FEATURE

ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ : เด็กน้อยกองเชียร์บนอัฒจันทร์สู่แข้งผู้นำทัพราชันมังกร | Main Stand



ปลอกแขนกัปตันสีเหลือง ถูกขยับให้กระชับกับแขนเสื้อด้านซ้าย เขาปล่อยมือลงไปเป็นแนวดิ่งข้างลำตัว และถูไปมาบริเวณสะโพก สองเท้าขยับไปเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัว ก่อนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด สายตาโฟกัสไปยังเบื้องหน้าพื้นหญ้าสีเขียวขนาดกว้างที่โอบล้อมด้วยเก้าอี้นับหมื่นตัว  
 

 

วันเวลาผ่านไป อะไรก็เปลี่ยนแปลง "ราชบุรี มิตรผล เอฟซี" มีนักฟุตบอลและโค้ช จำนวนมากเข้ามา-ย้ายออก 

แม้กระทั่งสถานที่ก็ไม่เหมือนเดิม จากเคยใช้สนามของภาครัฐอยู่หลายปี สโมสรก็หันมาลงทุนสร้าง "ฟุตบอล สเตเดียม" แห่งแรกในภาคตะวันตกไทย 

ถ้ามีสิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลงไป คงเป็น "สายตาคู่นั้น" ของ "ปลั๊ก - ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์" ที่ยังคงเพ่งมองไปในสนาม ยามสโมสรบ้านเกิดลงแข่งเกมเหย้าเหมือนเดิม 

ไม่ว่าในวันวานที่เป็นเพียง "เด็กน้อย" ซื้อตั๋วเข้ามาเชียร์ทีมประจำจังหวัด หรือวันนี้กับบทบาท "กัปตันทีม" ผู้เดินนำผู้เล่นอีก 10 คนลงก้าวเท้าลงสู่สนาม เพื่อวิ่งไล่ล่าลูกฟุตบอลสู้กับทีมคู่แข่ง 

 

แรงบันดาลใจบนอัฒจันทร์

รถยนต์สี่ล้อคันหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากอำเภอบางแพ ไปยังจุดหมายปลายทาง สนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี รังเหย้าเดิมของสโมสร ราชบุรี เอฟซี ระยะห่างร่วม 30 กิโลเมตร  

ที่นั่งด้านในตัวรถ บรรทุกความฝันของเด็กชายคนหนึ่งนามว่า ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ผู้ขอติดสอยห้อมตามคนรู้จัก เพื่อติดตามเชียร์ทีมประจำจังหวัดลงฟาดแข้งอยู่เป็นประจำ

"ผมเกิดและเติบโตที่จังหวัดราชบุรี และเป็นแฟนบอลของทีมด้วย" ปวีร์ เริ่มต้นด้วยการเท้าความหลัง

"ตอนเด็ก ๆ เวลาทีมมีแข่งเกมในบ้าน ผมจะขอติดรถพี่ ๆ ในหมู่บ้านมาดูด้วย หรือถ้าแมตช์ไหนเตะกลางสัปดาห์ ช่วง ม.ต้น ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี หลังเลิกเรียนก็จะรีบไปที่สนามกีฬากลางจังหวัด ที่อยู่ไม่ไกลมาก เพื่อไปเชียร์ราชบุรี เอฟซี"

อะดลีนาลีนพุ่งพล่านไปทั่วร่างกายของ ปวีร์ ทุกครั้งยามดูทีมบ้านเกิดลงทำแข่งขัน สายตาคู่เดิมจ้องไปที่สนาม พลันเกิดแรงบันดาลใจว่า สักวันหนึ่งอยากเป็น "นักเตะอาชีพ" ที่สวมชุดสีแสด ยืนอยู่ตรงนั้น เล่นฟุตบอลท่ามกลางบรรยากาศกองเชียร์คนราชบุรี ไม่ใช่แค่คนที่นั่งชมนั่งเชียร์อย่างเดียว

ปวีร์ ไม่ได้แค่ฝันเลื่อนลอยอย่างเดียว เขาลงมือทำ และขวนขวายหาโอกาสให้ตนเอง สมัย ม.ต้น เขาเอาชนะใจคุณครู จนได้เป็น นักฟุตบอลตัวแทนโรงเรียนดรุณาราชบุรี 

เมื่อย่างเข้าสู่ ช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย "ปวีร์" ออกเดินทางจากบ้านเกิดมุ่งหน้าเข้าสู่ปริมณฑลลูกหนัง นั่นคือ กรุงเทพมหานคร เพื่อขอคัดตัวเข้าสถานศึกษาที่เป็นเลิศด้านฟุตบอล 

เริ่มจาก โรงเรียนปทุมคงคา ที่ตอบรับ หนุ่มน้อยราชบุรี เข้าเรียนต่อช่วงชั้น ม.4 ปีต่อมา เขาย้ายไปเรียนต่อที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี สุดท้ายมาจบ ม.6 ที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 

ในระยะเวลาแค่ปีเดียว ภายใต้ยูนิฟอร์มสีม่วงทอง "ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์" ฝากผลงานในฟุตบอลระดับนักเรียน จนเข้าตา 2 สโมสรยื่นข้อเสนอสัญญานักเตะอาชีพมาให้ในพร้อมกัน 

"ตอนย้ายมาเรียนที่กรุงเทพคริสเตียน ผมมีลงเล่นรายการจตุรมิตรฯ แล้วทำผลงานได้ดี บีอีซี เทโรฯ ในตอนนั้น ก็เลยยื่นสัญญาให้ผม เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นถ้วยโค้กคัพให้กับเทโรฯ พอดีพี่ฟลุ๊ค (ธนวัชร์ นิติกาญจนา - ผู้จัดการทีม ณ เวลานั้น) มาเห็นผมในจตุรมิตรฯ เหมือนกัน และรู้ว่าผมเป็นคนราชบุรี ก็ยื่นข้อเสนอให้ผม" 

"ยอมรับว่าลังเลใจเหมือนกัน ใจผมอยากเล่นราชบุรีอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นผมคิดว่าเส้นทางนักเตะผมแค่เริ่มต้น อยากลองหาประสบการณ์ดูก่อน ยังไงสักวันหนึ่ง ผมตั้งใจกลับไปที่บ้านเกิดอยู่แล้วในวันที่ผมโตกว่านี้" 

"แต่พี่ฟลุ๊คก็พูดมาคำหนึ่งว่า ทำไมต้องรอให้ถึงวันที่อายุมากแล้ว หรือหมดสภาพถึงค่อยย้ายกลับมาบ้านเกิด ทำไมไม่เติบโตและพัฒนาตัวเองกับที่นี่ล่ะ"

หนึ่งคืนเต็ม ๆ ที่เขาคิดทบทวนและปรึกษากับครอบครัวว่าควรเลือก บีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโร เอฟซี ในปัจจุบัน) ที่มีชื่อเสียงด้านการปั้นเยาวชนจนโด่งดังกลายเป็นซูเปอร์สตาร์มากมาย หรือย้ายกลับภูมิลำเนาเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ ราชบุรี เอฟซี ที่มีนโยบายเฟ้นหานักเตะเชื้อสายลูกหลานภายในจังหวัด  

วันรุ่งขึ้น ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ยกหูโทรศัพท์มือถือกดเบอร์ ธนวัชร์ นิติกาญจนา ก่อนเอ่ยปากตอบรับข้อเสนอ ที่จะทำให้เขาไม่ต้องนั่งดูเกมบนอัฒจันทร์สนาม ในฐานะกองเชียร์อีกต่อไป เพราะนับจากนี้ไป เขากำลังได้เป็น นักเตะในสนามจริง ๆ ของ ราชบุรี เอฟซี 

