mainstand

Feature

เมืองสร้างเบียร์ เบียร์สร้างบอล : คาร์ลสเบิร์ก X โคเปนเฮเก้น สัมพันธภาพเหนือลิเวอร์พูล



ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนหากพูดถึงแบรนด์คาร์ลสเบิร์ก ในวงการฟุตบอล เชื่อว่าภาพแรกที่ลอยเข้ามาในหัวคือภาพโลโก้ที่ติดอยู่บนเสื้อแข่งของทีมลิเวอร์พูล แน่นอน


 

ภาพจำนั้นทำให้หลายคนคิดว่า ลิเวอร์พูล คือแบรนด์คู่ค้าของ คาร์ลสเบิร์ก ที่แข็งแกร่งที่สุดคู่หนึ่งในโลกแห่งฟุตบอล ซึ่งนั่นก็ไม่แปลกเพราะเป็นเวลาถึง 25 ปี ที่ทั้งสองแบรนด์เกื้อหนุนกันมาโดยตลอด 

อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้มีหนึ่งสโมสรที่กำลังจะทำลายสถิติดังกล่าวและ คาร์ลสเบิร์ก ก็ผูกพันกันไปถึงชุมชนเรียบร้อยแล้ว ... สโมสรนั้นคือ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ทีมแชมป์ลีกของประเทศเดนมาร์ก ที่มีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเบียร์ดังยี่ห้อนี้โดยตรง

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่ 

 

โคเปนเฮเก้น ต้นกำเนิด คาร์ลสเบิร์ก

จริงๆ แล้ว คาร์ลสเบิร์ก ถือเป็นแบรนด์ที่ผูกพันกับเมืองโคเปนเฮเก้น มานมนานมากกว่า 100 ปี แล้ว เพราะแบรนด์เบียร์ชื่อดังยี่ห้อนี้มีถิ่นกำเนิดที่เมืองโคเปนเฮเก้น ในช่วงปี 1847 โดยชาวเดนมาร์ก ที่ชื่อ ยาค็อบ คริสเตียน ยาค็อบเซ่น

แรกเริ่มเดิมทีนั้น ยาค็อบ ไปเรียนวิชาต้มเบียร์มาจากทื่เยอรมัน ก่อนจะกลับมาต้มเบียร์ในสูตรของตัวเองและใช้ชื่อลูกชายของเขา คาร์ล ยาค็อบเซ่น เป็นชื่อของแบรนด์ โดยการนำว่า Carl มารวมกับคำว่า bjerg ที่ในภาษาเดนมาร์กแปลว่าภูเขา และหลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นรูปเป็นร่าง กลายเป็นภูเขาแห่งเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

หลังจากที่เขาออกมาต้มเบียร์ในสูตรของตัวเองได้ไม่กี่ปี คาร์ลสเบิร์ก ก็ถูกยกให้เป็นเบียร์ระดับ high-quality (คุณภาพสูง) ที่ ณ เวลานั้นวางขายเฉพาะในเมืองโคเปนเฮเก้นเท่านั้น  ชื่อเสียงของเบียร์คาร์ลสเบิร์กโด่งดังคับเมือง จนได้รับเกียรติให้เป็นเบียร์ที่ใช้ในงานของสำนักราชวังของประเทศเดนมาร์ก และดังไกลไปยังต่างประเทศ ทำให้ศูนย์ใหญ่หรือโรงงานต้มเบียร์ของ คาร์ลสเบิร์ก เติบโตในระยะเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นเบียร์ยี่ห้อแรกที่ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะดินแดนแห่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเมืองเอดินบะระ (Edinburgh) ประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งที่นี่เอง ที่ทำให้เบียร์คาร์ลสเบิร์กถูกบอกเล่า และส่งต่อเรื่องความถูกปากออกไปทั่ว จนมีชื่อเสียงและส่งออกในต่างแดน และมีฐานการผลิตมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ณ เวลานี้

ดังนั้นประวัติศาสตร์ของเบียร์ระดับโลกยี่ห้อนี้จึงมีความผูกพันและมีเรื่องราวกับเมืองโคเปนเฮเก้นมากมาย และในขณะเดียวกันเมืองแห่งนี้ก็กลายเป็นเมืองขึ้นชื่อของคอเบียร์รวมถึงนักธุรกิจหน้าใหม่ที่อยากจะเข้ามาศึกษาดูงานเกี่ยวกับการผลิตและการบริหารของคาร์ลสเบิร์ก โดยเฉพาะในแง่ของวิทยาการนั้น ถือว่าล้ำหน้าแบรนด์เบียร์อื่นๆ ไปไม่น้อย 

จุดเด่นจริงๆ คือ คาร์ลสเบิร์ก คือแบรนด์แรกๆ ที่ค้นพบวิธีการเพาะเลี้ยงยีสต์ และสามารถหาวิธีแยก ยีสต์ บริสุทธิ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการต้มเบียร์ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ยีสต์ตัวนี้ของ คาร์สเบิร์ก ถือเป็นส่วนประกอบของเบียร์ลาเกอร์หลากหลายญี่ห้อที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดอีกด้วย  

 

เมืองสร้างเบียร์...เบียร์สร้างบอล

จริงๆ แล้ว คาร์ลสเบิร์ก เป็นองค์กรใหญ่ที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแบบสบายๆ อย่างไรก็ตามศักดิ์ศรีของเมืองนี้มันค้ำคอ เพราะทุกคนรู้กันดีว่าธุรกิจน้ำเมา คือธุรกิจที่สามารถการันตียอดขายได้แน่นอน แม้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่น้อยคนนักที่จะปฎิเสธมัน 

ดังนั้นเมื่อมีกำไรมากมายแล้วก็ต้องมีการคืนให้กับสังคมบ้าง และกีฬาคือจุดที่สังคมกับองค์กรจะมาเจอกันได้ง่ายที่สุด ...  

ในช่วงปี 1991 เป็นช่วงจังหวะที่ลงตัวที่สุด เนื่องจากมีการปรับแก้ระบบการแข่งขันลีกอาชีพของฟุตบอลเดนมาร์กใหม่ จากเดิมที่เคยใช้ชื่อว่า เดนิช เฟิร์ส ลีก ก็ถูกทำให้เป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วยการเปลี่ยนชื่อลีกมาเป็น เดนิช ซูเปอร์ลีกา นอกจากนี้ยังมีการปรับระบบให้สมดุลและเหมาะสมขึ้นด้วยการให้โอกาสทีมที่พร้อมที่สุดเพียง 10 ทีมเท่านั้นสำหรับขึ้นมาเล่นลีกใหม่นี้ (ปัจจุบันเพิ่มเป็น 14 ทีม)

จากการปรับระบบดังกล่าว ทำให้หลายทีมต้องร่วมมือกันเพื่อขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดให้ได้ และหลังจากเริ่มลีกได้ 1 ปี สโมสร โคเปนเฮเก้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวกันของ 2 สโมรที่ชื่อว่า โคเปนเฮเก้น โบลด์คลับ (Kjøbenhavns Boldklub) ซึ่งทีมๆ นี้ใช้นักออกแบบที่ชื่อว่า ธอร์วัลด์ บินเดสบอล ( Thorvald Bindesbøll) ซึ่งเป็นคนออกแบบโลโก้เบียร์คาร์ลสเบิร์ก เป็นคนออกแบบโลโก้ของสโมสรอีกด้วย ซึ่งแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่ก็มีการคาดเดากันว่าทีมโคเปนเฮเก้น โบลด์คลับ นั้นได้รับการสนับสนุนจากคาร์ลสเบิร์ก มานานนมแล้ว 

ส่วนอีก 1 ทีมที่นำมายุบรวมกันคือ โบลด์คลับเบน 1903 (Boldklubben 1903) ซึ่งก็เป็นทีมที่ตั้งอยู่ในเมืองโคเปนเฮเก้นเช่นกัน โดยทั้ง 2 สโมสรนั้นเป็นสโมสรเก่าแก่ ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีทั้งคู่ 

การรวมพลังของ 2 ทีมในลีก ถูกอัดฉีดโดยการสนับสนุนของคาร์ลสเบิร์ก ที่เดิมทีนั้นเป็นสปอนเซอร์ให้กับโคเปนเฮเก้น โบลด์คลับ มาก่อน อย่างไรก็ตามครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะเป้าหมายคือการสร้างทีมในแบบมืออาชีพเต็ม 100% กล่าวคือสโมสรจะต้องยกระดับขึ้นมาให้ได้ทั้งด้านการสร้างแบรนด์ และ ผลงานในสนามด้วย 

เมื่อดีลทุกอย่างลงตัวทั้ง 2 สโมสรก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ชื่อ เอฟซี โคเปนเฮเก้น และลงแข่งขันใน เดนมาร์ก ซูเปอร์ลีก ครั้งแรกในฤดูกาล 1992-93 ซึ่งพวกเขาจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์ลีกทันที แน่นอนว่าเป็นตามเป้าหมายที่ทุกฝ่ายได้วางไว้ 

ช่วงเวลาหลังจากนั้น มีหลากลายสโมสรเข้ามาขอการสนับสนุนจาก คาร์ลสเบิร์ก ทั้งทีมอย่าง โอเดนเซ่, ซิลเคบอร์ก และ แม้กระทั่งคู่แข่งโดยตรงในการล่าแชมป์ของโคเปนเฮเก้นอย่าง บรอนด์บี้ ซึ่งทาง คาร์ลสเบิร์ก เองก็ให้การสนับสนุนทุกทีมที่กล่าวมา เพียงแต่ว่าข้อเสนอที่เบียร์ยี่ห้อดังมอบให้กับ โคเปนเฮเก้น นั้นเป็นข้อเสนอที่แตกต่างจากทีมอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งข้อนี้หนึ่งในบอร์ดบริหารของ คาร์ลสเบิร์ก ยืนยันด้วยตนเองอีกด้วย

"คาร์ลสเบิร์ก ได้ประจักษ์แล้วว่า โคเปนเฮเก้น สามารถเป็นการลงทุนที่นำมาซึ่งผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมทั้งด้านการกีฬาและด้านอื่นๆ เราเองอาจจะสนับสนุนหลายสโมสรในซูเปอร์ลีกา แต่สำหรับ โคเปนเฮเก้น นั้นเป็นอะไรที่แปลกใหม่ไม่เหมือนกับทีมไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องบทบาทบนเวทีฟุตบอลยุโรป" เยสเปอร์ ยอร์เกนเซ่น ซีอีโอ ของ คาร์ลสเบิร์ก กล่าว 

แม้ไม่มีตัวเลขเปิดเผยแบบชัดเจนนักว่าแต่ละปี คาร์ลสเบิร์ก มอบเงินสนับสนุนให้กับสโมสร โคเปนเฮเก้น มากกว่าทีมอื่นๆที่กล่าวเท่าไร แต่มีบางสิ่งที่วัดได้ว่า ทั้งสองแบรนด์ผูกพันและยากที่จะแยกกันออกได้ คือ นับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ รวมระยะเวลาแล้วก็มากโขถึง 27 ปี คาร์ลสเบิร์ก คือแบรนด์เดียวที่ได้ประทับอยู่บนเสื้อของสโมสรแห่งนี้ และกลายเป็นภาพจำแฟนบอลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"เราภูมิใจมากที่ได้ขยายการร่วมมือกับ คาร์ลสเบิร์ก ตัวของผมนั้นได้เห็นข้อเสนอของพวกเขาแล้วและมันแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของสโมสรโคเปนเฮเก้น สโมสรแห่งนี้เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ในสแกนดิเนเวียอย่างไร้ข้อโต้แย้ง และโลโก้ คาร์ลสเบิร์ก บนเสื้อของเรานั้นจะเป็นผู้สนับสนุนที่เป็นภาพจำแน่นอน" Anders Hørsholt CEO ของโคเปนเฮเกนกล่าว ในวันที่ทั้งสองแบรนด์ประกาศขยายสัญญาสนับสนุนกันต่อไป 

เท่านั้นยังไม่พอ คาร์ลสเบิร์ก ทำในสิ่งที่ทำให้ชาวเมืองและแฟนบอลของสโมสร โคเปนเฮเก้น รู้ว่าทั้ง 2 แบรนด์ใช้ลมหายใจเดียวกัน นั่นคือลมหายใจแห่งจิตวิญญาณของชาวเมืองโคเปนเฮเก้น โดยในปี 2010 คาร์ลสเบิร์ก ได้ซื้อโฆษณาเพื่อเอาชื่อไปประดับบนสแตนด์โซน C ของสนาม Parken สังเวียนเหย้าของทีมที่มีความจุ 38,000 คน

โดยเหตุผลที่พวกเขาซื้อสแตนด์ฝั่งนี้เพียงฝั่งเดียวก็เพราะว่า โซนซี โดยเฉพาะสแตนด์ชั้นล่างนั้นคือโซนที่แฟนพันธุ์แท้ของ โคเปนเฮเก้น ที่ซื้อตั๋วปีของสโมสรรวมถึงสมาชิกที่ลงทะเบียนไว้กับสโมสร เข้าไปเชียร์มากที่สุด พื้นที่ในโซนนี้ไม่มีการระบุที่นั่งชัดเจน มาก่อนได้เลือกก่อน ทว่าส่วนใหญ่แฟนๆ ชาวท้องถิ่นจะเข้ามาเป็นลักษณะกลุ่มกองเชียร์ขนาดใหญ่ ทุกคนจะมาเบียดๆ กันอยู่ในโซนนี้ซึ่งทำให้ โซนซีล่าง หรือในชื่อใหม่ว่า "คาร์ลสเบิร์ก สแตนด์" กลายเป็นโซนที่มีเสียงเชียร์ดังที่สุดในสนาม โดยมีการกล่าวว่าโซนซีล่างนี้คือรากฐานของประวัติศาสตร์อันยาวของของสโมสรแห่งนี้ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ 2 ทีมฟุตบอลในเมืองโคเปนเฮเก้นอีกด้วย

ขณะที่ฝั่ง คาร์ลสเบิร์ก สแตนด์ ด้านบน (โซนซีบน) ถือเป็นสแตนด์หลัก (เมนสแตนด์) ของสนามแห่งนี้ หลักๆ แล้วผู้ที่จับจองพื้นที่นี้ยังคงเป็นผู้ที่ถือตั๋วปีของสโมสรอยู่ ดังนั้นจึงทำให้อารมณ์ร่วมที่มีต่อการแข่งขันยังคงเต็มเปี่ยมเช่นเคย เพียงแต่ว่าโซนนี้จะลดความเดือดลงมาเล็กน้อยหากเทียบกับโซนซีล่าง เพราะจะมีที่นั่งล็อกตามเลขตั๋วเข้าชม  แต่สิ่งที่แฟนบอลโซนนี้จะได้คือการได้อยู่ในมุมมองที่ชัดที่สุดของสนาม ชนิดที่ว่าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมครบ 100%  

ซึ่งในวันที่ คาร์ลสเบิร์ก ซื้อโฆษณาสแตนด์โซนซี และเปลี่ยนเป็นชื่อเป็น "คาร์ลสเบิร์ก สแตนด์" นั้นพวกเขาได้ทำบางสิ่งที่คล้ายกับพิธีกรรมอย่างหนึ่งผ่านโฆษณาที่ใช้เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยเป็นการขนขวดเบียร์คาร์ลสเบิร์กยักษ์ ขึงกับสลิงก่อนจะเหวี่ยงขวดใส่กับสแตนด์โซนซีเพื่อให้ขวดแตกและเบียร์คาร์ลสเบิร์กไหลท่วมลงมาจากโซนซีบน จนถึงโซนซีล่างชะโลมจนทั่ว "คาร์ลสเบิร์ก สแตนด์"

โดยพิธีกรรมนี้คล้ายๆ กับพิธีกรรมปล่อยเรือลงสู่น้ำครั้งแรก ซึ่งจะมีธรรมเนียมการเอาขวดแชมเปญมาฟาดกับหัวเรือให้แตก จากนั้นจะมีการเป่าเเตรและบรรเลงเพลงปลุกใจเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในนิมิตหมายอันดีนี้

แม้ไม่มีการระบุชัดเจนว่าโฆษณาดังกล่าวถูกตีความว่าอย่างไร แต่ก็เป็นไปได้ว่าความหมายที่ซ่อนอยู่อาจจะหมายถึงการร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวของทั้ง โคเปนเฮเก้น และ คาร์ลสเบิร์ก นั่นเอง 

 

ความสุขที่จับต้องได้ 

ความสัมพันธ์กันของ โคเปนเฮเก้น และ คาร์ลสเบิร์ก นั้นทำให้เกิดมิติใหม่ขึ้นมาหลายอย่าง นอกจากสโมสร โคเปนเฮเก้น จะกลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากที่สุดในเดนมาร์กแล้ว พวกเขายังเป็นสโมสรที่มอบความสุขที่จับต้องได้ให้กับแฟนๆ อีกด้วย

ต้องเข้าใจกันก่อนเพราะแต่เดิมนั้นวัฒนธรรมของประเทศแถบสแกนดิเนเวียนั้นมักจะไม่ให้แฟนบอลนำเบียร์ขึ้นไปดื่มบนอัฒจันทร์ระหว่างเกมการแข่งขันได้ โดยกฎข้อนี้ยังรวมถึงบางสนามในสหราชอาณาจักรด้วยที่แฟนๆ สามารถซื้อเบียร์ดื่มหน้าสนามได้แต่ไม่สามารถเอาขึ้นไปดื่มบนสแตนด์ ซึ่งต่างจากกีฬาอื่นๆ อย่าง รักบี้ และ คริกเก็ต 

แต่สำหรับที่สนามของ โคเปนเฮเก้น นั้นสบายมาก แฟนบอลสามารถเพลิดเพลินกับเกมได้ตลอด 90 นาทีโดยที่เบียร์ไม่ขาดมือ เพราะสโมสรอนุญาตให้พกเบียร์ขึ้นไปเชียร์บอลได้ ซึ่งแน่นอนว่าเบียร์ที่ขายในสนามนั้นจะต้องเป็นเบียร์ยี่ห้อ คาร์ลสเบิร์ก เท่านั้น

แม้จะดูเป็นการตลาดที่คลับคล้ายคลับคลากับการฮาร์ดเซลล์ แต่เรายังพอคาดเดาได้ว่าแฟนๆ ของ โคเปนเฮเก้น ไม่น่าจะติดอะไรและน่ายินดีด้วยซ้ำที่พวกเขาได้ดื่มเบียร์ที่ผลิตจากเมืองของตัวเอง และเป็นเบียร์ที่ให้การสนับสนุนสโมสรที่รักของพวกเขาเป็นอย่างดีมากตลอดกว่า 20 ปี ดังนั้น "น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า" ใช้คำนี้คงจะเหมาะที่สุดและน่าจะทำให้ทุกฝ่ายแฮปปี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง 

https://en.wikipedia.org/wiki/Kj%C3%B8benhavns_Boldklub
https://en.wikipedia.org/wiki/Boldklubben_1903
https://en.wikipedia.org/wiki/F.C._Copenhagen
https://en.wikipedia.org/wiki/Danish_Superliga
https://theculturetrip.com/europe/denmark/articles/why-carlsberg-is-denmarks-gift-to-the-world/
https://www.fck.dk/en/news/carlsberg-extends-unique-sponsorship
https://www.fck.dk/en/news/drink-beer-fc-copenhagen-football-games
https://www.fck.dk/en/fc-copenhagen-ticket-types-suit-everyone



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง