FEATURE

OMEGA Speedmaster Moonwatch : ภารกิจพิชิตดวงจันทร์โดยนาฬิกาข้อมือจากมนุษยชาติ



"นี่คือก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติ"


 

นีล อาร์มสตรอง ผู้เหยียบดวงจันทร์คนแรกของโลกที่เดินทางไปพร้อมกับยาน อะพอลโล 11 เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ ได้กล่าวประโยคนี้ไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 วันที่เขาเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ได้เหยียบดวงจันทร์

เขาเป็นคนถือกล้องและคอยบันทึกภาพต่าง ๆ ผ่านสัญญาณถ่ายทอดสดของ NASA และหนึ่งในภาพที่หลายคนสงสัยคือ "มีนักบินอวกาศคนหนึ่งใส่นาฬิกาข้อมือบนดวงจันทร์" 

อยู่นอกโลกแท้ ๆ แต่ต้องใช้นาฬิกาข้อมือไปเพื่ออะไร ? และนาฬิกาข้อมือของมนุษย์จะสามารถทนสนามแม่เหล็กระดับมหาศาล และฝุ่นที่ว่ากันว่าโมเลกุลเล็กจิ๋ว และมีกลิ่นเหมือนกับดินปืนได้หรือไม่ ?

 

เตรียมให้พร้อมสิ่งที่ต้องใช้

ไม่ว่าจะการเดินทางไปไหน ใกล้หรือไกลก็ย่อมต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนให้เรียบร้อย จะไปทำอะไร ? ต้องเอาอะไรไปบ้าง ? และต้องเอาอะไรกลับมาบ้าง ? นี่คือคำถามหลัก ๆ ก่อนเดินทาง 

สำหรับการไปดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ชาติ เรื่องมันย่อมต้องยากและซับซ้อนกว่าการขับรถจากกรุงเทพไปเชียงใหม่เยอะแยะหลายเท่านัก NASA ตัดสินใจเลือกช่วงเวลาปี 1969 และใช้งานยาน อะพอลโล 11 สำหรับภารกิจครั้งนี้ ... คำถามคือทำไมพวกเขาต้องขึ้นไปบนนั้น ? 

วิทยาการคือหนึ่งในสิ่งที่ชาติมหาอำนาจของโลกใช้เพื่อแสดงแสนยานุภาพ ในปี 1957 สหภาพโซเวียต ปล่อยดาวเทียมดวงแรกของโลก ชื่อ สปุตนิก 1 ขึ้นสู่อวกาศ ก่อนที่ปี 1961 ยูริ กาการิน จะเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ได้ขึ้นไปท่องอวกาศ ... โลกคอมมิวนิสต์ประกาศศักดาบนอวกาศถึง 2 ครั้งซ้อน แน่นอนว่า ผู้นำโลกเสรีอย่าง สหรัฐอเมริกา ไม่อาจยอมได้

จอห์น เอฟ เคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำรงตำแหน่งในตอนที่ กาการิน ขึ้นไปท่องอวกาศพอดี รับรู้และเข้าใจหัวอกอเมริกันชน ... โซเวียต ไปนอกโลกได้แล้ว นั่นแสดงว่าพวกเขากำลังแพ้ให้กับคู่แข่งตลอดกาลอยู่ ดังนั้นอเมริกาจึงอยู่เฉยไม่ได้ 

คำสั่งจากทำเนียบขาวถึง NASA ให้เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญของมนุษยชาติ หลังจากนั้นไม่นาน เคนเนดี ประกาศอย่างกร้าวแกร่งว่า "ก่อนทศวรรษที่ 60 จะจบลง มนุษย์ต้องได้ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ และเราต้องเป็นชาติแรกของโลกที่ได้ทำสิ่งนี้" ... แม้ JFK จะไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งนั้น เมื่อเขาเสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี 1963 แต่วิสัยทัศน์ของเขาได้รับการสานต่อโดยประธานาธิบดีคนถัดมาอย่าง ลินดอน บี จอห์นสัน และ ริชาร์ด นิกสัน 

"โครงการอะพอลโล" เกิดขึ้นหลังจากนั้น พวกเขาใช้เงิน บุคลากร และวิทยาการทุกอย่างที่มี คิดเป็นเงินก็ซัดไปเหนาะ ๆ ราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องใช้เจ้าหน้าที่ช่วยทำงานโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงมากกว่า 400,000 คน ผ่านการทดลองต่าง ๆ ทั้งความสำเร็จ และล้มเหลวจนมีนักบินอวกาศเสียชีวิตก็ไม่น้อย ทุกอย่างมีขึ้นเพื่อภารกิจสำคัญ และพวกเขาเลือกให้ อะพอลโล 11 เป็นยานที่จะต้องนำนักบินอวกาศขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้

หากจะถามว่า อะพอลโล 11 นั้นล้ำสมัยขนาดไหน เว็บไซต์ สมาคมดาราศาสตร์ไทย หรือ thaiastro.nectec.or.th ได้เปรียบเทียบช่วงเวลาดังกล่าวกับสถานการณ์อื่น ๆ รอบโลกไว้อย่างเห็นภาพว่า 

"ในปีที่ยานอะพอลโล 11 ไปดวงจันทร์ ผู้คนยังฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตต์ คำนวณตัวเลขด้วยสไลด์รูล นาฬิกาแบบตัวเลขยังไม่มี ประเทศไทยยังอยู่ในยุคเผด็จการทหารและยังไม่มีโทรทัศน์สีใช้ สงครามเวียดนามยังคงดุเดือด ลินุส โทรวัลด์ส ผู้ให้กำเนิดระบบปฏิบัติการลินุกซ์เพิ่งเกิด สรพงศ์ ชาตรี เพิ่งเข้าวงการแสดง" 

ดังนั้นการขึ้นไปครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศชัยชนะเหนือสหภาพโซเวียต และเป็นการบอกกลาย ๆ ว่า "นายโคจรรอบโลก แต่เราไปถึงดวงจันทร์"  

ภารกิจหลัก ๆ คือการไปถึงและแสดงศักยภาพของสหรัฐอเมริกา และเพื่อต้องการพิสูจน์ว่าไปถึงจริง สิ่งที่ต้องเตรียมการ คือการบันทึกภาพทั้งรูปถ่ายและภาพเคลื่อนไหวในลักษณะของการ "ถ่ายทอดสด" ในส่วนนี้ Kodak เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจาก NASA  

แต่ยังไม่จบแค่นั้น สิ่งที่ต้องเตรียมไปด้วย ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีของกล้อง แต่คือ "นาฬิกาข้อมือ" ... หากถามว่าจะเอาไปทำไม ? คำตอบคือพวกเขาต้องเอาไว้ใช้จับเวลาในการทำภารกิจต่าง ๆ ให้ตรงตามกำหนดการ ซึ่งในภารกิจที่สำคัญนี้ การพลาดเพียงเสี้ยววินาทีมีชีวิตของนักบินอวกาศเป็นเดิมพัน ดังนั้น นาฬิกา จึงมีความสำคัญต่อภารกิจนี้ไม่แพ้สิ่งอื่น ๆ 

 

คัดเลือกนาฬิกา 

การคัดเลือกนักบินอวกาศ 3 คนขึ้นไปพร้อมกับยานอะพอลโลนั้นว่ายากแล้ว แต่การคัดเลือกและทดสอบของนาฬิกาข้อมือก็ไม่แตกต่างกัน คุณสมบัติคือต้องทรงประสิทธิภาพ เที่ยงตรง และทนทานต่อสนามแม่เหล็ก ... ซึ่ง ณ เวลานั้นคุณสมบัติที่กล่าวมาไม่ได้หากันง่าย ๆ บริษัทนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ชื่อ OMEGA จึงได้ส่งนาฬิกาที่มีชื่อว่า OMEGA Speedmaster ให้กับ NASA ได้พิจารณา

OMEGA Speedmaster ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาแฮนด์เมด และยังเป็นนาฬิกาแบบเข็มที่ยอดเยี่ยมและเหมาะสมกว่านาฬิกาดิจิทัล ซึ่งจอ LED หรือ LCD มีความไวต่อแสงและอุณหภูมิบนดวงจันทร์ จนอาจทำให้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดได้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีของ OMEGA Speedmaster ยังทำให้มันทนทานต่อสนามแม่เหล็กที่สูงกว่าบนโลก ซึ่งสนามแม่เหล็กนี้มีผลอย่างมากที่จะทำให้เข็มนาฬิกานั้นเดินผิดเพี้ยนไปจากจังหวะที่ถูกต้อง 

OMEGA Speedmaster นั้นมีกลไกพิเศษแบบไม่ต้องไขลาน โครงสร้างของตัวเรือนมีความทนทานมาก สามารถกันน้ำและอากาศได้ ไม่ว่าวัสดุหรือโมเลกุลใดก็ไม่สามารถเข้าไปในตัวเรือนได้ นี่คือสิ่งที่ เจนนิเฟอร์ เลอวาสเซอร์ (Jennifer Levasseur) หนึ่งในทีมงานภาคพื้นดินของ NASA สำหรับโครงการ อะพอลโล 11 ว่ากับ airspacemag.com

"OMEGA เป็นนาฬิกาที่อยู่คู่กับ NASA อย่างเป็นทางการ นั่นเป็นเรื่องจริงอย่างที่สุด มันสำคัญมากในการเดินอวกาศ เพราะไม่มีนาฬิกาชนิดใดเลยที่สามารถผ่านการรับรองของ NASA ได้ในเวลานั้น" เจนนิเฟอร์ ว่าต่อ

หลังจากผ่านการคัดเลือกแล้ว OMEGA Speedmaster ก็เดินทางไปดวงจันทร์ด้วยการอยู่บนข้อมือของ 1 ใน 3 นักบินอวกาศชุดประวัติศาสตร์ที่ชื่อว่า บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) และลงไปเหยียบดวงจันทร์ด้วยตัวเอง ซึ่ง บัซ นั้นคือคนที่อยู่ในภาพถ่ายของ นาซ่า ทั้งหมด เพราะว่า นีล อาร์มสตรอง ที่เหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรก คือคนถือกล้องเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ จริง ๆ แล้ว นีล อาร์มสตรอง ก็ใส่ OMEGA Speedmaster เช่นกัน เพียงแต่เขาถอดมันไว้บนยาน ก่อนจะลงไปเหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรกและกล่าวประโยคอมตะของโลกที่ว่า "นี่คือก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง แต่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ" นั่นเอง

ยานอะพอลโล 11 ใช้เวลานับตั้งแต่ออกจากพื้นโลก จนกลับสู่โลกอีกครั้ง รวมเป็นเวลาทั้งหมด 8 วัน (ไปวันที่ 16 กรกฎาคม และลงจอดที่โลกอีกครั้งในวันที่ 24 กรกฎาคม) และจากนั้นเรื่องราวของพวกเขาก็กลายเป็นตำนาน 

นอกจาก 3 นักบินอวกาศที่ถูกยกให้เป็นวีรบุรุษของมนุษยชาติแล้ว นาฬิกา OMEGA Speedmaster ก็โด่งดังจากภารกิจนั้น จนได้ฉายาว่า "Moonwatch" ผู้คนหลายคนสงสัยเรื่องของตัวเรือนว่าเป็นเช่นไรหลังเดินทางกลับถึงโลก ซึ่ง เจนนิเฟอร์ เลอวาสเซอร์ ก็ยืนยันอีกครั้งว่า เธอเป็นคนที่เก็บนาฬิกานี้ไปดูแลก่อนจะส่งต่อพิพิธภัณฑ์ในฐานะสมบัติของชาติ โดยเธอเล่าว่า คำถามที่คนถามเข้ามามากที่สุด คือฝุ่นบนดวงจันทร์สามารถเข้าไปในตัวเรือนได้หรือไม่ และนาฬิกายังคงเดินต่อไปอย่างเที่ยงตรงนับตั้งแต่วันออกจากโลกหรือเปล่า ? 

เนื่องจากนักบินอวกาศทั้ง 3 คนได้ให้ความเห็นตรงกันเกี่ยวกับเรื่องของฝุ่นบนดวงจันทร์ว่า ฝุ่นดวงจันทร์มีกลิ่นคล้ายเขม่าดินปืน แม้ชุดที่มนุษย์อวกาศใส่ไปเดินบนดวงจันทร์จะปิดสนิท แต่เมื่อกลับเข้ามาในยานลูนาร์โมดูลและถอดชุดออก ก็จะมีโอกาสสัมผัสและสูดฝุ่นดวงจันทร์ที่เกาะติดชุดอวกาศเข้ามานั่นเอง

"ไม่มีฝุ่นของดวงจันทร์สามารถเข้ามาในตัวนาฬิกาได้เลย (ฝุ่นของดวงจันทร์เล็กมากถึงขนาดเข้าไปอยู่ในชุดของนักบินอวกาศได้) และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ OMEGA ได้รับการคัดเลือกจาก NASA" เธอว่าไว้เช่นนั้น

ส่วนเรื่องความผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการเดินของนาฬิกาเมื่อต้องเจอกับสนามแม่เหล็กระดับมหาศาล คำตอบของเทคโนโลยีจาก OMEGA ในภารกิจของ อะพอลโล่ 11 อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่คำตอบที่ยืนยันว่า นาฬิกาที่สามารถต่อต้านสนามแม่เหล็กนอกโลกได้คือสิ่งสำคัญนั้น สามารถตอบได้อย่างชัดเจนจากภารกิจของยาน อะพอลโล 13 ในปี 1970 ที่ ณ เวลานั้นเกิดปัญหาเรื่องของเชื้อเพลิง ทำให้นักบินอวกาศต้องสละยานและต้องมาใช้งานสำรวจอวกาศเพื่อกลับสู่โลกแทน 

ครั้งนั้นนาฬิกาจาก OMEGA ถูกใช้จับเวลาในการหันหัวของยานสำรวจอวกาศที่ชื่อว่า อควาเรียส (Aquarius) ให้กลับไปยังโลกให้ได้ โดยหน้าที่ของนักบินอวกาศ คือต้องจับเวลาให้ได้ 14 วินาทีเป๊ะ ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เพื่อนในการเปิดการทำงานของเครื่องยนต์ และสุดท้ายภารกิจกลับโลกของนักบินอวกาศของยานอะพอลโล 13 ในการกลับบ้านอย่างปลอดภัย ก็สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แม้ภารกิจสำรวจอวกาศจะลงเอยด้วยความล้มเหลวก็ตาม

จะเห็นได้ว่าสนามแม่เหล็ก คือ ภัยร้ายของนาฬิกาทั่วไป และภัยร้ายนี้อยู่รอบตัวเราจากเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ มากมาย ไม่เว้นแม้แต่สมาร์ทโฟน แต่ OMEGA ให้ความสำคัญกับความสามารถในการป้องกันสนามแม่เหล็ก ที่เป็นปัญหาใหญ่ของนาฬิกาข้อมือ มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ

สำหรับใครที่อยากติดตามและเป็นเจ้าของนาฬิกา OMEGA นี้ ข่าวดีมาถึงแล้ว เนื่องจากทาง OMEGA ได้ยืนยันว่าในปี 2021 นาฬิกาคอลเลคชั่น Speedmaster Moonwatch กลับมาอีกครั้งกับ Caliber 3861 ที่ยกระดับคุณภาพของนาฬิการุ่นนี้ไปสู่ประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ทั้งตัวเรือนเวลาแบบเจเนอเรชั่นใหม่ และยังคงมีกลไก Master Chronometer อันทรงพลัง ที่มาพร้อมกับความสามารถในการป้องกันสนามแม่เหล็กที่ดีขึ้นกว่า 15,000 เกาส์ แน่นอนว่ามันจะช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณสะดวกสบาย ง่ายขึ้น ไม่ต้องมาคอยกังวลว่า นาฬิกาหรูของคุณจะต้องเจอกับภัยร้ายจากสนามแม่เหล็กหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ใด ๆ ของคุณ





นอกจากนี้ OMEGA ยังมีการเปลี่ยนมาใช้สายโลหะขัดเงาให้เข้ากับตัวเรือนออกแบบ และมีรายละเอียดอีกมากมายให้เหล่าผู้ที่สนใจได้ค้นหา ผู้ที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของ Moonwatch สามารถเลือกเรือนเวลามาตรฐาน Master Chronometer สุดพิเศษทั้ง 6 แบบได้ ทั้งตัวเรือนสแตนเลสสตีล ทอง Sedna™ 18K หรือทอง Canopus™ 18K ทุกเรือนมาพร้อมกับการรับประกันจาก OMEGA ถึง 5 ปีเต็ม สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 206,000 บาท จนถึง 1,573,000 บาท สำหรับใครที่สนใจอยากจับจองเรือนเวลาสุดพิเศษ

คลิกเพื่อเข้าชม https://bit.ly/3vRwPmW หรือ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บูติก OMEGA สาขา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5959 สาขา ดิ เอ็มโพเรียม โทร. 02-664-9550 และสาขา สยามพารากอน โทร. 02-129-4878 หรือ Line OA: @OMEGAThailand 



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x