mainstand

Feature

ถึงจะบ้าแต่ว่าไม่โง่ : ย้อนรอย 2 ปีแห่งการล่าตัว 'ฟาน ไดจ์ค' ที่ 'ลิเวอร์พูล' แทบขาดสติ



เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เอาชนะทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2018-19 จากการได้รับการยอมรับโดยดุษฎี และทุกคนรู้ว่าเขาคือ 1 ในผู้เปลี่ยนแปลง ลิเวอร์พูล ยุคใหม่อย่างแท้จริง


 

เราไม่มีทางเดาตัวเลขถูกเลยว่าตอนนี้ ฟาน ไดจ์ค จะมีค่าตัวมากแค่ไหนหากเขาย้ายทีมอีกหนเพราะมันคือเรื่องของอนาคต แต่สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือในวันที่เขาย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในต้นปี 2018 เขามีราคา 75 ล้านปอนด์ เป็นสถิติโลกของตำแหน่งกองหลังในตอนนั้น ภายใต้เสียงวิจารณ์และการไล่ล่าอันเข้มข้นที่กินเวลาเกือบ 2 ปี 

กว่าจะมาถึงวันที่ทุกคนชื่นชมว่าการคว้าตัว ฟาน ไดจ์ค คือสุดยอดดีลในปัจจุบัน เขาคือนักเตะคนเดียวกับที่ทำให้ลิเวอร์พูลขาดสติ จนยอมทำในสิ่งที่เสื่อมเสียเกียรติและโดนวิจารณ์ไปทั่วสารทิศมาแล้ว นี่คือเบื้องหลังความบ้าของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และ ลิเวอร์พูล กับรักเดียวต่อ ฟาน ไดจ์ค ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้พวดเขาจะต้องเจ็บตัวกับคำพูดของตัวเองก็ตาม 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

 

เพื่อเข้าใกล้คำว่า 100% 

ลิเวอร์พูล เหนื่อยล้ากับการไล่ล่าความยิ่งใหญ่ที่พวกเขาเคยเป็นเจ้าของ ภายใต้การเปลี่ยนหัวเรือใหญ่ในตำแหน่งกุนซือครั้งแล้วครั้งเล่าหลังจากเข้ายุค '90s มีเพียง ราฟาเอล เบนิเตซ เพียงคนเดียวที่พอจะใช้คำว่า "ประสบความสำเร็จ" ได้


Photo : www.independent.co.uk

แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยั่งยืนอะไรนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไป วลีอมตะที่เรียกพวกเขาว่า "เครื่องจักรสีแดง" ยิ่งกลายเป็นเพียงคำพูดที่น้อยคนจะเคยเห็นว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร?  

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ท้ายที่สุดแล้วในช่วงปลายปี 2015 พวกเขาเลือกจะปลด เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ คนว่างงานที่โปรไฟล์ดีที่สุดจากการผลงานสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่เยอรมัน

คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล ในช่วงเดือน ตุลาคม โดยตลาดซื้อขายเดือนมกราคมของฤดูกาลนั้นเขาไม่ซื้อใครเข้ามาเพิ่มเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงการยืมตัว สตีเว่น คอลเกอร์ กองหลังจาก คิวพีอาร์ รายเดียวเท่านั้นซึ่งนั่นไม่ใช่หลักใหญ่ใจความอะไร 

หลังจาก คล็อปป์ เข้ามาคุมทีมจนกระทั่งจบฤดูกาลแห่งการสังเกตการณ์ เขาได้เห็นว่าคุณภาพนักเตะนั้นยังไม่ได้ แนวรุกถือว่ายังพอไปวัดไปวา ยิงประตูได้เยอะ แต่แนวรับนี่สิที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด พวกเขาแพ้ พาเลซ คาบ้าน 1-2 โดน นิวคาสเซิล (ทั้งเกมเหย้าและเยือน), เวสต์บรอมวิช, เวสต์แฮม, เลสเตอร์, ซันเดอร์แลนด์ ยิง 2 ประตูในเกมเดียว และที่แย่ไปกว่านั้นคือการโดนทีมอย่าง สวอนซี, เซาธ์แฮมป์ตัน และ วัตฟอร์ด ยิง 3 ประตูในเกมเดียวมาแล้ว

ช่วงเวลาการหาผู้นำในแนวรับสำหรับยุคของ คล็อปป์ ได้เริ่มขึ้น แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเขาต้องแก้ไขส่วนอื่นด้วยทั้งกองกลาง, ตัวริมเส้น และกองหน้า ดังนั้นในฤดูกาล 2016-17 จึงมีเพียงกองหลัง 2 คนเท่านั้นที่ย้ายเข้ามานั่นคือ รักนาร์ คลาวาน และ โจเอล มาติป ส่วนปัญหาด้านอื่นๆ ถูกเติมเข้ามาด้วย ซาดิโอ มาเน่ (แนวรุก), จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม (กองกลาง) และ ลอริส คาริอุส (ผู้รักษาประตู)  


Photo : www.90min.com

ด้วยการที่ต้องเกลี่ยเงินออกเป็นส่วนๆ สำหรับหลายปัญหาจึงทำให้แนวรับของ หงส์แดง "ดีขึ้นในระดับหนึ่ง" ครึ่งซีซั่นแรกพวกเขาแพ้แค่ 2 นัดให้กับ เบิร์นลี่ย์ และ บอร์นมัธ ก็จริง แต่การโดนสองทีมนี้ยิงรวมกันไปถึง 6 ลูก ดูเหมือนเป็นการบอกนัยๆ ว่าความนิ่งยังไม่มี หากคิดจะยิ่งใหญ่และคว้าโทรฟี่ การเจอเกมที่ศัพท์ชาวบ้านเรียกว่า "ตบเด็ก" ต้องห้ามพลาดง่ายๆ แบบนี้ แม้แต่ คล็อปป์ เองยังยอมรับสำหรับเรื่องนี้ 

"มันไม่ใช่การปั่นจักรยานที่คุณสามารถปั่นพลาดและล้มได้ แต่สำหรับฟุตบอลคุณต้องอยู่กับการแข่งขันและมีสมาธิให้มากๆ เลย ตอนนี้ไม่มีอะไรที่ใกล้คำว่า 100% สำหรับเรา ไม่มีเลยโดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือขอแค่พยายามเข้าใกล้คำว่า 100% ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก"

"เราสามารถเล่นเกมรับให้ดีกว่านี้ เกมรุกก็เหมือนกัน เราต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ให้ดีกว่าที่เคยและรักษาสมดุลของทีมไว้ให้ได้ ทีมๆ นี้ยังมีอีกหลายอย่างให้ต้องแก้ไข" นี่คือสิ่งที่คล็อปป์ พูดถึงทีมของเขาโดยรวมในช่วงเดือนตุลาคมปี 2016 

1 เดือนหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ต้องยกพลไปเยือน เซาธ์แฮมป์ตัน ที่ เซนต์ แมรี่ส์ แน่นอนพวกเขาหวัง 3 แต้ม ด้วยผู้เล่นเกมรุกอย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ พวกเขายิงประตูได้มากถึง 30 ลูกจาก 11 เกมแรก หากตีเป็นค่าเฉลี่ยต่อ 1 เกมก็เกือบๆ 3 ลูก ทว่าในเกมนี้มันเป็นเรื่องที่ชวนฉงนใจ 3 เทพเกมรุกพยายามแล้วพยายามเล่าที่จะเจาะประตูทีมนักบุญ แต่สุดท้ายคือพลาดไปหมด จังหวะจั๋งๆ เน้นๆ มักจะไปติดกับกองหลังคนหนึ่งซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนๆ นั้นคือ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค นั่นเอง

ณ เวลานั้น ฟาน ไดจ์ค เพิ่งจะมาอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นปีที่ 2 ด้วยค่าตัว 13 ล้านปอนด์จาก กลาสโกว์ เซลติก แต่ออร่าบารมีของเขาต้องเรียกว่า "พี่ใหญ่" ของทีมถึงจะถูก เขาพร้อมจะชี้นิ้วด่าเพื่อนคนอื่นๆ ที่ไม่มีสมาธิให้กลับสู่เกมเสมอ และแปลกแต่จริง เขามักจะเป็นคนสุดท้ายที่เข้ามาเกะกะจังหวะการยิงของผู้เล่น ลิเวอร์พูล ในพื้นที่สุดท้ายเสมอ


Photo : www.theanfieldwrap.com

"กองหลังชาวดัตช์มีช่วงเวลาประหม่าอยู่บ้างจากการดึงเสื้อของ ฟีร์มิโน่ ที่เขตโทษ ซึ่ง มาร์ค แคลทเทนเบิร์ก โบกมือว่าไม่ฟาวล์ แต่ส่วนอื่นๆ ของเขามันอัจฉริยะ เขายอดเยี่ยมในการบล็อกลูกยิงของอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง มาเน่ และสร้างความมั่นใจให้กับเพื่อนแนวรับในทีม จนลิเวอร์พูลไม่สามารถเป็นอิสระในพื้นที่สุดท้ายได้" 

บทวิจารณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้โดยสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือที่สุดอย่าง BBC และแน่นอนพวกเขาเลือกให้ ฟาน ไดจ์ค เป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนั้น ...   

ไม่ใช่แค่แฟนบอลทีเห็นถึงบางสิ่งในตัวของ ฟาน ไดจ์ค ความเหนียวแน่นในเกมแค่ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือเขาคือคนที่ลงไปยืนในสนามและทำให้คนรอบข้างเก่งขึ้นได้อย่างประหลาด และ เจอร์เก้น คล็อปป์ เองก็คิดแบบนั้น

 

รักแรกพบ

ไม่ต้องบอกก็รู้เกม เซาธ์แฮมป์ตัน เสมอกับ ลิเวอร์พูล 0-0 คือรักแรกพบของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่มีต่อ ฟาน ไดจ์ค ซึ่ง ณ ตอนนั้นมันยังเป็นรักข้างเดียว ปราการหลังชาวดัตช์มีเจ้าของแล้ว นอกจากนั้นยังมีสโมสรอื่นนอกจาก ลิเวอร์พูล ให้ความสนใจในตัวของเขาด้วย 


Photo : www.zimbio.com

แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือที่ซื้อตัวแม่นที่สุดคนหนึ่งคือหนึ่งในนั้น พวกเขาถึงขั้นส่งแมวมองมาซุ่มดูฟอร์มของ ฟาน ไดจ์ค มาแล้ว ซึ่งนั่นก็คือเกมที่เสมอกับ ลิเวอร์พูล 0-0 นั่นแหละ เหตุผลเพราะพวกเขาต้องการหาคนไปแทนที่ของ แว็งซ็องต์ กอมปานี ในระยะยาว ทว่าขาดเพียงขั้นตอนการยื่นข้อเสนอเพื่อแสดงความชัดเจนเท่านั้นเอง นอกจากนั้นยังมี เชลซี ที่มีข่าวให้ความใจในเวลาเดียวกันด้วยเพียงแต่ข่าวจากฝั่งลอนดอนนั้นไม่ค่อยมีหนาหูเท่ากับที่ แมนเชสเตอร์ และ ลิเวอร์พูล

ความต้องการของ เรือใบ และ หงส์แดง ยังเป็นแค่ช่วงของการจับตาดูสถานการณ์เท่านั้น เหตุผลส่วนหนึ่งคือพวกเขาไม่อยากจะลงตลาดซื้อขายเดือนมกราคมนัก เพราะนอกจากจะมีความเสี่ยงในการโดนโขกราคาสูงแล้ว การย้ายกลางคันมักจะทำให้นักเตะปรับตัวไม่ทันและนั่นอาจจะเป็นการซื้อขายที่เสียเปล่าได้ 

เซาธ์แฮมป์ตัน เองรู้ถึงเรื่องนี้ดี พวกเขาเป็นทีมนักปั้นมือทองที่หยิบจับใครมาก็เอามาขายได้กำไรเสมอ ก่อนหน้านี้มี โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์, วิคเตอร์ วานยาม่า, นาธาเนี่ยล ไคลน์, ลุค ชอว์, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, อดัม ลัลลาน่า และอีกสารพัดคน ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ดีว่าสิ่งที่ควรทำกับ ฟาน ไดจค์ คืออะไร ในเมื่อ 2 ทีมระดับหัวแถมตามก้อร้อก้อติกแบบนี้ ความเชี่ยวชาญในการซื้อมาขายไปทำให้ เลส รีด ไดเร็คเตอร์มือดีของทีมนักบุญขอนัดประชุม CEO ของทีม และเร่งการต่อสัญญาฉบับใหม่ของ ฟาน ไดจค์ ให้เร็วที่สุด พวกเขาไม่ต้องการให้ตลาดเปิดแต่เริ่มทำเลยตั้งแต่ฤดูกาลยังไม่จบและทำสำเร็จอย่างดงามอีกด้วย


Photo : www.irishmirror.ie

ฟาน ไดจ์ค ได้สัญญาระยะ 6 ปี พร้อมค่าเหนื่อยที่เพิ่มขึ้น และให้เหตุผลในการต่อสัญญาครั้งนั้นว่าเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งเพราะครอบครัวของเขาแฮปปี้กับชีวิตในแดนใต้ นอกจากนี้เขายังอยากเติบโตไปพร้อมๆ กับสโมสรแห่งนี้ด้วย "มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น" นี่คือส่วนหนึ่งในประโยคจากปากของเขา

แม้ เซาธ์แฮมป์ตัน เองจะกล่าวยินดีสำหรับการต่อสัญญาของ ฟาน ไดจ์ค โดยการบอกว่านี่คือสัญญาณของการสร้างทีมในระยะยาว แต่ความจริงที่ทุกคนรู้ดีคือในฟุตบอลยุคใหม่ "เงิน" คือพลังที่ยากจะต้านทาน ดังนั้นการต่อสัญญาครั้งนี้คือพันธะที่พวกเขาเห็นด้วยกับคำพูดของ ฟาน ไดจ์ค ที่ว่า "มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น"  

พวกเขารอข้อเสนออยู่ แต่แน่นอนที่สุดว่ามันจะต้องเป็นข้อเสนอที่พวกเขาไม่อาจจะปฎิเสธมันได้เท่านั้น 

 

รักจนเสียสติ

ผลงานของ ฟาน ไดจ์ค ไม่มีตกลงไปเลยหลังจากต่อสัญญากับทีมนักบุญ แม้เขาจะผ่านการบาดเจ็บยาวมา ทว่าหลังจากการคัมแบ็คลงสนามก็สามารถสานฟอร์มเก่าต่อได้ทันที ขณะที่ ลิเวอร์พูล เองรักมั่นในตัวของ ฟาน ไดจ์ค พวกเขารอจนตลาดซื้อขายในซัมเมอร์ปี 2017 เปิด พวกเขาก็ลงสนามลุยทันที


Photo : saintsmarching.com

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เปิดพร้อมๆ กับตลาดซื้อขายคือเอฟเฟ็กต์จากการต่อสัญญาของ ฟาน ไดจ์ค เมื่อ 3 เดือนก่อนหน้านี้ มันทำให้ เซาธ์แฮมป์ตัน รออย่างสบายใจพร้อมเคาะตัวเลขในใจไว้ว่า "เอาซัก 60 ล้านปอนด์" หาก ลิเวอร์พูล รักจริงแค่เคาะประตูเข้ามาพร้อมเงินค่าสินสอดตามต้องการ พวกเขารอจะฟังอยู่เสมอ 

บางครั้งความรักก็ทำให้คนเราเสียสติ ... ลิเวอร์พูล เกิดอาการลังเลกับราคาที่ เซาธ์แฮมป์ตัน เรียก ยิ่งประกอบกับประวัติการเจ็บยาวของ ฟาน ไดจ์ค พวกเขาเลือกที่จะพิจารณาตัวเลขใหม่ เพราะ 60 ล้านปอนด์มันมากเกินไปกับนักเตะกองหลังในยุคนั้น สิ่งที่ลิเวอร์พูลทำคือพยายามลดตัวเลขนั้นลงอีก เหลือสัก 50 ล้านปอนด์ผ่านขั้นตอนที่เล่นไม่ซื่อด้วยการลักลอบติดต่อกับตัวนักเตะและเอเย่นต์แบบไม่ผ่านสโมสร เพื่อหวังให้นักเตะช่วยกดดันต้นสังกัด

เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่รู้ตัวกับการแอบเล่นลับหลังครั้งนี้ในตอนแรก พวกเขารู้แต่เพียงว่า ลิเวอร์พูล ให้ความสนใจมากกว่าตลาดทุกครั้งที่ผ่านมา และนั่นก็เข้าล็อก พวกเขาป่าวประกาศเสมอว่าไม่ต้องการจะขายกองหลังตัวเก่งออกจากทีม ซึ่งทุกคนรู้กัน วลีที่ว่า "ไม่ได้มีไว้ขาย" มันไม่มีจริงในโลกฟุตบอล 

ขณะที่เคาะโต๊ะรอด้วยความสบายใจเพราะคิดว่าเดี๋ยวยังไงลิเวอร์พูลก็ต้องมาแน่ จนกระทั่งวันที่ 7 มิถุนายน ความลับก็ไม่มีในโลก เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ข่าวความเคลื่อนไหวของ ลิเวอร์พูล ที่แอบทำลับหลังโดยที่พวกเขาไม่รู้ เมื่อนั้นจากที่เคยรออย่างใจเย็น ท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที เซาธ์แฮมป์ตัน พร้อมจะเล่นไม้แข็งกับ ลิเวอร์พูล บ้างเพื่อตอบแทนการไม่ให้เกียรติกันครั้งนี้

พวกเขายื่นเรื่องไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือ เอฟเอ ให้ลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ เท่านั้นยังไม่พอพวกเขาแถลงการณ์ตอกหน้าลิเวอร์พูลว่า หลังจากนี้ต่อให้ ลิเวอร์พูล จะยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ สิ่งที่ เซาธ์แฮมป์ตัน จะมอบให้หงส์แดงมีเพียงประโยคเดียวคือ "ฝันไปเถอะ"


Photo : www.thetimes.co.uk

การโดนตอกทั้งทางตรงและทางอ้อมทำให้ทีมที่มีเกียรติประวัติอย่าง ลิเวอร์พูล ต้องหน้าชา สิ่งที่ยิ่งกว่าความเสียหน้าคือการเสียชื่อเสียง พวกเขาเข้าประชุมกันทันทีและได้ข้อสรุปว่าสิ่งที่ควรทำคือการขอโทษอย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาชื่อเสียงของสโมสร และป้องกันการโดนแบนในตลาดซื้อขายจากความผิดนี้ด้วย 

"สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลอยากชี้แจงความเสียใจถึงกรณีข่าวลือก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวพันกับสโมสรฟุตบอลเซาธ์แฮมป์ตัน และการย้ายทีมระหว่าง 2 สโมสร" แถลงการณ์ของสโมสร ลิเวอร์พูล ว่าไว้

"เราต้องขอโทษต่อเจ้าของสโมสร, ผู้บริหาร และแฟนบอลเซาธ์แฮมป์ตัน สำหรับความเข้าใจผิดใดๆเกี่ยวกับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ เราเคารพในสถานะของเซาธ์แฮมป์ตัน และขอยืนยันว่าเราได้สิ้นสุดความสนใจในตัวนักเตะรายนี้แล้ว"

 

ผมไม่ได้บ้า

หลังจากนั้นทั้ง ฟาน ไดจ์ค และ ลิเวอร์พูล ต้องรับกรรมในสิ่งที่ทั้งคู่ร่วมทำ ...

ฟาน ไดจ์ค ถูก เมาริซิโอ เปเยกริโน่ กุนซือของเซาธ์แฮมป์ตันในเวลานั้นสั่งให้ไปซ้อมเดี่ยวเพื่อทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยึดปลอกแขนกัปตันทีมทันทีอีกต่างหาก 


Photo : www.dailystar.co.uk

ขณะที่ด้านฝั่งหงส์แดง ฤดูกาล 2017-18 เริ่มขึ้นโดยไม่มี เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ คนใหม่เข้ามาอยู่กับทีม พวกเขาเป็นทีมที่ดีขึ้นจากการแพ้แค่ 2 นัดก่อนเข้าสู่ช่วง "บ็อกซิ่ง เดย์" แต่ปัญหาเดิมๆ คือกองหลังนั้นเสียประตูง่าย หลายเกมที่ควรชนะก็กลับเสมอ (เบิร์นลี่ย์, นิวคาสเซิล, เอฟเวอร์ตัน, เวสต์บรอมวิช) หนำซ้ำหากได้แพ้ก็แพ้เละเทะทั้งการโดน แมนฯ ซิตี้ ถล่ม 0-5 ตามด้วยการแพ้ สเปอร์ส อีก 1-4 

การแก้ปัญหาของ คล็อปป์ ยังเหมือนเดิม เขาต้องการผู้นำในเกมรับ และ ฟาน ไดจ์ค คือคนเดียวที่ คล็อปป์ ยอมรอแบบเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม แม้ว่าทีมจะต้องเสียประตูเยอะจนนักข่าวถามว่า "เป็นอะไรนักหนากับ ฟาน ไดจ์ค?" เขาก็ให้คำตอบว่า

"ผมเช็คฟอร์มของกองหลังทุกคนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเหมาะสมกับทีมเรามาสัก 500 ล้านครั้งได้แล้วมั้ง ... แต่ผมขอถามพวกคุณสักหน่อยนึงว่า ถ้าผมซื้อคนอื่นๆ เข้ามาแล้วพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงบอลได้ก่อนคู่แข่ง หรือก่อความผิดพลาดแบบเดิมๆ ขึ้นอีกล่ะ จะว่ายังไง?" เขาตอบอย่างหัวเสียหลังโดนนักข่าวจี้เรื่องความดื้อรั้นในการรอกองหลังแค่คนเดียว 

คล็อปป์ นั่งนับคืนนับวันให้ตลาดซื้อขายเดือน มกราคม เปิด และเมื่อมันมาถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูล ไม่อยากทำให้มันเป็นปัญหา เกมต่อราคา, เกมการให้ข่าวกดดัน หรือการเล่นแบบลับหลัง ถูกเผาตำราทิ้งไปทั้งหมด หงส์แดง จบเรื่องด้วยการยื่นข้อเสนอโป้งเดียว 75 ล้านปอนด์ ... มากกว่าที่ เซาธ์แฮมป์ตัน เคยตั้งไว้เมื่อในอดีตถึง 15 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ราคานี้นอกจากจะดูว่าเป็นราคาที่ หงส์แดง ยอมเพื่อจ่ายค่าขอโทษกับสิ่งที่เคยทำให้ เซาธ์แฮมป์ตัน แล้ว ในอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาจ่ายเพื่อเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ที่อยากจะได้ ฟาน ไดจ์ค เช่นกัน 

"ที่เห็นผมไม่ยอมตัดใจไปหาซื้อคนอื่นนอกจาก ฟาน ไดจ์ค ไม่ใช่แปลว่าผมละเลย ผมเคยบอกไปแล้วว่าถ้าหากมีโอกาสหรือตัวเลือกที่ดีมากพอเราจะลุยแน่นอน ผมเป็นคนที่จะต้องตัดสินใจในทุกเรื่องของ ลิเวอร์พูล ฉะนั้นทีมจะไม่เอาใครที่ไม่ได้ช่วยทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นเข้ามาอยู่ด้วยอย่างแน่นอน" นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม คล็อปป์ จึงกล่าวเช่นนี้และทำลายสถิติกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกในตลาดเดือนมกราคมปี 2018 


Photo : www.premierleague.com

ฟาน ไดจ์ค กองหลังจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ที่เป็นนักเตะแนวรับสถิติโลก ดูจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยเข้ากันนักในช่วงแรก คำวิจารณ์มากมายเกิดขึ้นหลังจากนั้น บ้างก็บอกว่า ลิเวอร์พูล พลาดเป้าและขาดสติ บ้างก็ว่า คล็อปป์ บ้าไปแล้วกับกองหลังแค่คนเดียว ยิ่งเมื่อเกมลีกนัดแรกที่ ฟาน ไดจ์ค ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ทีมกลับแพ้บ๊วยอย่าง สวอนซี เสียงของคนที่จ้องจะรอซ้ำก็ยิ่งดังขึ้น   

อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ตอบคำถามหลังเกมอย่างใจเย็น ต่างกับตอนที่เขาโดนถามเรื่องการไม่ซื้อใครในช่วงซัมเมอร์หลายเท่านัก สิ่งที่ คล็อปป์ พูดถึง ดีล ฟาน ไดจ์ค สั้นๆ และได้ใจความ ซึ่งสรุปความได้ว่า "คุณรอดูก็แล้วกัน"

"ผมมองเห็นสิ่งที่ดีกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ผมทำไม่ใช่เพราะผมบ้าอย่างเดียว แต่ผมรู้ว่าการบ้าครั้งนี้จะทำให้ผมได้สิ่งใดกลับมาบ้าง" เขาว่าไว้เช่นนั้น ...


Photo : talksport.com

นับจากวันที่ คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์นี่ก็ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปี เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ามาและไม่ใช่แค่เป็นผู้นำในแนวรับ แต่คือ ปรากฎการณ์ และเป็นผู้เริ่มต้นที่ทำให้โลกเห็นว่าทำไมกองหลังจึงต้องมีค่าตัวแพงไม่ต่างกับตัวรุกซูเปอร์สตาร์ 

ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ยุโรป เข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่แนวทางของทีมชัดเจนขึ้นทุกๆ วันสำหรับการเป็น "ยอดทีม" ตอนนี้ใครที่ไม่เคยเห็น "เครื่องจักรสีแดง" ในอดีตก็คงน่าจะพอเริ่มเห็นภาพบ้างจากทีมชุดปัจจุบัน ... แล้วแบบนี้คุณเชื่อหรือยังว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้บ้าอย่างที่เขาพูดไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/sport/football/40194862
https://www.southamptonfc.com/news/2016-05-07/van-dijk-signs-new-six-year-contract-with-saints
https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/what-said-virgil-van-dijk-15590923
https://www.givemesport.com/1448102-highlights-of-virgil-van-dijks-performance-for-southampton-vs-liverpool-in-january-2017
https://www.bbc.com/sport/football/40170351
https://anfieldindex.com/28175/scouting-virgil-van-dijk-bring-liverpool.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง