่อฟุตบอลเป็นแค่เวลาว่างเขาจึงรู้สึกว่าควรจะใช้คำว่า "ช่างมัน" ... แทนที่จะเครียด ก็สนุกกับการเตะฟุตบอลไปวันๆ แทนดีกว่า


Photo : BBVA

แต่ความจริงคือทุกคนในทีมไม่ได้คิดแบบนั้น มีนักเตะของ Galáctico Pegaso ที่รอค่าเหนื่อยซึ่งไม่ยอมออกเสียที และหลายคนมีชีวิตของคนในครอบครัวให้ต้องดูแล แต่รอเท่าไหร่ตัวเลขในบัญชีก็ไม่ขยับ พวกเขาจึงต้องรวมตัวกันประท้วงด้วยการถอดกางเกงออกช่วงก่อนลงสนาม ซึ่งตัวของ ไฆเม่ ก็ร่วมการประท้วงเพื่อความยุติธรรมครั้งนี้ เขาถอดกางเกงของตัวเองออกจนเหลือแต่เสื้อและกางเกงใน เพื่อบอกสังคมให้รู้ว่าฟุตบอลสเปนระดับรากหญ้านั้นแย่ขนาดไหน

"ผมยังมองว่าผมโชคดีสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากผมยังเด็กและชีวิตผมเองก็ไม่ได้มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรเลย" ไฆเม่ ในช่วงวัยที่เป็นนักศึกษาเล่าถึงมุมมองของตัวเอง ที่มองว่าฟุตบอลไม่เวิร์กกับเส้นทางของเขา 

ยิ่งหนีกลับยิ่งเจอ

อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ตลกเกี่ยวกับโชคชะตาของเขา เพราะยิ่งอยากจะหนีและไม่จริงจังกับฟุตบอลมากเท่าไหร่ ฝีเท้าของเขากลับพัฒนาขึ้นไม่หยุด และมีผลผลิตเป็นสกอร์แบบกระจุยกระจาย 17 ประตู จาก 42 เกมที่ลงเล่นให้กับ Galáctico Pegaso ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับเด็กหนุ่มวัย 20 ปี   

ด้วยฟอร์มดังกล่าวทำให้ ไฆเม่ ที่ต้องการจะเรียนให้จบระดับปริญญาตรี ได้ย้ายไปอยู่กับทีมขนาดเล็กในเมืองหลวงอย่าง ราโย บาเยกาโน่ โดยเริ่มต้นที่การลงเล่นในระดับทีมสำรอง ที่เล่นในดิวิชั่น 3 ของประเทศ 

และที่นี่เป็นอีกครั้งที่ผลงานของเขาดีไม่มีตก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นในระดับทีม ราโยฯ เบ และการส่งไปยืมตัวกับสโมสรอื่นๆ เขายิงได้ 43 ลูกใน 2 ปี ถึงตอนนี้กลายเป็นว่าฟุตบอลที่ไม่อยากเอาจริง กำลังกวักมือเรียกเขาให้ทุ่มแบบสุดตัวดูสักตั้ง ... ไฆเม่ คิดวิเคราะห์อยู่พักหนึ่งและสุดท้ายเขาตัดสินใจว่า "จะลองดู" 


Photo : Marca 

"ผมตัดสินใจจะลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะมันจะมีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่การเรียนให้อะไรกับผมไม่น้อย มันทำให้มีวินัยมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการตื่นเช้าขึ้นมาเรียน และนั่นเป็นส่วนที่ทำให้ผมกลายเป็นนักฟุตบอลที่มีความเป็นมืออาชีพตั้งใจฝึกซ้อม" ไฆเม่ เล่าถึงการตัดสินใจครั้งนั้น

สโมสรที่ต่อคิวรอรับตัวเขาคือทีมที่ชื่อว่า เยด้า สปอร์ติอู (Lleida Esportiu) ทีมจากแคว้นกาตาลัน ซึ่งการย้ายทีมครั้งนี้ทำให้เขาลาออกจากมหาวิทยาลัยอย่างเด็ดขาด และย้ายไปออกไปอยู่ไกลบ้านเป็นครั้งแรก 

"บอกตรงๆ ผมเองไม่ใช่คนที่รักสบาย ผมอยากออกไปหาประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เพราะผมเชื่อว่ามันเป็นอีกทางที่จะทำให้ผมโตขึ้นในแง่ของความคิด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความกดดันที่มากขึ้น เพราะที่ เยด้า ต้องการระดับการเล่นที่สูงกว่าที่ผมเคยทำได้มาตลอดการเป็นนักฟุตบอล" 

การเป็นนักเตะที่มีระเบียบวินัยสูงส่ง มีความรับผิดชอบในส่วนต่างๆ ของชีวิตราวกับการเป็นนักเตะระดับสูง จึงทำให้ในเรื่องของผลงานสำหรับ ไฆเม่ ไม่ได้ตกลงไปเลย ดาวยิงจากเมืองหลวงสร้างชื่อด้วยการใส่สกอร์แบบไม่หยุดหย่อน 2 ปีกับ เยด้า ทำให้ชื่อเสียงของเขาดังไปเข้าหูทีมระดับ เซกุนด้า (ดิวิชั่น 2) อย่าง กิโรน่า 

มาถึงจุดนี้ ไฆเม่ เข้าใจอะไรบางอย่างกับชีวิตมากขึ้น เพราะถึงแม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นัก แต่ที่แน่ๆ คนเก่งจริงไม่มีวันอดตาย เพราะไม่ว่าเขาจะย้ายไปที่ไหนเขาก็ทำตัวให้เป็นคนที่ทีมขาดไม่ได้เสมอ ช่วงเวลาผ่านแต่ละปีไปอย่างรวดเร็ว และระดับความท้าทายของฟุตบอลของ ไฆเม่ ไม่เคยหยุด หลังจาก กิโรน่า เขาก็ขยับไปอยู่กับทีมที่ใหญ่ขึ้นและเคยเล่นในลีกสูงสุดอย่าง เรอัล บายาโดลิด ซึ่งเป็นที่ที่เขาเข้าใจว่า "ฟุตบอล" กีฬาที่เขาพยายามหนีคือตัวตนและสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเขามีความสุขในการได้ลิ้มรสชาติของชีวิตที่แท้จริง


Photo : La liga 

"ที่ บายาโดลิด เป็นสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมและสร้างช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด ผมมีประสบการณ์ที่สุดยอดในแบบที่หาที่ไหนไม่ได้ ผมมีเพื่อนมากมาย ลูกชายคนแรกของผมเกิดที่นี่ ผมรู้สึกว่าผมมีความรักและผูกพันกับ บายาโดลิด มากจริงๆ" ไฆเม่ พูดถึงทีมที่เขาอยู่ด้วย 2 ปีในปี (2016-2018) ซึ่งในปี 2018 นั้นเขาคือกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เพลย์ออฟและเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของเขาด้วย  

ออกไปหาสิ่งที่ใหญ่กว่า

ที่ บายาโดลิด ไฆเม่ เป็นทุกอย่างของทีม และได้รับความรักในแบบที่นักเตะอาชีพทุกอยากจะได้ ทว่าด้วยความที่ ไฆเม่ เป็นคนไม่ชอบอยู่ในเซฟโซน และไม่กลัวที่จะเดินใส่ความเสี่ยงเพื่อการเป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ซึ่งหลังจากที่ บายาโดลิด เลื่อนชั้นก็มีข้อเสนอก้อนใหญ่จาก เกตาเฟ่ ทีมในลีกสูงสุดเข้ามา 

แม้จะเป็นลีกเดียวกัน แต่ความท้าทายนั้นต่างกัน เกตาเฟ่ เป็นทีมที่ใหญ่กว่า บายาโดลิด และมีกำลังในการขับเคลื่อนทีมไปได้ไกลกว่า เขาจึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ บายาโดลิด และย้ายกลับไปเมืองหลวงที่ซึ่งเขาจากมาเมื่อ 10 ปีก่อน 


Photo :  La liga Facebook 

การกลับมารอบนี้แตกต่างไปจากเดิม เขาไม่ต้องลงเล่นในสนามโคลนเหมือนในระดับเยาวชน เขาเป็นนักเตะที่มีค่าเหนื่อยสูงระดับ 2-3 หมื่นปอนด์ต่อสัปดาห์ และจะต้องเผชิญความกดดันมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ 

การปรับตัวของ ไฆเม่ นั้นง่ายนิดเดียว โลกหมุนไปทางไหน เขาก็พร้อมจะหมุนไปทางนั้น เขาเข้าใจดีว่าในวัย 29 ปี เขาจะต้องใช้ประสบการณ์มากกว่าความสดเหมือนสมัยวัยรุ่น แต่ข้อแตกต่างของนักเตะระดับลีกสูงสุดมีเพียงนิดเดียวเท่านั้นนั่น คือใครที่มีวินัยกับตนเอง และทุ่มเทในสนามซ้อมมากกว่า เขาคนนั้นจะต้องเจอกับสิ่งที่ง่ายกว่าเมื่อลงสนามแข่งขันจริง

"คนรุ่นใหม่ก็มีวิธีการใหม่ๆ ในแบบที่ผมเองไม่เคยเห็นเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต้องทำคือคุณต้องเข้าใจก่อนว่าชีวิตประจำวันของคุณควรจะต้องทำอะไรบ้าง ผมเองปรับตัวจนรู้สึกคุ้นเคยในการทำสิ่งต่างๆ เหมือนกับเป็นเด็กวัยรุ่น ผมมาซ้อมก่อนใคร อาบน้ำกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย และเมื่อกลับบ้านก็ล้มตัวลงนอนพักผ่อนให้เต็มที่ เรื่องแบบนี้ไม่มีหนังสือที่ไหนเขียนบอกหรอก" ไฆเม่ กล่าว

ไฆเม่ ขยายความเพิ่มเติมว่า เขาเป็นคนที่แทบจะไม่ใช้โทรศัพท์มือถือเลยเมื่ออยู่ในห้องแต่งตัว เขาเชื่อว่าประสบการณ์ที่ดีที่สุด คือการเงยหน้าขึ้นและคุยกับผู้คนรอบข้างต่างหาก สำหรับไฆเม่แล้ว นี่ต่างหากคือการเปิดโลกทัศน์ที่แท้จริง

"ผมชอบนะเวลาได้ทำงานกับโค้ชที่ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารในล็อคเกอร์รูม อาจจะดูว่าผมหลงยุค แต่การที่ต่างคนต่างใช้โทรศัพท์ในห้องแต่งตัวก่อนที่โค้ชจะเดินเข้ามา มันไม่ได้ประโยชน์เหมือนกับการที่พวกเราหาเรื่องพูดคุยกับคนที่นั่งข้างๆ เล่าว่าไปเจออะไรมาบ้าง รายละเอียดเหล่านี้มีผลมากในแต่ละวันที่ลงฝึกซ้อม" 


Photo : Getafe Facebook 

ที่ เกตาเฟ่ ไฆเม่ ในวัย 30 ปี จับคู่กับ โฆเซ่ โมลิน่า ดาวยิงวัย 37 ปี และทั้งคู่ช่วยกันยิงประตูกันถล่มทลายจน เกตาเฟ่ ทำอันดับไปเล่นฟุตบอล ยูโรปา ลีก ในฤดูกาล 2018-19 ซึ่งผลงานดังกล่าวเป็นบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อยเท่าไหร่ แต่สำหรับฟุตบอลไม่มีคำว่าช้าไปแน่นอน เพราะตัวของ ไฆเม่ ถูกเรียกติดทีมชาติครั้งแรกในเดือนมีนาคมปี 2019 และได้ลงสนามในเกมที่ สเปน สามารถเอาชนะ มอลตา ไป 2-1 

"ผมคิดเสมอแหละว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ผมคว้ามาได้ตลอดชีวิตค้าแข้งของผมเกิดจากการที่ผมอุทิศตัวเองในทุกๆ ปี เอาจริงๆ แค่การได้เล่นในลีกสูงสุดสำหรับผม ณ ตอนแรกก็คือเรื่องที่ผมแทบไม่เคยหวังไว้ก่อนอยู่แล้วด้วยซ้ำไป" ไฆเม่ กล่าว 

การให้สัมภาษณ์ในวันที่ก้าวไปติดทีมชาติ ทำเอาหลายคนสนใจชีวิตและเส้นทางทั้งหมดที่เขาผ่านมา ในขณะที่การสัมภาษณ์ใกล้จะสิ้นสุดลง มีคนถามทิ้งท้ายว่าเขามีอะไรที่จะฝากถึงนักเตะรุ่นหลังๆ ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการได้อยู่อคาเดมีทีมสโมสรชื่อดังแบบเขาหรือเปล่า


Photo : ESPN

แรกเริ่ม ไฆเม่ บอกว่า "ไม่มีอะไรจะแนะนำ" แต่สุดท้ายเขาก็พูดไม่กี่ประโยคที่ดูจะเหมือนการเป็นแนะแนวในทางอ้อม 

"คุณต้องสนุกกับทุกขั้นตอนของการเป็นนักฟุตบอล จงคิดเสมอว่าฟุตบอลคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำมันได้ จงสนุกกับมันกับทุกๆ วัน เรียนรู้มากขึ้น ทำงานให้หนักขึ้น กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายจงจำไว้ว่า เรื่องนอกสนามก็มีส่วนสำคัญกับอาชีพของคุณด้วย" 

"เรื่องของอายุในโลกฟุตบอลเดี๋ยวนี้มันล้าสมัยไปแล้วหากคุณจะเอามาอ้าง ผู้เล่นทุกคนดูแลตัวเองมากขึ้น ตั้งแต่การกินอาหารและการพักผ่อน ดังนั้นชีวิตของการเป็นนักกีฬามันยาวนานขึ้นแน่นอน คนอายุ 30 ไม่ถือว่าเป็นคนแก่ที่เล่นไม่ไหวเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว ผมคิดแบบนั้นจริงๆ" ไฆเม่ มาต้า กล่าวทิ้งท้าย 

แหล่งอ้างอิง 

https://talksport.com/football/517864/spanish-jamie-vardy-spain-jaime-mata/
https://www.bbc.com/thai/international-45488504
https://www.goal.com/en/news/the-spanish-jamie-vardy-non-league-journeyman-jaime-mata-leading-/167teq0ku3kt41l88sqyovfglj
https://elpais.com/deportes/2019/03/19/actualidad/1553024481_934130.html
https://www.efe.com/efe/english/sports/getafe-s-jaime-mata-i-appreciate-cellphone-bans-in-the-dressing-room/50000266-3960114
https://spainsnews.com/getafe-jaime-mata-if-i-do-not-celebrate-i-have-maximum-respect/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง