mainstand

Feature

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หายไป : ทำไมเครื่องรางของขลัง จึงถูกห้ามนำลงไปในสนามแข่งขันฟุตบอล?



“ศาสนา” คือหนึ่งในสถาบันที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ กับบทบาทการเป็นเครื่องมือยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้พลังความเชื่อมั่น ความศรัทธาแก่ผู้นับถือ


 

เครื่องมือที่ช่วยสร้างความมั่นใจ ให้กับมนุษย์ผ่านการกราบไหว้บูชา หรือพิธีกรรมใด มักถูกเรียกว่า “เครื่องรางของขลัง” ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักพกติดตัวเอาไว้ ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามความเชื่อของตนเอง

แม้จะเป็นเรื่องปกติในสังคม กับการพกเครื่องรางของขลังติดตัว แต่ในกีฬาฟุตบอล สิ่งของเหล่านี้ กลับถูกปฏิเสธและพยายามกีดกันให้ไกลออกจากเกมลูกหนัง ทั้งที่หากว่ากันแล้ว ความมั่นใจคือสิ่งสำคัญในกีฬาชนิดนี้ และหากมีเครื่องรางของขลังอยู่ข้างกายยามลงสนาม อาจช่วยให้นักฟุตบอลทำผลงานได้ดีขึ้น

Main Stand x Chang ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ของฟุตบอลทีมชาติไทย จะไปร่วมกันหาเหตุผลว่า เหตุใดเครื่องรางของขลัง จึงถูกห้ามไม่ให้มีตัวตน ในพื้นที่ของสนามฟุตบอล

 

พื้นฐานของความแตกต่าง

หากเรามองถึงตัวตนของกีฬาฟุตบอลในโลกปัจจุบัน สิ่งที่กีฬาประเภทนี้พยายามนำเสนอ คือกีฬาที่สร้างความเท่าเทียมให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกชนชั้น ทุกสีผิว ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงกีฬาฟุตบอล และมีความรู้สึกเชื่อมถึงกันผ่านกีฬาชนิดนี้

เพื่อให้ภาพลักษณ์ดังกล่าวชัดเจนมากที่สุด สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า (FIFA) จึงพยายามกีดกันสิ่งใดก็ตาม ที่อาจนำไปสู่ปัญหาความแตกแยกและขัดแย้งให้ออกไปจากกีฬาฟุตบอล หนึ่งคือเชื้อชาติ สองคือศาสนา

ทั้งสองสิ่ง มีพื้นฐานที่เหมือนกัน คือบ่งบอกสร้างความเป็นหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันได้สร้างความเป็นอื่นให้กับคนนอกสังคม...กรณีของศาสนา อันเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล ยิ่งมีความละเอียดอ่อน มากกว่าเรื่องของเชื้อชาติ ที่ถูกกำหนดได้ชัดเจน ผ่านถิ่นกำเนิด หรือเชื้อสายของบุคคล 

เพราะศาสนามีพิธีกรรม ความเชื่อที่สืบทอดกันมา เป็นจารีต ประเพณี ในหลายเรื่องไม่มีคำตอบว่า มนุษย์มีความเชื่อ หรือพิธีกรรมศาสนาเพราะอะไร หรือเพื่ออะไร แต่หากเป็นความเชื่อที่มนุษย์นับถือแล้วสบายใจ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

ดังนั้นหลักความเชื่อของศาสนาใด อาจขัดแย้งกับหลักศาสนาอื่นได้ โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งพื้นฐานของมนุษย์ ย่อมมีความเชื่อถือ ยึดมั่นในศาสนาที่ตัวเองนับถือ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง...เมื่อหลักศาสนาขัดแย้งกัน จึงนำไปสู่ความขัดแย้งของมนุษย์ และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา โดยการขจัดความเป็นอื่นออกไปจากสังคม ดังที่เราเห็นในหน้าประวัติศาสตร์โลกว่าหลายครั้ง ต้นเหตุของสงคราม หรือการใช้ความรุนแรง มาจากประเด็นทางศาสนาที่แตกต่างกัน ของคนในพื้นที่เดียวกัน

ในโลกของฟุตบอล ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นผ่านศาสนา มีให้เห็นและศึกษาอย่างชัดเจน ผ่านคู่ดาร์บี แมตช์ ชื่อดังของประเทศสก็อตแลนด์ ระหว่างกลาสโกว เซลติก กับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส...เมื่อเซลติก เป็นทีมฟุตบอลของแฟนบอลศาสนาคริสต์นิกายโรมัน คาทอลิก และเรนเจอร์ เป็นทีมของศาสนาคริสต์ นิกายโปรแตสเตนท์ 

โดยทั้งสองสโมสรจะไม่ยอมเซ็นสัญญาโค้ชหรือนักฟุตบอล จากนิกายตรงข้ามเด็ดขาด หรือหากมีการเซ็นสัญญาเข้ามา ก็เป็นเรื่องยาก ที่นักเตะคนนั้นจะได้รับการยอมรับจากแฟนบอล นอกจากนี้หลายครั้งที่ประเด็นทางศาสนา ได้นำไปสู่การปะทะด้วยกำลังระหว่างแฟนบอลทั้งสองฝั่ง

นิโคลัส วิลาส (Nicolas Vilas) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ได้ใช้เวลา 3 ปี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลกับศาสนา ก่อนที่เขาจะได้ข้อสรุปว่า ในปัจจุบันศาสนายังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับมนุษย์  และส่งผลถึงพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป ของทั้งตัวนักฟุตบอล สโมสรฟุตบอล ไปจนถึงลีกการแข่งขันของแต่ละประเทศ ที่มีศาสนาประจำชาติที่ต่างกัน  

วิลาสยกตัวอย่างโดยง่ายที่เขาพบเจอ คือทุกครั้งก่อนลงสนาม นักฟุตบอลที่นับถือศาสนาอิสลาม มักต้องการช่วงเวลาก่อนลงสนาม ในการทำพิธีกรรมสวดขอพรแด่พระเจ้า ในขณะที่นักฟุตบอลที่นับถือศาสนาคริสต์ที่อยู่ภายในทีมเดียวกัน ไม่เคยเข้าใจเลยว่า นักฟุตบอลอิสลามจะทำแบบนี้ด้วยเหตุผลใด เพราะพวกเขาเองก็มีพระเจ้าให้นับถือ แต่ไม่เห็นว่าการสวดขอพรต่อพระเจ้าก่อนการแข่งขันคือเรื่องจำเป็น

สิ่งที่วิลาสสรุปคือ ศาสนากลายเป็นสิ่งที่สร้างเส้นบางๆ ระหว่างมนุษย์ ผ่านความเชื่อ วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และบางครั้งนำไปสู่ปัญหา แม้แต่ในระหว่างหมู่นักฟุตบอลด้วยกันเอง

 

ไม่มีที่ว่างให้ความเชื่อในสนามฟุตบอล

เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้เป็นปัญหาในวงกว้าง ในยุคที่ฟุตบอลมีความเป็นสากลมากขึ้น ฟีฟ่าจึงจำเป็นที่จะต้องตัดเรื่องของศาสนา ให้ไกลจากกีฬาฟุตบอล เพื่อให้คนทุกมุมโลกมองเห็นว่า กีฬาลูกหนังคือสิ่งที่สามารถเชื่อมผู้คนเข้าหากันได้จริง เชียร์และชมฟุตบอลได้โดยปราศจากปัญหา ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

การแสดงออกทางศาสนาอย่างชัดเจน จึงกลายเป็นเรื่องที่ผิดในสนามฟุตบอล (ตามความต้องการฟีฟ่า) ไม่ต่างอะไรจากการแสดงออกในประเด็นเรื่องเชื้อชาติ แต่ศาสนามีประเด็นที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อทางจิตใจ 

ขณะเดียวกันการแสดงออกถึงสิ่งที่นับถือ ไม่จำเป็นต้องแสดงผ่านการกระทำเพียงอย่างเดียว แต่สามารถแสดงออกผ่านเครื่องรางของขลัง อันเป็นเหมือนตัวแทนของความเชื่อ หรือศาสนาที่มนุษย์นับถือเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ 

เพื่อป้องกันปัญหาทั้งหมด ฟีฟ่าจึงจำเป็นต้องออกกฎขึ้นมา ห้ามไม่ให้ผู้เล่นแสดงออกทางศาสนา ในสนามฟุตบอล รวมไปถึงการแสดงออกผ่านสิ่งของต่างๆ เช่น ป้ายสโลแกนที่เป็นคำพูด เครื่องรางของขลังทางศาสนา หรือแม้กระทั่ง เสื้อยืดที่มีข้อความเกี่ยวข้องทางศาสนา

หนึ่งในเครื่องรางของขลังที่เคยมีประเด็นถกเถียง คือเสื้อยืดของริคาร์โด กาก้า (Ricardo Kaka) ยอดนักฟุตบอลชาวบราซิล ที่ช่วงหนึ่งเขามักใส่เสื้อยืดที่เขียนว่า “I BELONG TO JESUS” (ฉันเป็นสมบัติของพระเจ้า) ลงสนามทำการแข่งขันอยู่บ่อยครั้ง

เป็นที่รู้กันในหมู่แฟนกีฬาลูกหนัง ว่ากากาเป็นคนที่เคร่งศาสนาคริสต์อย่างมาก โดยตัวของยอดนักเตะรายนี้เคยเปิดเผยว่า เหตุผลที่เขามักใส่เสื้อนี้ลงทำการแข่งขันฟุตบอล เพื่อให้เกียรติแก่พระเจ้า เพราะกาก้ามีความเชื่อว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตของเขา พระเจ้าเป็นผู้ดลบันดาลให้

เสื้อยืดของกากา เปรียบเสมือนสิ่งของสร้างความมั่นใจ ทำให้แข้งรายนี้รู้สึกว่า พระเจ้าร่วมลงสนาม สร้างแรงบันดาลใจไปพร้อมกับเขา

อย่างไรก็ตามฟีฟ่า ไม่ได้คิดเช่นเดียวกับกากา เพราะฟีฟ่าเคยส่งหนังสือตักเตือนกากา และนักฟุตบอลชาวบราซิลอีกหลายคน ที่นิยมใส่เสื้ออันมีข้อความทางศาสนาลงทำการแข่งขัน อย่างเช่นลูซิโอ (Lucio) ที่เคยใส่เสื้อยืดคำว่า “I LOVE GOD” (ฉันรักพระเจ้า)

“เราอยากจะตักเตือนพวกเขาว่า การแสดงออกเหล่านี้ มีกฎระเบียบข้อบังคับที่ควบคุมอยู่ ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในอนาคต” ข้อความส่วนหนึ่งที่ฟีฟ่า เคยตักเตือนนักฟุตบอลชาวบราซิล ถึงการแสดงออกทางศาสนา เมื่อปี 2009

การตัดไฟตั้งแต่ต้นลม คือทุกสิ่งที่ฟีฟ่าพยายามทำ เพื่อตัดปัญหาทางศาสนา แม้แต่การฉลองการทำประตูด้วยการทำสัญลักษณ์ไม้กางเขน ยังถือเป็นเรื่องผิด (ตามคำเรียกร้องของผู้นำทางศาสนาอิสลาม) ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงการพกเครื่องรางของขลัง เช่น ไม้กางเขน สร้อยพระ ลงสู่สนามฟุตบอล นี่คือเรื่องที่ไม่สามารถทำได้เด็ดขาด ในสนามฟุตบอล

 

พื้นที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ฟีฟ่า มีความพยายามอย่างมาก ที่จะปิดกั้นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เข้าสู่สนามฟุตบอล อย่างไรก็ตาม หากมองไปยังพื้นที่นอกสนามฟุตบอล เราจะเห็นการนำศาสนา เครื่องรางของขลังมาใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ และบารมีกันอย่างแพร่หลาย


Photo : ช้างศึก

วงการฟุตบอลไทย คือตัวอย่างที่ใกล้ตัว เราจะเห็นการไหว้ศาลเจ้า ของนักฟุตบอลไทย ทั้งระดับสโมสรและระดับทีมชาติ ในทุกเกมการแข่งขัน รวมไปถึงการทำบุญเลี้ยงพระ เจิมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสนาม เพื่อหวังให้ผลการแข่งขัน ของสโมสรในฤดูกาลนั้น ออกมาดีตามที่ตั้งใจไว้ 

หรือในหลายสโมสรฟุตบอล มักจัดงานทำบุญเลี้ยงพระ หากผลงานไม่ดี ซึ่งนอกจากการทำบุญแล้ว สิ่งที่สโมสรได้รับกลับมา คือเครื่องรางของขลัง ผ้ายันต์ศักดิ์สิทธิ์ หรือการเขียนเจิมตามสถานที่ต่างๆ บริเวณสนามฟุตบอล

ขณะที่สโมสรฟุตบอลระดับโลก ที่มีเจ้าของเป็นชาวไทยอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ ได้มีการแขวนผ้ายันต์ อยู่ทั่วสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม ด้วยความเชื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ทีมจิ้งจอกสีน้ำเงิน (ยกเว้นพื้นที่ของกองเชียร์ทีมเยือน ที่จะไม่มีผ้ายันต์แขวนไว้) รวมไปถึงของขลังอีกมากมาย ที่อยู่ในบริเวณรังเหย้าของเลสเตอร์ ซิตี้

หากเป็นพื้นที่นอกสนามฟุตบอล คงสามารถพูดได้ว่า วงการลูกหนังเปิดกว้าง กับเรื่องราวความเชื่อ ของขลังต่างๆอย่างเสรี ที่จะมีของขลัง รูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งไว้ด้านนอกสนาม หรือบริเวณที่ไม่ใช่ผืนหญ้าสีเขียว  

เพราะความเชื่อส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ ฟีฟ่าคงไม่สามารถห้ามทุกคน ไม่ให้นำความเชื่อทางศาสนา เข้ามาเกี่ยวข้องกับฟุตบอลได้ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะกีฬาชนิดนี้เรื่องของพลังใจ และกำลังใจคือสิ่งสำคัญ กับการทำผลงานในสนามออกมาให้ยอดเยี่ยม 

กระนั้นพื้นที่สนามฟุตบอล คืออาณาเขตต้องห้ามของเครื่องรางต่างๆ แม้การพกเครื่องรางติดตัวจะส่งผลต่อกำลังใจของนักเตะอย่างมาก...ดังในกรณีของ สมพร ยศ ที่นำพระเสืออุ้มทรัพย์หลวงพ่ออุทัย ไปแขวนไว้หลังตาข่าย ในเกมฟุตบอล รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ชิงแชมป์เอเชีย ปี 2016 จนโชว์ผลงานเหนียวหนึบ พาทีมชาติไทยเสมอกับซาอุดิอาระเบีย ในเกมนัดแรก

หลังจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี (AFC) รู้เรื่องนี้เข้า จึงสั่งแบนไม่ให้นายทวารชาวไทย นำของขลังไปไว้บริเวณตาข่ายประตูอีกต่อไป ผลลัพธ์จึงจบด้วยความพ่ายแพ้ของทีมชาติไทยทั้งสองนัด

หลายคนที่มีความเชื่อกับของขลังต่างๆ คงมีความเข้าใจว่า เหตุผลที่ทีมชาติไทยผลงานร่วง คงมีเหตุผลส่วนหนึ่งมาจาก การที่พระเสืออุ้มทรัพย์หลวงพ่ออุทัย ถูกแบนจากเกมการแข่งขัน

นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญ ที่ฟีฟ่าต้องการผลักเครื่องรางของขลังต่างๆ ให้ไกลจากสนามฟุตบอล เพื่อไม่ต้องการให้มีคนเข้าใจว่ากีฬาลูกหนัง มีเรื่องราวของไสยศาสตร์มาเกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การเกิดผลการแข่งขัน ที่เอื้อกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ความเชื่อนอกสนามเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ภาพในสนามฟุตบอล คือสิ่งแฟนบอลทั่วโลกจับจ้อง ภาพของการแข่งขันแพร่หลายไปไกล ในหลายพื้นที่อันมีวัฒนธรรมความเชื่อแตกต่างกัน จากเทคโนโลยีถ่ายทอดสด ดังนั้นแล้วฟีฟ่าจำเป็นต้องทำทุกทาง ที่ทำให้เกมการแข่งขันปราศจากข้อกังขา และรู้สึกโปร่งใสมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้พื้นที่ของเครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จึงถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงด้านนอกสนามเท่านั้น และถูกละเว้นบทบาทพื้นที่ในสนามฟุตบอลเอาไว้


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นและกำลังใจ สามารถสร้างให้กับนักฟุตบอลได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องรางของขลังชนิดใด จากเสียงเชียร์และกำลังใจของแฟนบอลข้างสนาม โดยเฉพาะกับทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่กำลังจะลงทำการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียอีกครั้ง ในวันที่ 8 มกราคมที่จะถึงนี้
ในปี 2020 ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เล่น “ช้างศึก” คนที่ 12 จะเข้าไปเป็นขวัญกำลังใจ ให้กับทัพนักฟุตบอลทีมชาติไทย จากการที่ประเทศไทยของเรา ได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันครั้งนี้

เชื่อเหลือเกินว่า หากแฟนบอลชาวไทย เข้าไปให้กำลังใจทัพช้างศีกจนเต็มสนาม ความมั่นใจของนักเตะทีมชาติไทย คงล้นเต็มเปี่ยม สามารถโชว์ผลงานอย่าง “เล่นไม่เลิก” มาฝากแฟนบอล โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องรางของขลังอย่างแน่นอน

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.worldreligionnews.com/issues/fifa-aims-keep-religion-soccer?fbclid=IwAR0ejDMqkD5_0GKuA1pE9vmxKiawfzpoJw2JnRgc0RmzT-HXGb1AMHh4BBg
https://prachatai.com/journal/2019/07/83593
https://punditarena.com/football/thepateam/explained-the-bitter-religious-divide-behind-celticrangers-rivalry/
https://www.dailymail.co.uk/news/article-1199121/Brazils-football-superstars-told-Keep-faith-football.html
http://evangelicalfocus.com/lifetech/3112/Kaka_announces_end_of_football_career_with__I_belong_to_Jesus_photo
https://www.dailymail.co.uk/news/article-4498954/FIFA-urged-BAN-Christian-players-making-cross-sign.html
https://sacredinsociety.wordpress.com/2017/05/10/is-football-a-quasi-religion/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง