mainstand

Feature

จุดเปลี่ยนที่ต่างกัน : ครั้งหนึ่งที่ฟุตบอลไทยชนะญี่ปุ่น และเกือบได้ไปโอลิมปิก 1984



ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นยู 23 ใกล้เข้ามาทุกที นอกจากรายการนี้จะเป็นเส้นทางการชิงความเป็นหนึ่งของทวีปแล้ว ยังมีความหมายถึงการชิงตั๋วไปลุยโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วยเพราะฉะนั้นถึงเวลาที่แฟนบอลจะต้องเชียร์ไม่เลิก เพื่อให้นักเตะของเราเล่นไม่เลิกเช่นกัน! 


 

สำหรับแฟนบอลชาวไทย แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเส้นทางสู่โอลิมปิกจะยากแค่ไหน สุดท้ายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราทุกคนแอบหวังว่าตั๋ว 1 ใบจะเป็นสิทธิ์ของทัพช้างศึกเพื่อไปเล่นฟุตบอลโอลิมปิกให้ได้อีกสักครั้งอยู่ดี หลังจากห่างหายไปหลายสิบปี

มาถึงตรงนี้ทุกทีมที่ขวางหน้าคือสิ่งที่ต้องผ่านไปให้ได้หากอยากได้สิ่งที่ต้องการ โดยเฉพาะกระดูกชิ้นโตอย่าง ญี่ปุ่น ... ชาติที่ครั้งหนึ่งเคยแพ้ไทยถึง 2-5 ในปรีโอลิมปิก 1984 และหลังจากนั้น วงการฟุตบอลแดนอาทิตย์อุทัยก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

นี่คือเรื่องราวของเกมวันนั้นที่สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ ... ก่อนแข่งเป็นอย่างไร ตอนแข่งเป็นแบบไหน และหลังแข่งเสร็จเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น  

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ 

 

'80s ยุคที่ญี่ปุ่น...แพ้ได้ทุกทีม

ญี่ปุ่น คือชาติที่สร้างทีมฟุตบอลและลงแข่งขันในระดับนานาชาติมานานนับตั้งแต่ยุคปี 1920 จุดเริ่มต้นที่ฟุตบอลญี่ปุ่นสร้างชื่อเสียงในระดับโลก คือการแข่งขันในโอลิมปิกที่กรุงเบอร์ลิน ในปี 1936 ณ เวลานั้น ทัพซามูไรบลู และ จีน คือ 2 ชาติจาก เอเชีย ที่ได้สิทธิ์เข้าชิงเหรียญทอง 


Photo : sakamichi.tokyo

แม้จะเป็นม้านอกสายตาเพราะเป็นการแข่งทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติครั้งแรก แต่ก็สามารถคว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์เหนือสวีเดนด้วยสกอร์ 3-2 ชัยชนะในนัดนี้ ถือเป็นการคว้าชัยนัดแรกของญี่ปุ่นในฟุตบอลโอลิมปิก และยังทำให้พวกเขายังกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของเอเชีย ที่เอาชนะคู่แข่งได้ในการแข่งขันกีฬาระดับโลก (โอลิมปิกและฟุตบอลโลก) ก่อนที่เกมนั้นจะถูกเรียกขานกันว่า “ปาฏิหาริย์แห่งเบอร์ลิน”

จากชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์นำมาสู่การพัฒนาที่ที่ยั่งยืนด้วยแผนพัฒนาฟุตบอล เด็ตมาร์ คราเมอร์ โค้ชชาวเยอรมัน ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิคของสมาคมในช่วงยุค '60s ซึ่ง ณ เวลานั้น ญี่ปุ่น ตั้งใจจะทำฟุตบอลอย่างจริงจัง เนื่องจากพวกเขาได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิกปี 1964 ที่กรุงโตเกียวนั่นเอง

คราเมอร์ เข้ามาปฎิวัติตั้งแต่การเปลี่ยนให้ฟุตบอลต้องเตะในสนามหญ้า (ก่อนหน้านี้เตะบนสนามดิน) และยังก่อตั้งฟุตบอลลีกที่ชื่อว่า "เจแปน ซ็อคเกอร์ ลีก" (JSL) เพราะช่วงเวลานั้นการจะหานักกีฬาที่มีคุณภาพเป็นเรื่องยากมาก เพราะฟุตบอลที่ญี่ปุ่นไม่มีลีก มีแต่การส่งทีมโรงเรียนหรือทีมมหาวิทยาลัยลงแข่งขันเป็นทัวร์นาเมนต์เท่านั้นเอง 

ฟุตบอลของพวกเขาจึงเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่นั้นมา จากชัยชนะครั้งแรกสู่การเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายครั้งแรกในโอลิมปิกปี 1964 และตามด้วยการคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิกปี 1968 ที่ประเทศเม็กซิโก 


Photo : www.jfa.jp

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่น กลับเลือกจะหยุดแค่ตรงนั้นไม่ได้พัฒนาต่อยอดขึ้นไป จึงทำให้ความสำเร็จในโอลิมปิก 1968 กลายเป็นอดีตเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา JSL ที่เป็นลีกสมัครเล่นมีแต่ทีมองค์กรหรือบริษัท ก็ตามหลังชาติอื่นๆ ซึ่งมีลีกอาชีพที่จริงจังกว่าไม่ทัน จากกฎระเบียบของทีมต่างๆ ที่มาจากองค์กรวางไว้นั่นเอง

แม้ว่าหลายคนที่ลงเล่นในลีกแห่งนี้อาจจะมีฝีเท้าดี เป็นนักกีฬาโรงเรียนหรือนักกีฬามหาวิทยาลัยมาก่อน แต่อาชีพหลักของพวกเขาคือพนักงานบริษัท ที่ต้องทำงานในเวลาปกติ และมีเวลาซ้อมฟุตบอลแค่หลังเลิกงานเท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถพัฒนาฝีเท้าได้อย่างจริงจัง จึงทำให้ยุค '70-'80s เราสามารถใช้คำว่า "ยุคมืดของฟุตบอลญี่ปุ่น" ได้อย่างเต็มปาก ...

ญี่ปุ่น ไม่เคยผ่านเข้ารอบไปเล่นในโอลิมปิกอีกเลย ยิ่งรายการใหญ่อย่าง ฟุตบอลโลก ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาตกรอบคัดเลือกชนิดไม่ได้ลุ้นประจำ ที่เจ็บแสบกว่านั้นคือกลับกลายเป็นว่า เพื่อนบ้านอย่าง เกาหลีใต้ ยกระดับขึ้นมาได้เร็วกว่า และแซงหน้าไปแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นประจำอีกด้วย 

ณ เวลานั้น ญี่ปุ่น เองเป็นเหมือนชาติที่ยังลำพองและติดอยู่กับความสำเร็จในอดีต โดยที่ความจริงนั้นฟุตบอลของพวกเขาถอยต่ำลงเรื่อยๆ ... จนรู้สึกว่า "พวกเราจะอยู่กันอย่างนี้ไม่ได้แล้ว"

การจมไม่ลงคือเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และการที่จะรู้สึกตัวว่าตัวของเรานั้นคุณภาพต่ำลง หรือกำลังไร้การพัฒนา ก็จำเป็นจะต้องถูกปลุกด้วยคนที่เราเคยชนะอยู่เป็นประจำ คนที่เราไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา และคนๆ นั้นสำหรับญี่ปุ่นก็คือ "ทีมชาติไทย" นั่นเอง

 

ทีมชาติไทยชุดที่ดีที่สุด

เกมระหว่าง ไทย กับ ญี่ปุ่น เกิดขึ้นในฟุตบอลปรีโอลิมปิก 1984 โดยเป็นทัวร์นาเมนต์รอบคัดเลือกรอบ 10 ทีมสุดท้าย กลุ่ม 2 ที่ประเทศสิงคโปร์ ก่อนเกมดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ทาคาชิ โมริ กุนซือของซามูไรบลู ได้พูดถึงทีมชาติไทยในยุคนั้นว่า

"ทีมชาติไทยอยู่นอกสายตาของพวกเรา" กุนซือของญี่ปุ่นว่าไว้เช่นนั้นผ่านการบันทึกของ "สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย"

ไม่มีใครรู้ว่านี่คือการตัดไม้ข่มนาม หรือการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับลูกทีมของ โมริ กันแน่ แต่เมื่อประกอบกับสถิติก่อนหน้านี้ ไทย ก็เป็นเหมือนงูเหลือมกับเชือกกล้วยสำหรับ ญี่ปุ่น เพราะการเจอกันทั้งหมด 15 ครั้งในรอบ 19 ปี ไทยไม่สามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ทีมชาติไทยชุดปรีโอลิมปิกชุดนั้น คือหนึ่งในชุดที่มีผลงานยอดเยี่ยมมากที่สุดชุดหนึ่งเลยทีเดียว เรื่องดังกล่าวต้องย้อนไปก่อนหน้านั้นไม่นาน ก่อนที่จะเข้ามาเล่นรอบคัดเลือกรอบ 10 ทีมสุดท้ายซึ่งร่วมสายกับ กาตาร์, อิรัก, มาเลเซีย และ ญี่ปุ่น นั้น ทีมชาติไทยได้ผ่านรอบคัดเลือกรอบแรกมาก่อน โดยอยู่ในกลุ่ม 4 ร่วมกับ ฮ่องกง, เกาหลีใต้ และ จีน 

