FEATURE

"สนฉัตร-สรรค์ชัย” : คู่แฝดมหัศจรรย์ที่สร้างชื่อในศึกเทนนิสระดับโลก | Main Stand



“บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์, “แทมมี่” แทมมารีน ธนสุกาญจน์, “ปิ๊ก” ดนัย อุดมโชค ชื่อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นนักเทนนิสระดับท็อปของเมืองไทยที่แม้แต่คนที่ไม่เคยเล่นกีฬาชนิดนี้มาก่อนก็ต้องรู้จัก


 

แต่ถ้าพูดถึงนักเทนนิสประเภทคู่ คงจะไม่มีใครโด่งดังและประสบความสำเร็จมากไปกว่า “คู่แฝดมหัศจรรย์” สนฉัตร และ สรรค์ชัย สองหนุ่มพี่น้องแห่งตระกูล “รติวัฒน์” ที่ออกไปสร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกมานานกว่า 15 ปี 

ทั้งคู่ถือครองสถิติคว้าแชมป์ระดับชาเลนเจอร์ทัวร์ร่วมกันมากที่สุดในโลก และยังสามารถทำเงินรางวัลในการเล่นอาชีพรวมกันแล้วมากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32 ล้านบาท)

ทว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าผลงานที่ทำไว้ก็คือเส้นทางที่ทั้งสองคนร่วมมือฝ่าฟันกันขึ้นมา พวกเขาต้องเผชิญกับห้วงเวลาอันเลวร้ายชนิดที่ว่าชีวิตต้องพลิกโผจากจุดสูงสุดไปสู่จุดต่ำสุดในเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ 

เส้นทางการเป็นนักเทนนิสอาชีพของทั้งคู่เป็นอย่างไร และสิ่งใดที่ทำให้ทั้งสองคนไม่ยอมถอดใจจนสามารถคว้าในสิ่งที่ใฝ่ฝันไว้มาครองได้สำเร็จ ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ Main Stand

 

คู่แฝดมหัศจรรย์

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นนักเทนนิสประเภทคู่ที่ดีที่สุดของเมืองไทย แถมยังเป็นฝาแฝดที่คลานตามกันมาติด ๆ แต่สองพี่น้องตระกูลรติวัฒน์ “ต้น” สนฉัตร และ “ต้อง” สรรค์ชัย ก็ไม่ได้จับมือกันเล่นคู่มาตั้งแต่เด็ก เพราะต่างคนต่างมีความฝันและอยากพิสูจน์ฝีมือของตัวเอง

ทั้งสองคนเติบโตขึ้นมาท่ามกลางกลิ่นอายของลูกสักหลาดตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยความที่คุณพ่อฉัตรชัยหลงใหลในกีฬาเทนนิสเป็นอย่างมากถึงขนาดมีผนังน็อกบอร์ดตั้งอยู่ที่บ้าน เพื่อให้สามารถฝึกทักษะการตีได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคู่เล่น 

“เราเริ่มเล่นเทนนิสกันมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ คุณพ่อเล่นมาก่อน ท่านจริงจังมากมีไปอบรมโค้ชด้วย แต่ก็ไม่ได้ยัดเยียดให้พวกเราเล่น คุณพ่อจะคอยสอนเรานิดหน่อยที่บ้าน ก็จะมีน็อกบอร์ด เราก็วิ่งจับลูกบอล ใช้มือเดาะลูกบอลเล่นกับผนังจนคุ้นเคย ไม้ก็ยังไม่ได้ใช้ในตอนนั้น” สนฉัตร ย้อนความ

หลังจากฝึกปรือฝีมืออยู่ไม่นานทั้งคู่ต่างก็ลงแข่งขันในระดับเยาวชนเรื่อยมา ตั้งแต่รุ่นอายุ 8 ขวบ 10 ขวบ พร้อมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ในระดับต้น ๆ ของรุ่น และมีแชมป์ติดมือตลอด จนก้าวขึ้นไปเล่นระดับอาชีพในปี 2004 ตอนอายุประมาณ 22-23 ปี 

ต้น-ต้อง ยังคงเดินทางไล่ล่าความฝันบนเส้นทางของตัวเอง ผู้พี่สามารถไต่แรงกิ้งขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 650 ของโลก ส่วนน้องชายอยู่ที่ประมาณ 800 กว่า ซึ่งในขณะนั้นการแข่งขันประเภทคู่ในเมืองไทยยังไม่แพร่หลายนัก จะมีรายการใหญ่ก็แค่ศึกชิงแชมป์ระเทศไทยเท่านั้นที่ทั้งสองคนควงแขนลงแข่งคู่กัน

กระทั่งวันหนึ่งจุดเปลี่ยนก็มาถึงจากคำเชิญชวนของ “ปิ๊ก” ดนัย อุดมโชค นักหวดรุ่นพี่ที่ชวนไปลงสมัครแข่งขันรายการดาร์วาด ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นการแข่งขันอาชีพในรายการระดับชาเลนเจอร์ทัวร์นอกประเทศครั้งแรกของทั้งคู่

สำหรับรายการชาเลนเจอร์ทัวร์ (ATP Challenger Tour)  ถือเป็นการแข่งขันเทนนิสอาชีพชายระดับสูงสุดอันดับ 2 รองจาก ATP Tour มีเงินรางวัลรวมตั้งแต่ 30,000 เหรียญสหรัฐ ไปจนถึง 168,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 960,000-5,376,000 บาท) โดยมีการชิงชัยกว่า 178 รายการ กระจายไปทั่วโลก 40 กว่าประเทศ

นอกจากนี้ ผู้ที่คว้าแชมป์หรือสามารถสะสมแต้มไต่แรงกิ้งได้มากพอก็จะได้รับสิทธิ์ลงเล่นในรอบเมนดรอว์ หรือรอบควอลิฟาย ในศึกเอทีพี ทัวร์ จึงเหมาะสำหรับนักเทนนิสดาวรุ่งที่เริ่มต้นอาชีพก้าวแรก

“ตอนไปแข่งที่อินเดียเราตั้งใจไปควอลิฟายประเภทเดี่ยวทั้งคู่ แต่ตกรอบทั้งคู่ ส่วนประเภทคู่ก็ลองควอลิฟายดู แต่เล่นไปเล่นมาดันได้แชมป์ แล้วเงินรางวัลมันเยอะด้วย พอได้แชมป์แรงกิ้งประเภทคู่ก็ขยับขึ้นจาก 300 กว่าขึ้นไปอยู่ 250 ของโลก เราก็แบบ เฮ้ย มันมีโอกาสได้เล่นเมนดอว์เยอะขึ้นนะ”

“นั่นจึงเป็นจุดที่ทำให้เรามานั่งคุยกัน เพราะอันดับ 200 กว่าเนี่ยสามารถไปเล่นแมตช์ใหญ่ขึ้นได้ แต่ถ้าแข่งเดี่ยวต้องไปควอลิฟาย จริง ๆ มันก็ตัดสินใจยากนะตอนนั้น เพราะว่าเรายังไม่มีทิศทางอะไรมาก เลยตัดสินใจลองไปเล่นทัวร์นาเมนต์ในละแวกเอเชียดูก่อนประมาณ 10 รายการ”

“ปรากฏว่าเราได้แชมป์ประเภทคู่ 7 รายการ ส่วนประเภทเดี่ยวได้มาไม่เท่าไหร่ พอจบปี 2003 อันดับเข้าไปอยู่ในท็อป 200 ของโลก หลังจากนั้นยังไปคว้าแชมป์ระดับชาเลนเจอร์ครั้งที่ 2 ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ จนอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 160 เลยตัดสินใจลุยประเภทคู่เต็มตัว” สรรค์ชัย เผย

นับจากนั้นเส้นทางของคู่แฝดมหศัจรรย์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น...

 

2008 สูงสุดและต่ำสุดในปีเดียว

หลังจากตัดสินใจมาจับคู่กันอย่างจริงจัง ทั้งคู่ก็เดินสายไล่ล่าความสำเร็จในฐานะนักเทนนิสอาชีพ ตระเวณกวาดแชมป์มากมายตามประเทศต่าง ๆ ในช่วงปี 2004-2007 ทั้งบราซิล, ฝรั่งเศส, อินเดีย, อุซเบกิสถาน, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา ฯลฯ

นอกจากนี้ยังสามารถผ่านเข้าถึงรอบ 2 ในศึกแกรนด์ สแลม รายการออสเตรเลียน โอเพ่น เมื่อปี 2006 ก่อนที่ในปี 2007 จะปลดล็อกแชมป์ระดับ ATP Tour ได้เป็นครั้งแรกในการแข่งขันไทยแลนด์ โอเพ่น ที่ประเทศไทย พร้อมรับเงินรางวัล 26,550 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 850,000 บาท) ต่อด้วยแชมป์เซนไน โอเพ่น ที่ประเทศอินเดีย ในปีถัดมา

ขณะที่ในนามทีมชาติยังสามารถร่วมกันคว้าเหรียญทองในซีเกมส์ 2005 และเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2006 มาครองได้เช่นกัน

“ผลงานเราดีต่อเนื่อง พอปี 2007 อันดับโลกก็ทะลุท็อป 50 แล้วยังได้แชมป์ไทยแลนด์ โอเพ่น ถือเป็นจุดที่พีคที่สุดก็ว่าได้ พอปี 2008 เราเลยวางแผนลุย ATP Tour ที่สหรัฐอเมริกาเต็มตัว เพราะเมื่ออันดับสูงขึ้นมันก็ต้องไปแมตช์ใหญ่ขึ้น ลงมาเล่นแมตช์เล็กถึงได้แชมป์อันดับโลกก็ไม่ขึ้น” สนฉัตร กล่าว

และในปี 2008 นี่เองที่เป็นปีที่ทั้งสองคนจดจำไม่เคยลืมเลือน

ด้วยฟอร์มการเล่นที่กำลังขึ้นหม้อ ทั้งคู่มุ่งหน้าสู่แผ่นดินอเมริกาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม พร้อมวางแผนไล่ล่าความสำเร็จตามทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน

และเมื่อออกสตาร์ททั้งคู่ก็สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะลุถึงรอบเซมิไฟนอลในรายการที่ซานโฮเซ่ ก่อนจะเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และคว้ารองแชมป์รายการรีเจียนส์ มอร์แกน คีแกน แชมเปี้ยนชิพส์ ที่เมืองเมมฟิส มาได้

ณ เวลานี้อันดับของทั้งคู่ขึ้นไปอยู่ที่ 39 ของโลกเป็นที่เรียบร้อย จากการประกาศเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2008 ซึ่งถือเป็นอันดับโลกสูงสุดที่คู่นักหวดไทยเคยทำได้ และขอเพียงชัยชนะอีกแค่ 1-2 แมตช์เท่านั้นก็จะได้โควตาไปลุยโอลิมปิก เกมส์ ปี 2008 ที่ประเทศจีน

“ตอนนั้นเรามองถึงท็อป 10 แล้ว” สนฉัตร เผยถึงความมั่นใจในช่วงเวลานั้น

ทว่าความฝันทุกอย่างก็พังทลายลงอย่างที่ทั้งคู่ไม่ทันตั้งตัว แม้อันดับโลกจะพุ่งกระฉูดขึ้นมาแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้คัตออฟเข้าแข่งขันในรายการถัดไปที่เตรียมลงเล่นทั้งในศึกที่อินเดียนเวลส์และไมอามี 

“เราไปซ้อมอยู่ที่นู่นแล้วแต่ไม่ได้เล่น ได้แต่ดูคนอื่นเล่น เพราะว่าอันดับคัตออฟไม่ถึงเพียงแค่ 1 คู่เท่านั้น แล้วทั้ง 2 รายการเป็นทัวร์นาเมนต์ 2 สัปดาห์ ทำให้เราไม่ได้ลงเล่นเลย 5 สัปดาห์ติด ทั้งที่ควรจะเป็น 5 สัปดาห์จากที่เราเข้าชิงฯ ถ้าเราได้เล่นก็จะต่อยอดขึ้นไปได้ เลยทำให้โมเมนตัมเราสะดุด ผมอยู่เฉย ๆ ที่อเมริกา ไม่ได้แข่ง 1 เดือนเต็ม ๆ ซ้อมอย่างเดียว” สรรค์ชัย ย้อนเหตุการณ์ด้วยสีหน้าผิดหวัง

นอกจากกราฟแรงกิ้งที่กำลังพุ่งสูงขึ้นจะหยุดชะงักลงแล้ว การร้างสังเวียนเป็นเดือน ๆ ในช่วงที่ฟอร์มกำลังพีคยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของทั้งคู่ตามมาด้วย และพอได้กลับมาลงแข่งขันก็ต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งฤดูกาลคอร์ตดินที่ยุโรป ซึ่งเป็นสภาพสนามที่ทั้งคู่ไม่ถนัด สถานการณ์จึงยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก 

ทำให้ปีนั้นแม้จะได้โอกาสลงเล่นในแกรนด์สแลมครบทั้ง 4 รายการ คือ ออสเตรเลียน โอเพ่น, เฟรนช์ โอเพ่น, วิมเบิลดัน และ ยูเอส โอเพ่น ก็ตกรอบแรกทั้งหมด

“เราขอแค่ชนะอีกแค่ 1-2 แมตช์ก็จะการันตีการได้ไปโอลิมปิกแล้ว ชนะแค่แมตช์นะไม่ใช่ชนะทัวร์นาเมนต์ แต่ความมั่นใจเราหมดไปแล้ว หลังจากที่เราพีคสุดกลายเป็นตกรอบแรก 14 ทัวร์นาเมนต์ติดต่อกัน พอจบปี 2008 อันดับโลกหล่นไปอยู่ที่ 160 สุดท้ายก็ไม่ได้โควตา”

“พอจบปีนั้นรู้สึกเลยว่าโอลิมปิกมันหลุดไปแล้ว ในชีวิตนี้ไม่น่าจะได้เล่นแล้ว” สนฉัตร กล่าวด้วยแววตาไร้ความหวัง

 

โอลิมปิกที่ไม่คาดคิด

Hard Work Pays Off หรือการทุ่มเททำงานหนักเพื่อให้ได้ความสำเร็จเป็นผลตอบแทน คือสำนวนที่ดังก้องอยู่ในหูของสองพี่น้องมาตลอดเวลาท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย 

ความฝันที่กำลังเต็มเปี่ยมหลังได้ก้าวขึ้นไปบนจุดสูงสุดในอาชีพกลับต้องพังทลายลงมาจนอยู่เกือบจะต่ำสุดในเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวให้ทั้งคู่ยังคงอยู่ในเส้นทางต่อไปคือความเชื่อและกำลังใจจากคนรอบข้าง

“ตอนนั้นเราซ้อมกันหนักมาก เรายึดแต่คำนี้เลย Work hard will pays off  เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันจะจ่ายเราคืนเมื่อไหร่แค่นั้นเอง”

“ถ้าเป็นคนที่ไม่สามารถผ่านไปได้อาจจะเป็นจุดที่ทำให้เขาท้อและเลิกไปเลยก็ได้ แต่เราโชคดีที่ครอบครัวและโค้ชสนับสนุน พยายามที่จะดึงความมั่นใจเรากลับมา” 

“เรารู้ว่าเราเคยผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว เราคิดว่าเรากลับไปตรงนั้นได้ แต่ความคิดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าคนรอบตัวเราไม่เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถกลับไปตรงนั้นได้” สนฉัตร เผยถึงสภาพจิตใจหลังผ่านมรสุมลูกใหญ่

การทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง บวกกับสภาพจิตใจที่ดีวันดีคืนทำให้ทั้งคู่ลงเล่นด้วยความไม่กดดัน จนฟอร์มการเล่นเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง และอันดับโลกก็ค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จาก 160 ขึ้นมาอยู่ 120 และสุดท้ายความพยายามที่ทั้งคู่ร่วมกันฝ่าฟันมาก็แสดงผล

พวกเขากลับมาลุยในระดับชาเลนเจอร์ทัวร์อีกครั้ง และสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านเข้ารอบชิงฯ นับสิบรายการและคว้าแชมป์ได้ที่เอกวาดอร์, โปแลนด์, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก และเกาหลีใต้

ก่อนที่ในปี 2010 “ต้น-ต้อง” จะสามารถทะลุเข้าถึงรอบ 3 ศึกวิมเบิลดัน ซึ่งถือเป็นผลงานในแกรนด์สแลมที่ดีที่สุดในชีวิตจนถึงปัจจุบัน ทำให้อันดับโลกก้าวเข้ามาอยู่ในท็อป 100 อีกครั้ง

เส้นทางบนสังเวียนเทนนิสอาชีพของทั้งคู่ยังดำเนินต่อไป แม้จะไม่เคยขึ้นไปเฉียดผลงานที่ดีที่สุดที่ตัวเองเคยทำได้อีกเลยก็ตาม แต่โชคชะตาก็ประทานสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาให้ นั่นก็คือ “ตั๋วโอลิมปิก” ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ปี 2016

“ตอนนั้นอันดับโลกเราอยู่ที่ประมาณ 110 ซึ่งเขาจะตัดโควตาที่ประมาณอันดับ 70-80 ซึ่งห่างมาก ไม่คิดว่าจะได้ไปอยู่แล้ว เราเลยวางแผนซื้อตั๋วเครื่องบินเตรียมไปเล่นที่จีน แต่จู่ ๆ มีอีเมลจาก ITF (สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ) ส่งมาแจ้งว่าเราได้เป็นคู่ต่อไปที่จะได้เล่นในโอลิมปิกหากมีคนถอนตัว เขาต้องการการยืนยันด่วนว่าถ้าเราได้เล่นเราจะไปไหม เพราะตอนนั้นเหลืออีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนพิธีเปิด” สรรค์ชัย เผย

“เราตอบแบบไม่คิดเลย ถ้าได้เล่นเราไป” สนฉัตร พูดเสริมขึ้นมาทันควัน

แฝดผู้พี่ยังยอมรับต่อว่าหลังจากได้อีเมลฉบับนั้นเขาแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอน เฝ้ารอเทียบเวลากับประเทศอังกฤษแล้วตื่นขึ้นมาเช็คอีเมลทุกค่ำคืน จนสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่งข้อความที่เขารอคอยก็เด้งเตือนขึ้นมาในโทรศัพท์ คอนเฟิร์มว่าทั้งคู่ได้ไปโอลิมปิก

“มีคืนหนึ่งผมนอนไปแล้ว แล้วตื่นมาเช็คอีเมลตอนประมาณตี 4-5 เปิดโทรศัพท์เห็นอีเมลคอนเฟิร์มว่าเราได้เล่น ผมปลุกภรรยาเลย ตะโกนริโอ ริโอ เขาก็งง ๆ นึกว่ายี่ห้อเบียร์หรือเปล่า ผมก็บอกไม่ใช่ ๆ โอลิมปิก ๆ ผมเปิดไฟเลย ตื่นเต้นมากตอนนั้น” สนฉัตร เล่าถึงวินาทีสำคัญพร้อมเสียงหัวเราะ

โอลิมปิกที่บราซิลนับเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มือระดับท็อปของโลกทั้งชายและหญิงขอถอนตัวไม่เข้าร่วมชิงชัยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น โทมัส เบอร์ดิช, โดมินิค เธียม, นิค คีร์กิออส, ซิโมน่า ฮาเล็ป, สตานิสลาส วาวรินก้า รวมถึง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 

ซึ่งการถอนตัวของสองรายหลังนี่เองทำให้โควตาในประเภทชายคู่ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่างลง และเป็น “สนฉัตร-สรรค์ชัย” ที่ได้ส้มหล่นเข้าแข่งขันแทน

หลังจากที่ได้อีเมลด่วนทำให้ทั้งคู่มีเวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางเพียง 2 วัน ทุกอย่างเต็มไปด้วยความฉุกละหุก ทั้งชุดแข่งขันและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องให้ทีมงานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยส่งไปให้ที่สนามบินในวันเดินทาง รวมถึงชุดสูทเบลเซอร์ ที่ต้องให้ร้านตัดขึ้นใหม่แล้วส่งข้ามทวีป ก่อนจะมาถึงอย่างเฉียดฉิวในวันเดียวกับที่จะใช้เดินขบวนในพิธีเปิดการแข่งขัน

แน่นอนว่าความฉุกละหุกนี้ยังส่งผลกระทบถึงในสนามด้วยเช่นกัน เพราะทั้งคู่มีเวลาซ้อมเพียง 4 วัน และยังสามารถซ้อมได้แค่เพียงวันละชั่วโมง เนื่องจากสภาพร่างกายรับไม่ไหวเพราะยังไม่ได้มีการปรับตัว อีกทั้งในรอบแรกยังต้องเจอกับคู่นักหวดเจ้าภาพ มือวางอันดับ 3 ของรายการ จึงทำให้ต้านทานไม่ไหวแพ้ไป 0-6 และ 6-7

“ถึงจะแพ้แต่เราก็ประทับใจ เพราะอย่างที่บอก ก่อนหน้านี้เรายอมแพ้ไปแล้ว อาจจะไม่ใช่โอลิมปิกที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นโอลิมปิกที่ประทับใจที่สุด” สรรค์ชัย ทิ้งท้าย

 

ความฝันครั้งใหม่

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีบนเส้นทางแร็กเกตอาชีพ “สนฉัตร-สรรค์ชัย” ถือว่าเป็นนักเทนนิสประเภทคู่ไทยแท้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศเลยก็ว่าได้

นอกจากการไต่อันดับขึ้นไปอยู่ที่ 39 ของโลกแล้ว ทั้งคู่ยังจารึกสถิติด้วยการคว้าแชมป์ระดับชาเลนเจอร์ทัวร์ร่วมกันมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวน 46 รายการ พร้อมฟันเงินในฐานะนักเทนนิสอาชีพไปแล้วคนละมากกว่า 500,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 16 ล้านบาท)

ไม่นับรวมความสำเร็จในนามทีมชาติด้วยผลงาน 6 เหรียญทองซีเกมส์จากประเภทชายคู่ และอีก 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดงจากประเภททีม รวมถึงอีก 1 เหรียญเงินในเอเชียนเกมส์

“พอมองย้อนกลับไปในปี 2008 มันเป็นปีที่ดีที่สุดและปีที่แย่ที่สุด เรามองกลับไปว่าแบบ เราก็เก่งนะที่เราผ่านเวลาที่ยากลำบากขนาดนั้นแล้วกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง จนกลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุด”

“ถ้าถามผมว่ามีข้อผิดพลาดอะไรไหมกว่าจะเป็นสนฉัตร-สรรค์ชัย ในวันนี้ เราคิดเหมือนกันว่ามันมีข้อผิดพลาดแค่สิ่งเดียว ก็คือเราอยู่ด้วยกันมากเกินไป จนถึงปีสุดท้ายเราก็ยังเล่นคู่ด้วยกัน”

“ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เราอาจจะดีที่สุดหรือแย่ที่สุด เราน่าจะลองเปลี่ยนบางอย่างบ้าง เช่น ลองแยกคู่กันดู อาจจะแยกกันสักซีซั่นนึงเพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ หาแนวคิดใหม่ ๆ มันอาจจะดีก็ได้ถ้าเราทำ แต่ก็ไม่เสียดายเลยที่เราไม่ได้ทำมัน” สนฉัตร เผย

แน่นอนว่าประสบการณ์ของทั้งคู่จะเป็นรากฐานสำคัญให้นักเทนนิสรุ่นหลังดำเนินรอยตาม ไม่ต่างจากสตาร์แห่งวงการรายอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ “ต้น-ต้อง” ในวัย 39 ปี ได้ผันตัวเองมาเป็นโค้ชคอยฝึกสอนนักหวดสายเลือดใหม่ โดยมีความฝันที่อยากจะให้พวกเขาก้าวขึ้นมาอยู่ในเวทีโลกให้ได้เหมือนที่พี่ ๆ เคยทำไว้ 

“เป็นความฝันในตอนนี้ เราเคยมีพี่บอล-ภราดร พี่แทมมี่-แทมมารีน ปิ๊ก-ดนัย หรือผมสองคน ที่อยู่ในเวทีระดับโลก ผมก็อยากให้น้อง ๆ รุ่นหลังก้าวเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้ มันเป็นความฝันของคนที่อยู่ตรงนี้ที่อยากจะให้มีคนไทยต่อยอดกันขึ้นไป ตอนนี้เราจึงพยายามที่จะเติมเต็มความฝันอันนี้ของเราอยู่ เพราะว่าเราอยู่กับเทนนิสมาทั้งชีวิตแล้วก็จะอยู่ต่อไปแน่ ๆ เราก็อยากจะเห็นภาพนี้ให้มันชัดเจนมากขึ้น” สรรค์ชัย กล่าวปิดท้าย



AUTHOR

ชมณัฐ รัตตะสุข

Chommanat
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x