 

กว่าฝันจะเป็นจริง

"ฤดูกาลแรกของผมกับราชบุรีฯ (ปี 2016) ผมไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่วินาทีเดียว แทบไม่มีชื่อบนม้าสำรองด้วยซ้ำ ได้แค่ไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่เท่านั้น" ปวีร์ กล่าวเริ่มถึงเส้นทางการต่อสู้อันยากลำบากของตัวเองกว่าความฝันจะเป็นจริง

สถานะความเป็นดาวโรจน์อนาคตไกลที่แจ้งเกิดจากบอลนักเรียนระดับประเทศ ไม่อาจเป็นแต้มต่อที่ช่วยให้ ปวีร์ ได้รับโอกาสเลยทันที ในเมื่อเขาจรดปากกาเซ็นสัญญากับทีมอาชีพแล้ว ปวีร์ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องแข่งขันแย่งโอกาสในการลงสนามกับกองหลังรุ่นพี่หลายราย ที่มีศักยภาพและประสบการณ์สูงกว่าเขา

"หลังผ่านซีซั่นแรก ปีต่อมา (2017) ผมถูกส่งลงไปเล่น ราชบุรี อาร์แบคฯ ทีมพันธมิตรในดิวิชั่น 2 (เดิม) นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสฟุตบอลอาชีพจริง ๆ แม้เป็นลีกรากหญ้า แต่ก็ไม่ง่ายเลยสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เช่น นักเตะต่างชาติที่แข็งแกร่งและความเร็วสูง"

ฤดูกาล 2018 ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ถูกเรียกตัวกลับมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ แม้ซีซั่นนี้เขาจะเริ่มมีชื่อบนม้านั่งสำรอง แต่ก็มีโอกาสลงเล่นน้อยมาก 

แทนที่เขาจะคิดด้านลบบั่นทอนจิตใจตัวเอง จนเบื่อหน่ายไม่อยากซ้อม ปวีร์ กลับมองว่าทุกเย็นยามเข้าสู่โหมดเทรนนิ่ง นั่นคือ ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาฝีเท้า 

"ผมเป็นคนที่ทำงานหนักมากในสนามซ้อม เพราะต้องการลงเล่น ทุกครั้งเวลาที่ ราชบุรี นำคู่แข่งเยอะ ๆ ผมแอบหวังว่าตัวเองจะถูกเปลี่ยนตัวลงไปบ้าง ต่อให้เหลือเวลาแค่ไม่กี่นาที ผมก็อยากลง แต่ตอนนั้นก็รู้ตัวเองดีว่าฝีเท้าเรายังไม่ถึงพวกพี่ ๆ"

"ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสดีที่ได้ซ้อมกับนักเตะที่เก่งกว่าเรา ซึ่งกองหลังแต่ละคนก็มีจุดแข็งแตกต่างกัน อย่างรุ่นพี่บางคนทักษะดี บางคนเก่งลูกโหม่ง คนนั้นร่างกายดี อีกคนเล่นบอลกับเท้าเยี่ยม ผมไม่อายกล้าที่จะเข้าไปขอให้พวกพี่เขาสอน และฝึกฝนทุกวัน เพราะผมอยากเก่งและพัฒนาตัวเองดียิ่งขึ้น"

นักเตะอายุไล่เลี่ยกันกับ ปวีร์ ถูกส่งลงสนามคนแล้วคนเล่า แต่เขาก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรองเหมือนเดิม 

คนรอบข้างต่างรับรู้ได้ถึง ไฟในตัวอันลุกโชนของ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ รวมถึง ธนวัชร์ นิติกาญจนา รองประธานสโมสร ที่มองเห็นความเต็มร้อยตลอดยามลงสนามฝึกซ้อมของผู้เล่นดาวรุ่งรายนี้ 

"อยากลงเล่นบอลอาชีพหรือเปล่า ?" ธนวัชร์ เอ่ยถาม ปวีร์ ส่วนคำตอบคงไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา 

ครึ่งหลังของฤดูกาล 2018 เจ้าของเสื้อหมายเลข 39 ราชบุรี มิตรผล เอฟซี จัดการแพ็กเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า มุ่งหน้าจากภาคตะวันตก ไปยังจังหวัดอยู่สุดขอบตะวันออกของประเทศ "อุบลราชธานี" ด้วยสัญญายืมตัวกับสโมสร อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด อีกหนึ่งพาร์ทเนอร์ของ "ช้าง" ผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลไทย

ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ เผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมทุกอย่างใหม่หมด หลังใช้เวลาปรับตัวสักระยะ ความพยายามในสนามซ้อมก็ส่งผลให้ เฮดโค้ช ซูกาโอะ คัมเบะ เลือกเจ้าตัวลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเสมือนมีดที่ถูกปล่อยทิ้งมานาน วันหนึ่งมันถูกลับคมจนมันวาวพร้อมใช้งาน 

"การย้ายไป อุบลฯ ทำให้ผมได้มีโอกาสติดทีมชาติไทย ชุดเอเชียนเกมส์ 2018 พอจบทัวร์นาเมนต์ ราชบุรีฯ ก็ยื่นข้อเสนอต่อสัญญาผมทันที แม้ไม่การันตีตัวจริง อาจเป็นตัวเลือกลำดับ 3-4 และให้สิทธิ์ผมสามารถเลือกย้ายไปเล่นที่อื่น ด้วยสัญญายืมตัวก็ได้ เพื่อโอกาสลงสนาม" 

"แต่ผมบอกกับสโมสรว่า ในปีหน้า (2019) ผมจะอยู่สู้ต่อที่นี่ ผมอยากพิสูจน์ตัวเองว่า ดีพอสำหรับเล่นชุดใหญ่" ปวีร์ แสดงความมุ่งมั่นให้สโมสรเห็นว่า เขาต้องการที่ลงสนามรับใช้ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี มากแค่ไหน 

 

ผู้นำทัพราชันมังกร 

ช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 2019 ปวีร์ มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง และบางนัดเขาถูกส่งไปลงเล่นระดับ ไทยลีก 4 ในทีมชุด บี 

ปวีร์ ไม่ได้มานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องนี้ ในเมื่อมีโอกาสเล่น จะสนามไหน ปวีร์ ก็พร้อมที่ลงไปแสดงศักยภาพทุกครั้งที่ได้โอกาส ... ในที่สุดความพยายามตลอด 3 ปีก็เกิดผลเป็นรูปธรรม

"มาร์โก ซิโมเน (อดีตเฮดโค้ช) เป็นคนที่ให้ชีวิตใหม่กับผมเลย ตอนนั้นเขาเพิ่งย้ายมาคุมราชบุรีฯ เขาเป็นอดีตนักฟุตบอลระดับโลก และกล้าที่ใช้ผมลงเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง นั่นเป็นการออกสตาร์ทเกมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผมกับ ราชบุรีฯ ชุดใหญ่ (นัดแพ้ เชียงใหม่ เอฟซี 2-1)"

"แมตช์นั้นผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น เพราะเคยมีประสบการณ์ลงเล่นไทยลีกกับ อุบลฯ มาแล้ว แต่ภาคภูมิใจมากกว่าที่สามารถทำให้ฝันเป็นจริงได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ผม ครอบครัว, พี่น้อง, เพื่อนฝูง รวมถึงคนในหมู่บ้านก็ยินดีที่เห็นผมทำได้ เขาก็ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าผมจะถึงจุดนี้ได้" 

"แม้ช่วงแรกที่ได้รับโอกาส ผมอาจทำได้ไม่ดีมากนัก ซิโมเน ก็ยังเชื่อมั่นในตัวผม และส่งลงเล่นต่อเนื่อง จนก้าวไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ถ้วยคิงส์ คัพ" 

ระยะเวลาไม่ถึงปี ปวีร์ มีพัฒนาการก้าวกระโดด เขาตอบแทบความเชื่อมั่นสโมสร ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยม 

ขณะเดียวกัน ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ก็มองเห็นคุณค่าและให้ราคากับความมุ่งมั่นเกินร้อยของ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ก่อนตอบแทนเขา ด้วยการมอบบทบาท "รองกัปตันทีม" ให้กับเซ็นเตอร์แบ็กวัย 23 ปี ในตอนนั้น 

"ผมดีใจมาก ไม่คิดว่าสโมสรจะเลือกผมเป็นรองกัปตันทีม ต่อจาก ฟิลิป (โรลเลอร์) เพราะผมอายุยังน้อย มีรุ่นพี่หลายคนที่เหมาะสมกว่า ผมก็เกรงใจพวกพี่เขาเหมือนกัน แต่ในเมื่อผู้ใหญ่มอบหมายความรับผิดชอบนี้ให้ ผมก็ต้องกล้าที่จะสั่งการทุกคนในสนาม และทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับนักเตะรุ่นน้อง"

"ทุกครั้งที่สวมปลอกแขนกัปตันทีมเดินนำนักเตะลงสู่สนาม ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก จากเด็กคนนั้นที่นั่งดู ราชบุรี เอฟซี จากบนอัฒจันทร์ ได้กลายเป็นนักเตะให้กับทีมบ้านเกิดที่เรารัก ผมไม่รู้อธิบายความรู้สึกนั้นเป็นคำพูดอย่างไร ?" 

"นักเตะคนอื่นอาจย้ายเข้ามาและออกไป แต่สำหรับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี คือทีมที่ผมสามารถเรียกได้เต็มปากว่า นี่คือครอบครัว นี่คือบ้านของผมจริง ๆ"

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากชีวิตการค้าแข้งที่ไม่เคยง่ายดายของ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ คือ ความตั้งใจจริงย่อมไม่สูญเปล่า ถ้าหากยังทำต่อไป, เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองและไม่ล้มเลิกกลางทาง 

อย่างเช่นตัวเขา ผู้เป็นหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญที่พา ราชบุรี มิตรผล เอฟซี คว้าตั๋วไปลุย เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาล 2021 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ความสำเร็จของ ราชบุรีฯ ในครั้งนี้ นับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า ทีมลูกหนังภูธร ก็สามารถยกระดับไปสู่ทีมกีฬาอาชีพที่เติบโตอย่างยั่งยืน 

เหมือนกับ "ราชันมังกร" ที่ไต่เต้าจากลีกรากหญ้า, ยืนหยัดในลีกสูงสุดยาวนาน และก้าวไปถึงระดับทวีปเอเชียได้ในที่สุด โดยมี "ช้าง" เปรียบเสมือนพันธมิตรที่ค่อยสนับสนุนและยืนเคียงข้างทุกย่างก้าวของสโมสร ราชบุรีฯ 

ที่สำคัญสุด แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและชัดเจนของ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ยังช่วยสร้างงานและโอกาสในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพแก่ลูกหลานคนในจังหวัด ซึ่ง ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนักเตะท้องถิ่นหลายราย ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพค้าแข้ง เพราะได้รับการบ่มเพาะจากสโมสรแห่งนี้

"เป้าหมายในอาชีพนักเตะของผม คือ อยากพาราชบุรี คว้าแชมป์ถ้วยใดถ้วยหนึ่ง เพราะที่ผ่านมา สโมสรเรา มีโอกาสเข้าชิงหลายครั้งแต่เฉียดไปเฉียดมา ผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งต้องเป็นของเรา ผมเชื่อว่า ราชบุรี ดีพอเป็นแชมป์ได้" 



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x