ณ เวลานั้นด้วยชื่อชั้นแล้วไทยเป็นรอง เกาหลีใต้ และ จีน แต่ถึงอย่างนั้น ไทย กลับลงเล่นทั้ง 6 เกมในรอบแรกและจบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม สถิติคือ ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 1 ผลงานระดับมาสเตอร์พีซคือการเอาชนะ เกาหลีใต้ 2-1 และเอาชนะจีนอีก 1-0   

ในยุคนั้นฟุตบอลปรีโอลิมปิกนั้นไม่ได้จำกัดอายุเหมือนในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เพิ่งออกกฎในโอลิมปิกปี 1984 ให้ทุกชาติสามารถใช้นักเตะอาชีพได้ (ยกเว้นชาติจากทวีปยุโรปกับอเมริกาใต้ ที่ต้องใช้นักเตะซึ่งไม่เคยผ่านเวทีฟุตบอลโลกมาก่อน) ดังนั้นหมายความว่าไทย สามารถเอาชนะทั้งจีนและเกาหลีใต้ชุดใหญ่ได้ ที่สำคัญยังสามารถเข้าไปถึงรอบต่อไปด้วยการเป็นแชมป์ของกลุ่มอีกด้วย ... เรียกได้ว่าชุดนั้นที่นำโดย ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และ เฉลิมวุฒิ สง่าพล คือช้างศึกที่ "เล่นไม่เลิก" ตัวจริงเสียงจริงเลยทีเดียว 

ศึกกับญี่ปุ่นในรอบ 10 ทีมสุดท้ายที่กลายเป็นตำนานของฟุตบอลไทยเกิดขึ้นในวันที่ 15 เมษายน 1984 ที่สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ โดยมีแฟนบอลมาเข้าชมเกมกว่า 30,000 คน  เมื่อบอลเริ่มเขี่ยทีมชาติไทยที่อยู่นอกสายตาของ โค้ชโมริ ก็เริ่มฉายแสงให้เขาเห็นว่าเขากำลังคิดผิด

ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ลากบอลฉีกกองหลังญี่ปุ่นแข้าไปยิงให้ไทยนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 16 ก่อนที่อีก 9 นาทีหลังจากนั้น ชลอ หงส์ขจร จะยิงให้ไทยนำญี่ปุ่นไป 2-0 และจบครึ่งแรกได้ด้วยสกอร์ดังกล่าว

"เล่นไม่เลิก" ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือสิ่งที่ทีมชาติไทยชุดนั้นแสดงออกมาในสนาม เฉลิมวุฒิ สง่าพล เจ้าของฉายา "มิดฟิลด์เท้าชั่งทอง" ยิงเพิ่มอีก 1 ลูก ตามด้วยอีก 2 ประตูที่ทำให้ ปิยะพงษ์ กลายเป็น แฮตทริกฮีโร่ ทำให้ไทยชุดนั้นเดินหน้าบดแหลกถล่มญี่ปุ่นไปด้วยสกอร์ 5-2  

ชัยชนะนัดนั้นถือเป็นนัดประวัติศาสตร์ของฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง เพราะเป็นชัยชนะนัดแรกที่มีเหนือญี่ปุ่น และชัยชนะนัดนี้ถือเป็นชัยชนะนัดเดียวในรอบคัดเลือกรอบ 10 ทีมสุดท้ายของไทย เพราะหลังจากนั้น พวกเขาก็แพ้อิรัก, แพ้กาตาร์ และเสมอมาเลเซีย ได้เพียงอันดับที่ 3 ของกลุ่ม โดยมี ญี่ปุ่น เป็นบ๊วย ลงแข่ง 4 เกม แพ้รวด ไม่มีคะแนน และเสียประตูไปถึง 11 ประตูเลยทีเดียว 

อันดับตารางคะแนนดังกล่าวจึงทำให้ กาตาร์ และ อิรัก อันดับ 1 และ 2 ของกลุ่ม ผ่านเข้าไปรอบไปเล่นรอบสุดท้ายที่ ลอส แอนเจลิส (อิรักคว้าโควต้าอันดับ 3 ของรายการ หลังชนะเกาหลีใต้) ขณะที่ ไทย นั้นทำได้ใกล้เคียงที่สุดคือการเฉียดตั๋วใบสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย ...

 

ความเปลี่ยนแปลงที่สวนทาง

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นสำหรับ 2 ประเทศทั้งไทยและญี่ปุ่น มีความเปลี่ยนแปลงไปทั้งคู่ สำหรับไทยนั้น ปรีโอลิมปิก 1984 คือรายการที่ทำให้ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ได้รับการจับตามองไปทั่วเอเชีย ก่อนที่ 1 ปีหลังจากนั้นเขาจะย้ายไปเล่นให้กับสโมสร ลัคกี้ โกลด์สตาร์ (เอฟซี โซล ในปัจจุบัน) ทีมในลีกสูงสุดของประเทศเกาหลีใต้ 

ขณะที่ญี่ปุ่นนั้นเปลี่ยนแปลงด้านฟุตบอลไปอย่างสิ้นเชิง การแพ้ไทยคือ 1 ในจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการฟุตบอลแดนอาทิตย์อุทัยอย่างแท้จริง "ไม่เดินหน้าเท่ากับเดินถอยหลัง" คือสิ่งที่พวกเขารู้สึก และยิ่งเมื่อได้รับคำแนะนำจาก โจอัว ฮาเวลานจ์ ประธานฟีฟ่าในยุคนั้น ที่ต้องการให้พวกเขาพัฒนาวงการฟุตบอลขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อโอกาสในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก วงการฟุตบอลญี่ปุ่นก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากการพัฒนาระบบการบริหารองค์กร จนไปสู่การสร้างลีกอาชีพอย่างจริงจัง ซึ่งรู้จักกันในชื่อคุ้นหูว่า "เจลีก" นั่นเอง

การกำเนิดของ เจลีก คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ด้วยการข้อบังคับข้อหนึ่งที่ว่าด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน จึงทำให้ฟุตบอลเริ่มเป็นกีฬาที่นิยมของชาวญี่ปุ่น เมื่อทุกอย่างลงตัวทั้งระบบลีก, การบริหารองค์กร และภาคท้องถิ่น ญี่ปุ่น ค่อยๆ ต่อยอดจนกลายเป็น "เจ้าเอเชีย" และเป็นทีมระดับหัวแถวของโลกเรียบร้อยแล้วในทุกวันนี้ 

เห็นได้ชัดว่าทั้งไทยและญี่ปุ่นได้สิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ของตัวเองทั้งสิ้น หลังจากจบเกมที่ ไทย ชนะ ญี่ปุ่น 5-2 เพียงแต่ว่าเป็นฝ่ายแพ้ของญี่ปุ่นที่ปรับตัว และรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน 

ส่วนทีมชาติไทยนั้น เราได้สถิติ "ชนะญี่ปุ่นแบบขาดลอย" เอาไว้มาเชยชม และได้สร้างนักเตะระดับเอเชียอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ก็จริง แต่ในแง่ของการเดินไปข้างหน้านั้นยังถือว่า "ช้า" หากเทียบกับผู้แพ้ในเกมวันนั้น


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

อย่างไรก็ตามเมื่อฟุตบอลคือกีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของโลก และไม่มีทางที่ความคลั่งไคล้จากคอลูกหนังจะหมดไปง่ายๆ ดังนั้นการเริ่มต้นใหม่ "ด้วยกัน" คือสิ่งที่อาจจะทำให้ทีมชาติไทยได้เจอกับความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงได้ในอนาคต

ไม่มีใครรู้ว่ากี่เดือน กี่ปี หรือกี่สิบปี สิ่งที่กล่าวมาจะเกิดขึ้น ทว่าทุกวิกฤติสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ บางครั้งการเป็นผู้แพ้มันก็ไม่ได้แย่เสมอไป มันอาจจะทำให้เราตาสว่างและเห็นว่า "ไม่เดินหน้าเท่ากับเดินถอยหลัง" เหมือนกับที่ญี่ปุ่นได้พบเจอเมื่อครั้งอดีตก็เป็นได้ 

หากเทียบบัญญัติไตรยางค์ จากการเปลี่ยนผ่านของทีมชาติญี่ปุ่นจากยุคมืดสู่การเป็นเจ้าเอเชีย เราสามารถยกตัวอย่างได้ว่า ความร่วมมือคือสิ่งสำคัญ ฝ่ายบริหาร, ผู้เล่น, สตาฟฟ์โค้ช และแฟนๆ ฟุตบอลไทย ต้องเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ... เมื่อทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งได้เมื่อไหร่ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งในสนามและผลการแข่งขัน 


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

ในฟุตบอลปรีโอลิมปิก หรือชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย ยู 23 ครั้งนี้ หากนักเตะ "เล่นไม่เลิก" และแฟนบอล "เชียร์ไม่เลิก" ได้อย่างสุดตัวอย่างแท้จริง ไม่แน่ว่า นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของวงการฟุตบอลไทยก็เป็นได้ ...  

 

แหล่งอ้างอิง

ขอบคุณข้อมูลจากบทความ "หักดาบซามูไร" โดย : "สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย" (https://www.siamfootball.com/index.php/2017-07-18-12-23-04/73-2017-07-30-13-29-51)
http://www.rsssf.com/tableso/ol1984q.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Japan_national_football_team
https://www.academia.edu/16345292/The_J._League_Japanese_Society_and_Association_Football



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง