mainstand

Feature

ไขความจริงผ่านงานวิจัย...ทำไมศึกฟุตบอลประเพณีอย่างจตุรมิตรถึงเดือด?



เชื่อว่าแฟนกีฬาแทบทุกคนคงทราบกันดีว่า ยามใดที่ทีมกีฬาซึ่งเป็นคู่ปรับโคจรมาพบกัน ไม่ว่าจะเป็นกีฬาใดก็ตาม ดีกรีความดุเดือดมักจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว


 

เรื่องดังกล่าวถือเป็นความจริงเสมอ ทั้งการแข่งขันในระดับอาชีพ อย่าง "เอล กลาซิโก" เรอัล มาดริด ปะทะ บาร์เซโลน่า, "ศึกแดงเดือด" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล ซึ่งดีกรีความเดือดนี้ ก็คงอยู่แม้เป็นการแข่งขันระหว่างสถานศึกษาด้วยเช่นกัน 

เพราะเมื่อเป็นการแข่งขันระหว่างสถาบันที่เป็นคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น The Boat Race ศึกเรือพายระหว่างมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กับเคมบริดจ์ของอังกฤษ, การแข่งขันกีฬาของเหล่ามหาวิทยาลัยเอกชนชั้นแนวหน้า หรือที่เรียกกันในชื่อ Ivy League ของสหรัฐอเมริกา กระทั่งในไทย อย่างฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์, รักบี้ฟุตบอลประเพณี ราชวิทย์ฯ-วชิราวุธ รวมถึงฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี เรามักจะเห็นเกมการแข่งขันที่เข้มข้นกว่าการแข่งขันโดยทั่วไปอยู่เป็นประจำ

คำถามก็คือ แม้กระทั่งในวัยแห่งการเรียนรู้ แต่ความรู้สึกที่เป็นคู่แข่งอันนำมาซึ่งการแข่งขันนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร และเรื่องดังกล่าวส่งผลเช่นไรต่อการแข่งขันบ้าง?

 

เพราะเหมือนกันจึงแตกต่าง?

Gavin Kilduff อาจารย์จากคณะการจัดการของ Leonard N. Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้ศึกษาถึงสาเหตุ และผลสืบเนื่องของความเป็นคู่แข่ง และการแข่งขันซึ่งกันและกัน โดยยกทีมกีฬาในระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา หรือ NCAA รวมถึงทีมกีฬาในการแข่งขันระดับอื่นๆ มาเป็นกรณีศึกษา


Photo : bustingbrackets.com

สิ่งที่เขาค้นพบนั้นน่าสนใจยิ่ง เมื่อเขาค้นพบว่า อิทธิพลที่นำมาซึงการก่อตัวของความเป็นคู่แข่งนั้นเกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย การแข่งขันที่ต้องเจอกันอยู่บ่อยๆ, ผลการแข่งขันที่สูสี กินกันไม่ลง และสุดท้ายคือ ความเหมือนกันของทั้งสองสถาบัน 

เรื่องดังกล่าว Kilduff ได้อธิบายเสริมว่า "เมื่อพูดถึงการแข่งขันระดับสถาบัน อย่างเช่นในระดับมหาวิทยาลัยเนี่ย ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ก่อตัวสู่ความเป็นคู่ปรับ แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่สามารถอธิบายได้หมดซะทุกอย่างหรอกนะ"

"เพราะสิ่งที่ดูจะเป็นแรงขับดันที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ความเหมือนกันของสถาบันที่เป็นคู่แข่งกันต่างหาก ซึ่งความเหมือนกันที่ว่านี้ มันได้ก่อตัวเป็นภัยคุกคามในอัตลักษณ์และการรับรู้คุณค่าในตัวเอง สิ่งนี้แหละที่ช่วยให้การแข่งขันระหว่างสถาบันทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น"

ความเหมือนกัน ที่หลายคนมองว่าเป็นจุดร่วมสู่ความสมัครสมานสามัคคี ได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญสู่การเป็นคู่แข่งซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละคนต่างก็มีความรู้สึกว่า "แม้จะเหมือนกัน แต่ฉันนั้นเหนือกว่า" อยู่เสมอ เห็นได้จาก The Boat Race ซึ่งทั้งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ต่างก็เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่หลายร้อยปี รวมถึงเป็นมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของโลกด้วยกันทั้งคู่

หรืออย่างฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ที่ 4 สถาบัน ทั้งโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, โรงเรียนเทพศิรินทร์, โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ต่างก็มีความเหมือนกันตรงที่เป็นโรงเรียนอันมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นโรงเรียนชายล้วนกันทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากดูที่คู่ปรับภายในจตุรมิตรเองแล้ว ยังมีความเหมือนที่แตกต่างอยู่อีกอย่าง เมื่อสวนกุหลาบฯ กับเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนพุทธ ส่วนอัสสัมชัญกับกรุงเทพคริสเตียนฯ เป็นโรงเรียนคริสต์ แถมยังเป็นคนละนิกายอีกต่างหาก (อัสสัมชัญ - คาธอลิก, กรุงเทพคริสเตียนฯ - โปรเตสแตนต์) เรื่องดังกล่าวจึงนำมาซึ่ง "เกมเหนือเกม" ที่เวลาคู่ปรับในหมู่พวกเดียวกันเองมาเจอกันจะยิ่งทวีความดุเดือดเป็นทวีคูณ


Photo : Jaturamitr 29 Presented by Ari

"ทั้ง 4 โรงเรียน แม้จะมีจุดต่างกันอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันก็มีอยู่มากนะ" กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กล่าว "อย่างกรุงเทพคริสเตียนฯ กับอัสสัมชัญ มันก็จะมีความเป็นโรงเรียนเอกชน ดูเป็นเด็กที่มีฐานะ ขณะที่สวนกุหลาบฯ กับเทพศิรินทร์ คู่นี้เป็นโรงเรียนรัฐ ก็จะดูมีความบ้านๆ กว่า"

"ด้วยความที่ทั้ง 4 โรงเรียน ต่างก็มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับ 1 ของสถาบัน มันก็เลยทำให้ทั้งสี่สถาบันต่างก็คิดว่าตัวเอง คือ เบอร์ 1 ของเรื่องนี้ ทำให้เวลาเจอกันทีไร ก็ไม่มีใครยอมใครไปโดยปริยายนั่นเองครับ"

 

ทุ่มสุดตัวเพื่อชัยชนะ

เมื่อเป็นการแข่งขันของทีมคู่ปรับ แน่นอนว่าทุกคนย่อมนึกถึงความดุเดือดเลือดพล่าน ทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มสุดตัวเพื่อหวังคว้าชัยชนะมาอยู่กับมือให้จงได้ ซึ่งรวมถึงแท็คติกแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างก็สรรหามาจัดการคู่แข่งในเกมสำคัญด้วยเช่นกัน


Photo : Jaturamitr 29 Presented by Ari

เรื่องดังกล่าว ทีมนักวิจัย นำโดย Gavin Kilduff, Christopher To, Lisa D. Ordóñez และ Maurice E. Schweitzer ได้ศึกษาการเล่นของทีมในศึกอเมริกันฟุตบอล NFL ในเหตุการณ์สำคัญ 2 ช่วง คือ การทำแต้มพิเศษหลังทัชดาวน์ ว่าจะเลือกเตะเอา 1 คะแนน หรือเสี่ยงเข้าเอนด์โซนอีกรอบเพื่อ 2 คะแนน รวมถึงในดาวน์ที่ 4 ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้บุก ว่าจะเลือกเตะพันท์ให้อีกฝ่ายบุก ตลอดจนเตะฟิลด์โกลเอา 3 คะแนน หรือลุยต่อเพื่อเปลี่ยนเป็นดาวน์ที่ 1 ซึ่งจะทำให้ได้บุกต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งทำทัชดาวน์ให้ได้ ซึ่งพวกเขาพบว่า ในเกมที่เป็นการพบกันระหว่างทีมคู่ปรับ โอกาสที่แต่ละทีมจะยอมเสี่ยง เพื่อผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าก็มีมากขึ้น โดยทีมเลือกที่จะทำ 2 คะแนนหลังทัชดาวน์มากกว่าเวลาเจอทีมอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่ปรับสำคัญถึง 37% และเสี่ยงเปลี่ยนดาวน์ที่ 4 เพิ่มขึ้น 7%

จากผลดังกล่าว ทีมวิจัยได้ทำการต่อยอดด้วยการเชิญนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอริโซน่า 149 คน เพื่อทำการทดลองในเรื่องการตัดสินใจจากการเล่นไพ่แบล็คแจ็ค โดยคู่แข่งขันของนักศึกษาเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็คือสมาชิกทีมวิจัย แต่สวมเสื้อของ 2 สถาบัน คือมหาวิทยาลัยโคโลราโด้ และมหาวิทยาลัยแอริโซน่าสเตท ซึ่งมีประวัติศาสตร์การเป็นคู่ปรับกับมหาวิทยาลัยแอริโซน่าตั้งแต่ปี 1899 และมีกีฬาประเพณีระหว่างสองสถาบันในชื่อ Territorial Cup จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี (โดยนักศึกษาจาก ม.แอริโซน่า ก็ต้องสวมเสื้อของสถาบันเช่นกัน) ผลปรากฎว่านักศึกษาของ ม.แอริโซน่า ที่ต้องแข่งขันกับ ม.แอริโซน่าสเตท กล้าเสี่ยงในการเล่นมากกว่าผู้เล่นที่เจอกับตัวแทนของ ม.โคโลราโด้

ไม่เพียงเท่านั้น ทีมผู้วิจัยยังได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม พบว่า อัตราการเต้นของนักกีฬาที่ต้องเจอกับทีมคู่ปรับจะสูงกว่าคนที่ไม่ได้เจอกับทีมคู่ปรับ ซึ่งชี้ว่าร่างกายมีการตอบสนองเวลาเจอคู่ปรับมากกว่า และขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงความคิดในการกล้าที่จะเสี่ยง หรือ Promotion Focus กับความคิดที่จะประคองตัว หรือ Prevention Focus ก็พบว่า นักกีฬาที่เจอทีมคู่ปรับ จะมีความคิดกล้าเสี่ยงกว่าอีกด้วย


Photo : Jaturamitr 29 Presented by Ari

เรื่องดังกล่าว ธฤติ โนนศรีชัย ศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เอเยนต์นักฟุตบอลอาชีพ ซึ่งเคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพดีกรีทีมชาติไทย ให้มุมมองจากการเป็นนักฟุตบอลในรั้วชงโคม่วง-ทองว่า "ด้วยความที่จตุรมิตรจัดแข่ง 2 ปีครั้ง ความคาดหวังของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงสูงมาก ไม่ว่าจะนักฟุตบอล, โค้ช, อาจารย์, ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ศิษย์เก่า ต่างฝ่ายต่างก็หวังจะเป็นแชมป์ด้วยกันทั้งสิ้น"

"เหตุผลนี้นี่แหละ ทำให้ทุกฝ่ายต้องทุ่มสรรพกำลังอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะการเลือกตัวนักเตะ, สตาฟฟ์โค้ช, งบประมาณสนับสนุนต่างๆ เพื่อให้โรงเรียนของตัวเองได้เป็นแชมป์ เพราะหากพลาดโอกาสไป ก็ต้องรอกันใหม่อีก 2 ปี และยิ่งเป็นนักเตะ ที่รายการนี้ต้องใช้นักเตะที่ดีที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ ม.5-ม.6 แล้ว เกมจตุรมิตรที่ได้ลงสนาม อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิต ฉะนั้นมีเท่าไหร่ ก็ต้องใส่ให้เต็มร้อย หรือเกินร้อยครับ"

คำพูดช้างต้น ถือเป็นการสะท้อนผลงานวิจัยอีกชิ้นของ Gavin Kilduff ที่ศึกษาการวิ่งของนักวิ่งระยะไกล และพบว่าเมื่อเจอกับคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ พวกเขาจะสามารถวิ่งได้เร็วขึ้น โดยความเร็วเฉลี่ยในการวิ่ง หรือ เพซ (Pace) จะเร็วขึ้นถึง 5 วินาทีต่อกิโลเมตรเลยทีเดียว โดย Kilduff กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า "นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าความเป็นคู่แข่งทำให้คุณต้องทุ่มเทมากขึ้นเพื่อความสำเร็จ เพราะสิ่งดังกล่าวทำให้คุณต้องพยายามสร้างผลงานให้ดีขึ้นเพื่อที่จะคว้าชัยชนะมาให้ได้ครับ"

 

คู่แข่งแห่งมิตรภาพ

ความเป็นคู่แข่งระหว่างสถาบัน ทำให้ความดุเดือดของฟุตบอลระหว่างสถาบัน อย่างจตุรมิตรสามัคคี ไม่จำกัดเพียงแต่ในสนามฟุตบอลเท่านั้น เพราะในส่วนของการเชียร์นอกสนามก็เช่นกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว กรวีร์ ปริศนานันทกุล ที่เคยเป็นประธานนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และมีส่วนร่วมในการจัดการแข่งขันจตุรมิตรนั้นรู้ซึ้งเป็นอย่างดี


Photo : Jaturamitr 29 Presented by Ari

"ด้วยความที่ผมเป็นประธานนักเรียนตอนอยู่ ม.6 ก็ต้องมีการประสานงานกับคณะกรรมการนักเรียนของโรงเรียนอื่นๆ ในการจัดการแข่งขัน สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ คือการควบคุมการแสดงออกของกองเชียร์ไม่ให้เลยเถิด"

"จตุรมิตรครั้งที่ 20 (พ.ศ. 2542) ซึ่งตรงกับตอนที่ผมเป็นประธานนักเรียนพอดี มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกมเทพศิรินทร์ถล่มสวนกุหลาบฯ 5-0 นั่นคือมีคนมาพ่นสีตึกยาวเป็นสกอร์ '5-0' ในวันต่อมา ... ตอนนั้นนักเรียน ศิษย์เก่า เดือดกันมากนะ เพราะมันเป็นการย่ำยีสัญลักษณ์ของโรงเรียน ผมซึ่งเป็นประธานนักเรียนของสวนกุหลาบฯ ก็ต้องประชุมร่วมทั้ง 4 สถาบัน เพื่อหามาตรการรับมือ และป้องกันไม่ให้เรื่องราวมันเลยเถิดไปจากนี้"

ทว่าท่ามกลางความดุเดือดในการแข่งขันนั้นเอง การแข่งขันกีฬาประเพณีระหว่างสถาบันการศึกษาก็ได้บ่มเพาะบางสิ่งให้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สิ่งนั้นคือ "มิตรภาพ" ที่เชื่อมต่อคนซึ่งมีพื้นเพต่างกัน ให้มีความสนิทสนม เข้าใจซึ่งกันและกันผ่านจุดร่วมที่มีด้วยกัน

"จะว่าไปมันก็แปลกนะ ตรงที่ตอนยังเรียนอยู่ ความรู้สึกเป็นคู่แข่งระหว่าง 4 สถานบันนั้นเยอะมากๆ แต่พอหลังจบมา ไม่ว่าจะเป็นตอนศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือการทำงาน เด็กจากเครือจตุรมิตรนี่แหละที่จะเป็นเพื่อนกลุ่มแรกๆ ของเรา และก็จะสนิทกันมากด้วย" กรวีร์ ปริศนานันทกุล กล่าวเสริม

"ฟุตบอลจตุรมิตร มันเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กจาก 4 สถาบัน มีสิ่งที่เป็นจุดสนใจร่วมกัน อย่างน้อยๆ ก็จะต้องมาบลัฟกันเรื่องผลการแข่งขัน อย่างเด็กเทพศิรินทร์ที่คุยว่า เคยถล่มสวนกุหลาบ 5-0 ก็จะโดนเด็กสวนฯ ย้อนคืนว่า 18 ปีผ่านไป สวนฯ ก็ถล่มเทพฯ 5-0 เหมือนกันนั่นแหละ (เกิดขึ้นในจตุรมิตรครั้งที่ 28 พ.ศ. 2560) หรือบางปี ผลตอนที่เจอกันในจตุรมิตรอาจจะสู้ไม่ได้ แต่เรื่องแชมป์เดี่ยว แชมป์ร่วม (กติกาของจตุรมิตรในวันสุดท้ายของการแข่ง หากหมดเวลาแล้วยังเสมอ จะถือว่ามีอันดับร่วมกัน) หรืออีกทีมจบบ๊วย ก็เอามาคุยได้อยู่ดี"


Photo : Jaturamitr 29 Presented by Ari

เรื่องราวดังกล่าว จึงกลายเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2507 โดยความคิดริเริ่มของอาจารย์โปร่ง ส่งแสงเติม อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับอาจารย์อารีย์ เสมประสาท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยทั้งสองท่านได้มาขอความร่วมมือกับอาจารย์บุญอวบ บูรณะบุตร อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และอาจารย์บรรณา ชโนดม อาจารย์ใหญ่ของอัสสัมชัญ ในการที่จะร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทั้ง 4 สถาบันขึ้น เพื่อเป็นการเชื่อมความสามัคคีของครูอาจารย์ และนักเรียนทุกฝ่าย

ทั้งหมดที่กล่าวมาจึงถือเป็นการยืนยันได้ว่า ความเป็นคู่แข่งนั้นคือแรงผลักดันสำคัญของวงการกีฬา เพราะนี่คือเชื้อไฟที่ทำให้นักกีฬา หรือแม้กระทั่งทีมงานโค้ช พัฒนาตนเองเพื่อให้วันนี้และวันพรุ่งนี้ดีกว่าเมื่อวาน แต่ก็แฝงการสร้างมิตรภาพ ความรู้สึกร่วมกัน ที่ทำให้บุคลากรของทั้ง 4 สถาบัน มีสิ่งเชื่อมโยงที่ได้กลายเป็นความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ถึงกระนั้น เมื่อรวมกับความต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเองว่า แม้มีหลายสิ่งที่เหมือนกัน แต่ฉันนั้นเหนือกว่านายแล้ว ศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น The Boat Race, กีฬา Ivy League, ฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์, รักบี้ประเพณี ราชวิทย์ฯ-วชิราวุธ รวมไปถึง ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี จึงมีดีกรีความดุเดือด และสนุกเร้าใจไม่ต่างอะไรกับศึกระหว่างคู่ปรับในวงการกีฬาอาชีพเลยแม้แต่น้อยนั่นเอง

 

แหล่งอ้างอิง

https://hbr.org/2018/07/research-we-take-more-risks-when-we-compete-against-rivals
https://www.matichonweekly.com/column/article_244490
https://www.researchgate.net/publication/275593531_Driven_to_Win
https://www.researchgate.net/publication/276054526_The_Psychology_of_Rivalry_A_Relationally_Dependent_Analysis_of_Competition
https://www.researchgate.net/publication/323200790_What_is_rivalry_Old_and_new_approaches_to_specifying_rivalry_in_demand_estimations_of_spectator_sports
https://www.researchgate.net/publication/324279724_Comparing_Rivalry_Effects_Across_Professional_Sports_National_Football_League_Fans_Exhibit_Most_Animosity
https://www.usatoday.com/story/college/2012/08/31/do-college-rivalries-go-too-far/37396975/
https://en.wikipedia.org/wiki/College_rivalry



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง