FEATURE

ฌอง ปิแอร์ อดัมส์ : แข้งตำนานฝรั่งเศสที่หลับไปตอนผ่าเข่า และไม่ตื่นมาอีกเลยร่วม 40 ปี | Main Stand



"ฉันรู้สึกว่าเวลาได้หยุดไปตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 1982" เบอร์นาเด็ตเต อดัมส์ กล่าว 


 

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ฌอง ปิแอร์ อดัมส์ อดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศส ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลลียง หลังมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า 

มันคือการรักษาตามปกติ เขาเพียงต้องดมยาสลบ เพื่อให้หลับไปสักไม่กี่ชั่วโมงระหว่างการผ่าตัด  แล้วตื่นมาพร้อมกับหัวเข่าที่ดีกว่าเดิม 

ทว่านับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เขาก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

 

แข้งจากอาณานิคม 

แม้ว่าจะมีสัญชาติฝรั่งเศส แต่จุดเริ่มต้นของ ฌอง ปิแอร์ อดัมส์ อยู่ห่างจากปารีสไปหลายพันไมล์ เขาเกิดในปี 1948 ที่เมืองดาการ์ เมืองท่าของ เฟรนช์ เวสต์ แอฟริกา (ประเทศเซเนกัลในปัจจุบัน) อาณานิคมของฝรั่งเศสในตอนนั้น ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแอฟริกา

อดัมส์ เป็นลูกคนโตในครอบครัวใหญ่ที่เคร่งศาสนา และมองว่าการศึกษาคือสิ่งสำคัญที่สุด ทำให้ตอนอายุ 8 ขวบ เขาถูกส่งมาเรียนที่ฝรั่งเศส โดยอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปภัมป์ในย่านลัวเรต์ ทางตอนใต้ของกรุงปารีส  


Photo : www.blick.ch

และที่แห่งนี้ ก็ทำให้พรสวรรค์ทางด้านฟุตบอลของ อดัมส์ ได้เฉิดฉาย อันที่จริงเขาเองก็มีฟุตบอลอยู่ในสายเลือด เมื่อลุงของเขาเคยเป็นนักฟุตบอลในลีกบ้านเกิด แต่ที่นี่ ความสามารถและพลังกำลังของเขา มีความสำคัญกว่านั้น เพราะมันช่วยให้เขา มีที่ยืนในสังคมที่ตอนนั้นถูกยึดครองด้วยคนขาว  

ทำให้หลังเรียนจบมัธยมปลาย อดัมส์ เบนเข็มมาเป็นนักฟุตบอลเต็มตัว โดยเริ่มต้นกับทีม l'Entente Bagneaux-Fontainebleau-Nemours (หรือ RCP Fontainebleau ในปัจจุบัน) ทีมในนอกลีก ก่อนจะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนได้ย้ายไปเล่นให้ นีมส์ ในลีกสูงสุดในปี 1970 

เขาใช้เวลาไม่นาน ก็สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในกองหลังสุดแกร่งของประเทศ ช่วยให้นีมส์ ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรในปี 1971 และพาทีมจบในตำแหน่งรองแชมป์ เฟรนช์ ดิวิชั่น 1 ด้วยการเสียประตูน้อยที่สุดในลีกในฤดูกาลถัดมา 


Photo : www.facebook.com/Jean-Pierre-Adams

"ในแนวรับที่ห้าวหาญของนีมส์ มีหนึ่งคนที่โดดเด่น เป็นประเภทพลังจากธรรมชาติ พลังนักกีฬาที่อันยิ่งใหญ่ คนนั้นคือ ฌอง ปิแอร์ อดัมส์" แองเคล มาร์กอส อดีตกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ตอนนั้นเล่นให้น็องต์ส กล่าว

"ผมกลัวที่จะเผชิญหน้ากับเขาอยู่เสมอ" 

ด้วยผลงานที่โดดเด่น ทำให้ฝีเท้าของเขาไปเตะตาแมวมองของนีซ เจ้าบุญทุ่มในตอนนั้น ก่อนจะดึงตัวมาร่วมทีมในปี 1973 และลงเล่นให้กับทีมจากตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสไปถึง 126 นัด แถมยังได้รับการแต่งตั้งเป็นรองกัปตันทีมในปี 1976 

และแน่นอนว่าความสามารถขนาดนี้ ทำให้เขาได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ นั่นคือก้าวขึ้นไปติดธงฝรั่งเศส 

 

ปูทางนักเตะผิวดำ เลอ เบลอส์  

อดัมส์ เติบโตขึ้นมาในช่วงที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลง เมื่อในเดือนพฤษภาคม 1968 ได้เกิดการลุกฮือของนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน จนทำให้รัฐบาลของ ชาร์ลส เดอ โกล ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสต้องลาออกจากตำแหน่ง 

มันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เขาได้เจอกับ เบอร์นาเด็ตเต ภรรยาของเขาในอนาคต ที่แม้สุดท้ายพวกเขาจะลงเอยด้วยการแต่งงานกัน แต่การที่คนดำอยู่กินกับคนขาวทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับสายตาสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ 


Photo : www.maravipost.com

"ฉันคงไม่สามารถปิดบังความจริงที่ว่ามันลำบากมากสำหรับครอบครัวของฉันในช่วงต้น" เบอร์นาร์เด็ตเต กล่าวกับ CNN  

"ในช่วงเวลานั้น การอยู่ด้วยกันระหว่างผู้ชายผิวดำและผู้หญิงผิวขาวไม่ค่อยได้รับการยอมรับ" 

"แต่เราก็เริ่มต้นอยู่ด้วยกัน และหลังจากนั้นก็ตัดสินใจแต่งงานกัน ฉันเขียนจดหมายไปหาพ่อแม่เพื่อบอกข่าว ทั้งวันแต่งงานและคำเชิญ และแม่ของฉันก็ชวนพวกเรามากินข้าวเย็น" 

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นมุมมองทางสังคมและวัฒนธรรมก็เริ่มเปลี่ยนไป บวกกับการที่อดัมส์ สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในกองหลังสุดแกร่ง ทำให้ชีวิตคู่ของพวกเขาได้รับการยอมรับ 

จนในที่สุดในปี 1972 อดัมส์ ก็ได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ เมื่อถูกเรียกติดทีมชาติฝรั่งเศส ในศึก Taça Independência หรือเกมฉลองเอกราช 150 ปีบราซิล และเป็นหนึ่งในนักเตะผิวดำไม่กี่คนที่ได้รับโอกาสนี้ 

อดัมส์ ได้ประเดิมสนามในเกมพบกับ ทีมรวมดาราแอฟริกา ในเดือนมิถุนายน 1972 หลังถูกเปลี่ยนลงไปเป็นตัวสำรอง ก่อนจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเป็นครั้งแรกในเกมพบโคลอมเบีย ในอีก 5 วันถัดมา 

"เขามีพลังโดยธรรมชาติ มีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก และเขาก็มีความมุ่งมั่นและความปรารถนาที่ดีเยี่ยม" อองรี มิเชล ที่เคยเล่นกับอดัมส์ในเกมทีมชาติเกมแรกของเขากล่าวกับ CNN 

"เขามีความน่าเกรงขาม และรักชาติมาก ผมดีใจที่ได้เล่นกับเขา" 

เขาเข้ามาจับคู่กับ มาริอุส เทรเซอร์ แข้งผิวดำอีกคนของฝรั่งเศสที่มีพื้นเพจากกัวดาลูปได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นคู่หู "Garde Noire" หรือ "Black Guard" ในภาษาอังกฤษ และกลายเป็นหนึ่งในคู่เซ็นเตอร์แบ็คที่ดีที่สุดในยุโรป 


Photo : www.facebook.com/Jean-Pierre-Adams

"อดัมส์ และเทรเซอร์ ได้สร้างหนึ่งในการจับคู่กันระหว่างกองหลังตัวกลางที่ดีที่สุดในยุโรปขึ้นมา" ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ ตำนานชาวเยอรมันเคยกล่าวเอาไว้ 

ความสำเร็จของอดัมส์ และเทรเซอร์ ยังได้ปูทางให้กับแข้งผิวดำในทีมชาติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคงจะเป็นทัพเลอ เบลอส์ ชุดคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1998 ที่นักเตะคนสำคัญอย่าง มาร์กเซล เดอไซญี, ปาทริค วิเอรา และ ลิลิยง ตูราม ล้วนเป็นนักเตะผิวดำที่มีพื้นเพจากแอฟริกาเหมือนกับพวกเขา 

โดยรวมแล้ว อดัมส์ ลงรับใช้ทัพตราไก่ไปทั้งสิ้น 22 นัดในช่วงที่เขาเล่นให้นีมส์ และนีซ ในช่วงปี 1972-1976 แต่น่าเสียดายที่เขาไม่เคยได้สัมผัสเวทีฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย หลังฝรั่งเศสพลาดตกรอบรอบคัดเลือกในปี 1974 

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของฝรั่งเศส และน่าจะมีอนาคตที่สดใสหลังเลิกเล่น ... หากไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น 

 

ผ่าเข่าเปลี่ยนชีวิต 

หลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในสีเสื้อของนีซ ที่หนึ่งในนั้นเป็นการเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่างบาร์เซโลนา ในศึกยูฟ่าคัพ รวมถึงได้รับเลือกติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีลีกฝรั่งเศส เขาก็ได้ย้ายไปอยู่กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในปี 1977 


Photo : www.facebook.com/Jean-Pierre-Adams

แต่ช่วงเวลากับทีมแห่งเมืองหลวงไม่เป็นไปด้วยดีนัก ทำให้ อดัมส์ ถูกปล่อยตัวออกจากทีมทันทีหลังหมดสัญญาในปี 1979 เขาได้ไปเล่นให้กับ เอฟซี มัลเฮาส์ ทีมนอกลีกในช่วงสั้น ๆ รวมไปถึง ชาลอน ก่อนจะแขวนสตั๊ดในปี 1981 

ในปี 1982 อดัมส์ ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะโค้ชเยาวชน ทำให้เขาต้องเดินทางไปอบรมโค้ชที่ดิฌง และใช้เวลาอยู่ที่นั่นตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทว่าผ่านไปเพียงแค่ 3 วันก็ดันเกิดปัญหาขึ้น 

เมื่อในระหว่างการฝึกซ้อมเขาดันมาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า อันที่จริงมันเป็นสิ่งที่กวนใจเขามาตลอดตั้งแต่สมัยค้าแข้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่ามันจะค่อนข้างสาหัส จนทำให้เขาถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองลียงทันที 

จากผลการเอ็กซ์เรย์พบว่า เอ็นหลังหัวเข่าของเขาได้รับความเสียหาย และมันอาจจะร้ายแรงขึ้นหากปล่อยไป ทางที่ดีที่สุดคือต้องรีบรักษาด้วยการผ่าตัด 

อดัมส์ ไม่ได้ติดใจอะไรกับเรื่องนี้ เขาไม่ได้เป็นนักเตะอาชีพแล้ว การผ่าตัดที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานจึงไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขา เขาตกลงที่จะรับการผ่าตัด โดยหมอจองห้องผ่าให้เขาในวันที่ 17 มีนาคม 1982 

"ทุกอย่างจะโอเค ไม่เป็นไรที่รัก ผมยังทรงดีอยู่" อดัมส์ บอกกับ เบอร์นาเด็ตเต ก่อนเดินทางไปผ่าตัด 

อย่างไรก็ดี ในวันนัดผ่า โรงพยาบาลกำลังประสบปัญหา หลังเจ้าหน้าที่ประท้วงหยุดงาน และทำให้บุคลากรขาดแคลน 

และเนื่องจากเคสของ อดัมส์ ไม่ใช่เคสสำคัญ แพทย์วิสัญญีจึงส่งนักศึกษาฝึกงานมาดูเขาแทน และความผิดพลาดก็เริ่มต้นจากตรงนี้ เมื่อการใส่ท่อช่วยหายใจไม่ดีของนักศึกษาฝึกงาน ได้ทำให้ท่ออันหนึ่งไปปิดกั้นทางเดินหายใจสู่ปอด ที่ทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น และขาดอ็อกซิเจนไปชั่วขณะ 


Photo : www.facebook.com/World-football-Chat

"แพทย์วิสัญญีหญิงคนนั้นต้องดูแลคนไข้ 8 คนพร้อมกัน คนแล้วคนเล่า เหมือนกับสายพานในโรงงาน" เบอร์นาเด็ตเต ย้อนความหลังกับ CNN 

"ฌอง ปิแอร์ จึงได้รับการดูแลจากนักศึกษาฝึกงาน ที่เพิ่งซ้ำชั้น" 

"เนื่องจากมันไม่ใช่การผ่าตัดที่สำคัญ และโรงพยาบาลก็อยู่ในช่วงประท้วง พวกเขาขาดแคลนหมอ และผู้หญิงคนนี้ก็ดูแลคนไข้ 8 คน ในสองห้อง มันน่าจะมีใครสักคนโทรหาฉัน เพื่อบอกว่าพวกเขาจะเลื่อนการผ่าตัดออกไป" 

แม้ว่าจะปั๊มหัวใจ อดัมส์ กลับมาได้ แต่การขาดอ็อกซิเจนไปชั่วระยะหนึ่งทำให้เขาสมองของเขาเสียหายอย่างหนัก เบอร์นาเด็ตเต เล่าว่าตอนที่เธอมาถึงสามีของเธอก็เต็มไปด้วยท่อระโยงระยางแล้ว 

"ฉันอยู่โรงพยาบาลตลอด 5 วัน ฉันคิดว่าเขาน่ากำลังจะตื่น และอยากเห็นฉันอยู่ที่นั่น" เบอร์นาเด็ตเตย้อนความหลัง 

แต่เขาก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น  

 

เจ้าชายนิทรา 

อดัมส์ เข้ารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลถึง 15 เดือนเต็ม แต่อาการของเขาก็ยังคงเดิม ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแนะนำให้ว่าควรไปพักฟื้นที่บ้านพักคนชราใกล้บ้านต่อ แต่เบอร์นาเด็ตเต ไม่คิดเช่นนั้น 

"ฉันคิดว่าพวกเขาไม่รู้วิธีดูแลเขา ดังนั้นฉันจึงบอกกับตัวเองว่า 'เขาจะมาอยู่บ้าน' และฉันก็ดูแลเขามานับตั้งแต่ตอนนั้น" เบอร์นาเด็ตเตกล่าว 


Photo : musexpres.wordpress.com

เธอได้กู้เงินมาดัดแปลงบ้านให้กลายเป็นสถานที่พักฟื้นของอดัมส์ โดยให้เขานอนห้องเดียวกันเธอ เพื่อสามารถตื่นมาพลิกตัวเขาตอนกลางดึก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับได้  

อย่างไรก็ดี ในช่วงแรกมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ เบอร์นาเด็ตเต เมื่อการต้องดูแลสามีตลอดเวลา ทำให้เธอแทบทำงานไม่ได้ แถมยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจากคดีที่เธอฟ้องร้องโรงพยาบาล ที่กระทำโดยประมาทจนทำให้สามีของเธอต้องเป็นเช่นนี้ 

โชคยังดีที่เธอไม่ได้ถูกทอดทิ้ง เมื่อลีกฟุตบอลฝรั่งเศส สมาพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส และอดีตทีมเก่าของอดัมส์ ต่างพยายามยื่นมือมาช่วย ไม่ว่าจะเป็น นีมส์ และ เปเอสเช ที่ให้เงิน 15,000 ฟรังก์ (ราว 85,000 บาท) หรือ สหพันธ์ฟุตบอลฯ ที่มอบเงินเบื้องต้น 25,000 ฟรังก์ (145,000 บาท) และให้เงินตลอดชีพอีก 6,000 ฟรังก์ต่อสัปดาห์ ( ราว 34,000 บาท) รวมถึงจัดเกมการกุศลอีกหลายครั้ง 


Photo : cnn.com

"เราลงเล่นไป 5-6 เกมตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะเรารู้ว่าเบอร์นาเด็ตเตกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งเรื่องเงินและจิตใจ" ฌาค วองโดรต์ ผู้จัดการทั่วไปของหลายสโมสรในฝรั่งเศสกล่าวกับ CNN 

"ฌอง ปิแอร์ เป็นคนที่น่าเห็นใจและสมควรได้รับการช่วยเหลือ" 

จนกระทั่งในปี 1989 เธอก็ได้ลืมตาอ้าปากบ้าง หลังศาลก็ตัดสินว่าเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลมีความผิดจริง ด้วยข้อหาทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บโดยไม่เจตนา และทำให้แพทย์วิสัญญี รวมถึงนักศึกษาฝึกงานถูกลงโทษด้วยการจำคุกหนึ่งเดือน พร้อมกับจ่ายเงินชดเชยให้กับเบอร์นาเด็ตเต 

"กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไปเกือบ 12 ปี ฉันคิดว่ามันออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนหมดกำลังใจ" เบอร์นาเด็ตเต กล่าวถึงกระบวนการศาล 

"ถ้าฉันไม่ได้รับการสนับสนุนจากฟุตบอล ฉันคงจะแตกสลายไปแล้ว" 

แต่มันก็ทำให้เธอต้องอยู่ในสภาพเดิมมาเกือบ 40 ปี 

 

ตลอดไป 

"ฉันมีความรู้สึกว่าเวลาได้หยุดไปตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 1982" เบอร์นาเด็ตเตกล่าวกับ The Guardian 

"มันไม่มีอะไรเปลี่ยน ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แม้ว่าเขาจะไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่เขาก็มีสภาพไม่ต่างจากผัก" 


Photo : www.bienpublic.com

ปัจจุบัน อดัมส์ ยังมีชีวิตอยู่ เขาเพิ่งฉลองวันเกิดปีที่ 73 ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีเบอร์นาเด็ตเต ภรรยาของเขาคอยดูแลไม่ห่าง แต่ละวันเขาจะถูกอาบน้ำ แต่งตัว และป้อนอาหาร จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของกันและกัน  

"ฌอง ปิแอร์ ยังรู้สึก ได้กลิ่น ได้ยิน และสะดุ้งเวลาหมาเห่า แต่เขามองไม่เห็น" เบอร์นาเด็ตเตกล่าว เมื่อปี 2007 

ทว่า แม้จะไม่รู้สึกตัว แต่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาตลอด จากความพยายามของ เบอร์นาเด็ตเต ด้วยการให้ห้องของเขาเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างห้องนั่งเล่นและห้องครัว ที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้เจอเขาทุกวัน

"ฉันคุยกับเขาตลอดเวลา ทั้งเรื่องทีวี สิ่งที่เกิดขึ้นในเมล ทุกอย่าง" ภรรยาของ ฌอง ปิแอร์ กล่าวกับ CNN  

"มันจะมีสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเขาตลอด และเขาก็อยู่ข้าง ๆ เราเสมอ" 

ในขณะที่ในเรื่องการรักษา เธอก็ไม่เคยคิดยอมแพ้ และยังคงมีความหวังอยู่เสมอว่าวันหนึ่งสามีของเธอจะดีขึ้น หากเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไป แม้ว่ามันอาจจะเลือนราง 

"ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร มันก็ยิ่งรบกวนฉันมากเท่านั้น สภาพของเขาไม่ได้แย่ลง ดังนั้นใครจะรู้ ถ้าวันหนึ่งวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พัฒนาขึ้น หลังจากนั้นทำไมมันจะทำไม่ได้ จะมีสักวันไหมที่พวกเขารู้ว่าต้องทำอย่างไรสักอย่างกับเขา ? แต่ฉันไม่รู้" เบอร์นาเด็ตเตกล่าวกับ CNN 

ทำให้เธอยังคงดูแล อดัมส์ อย่างเต็มที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะยอมรับว่ามันสร้างความเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจไม่น้อย ในระดับที่เรียกว่า "มันกำลังฆ่าเธอ" ก็ตาม 

"บางครั้งถ้าเป็นคืนที่แย่ ฉันอาจจะต้องตื่นตลอดทั้งคืน" เบอร์นาเด็ตเต กล่าวต่อ 

แต่ถึงอย่างนั้น การการุณยฆาต หรือการช่วยให้ผู้อื่นเสียชีวิตเพื่อให้พ้นจากความทรมาน ก็ไม่เคยอยู่ในความคิดเธอ เธอบอกว่าเธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเขา ว่าจะอยู่หรือไป 


Photo : stickerpedia10.blogspot.com

"คุณจะให้ฉันทำอะไร ให้เขาอดอาหาร ? ปล่อยให้เขาค่อย ๆ ตายอย่างนั้นหรือ? ไม่ ไม่ ฉันทำไม่ได้" เธอกล่าว  

สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้จึงเป็นการดูแลอดัมส์ ให้ดีที่สุดเหมือนที่เคยทำมา และตั้งใจว่าจะทำแบบนี้ต่อไปจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิต 

แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอดัมส์ อาจจะดูโชคร้าย แต่ในอีกหนึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่ามีคนที่รักเขามากแค่ไหน โดยเฉพาะ เบอร์นาเด็ตเต ภรรยาของเขา ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และอยู่เคียงข้างเขามาตลอดครึ่งศตวรรษ

และที่สำคัญมันคือสิ่งที่ทำให้เห็นว่า "ดูแลกันตลอดไป" นั้นมีอยู่จริง 

 

แหล่งอ้างอิง 

https://edition.cnn.com/2016/01/04/football/football-jean-pierre-adams-coma/index.html https://www.theguardian.com/football/2014/feb/27/jean-pierre-adams-footballer-coma https://au.sports.yahoo.com/jean-pierre-adams-footballer-still-coma-39-years-225914210.html https://www.givemesport.com/1666250-jeanpierre-adams-the-footballer-who-has-been-in-a-coma-since-1982 



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x