FEATURE

ธวัชชัย เซี่ยงอึ่ง : เด็กจบ ม.3 ที่เล่นสเก็ตบอร์ดเป็นอาชีพและก้าวไปติดทีมชาติไทย | Main Stand



คุณคิดว่าเด็กที่ออกจากโรงเรียนหลังจบ ม.3 เพื่อมาเล่นสเก็ตบอร์ด จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ไหม ?


 

นี่คือเรื่องราวของ "ชัย - ธวัชชัย เซี่ยงอึ่ง" เด็กหนุ่มวัย 21 ปี จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่หันหลังให้การศึกษาในโรงเรียน เพื่อมาเรียนรู้ชีวิตในห้องเรียนใหม่ ที่ไม่มีคุณครู ไม่มีเพื่อนร่วมห้อง มีเพียงแค่ตัวเขาบนลานสเก็ตบอร์ด 

ธวัชชัย ต้องล้มลุกคลุกคลานได้รับบาดเจ็บ และเอาชีวิตไปแขวนบนเส้นด้าย หลังต้นสังกัดยุบทีม แต่ด้วยความมุ่งมั่นต่อสิ่งที่รัก เขาเปลี่ยนตัวเองจากคนที่ไม่มีอะไร จนมีเงินเดือนพอเพียงสำหรับเลี้ยงดูตัวเอง และก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทยได้สำเร็จ

 

เพราะรักจึงลาออก

เสียงสเก็ตบอร์ดกระทบพื้นอาจสร้างความรำคาญใจให้ใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลในสวนสาธารณะใจกลางตัวเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดเงียบสงบทางภาคใต้ที่ยังมองการเล่นกีฬาชนิดนี้เป็นเรื่องประหลาด หากย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน

ท่ามกลางผู้คนมากมาย มีสายตาคู่หนึ่งของ ธวัชชัย เซี่ยงอึ่ง จับจ้องไปยังวัยรุ่นกลุ่มนั้นเล่นสเก็ตบอร์ดที่อยู่ไม่ห่าง … และโมเมนต์นั้นได้เปลี่ยนชีวิตเด็กชายคนนี้ไปตลอดกาล

"ผมเล่นสเก็ตบอร์ดตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ครอบครัวผมเปิดร้านอาหารตามสั่งอยู่ในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี แล้วฝั่งตรงข้ามมันจะเป็นท่าเรือเกาะ และพื้นที่สวนสาธารณะ ผมเห็นกลุ่มรุ่นพี่เขาเล่นสเก็ตบอร์ดกันเป็นก๊วนใหญ่ๆ" ธวัชชัย ย้อนเล่าวันแรกที่เขาได้รู้จักกับสเก็ตบอร์ด

"ด้วยความเป็นเด็กผมอยากรู้มันคืออะไร ผมตัดสินใจเดินเข้าไปขอลองเล่น ทั้งที่ผมไม่รู้จักพวกเขาเลย"

ความสนุก ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ธวัชชัยได้รับ หลังปลายเท้าของเขาสัมผัสแผ่นสเก็ตบอร์ด ... มิตรภาพ คือของขวัญสำคัญที่ธวัชชัยได้รับจากกลุ่มรุ่นพี่ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาหลงรักเจ้าแผ่นไม้สี่ล้อจนถอนตัวไม่ขึ้น

ธวัชชัย เริ่มต้นเล่นสเก็ตบอร์ดอย่างจริงจังนับแต่นั้น แม้เขาจะไม่มีแผ่นกระดานของตัวเอง  ต้องหายืมบอร์ดมือสองจากคนอื่นที่ไม่ได้ใช้แล้ว 

ต้นทุนที่น้อยนิดทำให้ ธวัชชัย น้อยอกน้อยใจ เขาสนุกกับการเล่นสเก็ตบอร์ดจนลืมวันเวลา กว่าจะรู้ตัวว่าต้องกลับบ้าน เข็มนาฬิกาก็บอกเวลาราวตีสอง

เมื่ออายุได้ 12 ปี ธวัชชัยก้าวสู่เวทีแข่งขันสเก็ตบอร์ดเป็นครั้งแรกที่จังหวัดชุมพร เขาหอบแผ่นกระดานมือสองนั่งรถเป็นระยะทางกว่า 180 กิโลเมตร ตลอดการเดินทาง ธวัชชัยไม่เคยคิดถึงเรื่องของชัยชนะ เขาแค่บอกตัวเองว่า ลงไปเล่นให้สนุกและทำให้ดีที่สุด

ภายในระยะเวลาไม่กี่นาทีที่อยู่ในสนามแข่งขัน ธวัชชัยวาดลวดลายบนแผ่นสเก็ตบอร์ดคู่ใจแบบที่ทำมาตลอดทั้งชีวิต เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำท่าได้ถูกต้องหรือผิดพลาดมากแค่ไหน จนกระทั่งวินาทีประกาศผู้ชนะ เมื่อชื่อ "ธวัชชัย เซี่ยงอึ่ง" ถูกขานขึ้นในฐานะอันดับหนึ่งของการแข่งขัน

"ตกใจมากครับ เพราะผมไม่รู้ว่าตัวเองชนะเพราะอะไร ชนะได้อย่างไร คือตอนนั้นผมรู้แค่ว่าต้องเล่นให้ไม่พลาด ผมก็ลงไปเล่นในแบบที่เราอยากเล่น ไม่มีความรู้เลยว่า ท่านี้มันยากหรือง่าย" ธวัชชัย เล่าความรู้สึกหลังสัมผัสตำแหน่งแชมป์

"สเก็ตบอร์ดมือหนึ่ง" คือ ของรางวัลที่เขาได้รับจากการแข่งขันในวันนั้น ความตื่นเต้นหลังได้สัมผัสและลองเล่นแผ่นกระดานใหม่แกะกล่อง เปลี่ยนธวัชชัยจากเด็กที่เคยเล่นพื่อความสนุก สู่นักล่าเงินรางวัลที่เดินทางตามแต่ละจังหวัด เพื่อลงแข่งขันสเก็ตบอร์ดรายการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นทั่วประเทศไทย

"เมื่อผมได้ลองเล่นกระดานแผ่นนั้น ผมรู้สึกแฮปปี้มาก มันคือการได้สเก็ตบอร์ดมือหนึ่งตัวแรกโดยไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ซื้อ ผมสามารถลงแข่งขันเพื่อเอาของรางวัลมาเล่นเอง ไม่ต้องรอของเก่าจากรุ่นพี่เหมือนเดิมแล้ว"

"ตอนนั้นถ้ามีงานแข่งแล้วรุ่นพี่เขามีคอนแทค ผมก็ตามไปแข่งกับพวกเขาตลอด ช่วงอายุ 13-14 ปี ผมเดินทางไปแข่งทั้งในกรุงเทพฯ และขอนแก่น ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นผมอายุเท่าไหร่ น่าจะประมาณ ม.3 ผมไปแข่งรายการหนึ่งแล้วชนะได้เงินรางวัลเกือบหนึ่งแสนบาท ผมเลยรู้สึกว่า เล่นสเก็ตบอร์ดมันได้เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ"

"เมื่อผมแข่งไปเรื่อย ๆ แล้ววันหนึ่งผมรู้สึกว่า ผมติดอันดับหนึ่งหรืออยู่ในสามอันดับแรกตลอด มันก็ทำให้ผมมีความคิดว่า อยากลองเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นอาชีพ คือผมก็ไม่รู้หรอกนะว่า การเล่นสเก็ตบอร์ดมันจะเป็นอาชีพได้จริงไหม ผมเลยเรียนหนังสือไปด้วย เล่นสเก็ตบอร์ดไปด้วย ทำสองอย่างควบคู่กันมาตลอด จนกระทั่งผมเรียนจบ ม.3 ผมจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ"

ธวัชชัย ใช้เวลาไม่นานที่จะรวบรวมความกล้าเพื่อเดินไปบอกพ่อแม่ว่า "จะไม่เรียนต่อ" ในการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย เพื่อออกไปใช้ชีวิตเพียงลำพัง ในฐานะนักสเก็ตบอร์ดอาชีพแบบที่เขาฝันไว้

ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากเห็นลูกมีชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อบวกกับอนาคตที่ไม่แน่นอนเพราะจบการศึกษาต่ำ ยิ่งทำให้พ่อแม่ของธวัชชัยคัดค้านการตัดสินใจของลูกชายแบบหัวชนฝา 

แต่ด้วยความตั้งใจบวกกับความสำเร็จจากการเล่นสเก็ตบอร์ดที่ผ่านมา เขาจึงได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ และเดินทางสู่ภาคตะวันออกของประเทศไทย เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะนักสเก็ตบอร์ดอาชีพ

 

ไม่เคยเดินกลับหลัง

"ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดที่ไม่เรียนหนังสือต่อ เพราะการเล่นสเก็ตบอร์ดคือความสุขที่สุดในชีวิต ไม่ว่าผมจะได้เงินจากอาชีพตรงนี้มากหรือน้อย แต่ผมมีมิตรภาพจากคนรอบข้างที่คอยสนับสนุนผมตลอด"

ธวัชชัยกล่าวประโยคสำคัญที่สรุปชีวิตช่วงที่เขาออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ในฐานะนักสเก็ตบอร์ดประจำทีม "KANONG" (คะนอง) ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เขายอมรับว่า ตนเองก้าวผ่านชีวิตสองปีแรกที่จากบ้านมาได้ ด้วยความรักในกีฬาสเก็ตบอร์ด ไม่ใช่เงินรางวัลหรือความสำเร็จจากการแข่งขันแบบที่เคยฝันเอาไว้

มองจากเบื้องหน้า ชีวิตของธวัชชัยในฐานะนักสเก็ตบอร์ดอาจดูเท่ไม่เบา ในฐานะเด็กชายที่กล้าเดินออกจากบ้านเพื่อตามความฝัน แต่โลกแห่งความจริงไม่ง่ายเหมือนในจินตนาการ ธวัชชัยไม่อาจใช้ชีวิตเพื่อรอแข่งขันไปวัน ๆ เขาต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองไม่ต่างจากคนทั่วไป

5,000 บาท คือเงินเดือนที่ธวัชชัยได้รับจากการทำงานเป็นพนักงานในร้านสเก็ตบอร์ดของทีม ซึ่งถือเป็นค่าตอบแทนที่น้อยมาก แม้ลูกจ้างเป็นเด็กวัย 15 ปี 

ซ้ำร้ายกว่านั้น เส้นทางในฐานะนักสเก็ตบอร์ดอาชีพของเขายังต้องหยุดชะงัก หลังได้รับอาการบาดเจ็บหนัก แถมทีมต้นสังกัดยังปิดตัวลงไปอีก

"หลังจากขาหัก ผีมือของผมก็ตกลง ก่อนหน้านั้นเคยติดหนึ่งในสาม อันดับของผมก็หล่นลงมาเหลือหนึ่งในสิบ ผลงานของผมตอนนั้นคือเงียบไปเลย"

"มันกระทบกับสภาพจิตใจของผมนะ เพราะว่าผมเจ็บหนักครั้งแรกในชีวิต คิดในหัวตลอดว่า ผมจะกลับไปเล่นสเก็ตบอร์ดอีกครั้งได้หรือเปล่า ? ช่วงนั้นคือวิตกกังวลจิตตกไปพักใหญ่ แล้วพอหายเจ็บกลับมาเล่นได้ กลายเป็นว่าความกังวลมันไม่หาย คิดไปอีกว่า ผมคงทำแบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว"

"ผมอยู่แบบนั้นประมาณสองปี ทีม KANONG ก็ยุบลง พูดตามตรง ตอนนั้นผมเสียหลักเลยนะ บอกกับตัวเองว่า เราคงต้องกลับบ้านแล้วละ ทั้งที่ไม่รู้เลยว่ากลับไปจะทำงานอะไร เพราะว่าผมทำอย่างอื่นไม่เป็นเลย หนังสือก็ไม่ได้เรียน"

ธวัชชัย ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายด้วยการติดต่อไปยังรุ่นพี่ในวงการที่รู้จัก เพื่อหาใครสักคนที่ยังสนใจและเชื่อมั่นในฝีมือการเล่นสเก็ตบอร์ดของเขา

ก่อนจะได้รับการตอบรับจาก ณัฐภัทร ปัญญารัตนา เจ้าของกิจการ DREG Skateboards ร้านสเก็ตบอร์ดชื่อดังในจังหวัดนนทบุรี ที่มองเห็นศักยภาพในตัวธวัชชัย และให้โอกาสที่สองแก่เขา

"ผมรอลุ้นอยู่ว่าชีวิตผมมันจะจบตรงไหน เพราะถ้าเขา (ณัฐภัทร) ไม่ตอบรับคำขอ ผมก็คงต้องกลับบ้าน แต่โชคดีที่ทีม DREG ตอบรับคำขอของผม มันคือกำลังใจสำคัญที่ทำให้ผมไปต่อ สู้ต่อไปบนเส้นทางนี้"

เรื่องราวบทแรกในหนังสือได้จบลง ธวัชชัยก้าวสู่การเดินทางบทที่สอง ด้วยการย้ายสู่จังหวัดนนทบุรี ในฐานะนักสเก็ตบอร์ดประจำทีม DREG Skateboards แม้ในใจหวาดหวั่นเพราะกลัวว่าเส้นทางความฝันของเขาจะจบลงแบบเดิมอีกหรือไม่

แรงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมวงการสเก็ตบอร์ด คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้เรื่องราวในชีวิตของธวัชชัยดำเนินไปในเส้นทางที่ดีขึ้น เขาเรียกความมั่นใจกลับมาคืนมา และเริ่มค้นหาฟอร์มอันยอดเยี่ยมของตัวเองเจออีกครั้ง

"ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก (หลังย้ายมาอยู่กับ DREG) ผมเล่นสเก็ตบอร์ดได้เต็มที่มากขึ้น มีรุ่นพี่ที่อยู่กันแบบครอบครัวจริง ๆ มีที่อยู่ให้ มีอาหารการกินให้ และพออยู่ไปสักพักสนาม Dreg Skate Park ก็เกิดขึ้น ผมจึงพัฒนาฝีมือตัวเองได้มากขึ้น"

"มันสนุกและตื่นเต้นมากเลยนะ เพราะผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน โคตรเจ๋งเลยครับ เพราะสนามดี ๆ แบบนี้ มันช่วยให้ผมมีพื้นฐานแน่นขึ้น เวลาไปแข่งมันก็ช่วยให้ผมมีโอกาสชนะมากขึ้น" ธวัชชัย บอกเล่าจุดพลิกผันที่จะเปลี่ยนเด็กเรียนไม่จบ สู่บทบาทนักกีฬาทีมชาติไทย

 

Skate for Life 

สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น บวกกับปัญหาอาการบาดเจ็บที่รบกวนมาตลอดหายไป ธวัชชัย กลับมาเป็นนักสเก็ตบอร์ดที่มีฝีมือยอดเยี่ยมอีกครั้ง เขาออกล่าเงินรางวัลจากการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ และกวาดความสำเร็จกลับมามากมาย

ธวัชชัยในวัย 21 ปี ที่มีวุฒิการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 และจนถึงตอนนี้เขาสามารถพูดได้เต็มปากว่า ตัวเองสามารถเล่น สเก็ตบอร์ดเป็นอาชีพได้จริง ๆ 

"ถ้ารายได้ทั่วในฐานะพนักงานร้านค้า เงินจะอยู่ที่ 15,000 บาท ถ้ามีงานแข่ง ผมอาจจะหาเงินตกเดือนละ 30,000 บาท ตรงนี้มันขึ้นอยู่กับโบนัสอัดฉีดที่สปอนเซอร์จะจ่ายให้ สมมติไปแข่งงานใหญ่แล้วได้รางวัลมา เขาอาจจะแบ่งโบนัสให้ เพราะผมสร้างชื่อเสียงให้ทีมของเขา"

"เงินก้อนใหญ่สุดที่เคยได้จากการแข่งขัน คือประมาณ 100,000 บาท รอบนั้นเป็นการแข่งขันที่ประเทศจีน ปี 2018 ผมจำได้เลยว่า ตัวเองหอบเงินจีนกลับมาเมืองไทยแล้วเอาไปแลก ... หลังจากนั้น ผมกล้าพูดเลยว่า มือสั่นครับ (หัวเราะ)"

"พี่ลองคิดดูสิครับว่า ความรู้สึกของคนถือเงินแสนในมือ มันรู้สึกอย่างไร ? แล้วตอนนั้นผมอายุเท่าไหร่เอง มันเป็นความรู้สึกที่เจ๋งมาก สุดยอดมาก เพราะผมเล่นสเก็ตบอร์ดมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะทำได้ขนาดนี้"

ธวัชชัยเดินทางไปกวาดเงินที่ประเทศจีนอีกหลายครั้ง แต่ความภูมิใจสูงสุดในฐานะนักสเก็ตบอร์ดกลับไม่ได้อยู่ในจุดนั้น

เพราะในปี 2019 ธวัชชัยกลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทย ที่เดินทางไปแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ หลังคว้าแชมป์ในรายการสิงห์ ไทยแลนด์ เอ็กซ์ตรีม เซอร์กิต 2019 ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการแข่งขันสนามนี้คือเวทีคัดเลือกตัวนักกีฬาพอดิบพอดี

"ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมายตอนติดทีมชาติ เพราะผมตั้งใจจะก้าวเข้าไปสู่จุดนั้นอยู่แล้ว" ชัย - ธวัชชัย กล่าวเริ่ม 

"แต่พอก่อนเดินทางไปแข่งจริงที่ฟิลิปปินส์ ผมตื่นเต้นมาก กดดันมาก จนต้องไปหาจิตแพทย์ เพราะเวลาเล่นในไทย ปกติผมคุ้นหน้าคู่แข่งอยู่แล้ว ผมรู้ว่าเขามีฝีมือแค่ไหน แต่พอไปแข่งต่างประเทศ ผมไม่รู้ว่าเขาเล่นท่าอะไรได้บ้าง"

"โชคดีที่ผมไปคุยกลับหมอแล้วเขาถามผมกลับมาว่า 'คุณไปเล่นกับเขา หรือ คุณเล่นกับตัวเอง' ผมถึงมองยอนกลับไปว่า เวลาแข่งจริงผมก็ไม่ได้เล่นกับใครนอกจากตัวเอง สเก็ตบอร์ดมันคือกีฬาที่ต้องเล่นกับตัวเอง ถ้าผมเล่นไปตามจังหวะ ไม่คิดว่าต้องเอาชนะ ความกดดันมันก็จะหายไปเลย"

ธวัชชัยเดินทางสู่ประเทศฟิลิปปินส์ด้วยสภาพร่างกายและจิตใจที่เต็มร้อย เพื่อลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาสเก็ตบอร์ดประเภทเกม ออฟ สเก็ต หรือ การแข่งขันสเก็ตบอร์ดเล่นท่า 

โดยมีกติกาให้แต่ละฝ่ายสลับกันเล่นท่าสเก็ตบอร์ด และดูว่าฝ่ายไหนผิดพลาดน้อยกว่า และสามารถทำคะแนนได้มากที่สุด

แม้ธวัชชัยจะพลาดท่าให้แก่นักกีฬาเจ้าถิ่น จนตกรอบรองชนะเลิศ แต่เจ้าตัวก็ปาดน้ำตาลบความผิดหวัง กลับมาแข่งขันในรอบชิงที่สาม จนคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันซีเกมส์ 2019 กลับมาครองได้สำเร็จ ซึ่งเจ้าตัวยกให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ที่ทำให้ธวัชชัยในฐานะนักสเก็ตบอร์ดอาชีพเติบโตไปอีกขั้น

หากมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น จนถึงวันที่ลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย ธวัชชัยคลุกคลีอยู่กับสเก็ตบอร์ดมายาวนานกว่า 12 ปี หรือเกินครึ่งชีวิตของเขา ผ่านทั้งช่วงเวลาทั้งดีและร้าย และการตัดสินใจที่เอาอนาคตของตัวเองเป็นเดิมพัน

ความสำเร็จของเด็กชายคนหนึ่งที่เลือกเดินเส้นทางอันแตกต่าง ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะความรักที่ธวัชชัยมีต่อสิ่งที่เรียกว่า "สเก็ตบอร์ด" ทำให้เขาอดทนเรียนรู้บทเรียนนอกตำราที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และยืนหยัดในฐานะนักสเก็ตบอร์ดอาชีพบนเส้นทางที่เขาเลือกเอง

"ผมคิดว่าตัวเองเจ๋งนะ รู้สึกว่า ผมเองก็ทำได้ ถ้าพูดภาษาบ้าน ๆ คือ แม่งเฟี้ยว (หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องราวแบบนี้มันคงไม่เกิดขึ้นกับทุกคนหรอก ต้องเป็นคนรักจริง ๆ ต้องเป็นคนที่ยอมกับมันทุกอย่าง โดยไม่คิดว่าจะไปได้เสียอะไรกับมัน"

"ถ้ามันเป็นสิ่งที่เรารักจริง ๆ เราต้องอยู่กับมันให้ได้ ผมเองก็อดทนมาตลอด จากเด็กตัวเล็ก ๆ ที่เดินไปขอเขาเล่นสเก็ตบอร์ด จนก้าวมาสู่ระดับนี้ในระยะเวลา 12 ปี มันนานนะ แต่มันก็เป็นอะไรที่คุ้มค่ากับชีวิตของผมมากเลย"

ติดตาม ชัย - ธวัชชัย ได้ทาง : www.instagram.com/chai_dreg 



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world.
     


PHOTO

ณัฐวุฒิ ไตรประวัติ

ช่างภาพผู้หลงใหลมอเตอร์ไซค์ และควบตำแหน่งนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ #MainStand #Photographer
     


x